Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

              วันนี้ (30 มิถุนายน 2566) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กบส.) โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุม ดังกล่าว ณ ห้อง MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ___________

             วันนี้ (30 มิถุนายน 2566) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD   ________________________  

              วันนี้ (30 มิถุนายน 2566) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 MCOT HD   ________________________

              กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พบโจรไซเบอร์แสบ! มาในรูปแบบใหม่ ปั่นข่าวปลอม กรมการจัดหางานร่วมกับภาคเอกชน เปิดรับสมัครงาน ผ่านเพจบริษัทจัดหางานออนไลน์ ขึ้นแท่นอันดับ 1 ระวัง! ถูกหลอกให้ทำงานง่าย รายได้ดี ไม่มีจริง รองลงมา“ออมสิน”ถูกอ้างชื่อปล่อยสินเชื่อกู้เงินด่วนมาไม่หยุด! ย้ำเตือนเป็นข้อมูลเท็จ มีสติรู้ทันกลโกง                นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 - 29 มิถุนายน 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 3,198,791 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 250 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 212 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 38 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 162 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 103 เรื่อง                 ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย  กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในกระเทศ จำนวน 69 เรื่อง อาทิ กทม.ห้ามใช้สนามหลวงจัดเทิดพระเกียรติในหลวงเป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 51 เรื่อง อาทิ มีอาการระคายเคืองตา หรือมีปัญหาในการมองเห็น ประจำเดือนผิดปกติ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง อาทิ เชียงใหม่พบจุดเสี่ยง 2 รอยเลื่อน มีพลังพาดผ่านพื้นที่ในเมือง-แม่ออน-แม่อาย เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 30 เรื่อง อาทิ แบงก์ชาติร่วมธนาคารกรุงศรี ทดสอบใช้งานสกุลเงินดิจิทัลภาคประชาชน หรือ Retail CBDC ครั้งแรกของประเทศ เป็นต้น โดยมี ประเด็นข่าวที่เกี่ยวกับโควิด-19 จำนวน 1 เรื่อง               อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ               สำหรับข่าวปลอม และข่าวบิดเบือนที่มีการแชร์วนซ้ำบ่อยที่สุดในรวม 10 ลำดับ  ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมจัดหางานร่วมกับภาคเอกชน เปิดรับสมัครงาน ผ่านเพจบริษัทจัดหางานออนไลน์ อันดับที่ 2 : เรื่อง สินเชื่อออมสินเพื่อธุรกิจ เงินกู้ด่วน กู้ได้ทุกอาชีพ อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ออมสินเปิดเพจ สินเชื่อ GSB ออมสิน ปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน ผ่อนจ่าย 24 เดือน อันดับที่ 4 : เรื่อง ใจหวิว ใจสั่น ตกใจง่าย เกิดจากซี่หัวใจและถุงน้ำดีพร่อง อันดับที่ 5 : เรื่อง ก.ล.ต. รับรองงานออนไลน์ รับสมัครผ่านบัญชีแอปพลิเคชันสีฟ้า อันดับที่ 6 : เรื่อง เส้นสีขาวในตัวหอยแมลงภู่คือพยาธิ อันดับที่ 7 : เรื่อง ความดันโลหิตสูงแก้ได้โดยการกำมือ - แบมือ อันดับที่ 8 : เรื่อง ออมสินเปิดให้สมัครสินเชื่อผ่านเพจสินเชื่อเพื่ออาชีพอิสระ อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจ My Mo ของ ธ. ออมสิน ปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน 10,000 และ 50,000 บาท อันดับที่ 10 : เรื่อง เวนดิ้งแมชชีนเซ็นเตอร์ ร่วมกับกรมจัดหางาน รับสมัครคนตอบแชทออนไลน์               “จาก 10 อันดับ พบข่าวเกี่ยวกับมิจฉาชีพหลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ มากถึง 7 อันดับ โดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นการหลอกให้ลงทุน กู้เงิน และหลอกให้สมัครงาน ทำให้ผู้รับข่าวสารเกิดความสับสน ตลอดจนการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในสังคมจึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร” นายเวทางค์ กล่าว                ดีอีเอส ขอความร่วมมือประชาชน เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และถูกต้อง สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ที่ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com และ สายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง    _______________

