Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

              วันนี้ (7 เม.ย. 66 ) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)เป็นประธานในพิธีแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 โดยมี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมให้การต้อนรับ ณ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ   ________________





           กรณีที่แฮกเกอร์ 9near อ้างว่ามีข้อมูลคนไทยจำนวนกว่า 55 ล้านคน นั้น นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถระบุตัวและชื่อของแฮกเกอร์ได้แล้ว อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัวและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม สำหรับสาเหตุการรั่วของข้อมูลอยู่ระหว่างการหาข้อเท็จจริง”               นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีกฎหมาย PDPA ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ถ้ามีคนร้ายขโมยข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้อย่างผิดกฎหมายจะมีโทษ ขณะเดียวกันผู้ที่นำข้อมูลจากคนร้ายนำไปเผยแพร่หรือใช้ต่อจะมีโทษด้วย ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลตนเองกับผู้ที่ไม่รู้จัก               ขณะเดียวกันก็ควรระวังการตั้ง username and password ไม่ควรใช้เลขที่บัตรประชาชนและวันเดือนปีเกิดหรือเบอร์โทรศัพท์ และขอย้ำเตือนว่าเรามีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและลงโทษแฮกเกอร์หลายฉบับ ผู้กระทำความผิดก็จะมีโทษหนัก              รัฐมนตรี ดีอีเอส กล่าว “กระทรวงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล และให้ทำการตรวจสอบและปรับปรุบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบฐานข้อมูล ปิดช่องโหว่ต่างๆ เพื่อดูแลข้อมูลประชาชนให้ได้มาตรฐานสูงสุด”              ด้านพลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า “สำหรับผู้กระทำความผิดกรณีนี้ เป็นทหาร ยศจ่าสิบโท ทั้งนี้ จากข้อมูลชี้ว่าแฮกเกอร์คนนี้เป็นคนมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์”              ส่วน พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่า “ขณะนี้ยังไม่ทราบวัตถุประสงค์การทำงานของแฮกเกอร์อย่างแน่ชัด ครั้งแรกแฮกเกอร์อ้างว่าจะทำการขายข้อมูล ต่อมาได้ทำการเผยแพร่ข้อมูลของผู้มีชื่อเสียง และทำการในลักษณะข่มขู่ จากนั้นก็มีการให้ข้อมูลในลักษณะดีสเครดิตพรรคการเมืองและหน่วยงานรัฐ”             “ผมเชื่อว่าถ้าได้ผู้กระทำความผิด จะสามารถรู้ถึงเจตนาของผู้กระทำความผิดได้” พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าว              นายชัยวุฒิ กล่าวในตอนท้าย “โทษที่เกี่ยวข้องกับกรณี 9near จะมีความผิดตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ ฯ โทษสูงสุด จําคุก 5 ปี และการนําข้อมูล ส่วนบุคคลไปใช้อย่างผิดกฎหมาย เข้าข่ายผิด พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจถูก จําคุก 1 ปี หรือปรับ 1 ล้าน บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ต่อ 1 กรรม หรือต่อผู้เสียหาย 1 คน ได้ ซึ่งทําให้คนร้ายอาจถูกลงโทษจําคุกเป็น ร้อยปีได้ขึ้นกับข้อเท็จจริง และข้อมูลที่นําไปใช้กระทําผิดกฎหมายหรือเผยแพร่ทําให้ผู้อื่นเสียหาย”   ___________________

       วันที่ 7 เมษายน 2566 เวลา 10.00 น. พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ครั้งที่ 1 / 2566 พร้อมด้วย            นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม             พลเอกประวิตร กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานในที่ประชุมกล่าวว่า กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา  ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560 โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ได้เปิดรับข้อเสนอให้ทุนใน 4 กรอบนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (Digital Manpower) เกษตรดิจิทัล (Digital Agriculture) การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล (Digital Technology)  และการส่งเสริมรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government)  โดยมีผู้สนใจยื่นโครงการเพื่อขอรับทุนภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าว กว่า 500 โครงการ แสดงให้เห็นว่าประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ตื่นตัวด้านการพัฒนาดิจิทัล ซึ่งโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านการพิจารณาจะได้ศึกษาวิจัยและต่อยอดโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ ซึ่งกองทุนดีอีมีบทบาทสำคัญ ในการสนับสนุนครั้งนี้”              นายภุชพงค์ โนดไธสง กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนดีอี ได้ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบการดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารทุนหมุนเวียน ซึ่งได้มีการกำกับและเร่งรัดการดำเนินงานเป็นไปตามแผนต่อไป นอกจากนี้ ได้พิจารณการขยายผลของโครงการการพัฒนากลไกการสร้างฐานข้อมูลออนไลน์ขนาดใหญ่ของระดับความพร้อมอุตสาหกรรมตามแนวคิด Industry 4.0 ด้วยเครื่องมือชุดดัชนีชี้วัดสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับทุนเมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รวมถึงพิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงสัญญารับทุนฯ นายภุชพงค์ กล่าวต่อว่า “คณะกรรมการได้ร่วมกันพิจารณาโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการให้บริการสาธารณะและไม่เป็นการแสวงหากำไร โดยมีคณะทำงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้คำปรึกษา เพื่อกลั่นกรองโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวัตถุประสงค์ของโครงการ”   ______________

          เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เยี่ยมชมบริษัท FinStable ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติไทยตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต ดำเนินธุรกิจในด้านดิจิทัลและมีความเชี่ยวชาญหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่อง Blockchain และ Smart licensing รวมทั้งมีความร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีของต่างประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยี Virtual reality (VR) เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงในหลายมิติพร้อมร่วมรับฟังปัญหาและสิ่งที่ภาคเอกชนประสงค์จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป   _______________

            กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สรุป“ข่าวปลอม”ในรอบสัปดาห์ พบประชาชน แห่เชื่อข่าวอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กปภ.ขอเลขบัญชีธนาคารคืนเงินค่าน้ำประปาเกิน ขณะที่ข่าวลวงเรื่องผลิตภัณฑ์ L’ebss Ampoule Skin booster ใช้ฉีดใบหน้า เพิ่มคอลลาเจน ไม่แผ่วเช่นกัน ติด Top 10 ข่าวปลอมคนสนใจสูงสุด          ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 6 เมษายน 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 3,156,017  ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 195 ข้อความ แบ่งเป็นข้อความที่มาจาก Social listening จำนวน 157 ข้อความ ข้อความที่มาจาก Line Official จำนวน 37 ข้อความWebsite จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 117 เรื่อง           ทั้งนี้ ดีอีเอสได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจ เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ข่าวปลอมเรื่องนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคมขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศจำนวน 50 เรื่อง  กลุ่มที่ 2 ข่าวปลอมเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน47 เรื่อง  กลุ่มที่ 3 ข่าวปลอมเรื่องภัยพิบัติ จำนวน 11 เรื่อง  กลุ่มที่ 4 ข่าวปลอมเศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง                ดร.เวทางค์ กล่าวต่อว่า จากการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริง ล่าสุดได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 62 เรื่อง อยู่ระหว่างการประสานงาน 49 เรื่อง จึงอยากเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ โดยข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับ ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม - 6 เมษายน2566 ประกอบด้วย               อันดับที่ 1 : เจ้าหน้าที่ กปภ. ติดต่อขอเลขบัญชีธนาคาร เพื่อคืนเงินค่าน้ำประปาเกิน อันดับที่ 2 : ผลิตภัณฑ์ L’ebss Ampoule Skin booster ใช้ฉีดใบหน้า เพิ่มคอลลาเจน อันดับที่ 3 : โทรศัพท์มือถือส่งผลต่อคลื่นสมอง ทำให้ก่อนนอนไม่สงบ หลับยาก อันดับที่ 4 : กฟภ.ส่ง SMS ให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า เนื่องจากช่วยเหลือปัญหาภัยแล้ง อันดับที่ 5 : เหงื่อซึมออกจากมือ แสดงว่ามีปัญหาทางหัวใจ อันดับที่ 6 : สปสช.ส่ง SMS แจ้งอัปเดตข้อมูลบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองให้เป็นข้อมูลปัจจุบัน มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิทันที อันดับที่ 7 : กรมการจัดหางานรับสมัครผู้ช่วยโปรโมทวิดีโอและสินค้า อันดับที่ 8 : บางจาก และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดลงทุนซื้อกองทุนรวมหุ้น PCL เพียง 1,056 บาท รับปันผล 29% อันดับที่ 9 : เจ้าหน้าที่ กฟภ. โทรติดต่อเรื่องคืนเงินค่าไฟฟ้า จากจดหน่วยในมิเตอร์ผิด อันดับที่10 : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับบริษัทเอกชน ชวนซื้อกองทุนรวมหุ้น ZEN เพียง 1,092 บาท รับปันผล 29%              อย่างไรก็ตาม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ติดตามความเคลื่อนไหวข้อความที่ผิดปกติในทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง หากท่านได้รับการแจ้งข้อมูลที่ผิดปกติ ผ่านเอสเอ็มเอส หรือทางโทรศัพท์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และขอให้ท่านตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายอยู่บนโซเชียลมีเดียและออนไลน์ โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และสายด่วนGCC 1111 ต่อ 87    ________________

