Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



             รมว.ดีอี เข้าร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีในการหารือกับ บริษัท Xiaomi ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของจีนในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบริษัท Alibaba International Digital Commerce Group โดย Alibaba Group เป็นบริษัท e - commerce รายใหญ่ของโลก พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการขยายตลาดและการลงทุนด้านเทคโนโลยี และอีคอมเมิร์ซ ให้กับนักลงทุนต่างชาติ                วานนี้ (17 ตุลาคม 2566) ที่กรุงปักกิ่ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ ได้เข้าร่วมคณะของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปยังกรุงปักกิ่ง เพื่อหารือกับ Mr. Alain Lam, Vice President, CFO โดยบริษัท Xiaomi ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของจีน ในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์อัจฉริยะ Smart IoT ที่มีเครือข่ายและธุรกิจทั่วโลก และได้จัดตั้งบริษัท Xiaomi Technology (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อปี 2561  เพื่อจำหน่ายและทำการตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณที่บริษัทเชื่อมั่นในประเทศไทย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นในการสนับสนุนการขยายตลาดและการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งไทยมีข้อได้เปรียบทางธุรกิจในด้านการลงทุนและการขยายตลาดในพื้นที่ ทั้งนี้ ในการหารือ บริษัทยินดีที่จะขยายการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัท และนำสู่ตลาดโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ความสามารถและทักษะการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของแรงงานไทย เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือและมีทักษะ                จากนั้น ได้หารือกับ Mr. Fan Jiang, CEO บริษัท Alibaba International Digital Commerce Group ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม Alibaba Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัท e - commerce รายใหญ่ของโลก ที่ให้บริการและพัฒนาระบบการค้าออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ระบบ Alibaba Cloud Computing สื่อดิจิทัลและระบบการชำระเงิน Alipay โดยนายกฯ ได้เชิญชวนการขยายการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล โลจิสติกส์ และ Cloud Service  โดยทางบริษัทฯ ยินดีสนับสนุนการพัฒนาทักษะให้กับไทยผ่านรูปแบบ e-training ได้แก่ E-commerce training สำหรับบุคลากรและแรงงานไทย  รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในด้านดิจิทัล พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุน และเสนอให้มีการจัดตั้ง smart digital hub ในไทยด้วย   ___________________

             ในวันที่ 18 ตุลาคม 2566 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับ กรรมการ Thailand Management Association (TMA) ในหัวข้อ "Driving Thailand Digital Competitiveness" หรือ "แนวทางการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย" ซึ่ง TMA เป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกับ IMD World Competitiveness Center มานานกว่า 20 ปี              สำหรับ Digital Competitiveness Ranking หรือ อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย ในปี 2022 ถูกจัดอันดับที่ 40 จาก 63 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ โดยอันดับย่อย 3 ด้าน (Ranking ในวงเล็บ) ของประเทศไทย คือ Technology (20) Knowledge (45) และ Future Readiness (49)              อันดับของไทยด้าน Technology อยู่ในอันดับที่ 20 ถือว่าอันดับที่ดี เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศที่ดี อย่างไรก็ตาม  Future Rediness (49) หรือ ความพร้อมสำหรับอนาคต อันดับของไทย ยังต่ำ เนื่องมาจากคะแนน ในเรื่อง e-government, software piracy, และ government cyber- security capacity เป็นต้น               "ประเมินว่า จากความพยายามของ ดีอี และความร่วมมืออย่างดี ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันทำงาน ขับเคลื่อน Digital Competitiveness ผลการจัดอับดับในปี 2023 ที่กำลังจะประกาศออกมา ranking หรือ อันดับด้านดิจิทัลของไทย 2023 จะดีขึ้นกว่า ranking ปี 2022 อย่างแน่นอน" นายเวทางค์ กล่าว   ___________________

