Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

             วันนี้ (11 สิงหาคม 2566) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วย การให้ความเห็นชอบระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมใช้ระบบ Central Fraud Registry (CFR) แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมที่ต้องสงสัย ระหว่างสถาบันการเงิน                 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ได้มีการใช้วิธีการทางเทคโนโลยีหลอกลวงประชาชนทั่วไปผ่านอุปกรณ์เทคโนโลยี.   ต่าง ๆ จนทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และผู้หลอกลวงได้โอนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้น ผ่านบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลอื่นต่อไปเป็นทอด ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อปกปิดหรืออำพรางการกระทำความผิด ดีอีเอสไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการหารือกับภาคสถาบันการเงิน และตำรวจมาโดยตลอด จึงได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการให้ความเห็นชอบระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ขึ้น ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ เพื่อเป็นการกำหนดระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามที่กำหนด ในมาตรา 4 ของพระราชกำหนดฯ                  ทั้งนี้ ในมาตรา 4 ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ได้กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจมีหน้าที่เปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจนั้น ผ่านระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นชอบร่วมกัน                 “วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันปราบปรามแก้ไขปัญหาการถูกหลอกลวงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ สถาบันการเงินได้มีการพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน Central Fraud Registry (CFR) และจะมีการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะถัดไป” ปลัดดีอีเอส กล่าว                    สำหรับข้อตกลงในการดำเนินการ ได้เห็นชอบร่วมกันในการใช้ระบบ Central Fraud Registry (CFR) พัฒนาโดย บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด (“NITMX”) เป็นระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงิน ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยระบบดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ระยะในเบื้องต้น โดย Phase 1 จะรองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินผ่านช่องทาง Shared Drive เพื่อให้สถาบันการเงินปลายทางรับข้อมูลไปตรวจสอบและระงับธุรกรรมเป็นทอด ๆ ต่อไป ซึ่งเป็นระบบที่รองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลชั่วคราวระหว่างการพัฒนาและประกาศใช้งานระบบ CFR Phase 1.1 รวมถึง เป็นระบบที่รองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสำรองที่สามารถใช้ในกรณีระบบ CFR Phase 1.1 ขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้                   ส่วน Phase 1.1 รองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินผ่านช่องทาง Web Portal โดยระบบจะแจ้งเตือนไปยังสถาบันการเงินปลายทางได้โดยอัตโนมัติ และสามารถรวบรวมข้อมูล เพื่อสร้างรายงานเส้นทางการเงินได้ ซึ่งทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันติดตามความคืบหน้าของผู้พัฒนาระบบ CFR เพื่อดำเนินการพัฒนาระบบในระยะต่อๆไป ให้มีความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566    _______________________


          นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566  ณ ท้องสนามหลวง และห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง    _____________

             ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2566 ณบริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมหาราชวัง   ______________

           กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พบโจรไซเบอร์แอบอ้างกรมขนส่งฯ เปิดเพจปลอมหลอกทำใบขับขี่เพจ “ใบการขับรถครบวงจร” ระวังถูกล้วงเอาข้อมูลสำคัญ รองลงมาเป็นข่าวปลอม “สถาบันทางการเงินมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ” ยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด          เตือนระวังมิจฉาชีพ เช็คข้อมูลทุกด้านให้ดีก่อนหลงเชื่อ             นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 4 - 10 สิงหาคม 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,324,082 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 234 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 190 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 44 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 163 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 91 เรื่อง              ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในกระเทศ จำนวน 67 เรื่อง อาทิ รัฐบาลหนุนศึกษาสร้างฐานปล่อยยานอวกาศในไทย เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 36 เรื่อง ผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงโรคช่องปากปริทันต์แทรกซ้อนสูงกว่าคนปกติ 4.2 เท่า เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 10 เรื่อง เฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงวันที่ 10-15 ส.ค. นี้ เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 35 เรื่อง หลายธนาคารส่งจดหมายมอบสิทธิพิเศษต่างๆ โดยการให้สแกนบาร์โค้ดเป็นต้น โดย แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 14 เรื่อง              อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจตามลำดับ                สำหรับข่าวที่ได้รับความสนใจและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม (Engagement) มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์แบบใหม่ผ่านเพจใบการขับรถครบวงจร ของกรมการขนส่งฯ อันดับที่ 2 : เรื่อง เตือนจดหมายจากหลายธนาคารมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้สแกนบาร์โคดรับสิทธิ อันดับที่ 3 : เรื่อง ดื่มน้ำน้อยเสี่ยงสมองเสื่อม อันดับที่ 4 : เรื่อง ต้มไมยราบดื่มแทนน้ำช่วยรักษามะเร็งเต้านม อันดับที่ 5 : เรื่อง เล่นมือถือในที่มืดนานทำให้เป็นมะเร็งตา หรือตาบอดถาวร อันดับที่ 6 : เรื่อง ใส่หูฟังเปิดเพลงเสียงดังเป็นพฤติกรรมทำลายสมอง อันดับที่ 7 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ UBS เปิดให้ซื้อกองทุนผู้สูงอายุ ขั้นต่ำ 16,999 บาท อันดับที่ 8 : เรื่อง รถยนต์ไฟฟ้าเกิดไฟลุกไหม้จากความจุหรือแบตเตอรี่ใต้รถ อันดับที่ 9 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Vita Gold ต่อต้านเซลล์ที่จะก่อให้เกิดความชรา และคืนผิวสู่สภาวะปกติ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้เซลล์แก่ช้าลง อันดับที่ 10 : เรื่อง ดื่มน้ำสมุนไพร แก้โรคมะเร็งในกระดูก                “จาก 10 อันดับ พบข่าวเกี่ยวกับสุขภาพมากถึง 6 อันดับ โดยส่วนใหญ่เป็นประเด็นใกล้ตัว ทั้งปัญหาสุขภาพที่คนวิตกกังวล ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในสังคมจึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร” นายเวทางค์ กล่าว                 ทั้งนี้ ดีอีเอส มีความเป็นห่วงประชาชนในเรื่องความตระหนักและรู้เท่าทันสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง   _________________

           กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปิดกั้นเว็บไซต์ที่จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ไปแล้ว 76 URL              นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ ขอเตือนว่า กรณีผู้ขายหรือผู้ให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า มีความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ อาทิพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ  ที่มีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจผิดกฎหมายอีกหลายฉบับ  1) กรณีผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าฯประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้าหรือทั้งจำทั้งปรับ และยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  2) กรณีผู้ครอบครองหรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้า เป็นความผิดฐาน ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ  3) บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ ตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ดังนั้น การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเขตปลอดบุหรี่ จึงมีความผิด ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท "นายเวทางค์ฯ" กล่าว   __________