                วันนี้ (10 เม.ย. 66 ) นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทยคณะทำงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน ครั้งที่ 1 (The First Meeting of the ASEAN – China Free Trade Agreement (ACFTA) Working Group on Digital Economy: 1st WGDE) ระหว่างวันที่ 10 - 11 เมษายน 2566 เพื่อหารือแนวทางการเจรจาบทเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – จีน จัดขึ้นโดย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในรูปแบบผสม (Hybrid) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และสำนักเลขาธิการอาเซียน ณ โรงแรมดิ แอทธินี กรุงเทพฯ   ________________________


              วันนี้ (10 เม.ย. 2566) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ร่วมประชุม Top Executives ครั้งที่ 2/2566 ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _______________________



                นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เร่งดำเนินการตาม พ.ร.ก. ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งดำเนินการตาม พ.ร.ก. ปราบซิมม้า และแก๊ง call center                    วานนี้ (11 เมษายน 2566) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เป็นประธานการประชุม “การติดตามการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566” โดยได้เชิญผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม อาทิ True, DTAC, AWN และ NT รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ สำนักงาน กสทช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการประชุมได้มีการหารือประเด็นสำคัญดังนี้                    1. พ.ร.ก. มุ่งป้องกัน ปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และมีบทลงโทษ สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “ซิมม้า” (หรือหมายเลขหมายเลขโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือ ที่ให้ผู้อื่นนำไปใช้กระทำความผิดทางเทคโนโลยี) ดังนี้ กรณีผู้ใดยินยอมให้ผู้อื่นใช้ หรือ ยืมหมายเลขหมายเลขโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือ ที่ควรรู้ได้ว่าจะถูกนำไปใช้กระทำความผิดทางเทคโนโลยี โทษสูงสุด จำคุก 3 ปี ค่าปรับ 300,000 บาท และผู้ใดหากเป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อให้ มีการซื้อขายหมายเลขโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลงทะเบียนแล้ว แต่ไม่สามารถระบุผู้ใช้บริการได้ โทษจำคุก 2 – 5 ปี ปรับ 200,000-500,000 บาท (ตามมาตรา 9 และมาตรา 11 ใน พ.ร.ก.)                    2. ตาม พ.ร.ก. เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ปราบปราม หรือระงับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ ในกรณีมีเหตุอันพึงสงสัยว่า มีการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และมีความจำเป็นต้องทราบข้อมูลการลงทะเบียนผู้ใช้งาน ให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม หรือผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำนั้น “มีหน้าที่” ส่งข้อมูลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามที่ร้องขอ และให้มีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะเปิดเผยให้บุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมิได้ (ตามมาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 12 ใน พ.ร.ก.)                   ทั้งนี้ ผู้แทนสำนักงาน กสทช. กล่าวว่า ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2562 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 กำหนดให้ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้องจัดการให้มีการลงทะเบียนผู้ใช้บริการ และพิสูจน์ยืนยันตัวตนให้ถูกต้อง ไม่ว่าบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ได้เร่งจัดการบัญชีม้า ซิมม้าอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ ได้ระดมกำลัง เร่งปราบปราม ขบวนการขายบัญชีม้า ซิมม้า                   รัฐมนตรีชัยวุฒิ กล่าวว่า “วันนี้ พ.ร.ก. ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีผลบังคับใช้แล้ว เชื่อมั่นว่า อาชญากรรมออนไลน์จะลดลง โดย พ.ร.ก. กำหนดให้ เจ้าของซิมม้า หรือผู้ขายซิมม้ามีความผิด โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และก็ขอให้ผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีซิมม้า รีบยกเลิก หรือรีบติดต่อผู้เอาซิมไปใช้ ให้ลงทะเบียนให้ถูกต้อง และอย่าให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือผู้ไม่ลงทะเบียนนำซิมไปใช้ เพราะอาจจะมีความผิดตาม พ.ร.ก. ได้”                   อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาออนไลน์สามารถติดต่อ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สายด่วน 1212 หรือ ตำรวจไซเบอร์ สายด่วน 1441และการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ติดต่อสำนักงาน กสทช. สายด่วน 1200   ________________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.