            วานนี้ (18 ตุลาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้แทนกระทรวงฯ เข้าร่วมการประชุม High - level Forum on Digital Economy ภายใต้หัวข้อ “Digital Economy as a new Source of Growth” ในห้วงการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง  ครั้งที่ 3 จากนั้นได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานข้อมูลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน                 นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอีได้เข้าร่วมประชุม High - level Forum on Digital Economy ภายใต้หัวข้อ “Digital Economy as a new Source of Growth” ในห้วงการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง  ครั้งที่ 3 โดยมีผู้แทนระดับผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม อาร์เจนตินา ชิลี คองโก เคนยา เวียดนาม กัมพูชา และกรีซ เข้าร่วม และระดับรัฐมนตรีจาก จีน เซอร์เบีย สปป.และลาว เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าว ปลัดกระทรวงฯ ได้ร่วมกล่าวในหัวข้อ The Opportunities of Digital Economy for Shared Benefits and Mutual Learning โดยเน้นย้ำถึงแผนงานเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศไทย (The Growth Engine of Thailand) ที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลและการสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และการเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัล และเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยงด้านดิจิทัลระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยเห็นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยขับเคลื่อนการเติบโตรวมถึงเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ อันจะนำมาสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืนร่วมกัน                ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมฯ กระทรวงดีอี ได้มีโอกาสเข้าร่วมหารือทวิภาคีระหว่าง นายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  และ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทย-จีน  รวมถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เพื่อยืนยันความร่วมมือเพื่อเผชิญกับความท้าทายทุกมิติทั่วโลก ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความเชื่อมโยงทั้งโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์โลก  รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมร่วมกันแก้ไขปัญหา Call Center การพนันออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชนไทย จีน และประเทศทั้งในและนอกภูมิภาค                นอกจากนี้ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานข้อมูลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการฯ และนายฉง เลี่ยง รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนา และการปฏิรูปแห่งชาติ โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายหลี่ เฉียงนายกรัฐมนตรีของจีน ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามดังกล่าว                สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้แก่ เกษตรกรรม การผลิต และการบริการ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในสาขาตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน อาทิ ข้อมูลขนาดใหญ่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คลาวด์คอมพิวติ้ง เทคโนโลยีบล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการทำธุรกรรมทางออนไลน์    ____________________





           นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้เข้าร่วมคณะกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในการเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Coperration - BRF) ครั้งที่ 3 และการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคมนี้ ตามคำเชิญของ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีภารกิจในการหารือกับ บริษัท Xiaomi และ Alibaba Group ถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในด้านดิจิทัล พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุน ด้านเทคโนโลยี และอีคอมเมิร์ซ               จากนั้นได้เข้าร่วมการประชุม High - level Forum on Digital Economy ภายใต้หัวข้อ “Digital Economy as a new Source of Growth” ในห้วงการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง ครั้งที่ 3  สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  และ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้สานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นระหว่างไทย-จีน รวมถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายมิติ ผ่านความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โลก ที่สำคัญ ในการพูดคุย ได้เกิดการหารือถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมร่วมกันแก้ไขปัญหา Call Center การพนันออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อประชาชนไทย – จีน                อย่างไรก็ตาม ในการเยือนจีนครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ ในโลกออนไลน์ ได้มีการส่งต่อรูป และข้อความที่เป็นภาพตัดต่อ บิดเบือน เกี่ยวกับการเดินทางไปจีนในครั้งนี้ ของนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ตัวบุคคล และภาพลักษณ์ของประเทศ โดยผู้ที่ทำการตัดต่อ ส่งต่อ และบิดเบือนเนื้อหา ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมฯ) มาตรา 14 นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ                 “ดีอี มีความไม่สบายใจ และเห็นใจนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศ แต่กลับมาโดนตัดต่อภาพ ดัดแปลงภาพ รวมถึงมีข้อความที่บั่นทอนการทำงานพอสมควร จึงขอความเห็นใจจากประชาชน ให้มองในส่วนดี ส่วนที่เป็นการทำงาน วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการไปในครั้งนี้ของนายกฯ มากกว่าไปโฟกัสในเรื่องการแต่งกาย และขอให้งดแชร์ งดส่งต่อ เพราะนอกจากไม่เกิดผลดีแล้ว อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายได้” นายประเสริฐ กล่าว   __________________

                 วันนี้ (19 ตุลาคม 2566) ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร หารือนโยบายและภาพรวมการดำเนินการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และเร่งยกระดับการทำงานร่วมกัน โดยจัดตั้งศูนย์ Anti Online Scam Operation Center (AOC)  สำหรับประชาชน และใช้ติดตามสถานการณ์  สั่งการ ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม โจรออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยี พัฒนา Intelligent Assistant (IA) และ Intelligence based platform  ในการรวบรวมเชื่อมโยงข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยง กับ Central Fraud Registry ของสมาคมธนาคาร และ ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยมุ่งหวังให้ระบบนี้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และแก้ปัญหาให้ประชาชน ได้รวดเร็ว ทันเวลา พร้อมกันนี้ ดร.เอกพงษ์ฯ ได้รับมอบหนังสือจากคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร  ขอให้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ โดยมีหลักฐานการกระทำความผิดให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้พิจารณาตรวจสอบและปิดกั้นตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ณ ห้องประชุม N404 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา   ________________________

