Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

        วันนี้ (22 ก.ย.66) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Opening Remarks และเยี่ยมชมการจัดงานสัมมนา “TB-CERT Cybersecurity Annual Conference 2023” ภายใต้หัวข้อหลัก “Sustainable Cybersecurity” เพื่อเผยแพร่ความรู้ สร้างความตระหนัก และสร้างความร่วมมือในการเตรียมพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับสมาชิก และบุคลากรในอุตสาหกรรมภาคการเงิน การธนาคาร การลงทุน ประกันภัย และโทรคมนาคมในประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยบุคลากรจากสมาคมธนาคารอีก 9 แห่งในอาเซียน โดยมีนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ ซึ่งงานนี้จัดโดย ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB – CERT) สมาคมธนาคารไทย ณ คริสตัลฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ปทุมวัน กรุงเทพฯ   __________

       เมื่อวันที่ 20 ก.ย.66 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุม APAC National ICT Roundtable ภายใต้งาน Huawei Connect 2023 ในหัวข้อDigital Transformation in Government : Insights from Thailand โดยได้เน้นย้ำถึงบทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อการเปลี่ยนแปลงสู่รัฐบาลดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยดำเนินการภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561 – 2580 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานเพื่อรองรับกาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ดิจิทัลในด้านต่าง ๆ ซึ่งงานนี้จัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน   ____________

        วันนี้ (22 ก.ย.66) ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2566 เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของคณะทำงานด้านต่างๆ รายงานสถิติการเกิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีผลบังคับใช้ (17 มี.ค.66) ถึง 17 ก.ย.66 (6 เดือน) เป็นต้น โดยมี พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ____________

           วันนี้ (22 ก.ย. 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิติทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ พร้อมทั้งรับทราบมาตรการและผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยในที่ประชุมมีการพิจารณา การจัดตั้งCommand Center, พัฒนาหรือแก้กฎหมาย และปรับปรุงโครงสร้างการแต่งตั้งคณะกรรมการ/อนุกรรมการ/คณะทำางาน ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ______________