               วันนี้ (3 ก.ค. 66) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ร่วมเป็นวิทยากรและปาฐกถาพิเศษ "กฎหมายเทคโนโลยีเพื่อความยุติธรรมที่ยั่งยืน" ในงานเสวนาวิชาการและการประชุมระดับชาติ ครั้งที่ 4 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 55 ปี ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ณ ห้องประชุมปรีดี ชั้น 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์   _________________________



               เมื่อวันที่ 24-30 มิถุนายน 2566 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เข้าร่วมหารือเชิงปฏิบัติการเรื่อง Policy Development for High-Level Officials และศึกษาดูงานเกี่ยวกับนโยบาย ด้านโทรคมนาคมและ digital ตลอดจนการหารือแนวทางการพัฒนา AI การแก้ไขปัญหา Fake News และ Cyber Security จัดโดย องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น   _________________________


             วันนี้ (4 กรกฎาคม 2566) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมหารือการจัดเก็บข้อมูลการบันทึกภาพและเสียงตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงาน และเตรียมความพร้อม ก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2566 โดยมีพลตำรวจเอกวีระพล ใหญ่อรุณ รองผู้บังคับการคดีอาญา พ.ต.อ.หญิง สายฝน สุกัญจนาถ รองผู้บังคับการศูนย์สารสนเทศกลาง และคณะทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด มหาชน ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 ชั้น 6 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _________________________


            กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ หน่วยงานราชการทั้ง 20 กระทรวง พร้อมด้วย รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เปิดรณรงค์ “ร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” สร้างการรับรู้ร่วมกัน  เตรียมเปิดระดมจัดหนักกวาดล้างจับกุมซิมม้า บัญชีม้า และขยายครูไซเบอร์ พร้อมเชิญชวนประชาชน ทำข้อสอบวัคซีนไซเบอร์ และบอกต่อ เพื่อหวังคนไทยได้รับวัคซีนทั่วถึง สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ตกเป็นเหยื่อออนไลน์                วันนี้ (5 กรกฎาคม 2566) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พลเอก ธิติชัย  เทียนทอง เสนาธิการทหาร พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย เครือข่ายภาคเอกชนทั้งบริษัทน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และ สื่อมวลชน  และ กต.ตร. และสถานีตำรวจทั่วประเทศ ร่วมเปิดการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 ตร.                ปลัดดีอีเอส กล่าวว่า ประเด็นอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกประเทศ ไม่เฉพาะที่ประเทศไทย ทุกคนควรมีส่วนร่วมยกเป็นประเด็นในอาเซียนและเอเปค ต้องดำเนินการร่วมกันในหลายประเทศในการส่งต่อข้อมูล โดยตามพระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566  ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น กรอบของ พ.ร.ก. เป็นการจัดการปัญหาในเบื้องต้น แต่ที่ออกมาเร็วเพราะถ้าดำเนินการไม่ได้สถิติจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีกฎหมายมาบังคับใช้ เพื่อยับยั้งให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่กฎหมายนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง กระทรวงดิจิทัลฯ จึงต้องทำหน้าที่ในการสร้างมาตรการต่อไป                พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566  หรือ พ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ 2566 จะทำหน้าที่จัดการกับปัญหาของแต่ละหน่วยงาน สิ่งแรกคือ การเปิดบัญชีม้า ซิมม้า ที่ผ่านมาจะมีผลตามกฎหมายก็ต่อเมื่อมีความผิดเกิดขึ้นก่อน จึงดำเนินคดีได้ แต่กฎหมายนี้จะสามารถดำเนินคดีได้ตั้งแต่เปิดบัญชี หรือเปิดใช้ซิม รวมถึงเอาผิดคนที่เป็นธุระจัดหาในการโฆษณา กฎหมายสามารถดำเนินการได้ทันที เป็นมาตรการยับยั้งการกระทำผิดในขั้นต้น โดยมีการประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นไม่ให้ผู้รับจ้างเปิดบัญชีเห็นแก่เงินเล็กน้อย  เพื่อลดปัญหาที่จะตามมา จุดสำคัญ คือ “การโอนเงิน” เพราะการดำเนินการทุกกรณีเน้นที่เงิน สิ่งที่ระบบสร้างขึ้นมาต้องการให้ธนาคารมีอำนาจ หน้าที่ ในการหยุด หรือ ยับยั้งตลอดสาย  ตั้งแต่ธนาคาร 1-3  กระบวนการนี้ทำให้มีการยับยั้งได้เร็วขี้น เมื่อมีการแจ้งโดยเจ้าของบัญชี                 “ทั้งนี้ อยากให้ธนาคารสามารถยับยั้งได้ด้วยตัวเอง  หากพบสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นในการโอนเงิน แต่ธนาคารก็มีข้อจำกัด  เพราะตรวจสอบได้เฉพาะธนาคารของตัวเอง แต่จะไม่สามารถตรวจสอบความผิดปกติต่างธนาคารได้ แต่ในกฎหมาย ธนาคารสามารถส่งต่อความผิดปกติ และตรวจสอบเป็นวงกว้างได้ ส่วนกรณีการแจ้งความที่ยังเป็นปัญหา คือ จะต้องขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ทำความผิดตามกฎหมายอาญา แต่ตัว พ.ร.ก. นี้เป็นอาชญากรรมด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบการแจ้งความ เพื่อความสะดวกของประชน โดยสามารถแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้” ปลัดดีอีเอส กล่าว                  อย่างไรก็ตาม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมสนับสนุน ในการเข้ามาช่วยดูแลระบบและโครงสร้างรับแจ้งความออนไลน์ให้มีความเข้มแข็ง และสามารถเชื่อมต่อไปยังระบบคลาวน์ของตำรวจได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างวัคซีน เกิดภูมิต้านทาน ให้ประชาชนเข้าใจ ผ่านการทำแบบทดสอบวัคซีนไซเบอร์ ซึ่งได้รวบรวมมาจากกลโกงของคนร้าย และสิ่งที่ประชาชนควรรู้  เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความรู้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ โดยแบบสอบถามนี้ ก็ต้องมีกลไกการควบคุม ป้องกันการถูกแอบอ้างจากมิจฉาชีพ แนบลิงค์ย้อนกลับมายังประชาชน ดังนั้น จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจว่า มีโจรเข้ามาติดต่อกับเรา ตลอดเวลา จึงมีการเสนอให้ภาครัฐสร้าง Application ในการบล็อกเบอร์ของมิจฉาชีพ เช่น App  Whoscall ให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มกลาง มีฐานข้อมูลแจ้งเตือน กระทรวงดีอีเอส จะนำเรื่องนี้เร่งขับเคลื่อนต่อไป                ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ “คดีออนไลน์” เป็นอาชญากรรมที่ส่งผลสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างมาก  แม้ว่า ตร.