              วันนี้ (20 ต.ค. 66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีดีอี ได้สั่งการให้นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในการประชุม“การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ กรณีใช้ช่องทาง Cash On Delivery (COD)” โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี ผู้แทนจากตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จํากัด แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น ลาซาด้า และตัวแทน บริษัทขนส่งพัสดุ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือ                  ปัจจุบันปัญหาการหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ สูงมาก มีจำนวนคดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ แจ้งความกว่า 130,000 คดี ในรอบ 1ปี 7 เดือน ที่ผ่านมา (1 มีค 2565 – 30 กย. 2566)  โดยเฉพาะ การหลอกลวง ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี ติ๊กต็อก และไลน์ เพราะเป็นช่องทางติดต่อ ซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และคนร้ายหลอกลวงออนไลน์ มักจะใช้ช่องทาง Cash on Delivery (COD) หรือ การส่งพัสดุสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง                 คนร้าย จะใช้ช่องทางนี้ หลอกผู้สั่งสินค้าออนไลน์ และให้เลือกการส่งพัสดุแบบเก็บเงินปลายทาง โดยเมื่อผู้รับสินค้าจ่ายเงินพนักงานขนส่งแล้ว ภายหลัง เมื่อแกะพัสดุออกมา พบว่า ไม่ตรงปก เป็นของที่ผู้สั่งไม่ได้สั่งซื้อ หรือ เป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ ใช้งานไม่ได้ ก็ไม่สามารถขอคืนเงินได้ สาเหตุมักเกิดจาก คนร้าย มีการปกปิดข้อมูล เช่น ไม่แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ ของผู้ส่งสินค้า ไม่สามารถติดต่อได้  ซึ่งทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถติดตามขอคืนเงิน หรือ หาตัวคนร้ายได้                 ในที่ประชุมฯ วันนี้ ได้หารือมาตรการแก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ เก็บเงินปลายทาง (COD) สรุปได้ดังนี้   1. การจัดทำมาตรฐานการรับส่งสินค้าของผู้ให้บริการรับส่งสินค้าและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น การชะลอการโอนเงินให้ร้านค้า/ผู้ส่งสินค้า (ซึ่งอาจจะเป็นคนร้าย) วิธีการและระยะเวลาในการร้องเรียนของผู้รับสินค้า เป็นต้น 2. แนวทางการยืนยันตัวตนของผู้ส่งสินค้า 3. แนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลกลางและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะ ข้อมูล คนร้าย และกิจกรรมที่ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้าย เพื่อใช้เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน                ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดปัญหาการหลอกลวงประชาชนเป็นจำนวนมาก ดีอี ได้เร่งรัด เเก้ปัญหาให้กับประชาชน ที่ถูกหลอกลวงจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ และได้สินค้าไม่ตรงปก หรือไม่ได้รับสินค้า โดยเฉพาะ กรณี COD ที่คนร้ายมักจะใช้               สำหรับประชาชนหรือผู้บริโภคที่สั่งซื้อสินค้า บริการต่างๆ ทางออนไลน์แล้วเกิดปัญหา ถูกโกง หลอกลวง อย่านิ่งนอนใจ สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน หรือปัญหา หรือขอคำปรึกษาเข้ามาได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ 1212 OCC ของ ETDA ได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากนั้นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ จะทำการประสานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท่านเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือและได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงทีมากที่สุด   ____________________