        รัฐมนตรีดีอี เผยทิศทางอนาคต “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” มีคนติดตามกว่า 18 ล้านคน เดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ – รู้เท่าทัน - รับมือ ข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในสังคม พุ่งเป้า กลุ่มนักเรียน / เยาวชน คนในชุมชน หวังสร้างวัฒนธรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนแชร์ต่อในโลกออนไลน์                นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti Fake News Center) มีการดำเนินการต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 4 ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการจัดการข้อมูลที่เป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายกับประชาชนและสาธารณชนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันพบปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ และรวมถึงปัญหา Call Center ที่ทันต่อเหตุการณ์ จะเร่งรัดให้ใช้เทคโนโลยีป้องกันปราบปรามหลอกลวงออนไลน์ และ Central Fraud Registry จะตรงกับแผนงานนโยบายที่ได้มอบให้กระทรวง DE ดำเนินการ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน มีเครือข่ายผู้ประสานงานที่เข้าร่วมร่วมตรวจสอบให้นั้น มีมากกว่า 300 หน่วยงาน ทำหน้าที่การตรวจสอบและเผยแพร่ข่าวที่ถูกต้องแก่ประชาชน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน             สำหรับระยะต่อไปของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจะต้องเร่งดำเนินการ ดังต่อไปนี้             1. การตั้ง Task Force Command Center เพื่อปราบปรามเชิงรุก เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์การหลอกลวงทางการเงิน และภัยออนไลน์ ที่ทําให้ประชาชนผู้สุจริตถูกหลอกลวงจํานวนมาก และมีมูลค่า ความเสียหายสูงมาก และการหลอกลวงดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และเป็นอันตรายร้ายแรง ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ปัจจุบันมีการแอบอ้าง โลโก้หน่วยงานรัฐ ปลอมแปลงเว็บไซต์ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (SMS /Call Center) เป็นต้น             2. การนำเอาเทคโนโลยี Data Analytics และ AI มาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส เป็นกลาง และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องให้กับประชาชน ในการตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูลข่าวสาร ในประเด็นต่างๆ ให้มีความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ และสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้แชร์ข่าวปลอม เป็นลักษณะ AFNC AI เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ Link ข่าวผ่านเว็บไซต์ AFNC ได้ ว่า ตรง/ไม่ตรง ตามฐานข้อมูลที่เรามีอยู่ใน 4 ปี ระบบสามารถแสดงผลการตรวจสอบได้เลย ว่าที่ส่งมานั้น ตรงกับฐานข้อมูลเราอยู่กี่เปอร์เซนต์ เช่น จาก Link ที่ส่งมาตรงกับฐานข้อมูลข่าวปลอม70% โดยแสดงผลแบบ Highlight ว่า Wording ส่วนไหนบ้างที่ตรง ส่วนไหนที่ไม่ตรง และจะ เรียกว่าเป็น AFNC Search AI ที่สามารถให้ข้อมูลได้เลยเมื่อ Search หาข่าวที่เกี่ยวข้อง และแสดงผลออกมาเป็นข้อมูลเนื้อความได้เลย             3. การสร้าง Cyber Vaccine สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มถูกหลอกลวงสูง ได้แก่ กลุ่มเด็กเยาวชน นักเรียนนักศึกษา ผู้สูงอายุ เร่งสร้างความตระหนักรู้ รู้เท่าทัน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ หากมีกิจกรรมให้ความรู้อย่างเหมาะสม ก็สามารถเป็นผู้ที่ช่วยในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และป้องกันข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จต่าง ๆ แก่คนรอบตัว คนในชุมชนตนเอง และช่วย สร้างวัฒนธรรมการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณก่อนจะเผยแพร่หรือส่งต่อ ในอินเทอร์เน็ตสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหาข่าวปลอมและการเผยแพร่ ข้อมูลที่ถูกต้องต่อไป จึงมุ่งหน้าเร่งเครื่องสร้างภูมิคุ้มกันให้ไม่หลงเชื่อข่าวปลอม ข่าวลวง เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ได้             นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้มีการพูดคุยขอความร่วมมือร่วมกับกระทรวงกลาโหมในการจัดการกวาดล้าง เสาสัญญาณเถื่อนตามแนวตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งของการดำเนินการเชิงรุกของกระทรวง เพราะเห็นถึงความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องทำให้ประชาชนไม่ถูกหลอกลวงและได้รับความเสียหาย             “ในปีนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้มุ่งเน้นกิจกรรมให้เด็กและเยาวชน (อายุระหว่าง 13 – 18 ปี) ให้มีส่วนร่วมโดยจัดกิจกรรมประกวดการผลิตคลิปวิดีโอสั้น TikTok ภายใต้หัวข้อ “รู้ทัน Fake