          จากกรณีที่แก๊งมิจฉาชีพ คอลเซ็นเตอร์ กำลังระบาดอย่างหนัก มีหลอกลวงให้หลงเชื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น อ้างชื่อหน่วยงานภาครัฐ หรือการส่ง SMS หลอกลวง ล่าสุดมิจฉาชีพมีการหลอกลวงรูปแบบใหม่ มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial intelligence) เลียนเสียงนักศึกษาหรือผู้เสียหาย หลอกให้ผู้ปกครองหลงเชื่อว่านักศึกษาถูกเรียกค่าไถ่ พร้อมขู่โอนเงินเรียกค่าไถ่              กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) แจ้งเตือนภัยขอให้ผู้ปกครองอย่าหลงเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้รูปแบบพฤติการณ์เรียกค่าไถ่เสมือน โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์หาพ่อแม่หรือผู้ปกครอง พร้อมส่งส่งรูปบุตรหลานไปยังพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และมิจฉาชีพจะหลอกว่าลูกหลานถูกเรียกค่าไถ่ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการหลอกสองชั้น             โดยชั้นแรก มิจฉาชีพจะใช้วิธีการโทรศัพท์ผ่านระบบ Voip (Voice Over Internet Protocol) หรือระบบInternet โทรเข้าโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย โดยสุ่มหรือเลือกกลุ่มนักศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนดี อยู่เพียงลำพัง โดยมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อข่มขู่ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัวว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือมีหมายจับต่างๆ และมีความผิดมูลฐานฟอกเงิน              จากนั้นมิจฉาชีพจะทำทีอ้างว่าสามารถช่วยเหลือไม่ให้ถูกดำเนินคดีได้และเสนอให้ความช่วยเหลือ โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินมายังบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) ที่กลุ่มมิจฉาชีพจัดเตรียมไว้และหลอกลวงเงินของนักศึกษาไป หากไม่มีเงิน กลุ่มมิจฉาชีพจะแนะนำให้นักศึกษาย้ายหรือออกจากห้องพัก หรือที่พักปัจจุบัน และให้ผู้เสียหายไปเปิดซิมโทรศัพท์ใหม่ ซื้อเชือกและเทปกาวจากร้านค้า เพื่อใช้พูดคุยโต้ตอบกับมิจฉาชีพ และสั่งให้นักศึกษาทำทีปิดโทรศัพท์และให้นักศึกษาใช้เทปกาวและเชือกมัดมือมัดเท้าตัวเอง ถ่ายคลิปวิดีโอโดยใช้เครื่องของนักศึกษาเอง เพื่อสร้างสถานการณ์ว่าถูกลักพาตัวและส่งคลิปดังกล่าวให้มิจฉาชีพทางแอปพลิเคชันหรือทางโทรศัพท์ เมื่อได้รับคลิปหรือภาพถ่ายแล้วมิจฉาชีพจะนำรูปภาพหรือเสียงปลอมของบุตรหลาน (AI Voice) ซึ่งใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือAI ในการเลียนเสียงบุตรหลาน               จากนั้น การหลอกชั้นที่สอง มิจฉาชีพจะโทรศัพท์หลอกพ่อแม่และผู้ปกครอง เพื่อเรียกค่าไถ่ โดยจะส่งคลิปไปให้พ่อแม่และผู้ปกครอง เมื่อพ่อแม่และผู้ปกครองตกใจ ที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว มิจฉาชีพจะแจ้งพ่อแม่และผู้ปกครองให้โอนเงินค่าไถ่โดยการโอนเงินมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 1. พ่อแม่และผู้ปกครองโอนเงินไปให้นักศึกษา แล้วนักศึกษาโอนเงินต่อไปให้มิจฉาชีพ และ 2. พ่อแม่และผู้ปกครองโอนเงินให้มิจฉาชีพโดยตรง               ดังนั้นเพื่อป้องกันการหลอกลวงของมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดีอีเอส ขอให้นักศึกษา พ่อแม่ และผู้ปกครองไม่ต้องรับสายโทรศัพท์ จากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยและหมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วย +697 +698 ไม่ว่ากรณีใดๆ โดยเด็ดขาด               เตือนภัยและแนวทางป้องกันสำหรับ นักเรียน นักศึกษา 1. สังเกตเบอร์ที่โทรเข้ามาก่อนรับสาย หากเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก หรือเป็นเบอร์ที่มีเครื่องหมาย +697 +698 นำหน้า ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์              2. สังเกตความผิดปกติของปลายสายได้จากคำถาม เช่น การถามชื่อ และข้อมูลส่วนตัวโดยตรง หรือการใช้ข้อความอัตโนมัติในการตอบรับ แล้วให้เรากดเบอร์เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ เป็นต้น ถ้ามีการสนทนาทาง Video call ให้มีสติและสังเกตปากกับเสียงตรงกันหรือไม่ หรือภาพและท่าทางมีความผิดปกติหรือไม่ (มิจฉาชีพสามารถใช้โปรแกรมปลอมใบหน้าขณะสนทนาได้)             3. หากมิจฉาชีพข่มขู่ว่ากระทำผิด และต้องไปแจ้งความหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ ให้นัดหมายไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อแจ้งความ สอบปากคำ ชี้แจง หรือยื่นพยานเอกสารพยานวัตถุ ณ สถานที่ราชการด้วยตนเอง หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล เช่น ตำรวจ ธนาคาร ค่ายมือถือ หรือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)             4. หากมิจฉาชีพให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ ให้สันนิษฐานว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากข้อมูลบัญชีมีเพียงธนาคารที่ตรวจสอบได้ ห้ามบอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน รวมถึงห้ามโอนเงินตามคำกล่าวอ้าง            5. โหลดแอปฯ Whoscall ซึ่งสามารถตรวจสอบหมายเลข และจะระบุหมายเลขที่ไม่รู้จัก ช่วยให้ทราบว่าใครโทรมาทันที            6. หากมิจฉาชีพส่งเอกสารมาข่มขู่ ให้ตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่ออกเอกสารนั้นๆ โดยตรง หรือโทรหาตำรวจท้องที่ เบอร์ 191 หรือเบอร์ 1441 และเบอร์ 081-866-3000 หรือเข้าพบพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ หรือปรึกษากับผู้ปกครอง            เตือนภัยสำหรับผู้ปกครอง 1. หากมิจฉาชีพข่มขู่ให้โอนเงินพร้อมส่งคลิปมาให้ดู ให้รีบปรึกษาบุคคลที่ไว้วางใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ หรือโทรสายด่วน 191 หรือ 1441 และเบอร์ 081-866-3000 เพื่อพิจารณาแยกแยะว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือมีการจับตัวเรียกค่าไถ่จริงๆ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ให้ความช่วยเหลือถูกวิธี            2. ก่อนโอนเงินให้ดูว่าเป็นบัญชีที่อยู่ในแบล็กลิสต์ที่ใช้กระทำความผิด หรือบัญชีม้าหรือไม่             สำหรับกรณี เรียกค่าไถ่เสมือนนี้ ในต่างประเทศ เรียกว่า Virtual Kidnapping Ransom Scam หรือ fake kidnapping หรือ Kidnapping scam             ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยท่านสามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ทาง https://pctpr.police.go.th              2. ก่อนโอนเงินให้ดูว่าเป็นบัญชีที่อยู่ในแบล็กลิสต์ที่ใช้กระทำความผิด หรือบัญชีม้าหรือไม่             สำหรับกรณี เรียกค่าไถ่เสมือนนี้ ในต่างประเทศ เรียกว่า Virtual Kidnapping Ransom Scam หรือ fake kidnapping หรือ Kidnapping scam             ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยท่านสามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ทาง https://pctpr.police.go.th  เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/เตือนภัยออนไลน์ หมายเลขโทรศัพท์ 081-866-3000 หรือโทรศัพท์สายด่วน1441 หากถูกมิจฉาชีพหลอกลวงสามารถแจ้งความผ่านเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com   __________

