Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (5 มิถุนายน 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด Top Executives ครั้งที่ 8/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ---------------------------------------

วันนี้ (2 กรกฎาคม 2567) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงานของคณะทำงานการขับเคลื่อนนโยบายด้านดิจิทัลเพื่อสนับสนุน "ไทยแลนด์ 4.0" ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ _____________________________

                นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 27-30 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย                   คดีที่ 1 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 60,000 บาท ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาเชิญชวนไปทำงานที่ประเทศเกาหลี ผ่านช่องทาง Facebook ปลอม ชื่อเพจ บริษัท บิสโก้ จำกัด จึงเกิดความสนใจได้ทักไปสอบถามพูดคุยรายละเอียด และได้ตกลงกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและส่งเอกสารสำคัญต่าง ๆ ต่อมาให้โอนเงินค่าเอกสาร และค่าดำเนินการต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังจึงทราบว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจปลอม ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก                             คดีที่ 2 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 200,665 บาท โดยผู้เสียหายเคยแจ้งความออนไลน์ผ่านช่องทางเพจ Facebook ปลอม ต่อมาภายหลัง มิจฉาชีพติดต่อผ่านช่องทางโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเงินที่ถูกหลอกไป คืนกลับมา โดยให้ผู้เสียหายทำการเพิ่มเพื่อนผ่านช่องทาง Line จากนั้นมีการพูดคุยแจ้งว่า ต้องเสียค่าธรรมเนียมเอกสาร และชำระค่าภาษีให้ทางทีมทนายในการดำเนินคดีติดตาม โดยให้โอนเงินเพิ่มมากขึ้น ต่อมาภายหลังทราบว่าเป็นเพจปลอมถูกมิจฉาชีพหลอก                   คดีที่ 3 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 659,876 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณารับสมัครงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook จึงติดต่อพูดคุย แล้วเพิ่มเพื่อนช่องทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นลักษณะงานกดถูกใจเพจสินค้า และจะได้รับค่าคอมมิชชัน โดยให้ผู้เสียหายสมัครและโอนเงินลงทุนเข้าไปในระบบเพื่อเข้าร่วมภารกิจ ในระยะแรกการลงทุนเงินไม่มากได้ผลตอบแทนจริง แต่ภายหลังให้ลงทุนเงิน เพิ่มมากขึ้นและอ้างว่าทำภารกิจไม่สำเร็จจึงไม่ได้รับผลตอบแทน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก                   คดีที่ 4 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 100,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาสินเชื่อเงินด่วนทันใจผ่านช่องทาง Facebook เพจปลอม บริษัท ไอยกรณ์ จำกัด จึงสนใจทักไปสอบถามพูดคุย จากนั้นมิจฉาชีพให้เพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line อ้างตนว่าเป็นแผนกสินเชื่อของทางบริษัท ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล และกรอกยื่นขอสินเชื่อ จากนั้นให้ผู้เสียหายโอนเงิน ทางบริษัทขอตรวจสอบรายการเดินบัญชีธนาคาร (Statement) ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังการโอนเงินเสร็จไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก                    และคดีที่ 5 หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 85,000 บาท ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ได้พูดคุยจนสนิทใจและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพอ้างว่าอยู่ต่างประเทศกำลังจะกลับมาใช้ชีวิตกับผู้เสียหายที่เมืองไทย จึงส่งพัสดุของฝากจากต่างประเทศมาให้แต่ต้องชำระค่าภาษีนำเข้า โดยทางมิจฉาชีพจะช่วย ชำระให้ครึ่งหนึ่ง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนชำระค่าภาษีไปให้ ภายหลังไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก                  สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,105,541 บาท                    ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่  28 มิถุนายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1.สายโทรเข้า 1441 จำนวน 787,732 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,269 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 209,823 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,054 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 63,666 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 30.34 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 49,100 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.40 (3) หลอกลวงลงทุน 36,108 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 17.21 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 16,367 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.80 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 14,814 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.06 (และคดีอื่นๆ 29,768 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.19)                     “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพได้อ้างหลอกลวงเพื่อหางานทำ หรือหารายได้เสริม รวมทั้งการหลอกลวงให้อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนใช้อุบายหลอกลวงให้ติดตั้งแพลตฟอร์มโอนเงิน หรือกรอกยืนยันข้อมูลส่วนตัว ก่อนที่จะโอนเงินของผู้เสียหายออกไปจากบัญชี ขณะที่บางเคส เป็นการหลอกลวงกู้เงิน และหลอกลวงให้รัก ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชน ตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดในแน่ชัด โดยสามารถตรวจสอบผ่านโทรสายด่วน GCC 1111 หรือสอบถามข้อมูลกับทางธนาคาร ก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (4 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 1/2567 เพื่อผลักดันโครงการ Digital Wallet ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับเงินสนับสนุน 10,000 บาท ผ่านระบบดิจิทัล โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _____________________________