News” รางวัลมูลค่ารวมกว่า100,000 บาท และเพื่อเสริมสร้างการรับรู้เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอมในโรงเรียน ได้มีการจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีส่วนร่วม ผ่านการเล่นเกมส์แบบต่างๆ เช่น เกมส์ให้ทายว่าข่าวไหนปลอม และข่าวไหนบิดเบือน หรือข่าวไหนข่าวจริง และมีการจัดให้ความรู้เพื่อรู้เท่าทันข่าวปลอม ซึ่งการจากการจัดกิจกรรมนี้ พบว่า ทุกโรงเรียนให้ความสนในในกิจกรรมที่ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมจัดขึ้น อีกทั้งช่วยทำให้เด็กและเยาวชนมีความพร้อมในการรับมือกับข่าวสารต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้นด้วย”  นายประเสริฐ กล่าว               สำหรับกระบวนการทำงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีการใช้เทคโนโลยีระบบ Social Listening Tool ในการรวบรวมข้อมูล เพื่อแจ้งเตือนข่าวปลอมใน 4 หมวดหมู่ข่าว ประกอบด้วย 1) ข่าวกลุมภัยพิบัติ 2) ข่าวกลุ่มเศรษฐกิจ การเงินการธนาคาร หุ้น 3) ข่าวกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายอื่น ๆ และ4) ข่าวกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคมขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ รวมถึงรับแจ้งเบาะแสข่าวปลอมจากประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง             ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดตามช่องทางสื่อสาร ของศูนย์ฯ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2566) ดังนี้   1) Website: www.antifakenewscenter.com จำนวน 16,275,981 ผู้รับชม 2) Line Official Account: @antifakenewscenter จำนวน 2,779,953 ผู้ติดตาม 3) Facebook: Anti-Fake News Center Thailand จำนวน 108,274 ผู้ติดตาม 4) Twitter: @AFNCThailand จำนวน 16,682 ผู้ติดตาม 5) Instagram: afnc_thailand จำนวน 709 ผู้ติดตาม และ 6) TikTok: @antifakenewscenter จำนวน 556 ผู้ติดตาม            จากผลการดำเนินงานตั้งแต่เปิดศูนย์จนถึงปัจจุบัน ได้รับการแจ้งเบาะแสจากประชาชนมากกว่า 1,085,707,543 ข้อความ โดยมีข่าวที่ข่าวที่เข้าข่ายการตรวจสอบ 49,725 ต้นโพสต์ และทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ทำการเผยแพร่ข่าว 6,390 เรื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับความสนใจจากสื่อหลักนำข้อมูลไปนำเสนอผ่านช่องทางสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ของกลุ่มผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ที่ติดตามช่องทางประชาสัมพันธ์ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบว่า แต่ละแพลตฟอร์มจะมีกลุ่มช่วงอายุของผู้ติดตามต่างกันเล็กน้อย เช่นLINE ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 45 - 54 ปี แต่ TikTok และ X.com จะมีกลุ่มผู้ติดตามที่มีอายุน้อย แต่ในภาพรวมผู้ติดตามศูนย์ฯ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงาน จึงเป็นความท้าทายของศูนย์ฯ ที่จะต้องปรับรูปแบบการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น และผู้สูงวัยให้มากขึ้น ส่วนในมุมมองของเพศนั้น ไม่มีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากข่าวสารที่ศูนย์ฯเผยแพร่ เป็นข่าวที่เป็นประโยชน์โดยทั่วไป ไม่ได้เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง               ขณะเดียวกัน จากสถิติของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ จนถึงปัจจุบัน พบว่า คนอายุ 35-44 ปี ให้ความสนใจติดตามข่าวสารจากศูนย์ฯ มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ เมื่อเทียบกับการติดตามของแพลตฟอร์มของศูนย์ฯ ที่มีการติดตามสูงสุดในช่องทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้จะมีการติดตามข่าวสารในช่องทางออนไลน์ หรือ ใช้สื่อโซเชียลในการติดต่อสื่อสาร และจะพยายามทำความเข้าใจการคัดกรองข่าวสารก่อนจะแชร์ต่อ อีกด้านของข้อมูล พบว่าคนที่แชร์ข่าวปลอมมากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากกลุ่มอายุดังกล่าวจะใช้สื่อในการติดต่อค้นหาเพื่อนเก่าๆ ครอบครัว หรือ กลุ่มลูกหลาน โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้ ไลน์ ในการติดต่อสื่อสาร และส่งต่อข้อมูลให้กัน โดยข้อความที่ส่งต่ออาจจะยังไม่ถูกคัดกรองว่าเชื่อถือได้หรือไม่ได้ รวมถึงอาจจะยังขาดทักษะ digital literacy หรือทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้พวกเขาติดกับดักข่าวปลอมได้ง่าย              อย่างไรก็ตาม จากผลงานที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ยังได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน อาทิ รางวัลงานหอเกียรติยศ วุฒิสภาคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม วุฒิสภาองค์กรสร้าง คนดี คนเก่ง คนกล้า และโอกาสสู่สังคมเพื่อพัฒนาชาติไทยอย่างยั่งยืนการประกาศองค์กรเกียรติยศ พ.ศ. 2566 เป็นต้น   ______________

        กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบมิจฉาชีพปั่นข่าวปลอม ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงเป็นอันดับ 1 กรมการจัดหางานรับสมัครผู้ช่วยโปรโมตสินค้าจำนวนมาก รองลงมาเป็นข่าวปลอม ด้านสุขภาพวิธีขัดฟันด้วยผงถ่านคาร์บอนช่วยทำให้ฟันขาว และเคี้ยวเมล็ดมะละกอสุก รักษามะเร็ง เตือนประชาชนเช็คข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนแชร์อย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ              นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 15 - 21 กันยายน 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,278,318 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 174 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 161 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 13 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 121 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 60 เรื่อง             ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย          กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในกระเทศ จำนวน 54 เรื่อง อาทิ รัฐบาล อนุมัติรับเงินบัตรสวัสดิการเเห่งรัฐ 3,000 บาท ไม่จำกัดอายุ กดเงินสดได้ เริ่มวันที่ 1 ต.ค. 2566 เป็นต้น           กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 40 เรื่อง อาทิอาการตะคริวที่น่อง นอนไม่หลับ และความจำเสื่อม เป็นสัญญาณเสี่ยงป่วยอัมพฤกษ์ เป็นต้น           กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง อาทิ กรมอุตุฯ เตือนพายุลูกใหม่ก่อตัวเข้าไทย เฝ้าระวังฝนตกหนัก และน้ำท่วมฉับพลัน 17-26 ก.ย. 66 เป็นต้น           กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 15 เรื่อง อาทิ ก.ล.ต. เปิดให้ลงทุนกองทุนรวมหุ้นทองคำ อัญมณี เริ่มต้น 999 บาท ผลตอบแทนกำไร 24% ปันผลไม่มีวันหมดอายุ 1-3% เป็นต้น          โดยเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 12 เรื่อง           นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่         อันดับที่ 1 : กรมการจัดหางานรับสมัครผู้ช่วยโปรโมตสินค้าจำนวนมาก          อันดับที่ 2 : ขัดฟันด้วยผงถ่านคาร์บอนช่วยทำให้ฟันขาว          อันดับที่ 3 : เคี้ยวเมล็ดมะละกอสุก วันละ 3 เม็ด แล้วกลืนไม่ต้องกินน้ำตาม รักษามะเร็งระยะสุดท้ายเห็นผลใน 1 เดือน          อันดับที่ 4 : เครื่องดื่มสมุนไพรกระเจี๊ยบ เนื้อพุทรา ใบเตย ช่วยรักษาโรคหลอดเลือดในหัวใจ          อันดับที่ 5 : ออมสินเปิดบริการให้ยืมกู้เพื่อทำธุรกิจต้องการเงินลงทุน ผ่านเพจ Bodhi Fry          อันดับที่ 6 : GLASSY MIX ช่วยอาการตาพร่ามัว ลดอาการปวดตา แพ้แสง มองเห็นไม่ชัด ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา เพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดฝอยตา          อันดับที่ 7 : ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสเป็นเจ้าของกองทุนหุ้นยักษ์ใหญ่          อันดับที่ 8 : นายกฯ เตรียมแผนอนุมัติบ่อนกาสิโน/เว็บพนันถูกกฎหมาย เสียภาษี 30% เพิ่มรายได้เข้าประเทศ          อันดับที่ 9 : กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดรับคนทำงานฝีมือ มีวิดีโอสอนงาน รายได้ 340-3,860 บาท/วัน          อันดับที่ 10 : ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเว็บไซต์ใหม่ผ่าน Google Sites            “ทั้งนี้ ดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์@antifakenewscenter  เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand  และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง”   _____________