        วันนี้ (14 สิงหาคม 2566)  ดร. ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดการประชุมสภาบริหารของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal Union Executive Council: APPU EC) ประจำปี 2566 และการประชุมคณะกรรมการบริหารวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (APPC GB) โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านกิจการไปรษณีย์จากประเทศในเอเชียและแปซิฟิกเข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้นกว่า 21 ประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 18 สิงหาคม 2565 ณ โรงแรมเซ็นทราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อพิจารณาแผนดำเนินงานและรายงานงบการเงิน ประจำปี 2566 การอนุมัติงบประมาณประจำปี 2567 และการให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและวิชาการระหว่างประเทศสมาชิกของ APPU รวมทั้งการอนุมัติแผนการดำเนินงานการจัดหลักสูตรการฝึกอบรม การบริหารจัดการกองทุนสำรองส่วนงานฝึกอบรม การแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี                นอกจากนี้ ยังพิจารณาการกำหนดนโยบายของ APPU ในการนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ในการบริหารกิจการไปรษณีย์ เพื่อให้ทันในการปรับตัวต่อสถานการณ์กิจการไปรษณีย์ที่เปลี่ยนแปลงในภูมิภาค อีกด้วย   ____________

              วันนี้ (15 ส.ค. 66) นางอำไพ จิตรแจ่มใส ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดโครงการอบรมสัมมนา สร้างเครือข่ายการรู้ทันภัยออนไลน์ และส่งเสริมความรู้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ปัญหาและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการรู้ทันภัยออนไลน์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   _____________________________

               วันนี้ (15 ส.ค. 66) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย นางอำไพ จิตรแจ่มใส ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดี ในงาน “140 ปี ไปรษณีย์ไทย” ในโอกาสครบรอบ 20 ปี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยในฐานะหน่วยงานสื่อสารและขนส่งหลักของชาติที่ให้บริการเพื่อคนไทยโดยตลอดมา ซึ่งได้มีการปรับแนวทางการดำเนินงานให้มีความทันสมัย เข้าใจทุกความต้องการ และพร้อมให้บริการคนไทยทุกคนด้วยความใส่ใจ ณ อาคารบริหารไปรษณีย์ไทย แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   ______________________