วันที่ 12 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน “Connect-The-Dots #3: Big Data & AI Ecosystem in Thailand” หัวข้อ “ผลักดันนโยบายการใช้เทคโนโลยีข้อมูล (Big Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างมีทิศทางและยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องพญาไท แกรนด์บอลรูม 1 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ   สำหรับงานดังกล่าว เป็นงานสัมมนาประจำปีของ BDI ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้และประสบการณ์ ด้านแนวโน้มความก้าวหน้าของ Big Data และ AI ในประเทศไทย จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่เกี่ยวข้องในหลากหลายหน่วยงานและสมาคมชั้นนำของประเทศ   --------------------------------------------------------

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับกระบวนการปิดกั้นให้มีความรวดเร็ว รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์   ทั้งนี้ จากสถิติการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ของกระทรวงดีอี ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 พบว่า มีการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 150,425 รายการ เพิ่มขึ้น 8.51 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566) ที่มีจำนวน 17,670 รายการ   สำหรับประเภทของ โซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่มีการปิดกั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 มีดังนี้ - พนันออนไลน์ จำนวน 62,213 รายการ เพิ่มขึ้น 30.22 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกัน (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 2,059 รายการ - บิดเบือน/หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 51,088 รายการ เพิ่มขึ้น 4.89 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 10,442 รายการ - อื่นๆ จำนวน 37,124 รายการ เพิ่มขึ้น 7.18 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 5,169 รายการ   “ในช่วง 12 เดือน หรือ 1 ปี ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 150,000 รายการ โดยสถิติตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกเดือนนั้น เนื่องจากการปรับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมทั้งการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวปลอม เว็บไซต์ผิดกฎหมายผ่านทางสายด่วน 1111” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชน ขออย่าหลงเชื่อ ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน หรือกลโกงของมิจฉาชีพที่หลอกให้เข้าไปลงทุน หรือกดลิงก์แพลตฟอร์มต้องสงสัยภายในโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมาย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินได้ หรือหากมีการเชื่อ และแชร์ข้อมูลที่อยู่ใน URLs ผิดกฎหมายต่อๆกัน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้     แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 7-13  ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 78,099 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณาการสมัครกู้เงินออนไลน์ Krungsri Ifin ผ่านช่องทาง Facebook มีความสนใจ จึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และมีการเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมีการกดลิงก์เพื่อสมัครกู้เงินออนไลน์ ทางมิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายได้กรอกข้อมูลผิดพลาด ต้องโอนเงินไปเพื่อให้ทางระบบทำการแก้ไข ผู้เสียหายได้โอนไปหลายครั้งและพยายามติดต่อกลับไป แต่ไม่สามารถติดต่อได้ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 99,995 บาท ผู้เสียหายได้เห็นโฆษณาขายทองคำ ผ่านช่องทาง Tiktok สนใจจึงทักไปสอบถาม รายละเอียดและได้ตกลงซื้อขายพร้อมโอนเงินชำระเรียบร้อย จากนั้นได้ทักข้อความ สอบถามวันจัดส่งพัสดุแต่ไม่มีการตอบกลับจากทางร้าน ต่อมาภายหลังตนทราบว่า มีผู้เสียหายหลายท่านแสดงความคิดเห็นว่าโดนหลอกให้โอนเงินแล้วไม่ส่งของ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 92,900 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tinder อ้างว่าอยากมีเพื่อนคุย และอยากทำความรู้จักกับผู้เสียหาย แล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยจนสนิทใจ มิจฉาชีพอ้างว่าหากมีเงินเพียงพอจะวางแผนสร้างครอบครัวด้วยกัน แล้วชักชวนลงทุนซึ่งได้รับผลกำไรสูง โดยได้กรอกรายละเอียดลงในลิงก์ที่มิจฉาชีพส่งให้และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ จากนั้นได้โอนเงินลงทุน ในระยะแรกได้ผลกำไรและสามารถถอนได้จริง ผู้เสียหายจึงทยอยโอนไปลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อหวังผลกำไร แต่เมื่อต้องการถอนเงินไม่สามารถถอนได้ และไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก     คดีที่ 4 หลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน มูลค่าความเสียหาย 52,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อ้างว่าเป็นหลานชาย ติดต่อมาเพื่อขอยืมเงินจ่ายค่าอุปกรณ์ดนตรีและเครื่องเสียง เนื่องจากเงินสดและเงินในบัญชี ไม่เพียงพอจะขอยืมก่อน เมื่อกลับถึงบ้านจะโอนคืนให้หลังจากนั้นผ่านไปหลายชั่วโมง ผู้เสียหายติดต่อกลับเบอร์เดิมที่ได้ติดต่อเข้ามา แต่กลับไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 841,510 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งมิจฉาชีพอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะโอนเงินค่าบำเหน็จบำนาญให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ มิจฉาชีพได้ขอเลขที่บัญชี ธนาคารและเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหาย พร้อมทั้งให้สแกนใบหน้าและสแกน QR Code จากนั้นแจ้งให้ผู้เสียหายรอรับเงิน ต่อมาผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนเอง พบว่าได้ถูกโอนออกไป จึงติดต่อกลับไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก           สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,164,504 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 11 ตุลาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,117,221 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,229 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 339,592 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,117 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 100,470 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.59 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 83,598 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.62 (3) หลอกลวงลงทุน 53,075 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.63 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 27,320 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.04 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 26,599 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.83 (และคดีอื่นๆ 48,530 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ  เครือญาติใกล้ชิด รวมทั้งการหลอกลวงให้เกิดความรัก ด้วยวิธีการติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Line  และ Facebook  ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการหลอกลวงให้รักเพื่อลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันกรณีที่อ้างเป็นญาติสนิท ควรสอบถามรายละเอียดหรือประวัติของญาติที่รู้กันเฉพาะในครอบครัวให้ละเอียด ด้านการโอนเงินบำนาญ หรือการทำธุรกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ควรตรวจสอบจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง ควรตระหนักเป็นอันดับแรกว่าการติดต่อโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงประชาชน เป็นการติดต่อที่น่าสงสัย   “ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และการสแกนใบหน้า นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                     --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 15 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ พร้อมหารือกับ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาแนวทางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ นำเสนอแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกมไทย สู่ TOP 10 เกมโลก ในระยะ 5 ปี และประเด็นอื่น ๆ ที่เหมาะสมในการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางอำไพ จิตรแจ่มใส รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