จะพัฒนาระบบแจ้งความออนไลน์ หรือร่วมผลักดัน พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.66 แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพียงแค่ทำให้คดีลดน้อยลง การที่จะป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้ดีที่สุดนั้น คือการสร้างความรู้    การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อกลโกงของคนร้ายบนโลกออนไลน์  จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งคณะทำงานสร้างภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีกิจกรรมโครงการณรงค์ต่างๆ ซึ่งทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด รวมถึงโครงการรณรงค์ในวันนี้                 สำหรับการรณรงค์ “ผนึกกำลังร่วมใจ ต้านภัยไซเบอร์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” มีส่วนราชการร่วมดำเนินการ หน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 20 กระทรวง  ประกอบด้วย   สำนักนายกรัฐมนตรี   กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงสาธารณสุข                    หน่วยงานระดับกรม จำนวน 9 กรม ประกอบด้วย กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการขนส่งทางบก กรมศุลกากร กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการค้าภายใน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมสรรพากร หน่วยงานอิสระ จำนวน 4 หน่วย  ประกอบด้วย สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และสมาคมธนาคารไทย                    กองทุน  จำนวน 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ                 ห้างสรรพสินค้า จำนวน 4 แห่ง  ประกอบด้วย ห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ห้างสรรพสินค้าแมคโคร ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส  และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)   ผู้ค้าน้ำมัน จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์(แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสโซ่(แห่งประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)                    นอกจากนี้ยังมี รัฐวิสาหกิจ จำนวน 4 แห่ง สื่อมวลชน จำนวน 11 แห่ง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจระดับ กองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจ ทั่วประเทศ ร่วมรณรงค์โครงการโดยมีมาตรการสำคัญดังนี้        1) ร่วมกับทุกภาคส่วนและ กต.ตร.ในการสร้างการรับรู้ ต้านภัยออนไลน์ โดยใช้ข้อความที่เป็นสาระเดียวกันทุกหน่วยงานเป็น“ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน รู้ทันกลโกง” เพื่อสื่อสารข้อความดังกล่าวไปยังบุคคลากรในหน่วยงาน ประชาชนที่มาติดต่อราชการ หรือลูกค้าที่มาใช้บริการหรือซื้อสินค้า        2) ร่วมกับภาคการศึกษา อบรมให้ความรู้ภัยโกงทางไซเบอร์ พัฒนาหลักสูตรการเตือนภัยไซเบอร์ให้เหมาะสมกลุ่มเป้าหมายและอายุ พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนต้านภัยไซเบอร์สำหรับเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาในสถานบันการศึกษา       3)ร่วมกับภาคสื่อมวลชน นำเสนอข่าวเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะรายละเอียดขั้นตอนการโกง เพื่อเป็นแนวทางการป้องกัน รวมทั้งสนับสนุนการเผยแพร่ข้อความ ข่าว รูป ป้ายประชาสัมพันธ์ เนื้อหาเกี่ยวกับเตือนภัยออนไลน์ระหว่างออกอากาศของช่องสื่อ     และ 4) ร่วมกับภาครัฐ ผลิตแอพไซเบอร์วัคซีน                     ผบ.ตร.กล่าวว่า  “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการรับแจ้งความออนไลน์ ผ่านศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.com  หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน 1441 นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 30 มิถุนายน 2566 พบว่ามีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์ จำนวน  287,122 คดี เฉลี่ยวันละกว่า 800 คดี รวมมูลค่าความเสียหายเกือบ 40,000 ล้านบาท  มีสถิติการรับแจ้งความคดีออนไลน์มากที่สุดยังเป็นคดีเดิมๆ 5 อันดับ ได้แก่  อันดับ 1)  คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 2) คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ   3) คดีหลอกลวงให้กู้เงิน 4) หลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ 5) คดีข่มขู่ทางทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (คอลเซ็นเตอร์)                     และขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนได้ทำแบบทดสอบ วัคซีนไซเบอร์ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งได้รวบรวมมาจากกลโกงของคนร้ายและสิ่งที่ประชาชนควรรู้  เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความรู้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์อีกทางหนึ่ง และขอให้บอกต่อเพื่อทำแบบทดสอบเพื่อให้มีความรู้เป็นภูมิคุ้มกันภัยกันทุกคน และเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ เชื่อว่าไซเบอร์วัคซีนนี้  ถือเป็นวัคซีนที่ดี เมื่อได้รับภูมิแม้เพียงครั้งเดียว ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ต่อเนื่องตลอดไป  ถ้าคนไทยทุกคนได้รับวัคซีนนี้อย่างทั่วถึง  จะเป็นการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com  Facebook https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์  หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรสายด่วน 1441   ______________________

          วันนี้ (5 กรกฎาคม 2566) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ  ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบพ.ศ. 2565 หรือ กฎหมาย DPS  (Digital Platform Services) ที่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ ETDA ทราบก่อนการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ จากการหารือผู้ให้บริการแฟลตฟอร์มดิจิทัลส่วนใหญ่มีความเข้าใจและพร้อมให้ความร่วมมือในการเข้ามาจดแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจให้ทราบ ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _____________


              วันนี้ (6 กรกฎาคม2566) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อให้การสนับสนุนการขับเคลื่อนการใช้ระบบ e-Document แก่หน่วยงานราชการ ครั้งที่ 2/2566 โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   __________________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.