               วันนี้ (15 ส.ค.66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายเวทางค์พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงาน กสทช. สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยมีวาระการพิจารณาพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566                  โดยนายชัยวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนผู้สุจริตถูกคนร้ายใช้วิธีการทางเทคโนโลยีหลอกลวงหลอกลวง ทำให้เสียหายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้อง  มีตราพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ การแก้ไขปัญหาบัญชีม้า ชิมม้า ในการระงับยับยั้งการโอนเงินของคนร้ายต่อเป็นทอดๆ ให้สามารถติดตามทรัพย์สินคืนให้กับผู้เสียหายได้ทัน รวดเร็ว และยังถือเป็นการอำนวยความสะดวกในการร้องทุกข์ให้แก่ประชาชน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ                  ทั้งนี้ ตามพ.ร.ก. ป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยี 2566 สรุปได้ดังนี้ 1.ประชาชนที่โดนหลอกลวงก็สามารถแจ้งให้ธนาคารระงับบัญชีได้เลย ไม่ต้องรอเเจ้งความ 2. ธนาคารสามารถอายัดบัญชีหรือระงับบัญชีม้า ทางธนาคารสามารถระงับบัญชีได้เลย เมื่อมีเหตุอันสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า 3. สำหรับผู้เปิดบัญชีม้า ซิมม้า มีโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือผู้เป็นธุระจัดหา โฆษณาบัญชีม้า ซิมม้ามีโทษจำคุก 2-5 ปี หรือปรับ 200,000 – 500,000 บาท  4. กำหนดให้มีแพลตฟอร์ม ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา                    สำหรับ สถิติคดีออนไลน์ ก่อน พ.ร.ก.ปราบอาชญากรรมไซเบอร์ ( 1 ม.ค.- 16 มี.ค. 66) เฉลี่ย 790 เรื่องต่อวัน ส่วนหลังมี พ.ร.ก. (17 มี.ค.-31 ก.ค.66) เฉลี่ย 591 เรื่องต่อวัน ขณะที่สถิติการอายัดบัญชี ก่อนมี พ.ร.ก. ( 1 ม.ค.- 16 มี.ค. 66) มีการขออายัด 1,346 ล้านบาท อายัดทัน  87 ล้านบาท คิดเป็น 6.5 % ส่วนหลังมี พ.ร.ก. (17 มี.ค.-31 ก.ค.66)  มีการขออายัด 2,792 ล้านบาท อายัดทัน 297 ล้านบาท คิดเป็นอายัดได้ทัน 10.6 %                      นอกจากนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ปปง. สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน รูปแบบภัยทางออนไลน์ต่างๆ ไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และ ช่องทางการติดต่อในการแก้ปัญหาหากเกิดเหตุแล้ว ปรากฏบนสื่อต่างๆ ในทุกรูปแบบ   _____________________

         วันที่ 15 สิงหาคม 2566 ดร. ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการหารือกับ Mr. Marjan Osvald รองเลขาธิการสหภาพสากลไปรษณีย์ และคณะ ณ โรงแรมเซ็นทรา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิล์ด เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ และความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มการบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศและแก้ไขอุปสรรคด้านการขนส่งข้ามพรหมแดน รวมทั้งการพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้กรอบของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจไปรษณีย์ในปัจจุบัน                 ต่อจากนั้น ดร. ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมการหารือกับคณะผู้แทนจากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น (MIC) พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ และความเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านการบริการไปรษณีย์ในอนาคต รวมทั้งการกระชับความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีของทั้งสองประเทศ ในการพิจารณาความเป็นไปได้ในการร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ และ MIC ในอนาคต โดยมีผู้แทนจากสำนักปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เข้าร่วมการเข้าพบหารือดังกล่าว   _____________


                 วันนี้ (17 ส.ค.66) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสื่อสาร และบริการสื่อสาธารณะสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 3/2566 เพื่อหารือแนวทาง และปรับปรุงรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมสำหรับคนพิการ โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม  ONDE -1 ชั้น 9 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   _______________________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.