  วันที่ 15 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ ผู้แทนจาก บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย Mr. Cash McCracken ตำแหน่ง Vice President of Global Government Affairs บริษัท Seagate Technology และคณะ ในโอกาสการเข้าพบหารือเพื่อนำเสนอการดำเนินงานของบริษัทฯ ในประเทศไทย รวมถึงประเด็นความร่วมมือกับประเทศไทย โดยมี นายฉัตริน จันทร์หอม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   ในการหารือดังกล่าว บริษัทฯ ได้เน้นย้ำเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานและการลงทุนในด้าน Semiconductor, Data Center และ AI ในประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนนโยบาย “Cloud First Policy” โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม Storage Solution เพื่อพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลและสนับสนุนการจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทย รวมถึงแสดงความสนใจที่จะร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับหน่วยงานไทยและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะเทคโนโลยีอุบัติใหม่ ได้แก่  AI และ Cloud   โอกาสนี้ รองนายกฯ ประเสริฐ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงดีอี อาทิ นโยบาย Cloud First Policy การสนับสนุนการลงทุน Data Center การผลักดันอุตสาหกรรม Semiconductor การพัฒนาด้าน AI รวมถึงจุดแข็งในด้านพลังงานสะอาดของไทยสำหรับรองรับการจัดตั้ง Data Center เพื่อพัฒนาสู่การเป็น Data Hub ของไทยในภูมิภาค โดยรัฐบาลเชิญชวนให้บริษัทฯ เข้ามาลงทุนในไทยในด้านต่างๆ และยินดีที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตต่อไป  

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อกำหนดแนวทางในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลในภาคราชการ เน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีทักษะดิจิทัลที่เหมาะสม เสริมสร้างศักยภาพ และปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “เทคโนโลยีกับการลดอุบัติเหตุ” ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อการลดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมี นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

  วันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) เข้าร่วมเปิดงานสัมมนา Mekong-U.S. Partnership Track 1.5 Policy Dialogue on Online Scam Operations ร่วมกับนาย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ทุพพลภาพ และสวัสดิการสังคม (Ministry of Labour, Invalids and Social Affairs) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จัดโดย กระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์ Stimson Center ภายใต้การมอบหมายจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ   สำหรับงานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีหารือเกี่ยวกับการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ระหว่างประเทศสมาชิก MUSP การจัดการความเสี่ยงในเขตเศรษฐกิจพิเศษและระบบการเงินดิจิทัล และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   ในโอกาสนี้ นายเอกพงษ์ ได้กล่าวถึงนโยบาย และการดำเนินการ ของรัฐบาลไทยในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ แนวปฏิบัติ ร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ของสหรัฐฯ และประเทศลุ่มน้ำโขง ที่เข้าร่วมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นดังกล่าวในกรอบ MUSP ต่อไป

วันที่ 17 ตุลาคม 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ เลขานุการเอก และเจ้าหน้าที่ประสานงานอาวุโสฝ่ายตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย พร้อมคณะนักศึกษา ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงาน ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 หลักสี่ กรุงเทพฯ

วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงพาณิชย์ ด้านการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการเอกสารของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้กระดาษ และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมี นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี เป็นสักขีพยานในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงพาณิชย์ 1 ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษในงาน “GC Sustainable Living Symposium 2024 : GEN S GATHERING ภายใต้แนวคิด “ยั่งยืนไม่ยาก” รวมพลังสำคัญของคนหัวใจรักษ์โลก โดยมี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ณ พารากอนฮอลล์ สยาม พารากอน   โดยงานนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 เพื่อให้ทุกภาคส่วน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาความร่วมมือ เพื่อบรรเทาปัญหาโลกเดือด และสร้างความยั่งยืนให้กับโลก พร้อมชวนทุกคนร่วมเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ Net Zoro Lifestyles รวมถึงนิทรรศการผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลุกพลังสร้างสรรค์และผสานกับ GEN S เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกให้ยั่งยืน

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.