             วานนี้ (19 ตุลาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมคณะนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือ ทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจีนยืนยันสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีมายาวนาน ตามประโยคที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” พร้อมเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านไทย-จีน ที่ใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านไทย-จีน ที่ใกล้ชิด การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมุ่งสู่วาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2568 โดยมีประเด็นหารือที่สำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคงในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และส่งผลต่อการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ ปัญหา Call Center การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์และยาเสพติดรวมถึงความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและจีนจะสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง อาเซียน-จีน และสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาภูมิภาคและโลก                 นอกจากนี้ รมว.ดีอี  ได้เข้าร่วมกับ นายกรัฐมนตรี ในการหารือกับบริษัท เทคโนโลยีชั้นนำของ จีน ได้แก่ บริษัท Huawei โดย ทางบริษัทฯ ยินดีที่ทำงานร่วมกับไทย ในการพัฒนาด้านดิจิทัล เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสำคัญมาก ครอบคลุมในทุกส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ซึ่งรวมถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาเน็ตเวิร์คให้ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งด้าน 5G และ Fiber Optic ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ส่วน AI เทคโนโลยีด้านการคำนวณ ซึ่งทางบริษัทฯ ยินดีสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น Hub ด้าน AI  รวมถึงการสนับสนุนนโยบายการท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย                 โดยนายกรัฐมนตรี ให้ทางบริษัท Huawei ช่วยเรื่อง Smart Agriculture และ เสนอตั้งศูนย์ AI Computing Center ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกภาคสาขา รวมทั้งการศึกษา ในโอกาสนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ยังเสนอให้ทางบริษัทฯ สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และ Startup ของไทยด้วย โดยจะเริ่มจาก Pilot project ในชุมชนหนึ่งก่อน ซึ่ง Huawei ยินดีและรับไปพิจารณา เช่น การใช้โดรนในพื้นที่เกษตรเดิมมีอยู่แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่                 ด้านบริษัท GDS Holdings Limited เป็นบริษัทที่ให้บริการฐานข้อมูลที่มีคุณภาพสูง (High Performance Data Centers) หารือในการช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบบนเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทั้งนี้ บริษัทฯ กำลังพิจารณาการลงทุนในไทย เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและตอบสนองความต้องการของลูกค้า                 สำหรับบริษัท Tencent เป็นบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศจีน ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลและบริการเนื้อหาดิจิทัล ซึ่งในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน   ______________________


        วานนี้ ( 20 ตุลาคม 2566) นายเวทางค์  พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในการมอบประกาศนียบัตร สำหรับผู้ผ่านการอบรม “แต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพื่อคอมพิวเตอร์ฯ และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวน ณ ห้องพระอินทร์ 1-2 โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ โดยการอบรม เพื่อสร้างความรู้และทักษะสำคัญในการสืบสวนสอบสวน เก็บรวมรวมพยานหลักฐานทางดิจิทัล การใช้โปรแกรมเฉพาะทางดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลสมัยใหม่ วิธีการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่เหมาะสม ทั้งของไทยและวิธีการในต่างประเทศ               นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่า รัฐมนตรีประเสริฐ ให้นโยบาย ดีอี ต้องดึงกำลังของหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยงาน เร่งเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คอมฯ เร่งให้ความรู้และเครื่องมือทันสมัยปราบโจรออนไลน์ สำหรับ ระยะเร่งด่วนใน 2 เดือนนี้ ตั้งเป้าหมายพัฒนา พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ได้จำนวน 500 คน ซึ่งดีอี จะมีการจัดอบรมและสอบพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คอมฯ โดยเร็ว จากวันนี้ อีก 3 รุ่น เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการป้องการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และขอเชิญชวนหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามโจรออนไลน์ หรือ หน่วยงานที่มีความสนใจพัฒนาทักษะความรู้ ด้านอาชญากรรมออนไลน์สมัยใหม่สามารถติดต่อมาที่ ดีอี ได้ ซึ่งอาจเป็นการอบรมพัฒนาทักษะความรู้ โดยไม่ต้องสอบเป็น พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ. คอมฯ ก็ได้ ดีอี ยินดีหารือเพื่อจัดหลักสูตรที่เหมาะสมตามความต้องการของหน่วยงานได้              สำหรับการอบรมนี้ มีระยะเวลา 5 วัน ก่อนการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คอมฯ โดยมีบุคลากรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลายกองบัญชาการ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกองบัญชาสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) เป็นต้น รวมทั้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ของกระทรวงยุติธรรม และกรมสรรพากร ของกระทรวงการคลัง เป็นต้น โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมครั้งนี้ ประมาณ 100 คน ซึ่งเมื่ออบรมจบ 5 วันเต็มแล้ว จะต้องมีการทดสอบความรู้ก่อน ถึงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. คอมฯ                “รมว.ดีอี มีความห่วงใย ต่อปัญหาโจรออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ที่มีความรุนแรงมากการทำงานป้องกันปราบปรามแบบเดิม ๆ คงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ รมว.ประเสริฐ ได้มีนโยบาย ให้ดึงกำลังของหน่วยงานต่างๆ ช่วยงาน เร่งเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ. คอมฯ เพิ่มใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมเฉพาะทางสมัยใหม่ เพื่อเร่งปราบโจรออนไลน์” นายเวทางค์ กล่าวในตอนท้าย   ____________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.