               วันนี้ (25 ก.ย. 66) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ “e-Document เพื่อมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาเพื่อสรุปผลการขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ “ความร่วมมือสู่ความสําเร็จ (Partnership for Success)” จัดโดยสำนักงาน ป.ย.ป.พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ให้การต้อนรับ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม แกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพ   _____________________






          นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา แก๊งเว็บพนันออนไลน์เหิมเกริมมากตามที่เป็นข่าวออกมาว่า เงินหมุนเวียนเป็นพันๆหมื่นฯ ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินที่ได้มาง่ายๆ ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ซื้อรถราคาแพงๆ ตลอดจนซื้อเจ้าหน้าที่รัฐ และซื้อนักการเมือง เว็บพนันเป็นเครื่องมือโจร มีการโกง หลอกเอาข้อมูลไปขาย โดยเฉพาะมีเยาวชนจำนวนมากหลงเชื่อ เข้าไปเล่นเว็บพนัน โจรเว็บพนันพวกนี้ สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง                รัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวเน้นว่า “เมื่อผมได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ดีอี ต้องการแก้ปัญหานี้ โดยสั่งการให้มีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจจัดการเว็บพนันออนไลน์ ทั้งปิดกั้นและติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อหาเจ้าของนายทุน ผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” สำหรับทีมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาจะใช้เจ้าหน้า ดีอี เป็นหลัก และทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจ และปปง. ซึ่งขอเตือนว่า อย่ายุ่งกับเว็บพนันเพราะเสี่ยงติดคุก เงินหมด บัญชี                ด้านความผิด พ.ร.บ.การพนัน มีดังนี้ - ผู้จัดให้เล่น - มาตรา 5 จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ผู้เล่น/ประกาศชักชวน - มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ               สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา  - ทางดีอี ดำเนินการปิดกั้นเว็บพนันได้ 4,425 URL ม.ค. 65- ก.ย. 66 - การดำเนินคดีโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ไปแล้ว 6,041 คดี  จับกุมผู้ต้องหา 6,191 ราย ม.ค.65-ส.ค.66               รัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวในตอนท้ายว่า “ขอเตือนเยาวชนอย่าเข้าไปเล่นเว็บพนัน เพราะอาจถูกหลอกลวงขโมยข้อมูลสำคัญ หรือหลอกให้โหลดแอปดูดเงินมาติดตั้งในเครื่อง รวมทั้งยังมีส่วนสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ท่านเองอาจเสียทรัพย์หรือถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ทำผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายให้กับตนเองและครอบครัว และขอเน้นย้ำว่า ดีอี เอาจริงเรื่องนี้ ตั้งทีม เจาะเส้นทางการเงิน ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องปราบปรามเว็บพนันต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง”   _____________

         วันนี้ (25 ก.ย. 66) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน The 44th edition of ASEAN Innovation Business Platform (AIBP) Conference & Exhibition 2023 โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้มีการผลักดันการศึกษา วิเคราะห์ และประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี Big Data ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลบนระบบคลาวด์การยืนยันตัวตนดิจิทัล ผ่าน ThaID และ National Digital ID และการปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามออนไลน์ และonline scam ด้วย Digital law เพื่อสนับสนุนการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียม ครอบคลุม และปลอดภัย พร้อมกันนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นผู้มอบรางวัล ASEAN Enterprise Innovation Award ให้กับผู้ชนะรางวัลของประเทศไทย ได้แก่นายจรุง เกียรติสุภาพงศ์ Vice Chairman, Kasikorn Business Technology Group และนางฉัตรสุดา กาญจนรัตน์Senior Vice President, Transformation Excellence, PTT Global Chemical Public Company Limited นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการแสดงผลงานของบริษัทด้าน IT ภายในงาน ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณกรุงเทพฯ   ______________

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี 

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.