Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (23 พ.ย.66) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ปลัดดีอี) ร่วมกล่าวเปิดงานการประชุม  ASEAN ICT Forum ครั้งที่ 2 ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กจากภัยทางออนไลน์ (The 2nd Annual ASEAN ICT Forum on Child Online Protection จัดโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) ด้านสิทธิเด็กของประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อหารือการคุ้มครองเด็กให้ปลอดภัยผ่านการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การวิจัยในการป้องกันอันตรายทางออนไลน์ และการสร้างความเข้มแข็งในการหาทางออกร่วมกัน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มต่างประเทศ ในการจัดการเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมและป้องกันปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ ณ โรงแรมพูลแมน คิงส์พาวเวอร์ กรุงเทพฯ   ____________________________

วันนี้ (23 พ.ย.66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิกสภาธุรกิจ สหรัฐอเมริกา-อาเซียน (U.S. - ASEAN Business Council: USABC) โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ คณะทำงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _____________________


วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีข้อสั่งการมาที่ กระทรวง ดีอี และ สตช. ให้จัดการเรื่องซิมม้า และปราบโจรออนไลน์เด็ดขาดและ บ่ายวันนี้ ได้มีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มี รมว.ดีอี เป็นประธาน ได้มีการหารือ 4 เรื่องสำคัญดังนี้1. การออกประกาศ เพื่อให้ผู้ครอบครองหมายเลขโทรศัพท์มือถือหรือซิมการ์ด ตั้งแต่ 5 เลขหมายขึ้นไป ต้องมาลงทะเบียนแจ้งการครอบครองกับผู้ให้บริการ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการนำซิมการ์ดไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งการออกประกาศอยู่ระหว่างการดำเนินการของ คณะกรรมการ กสทช. โดยที่ประชุมมีความเห็นว่า ควรดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน และให้มีผลให้ต้องลงทะเบียบ ไม่เกิน 30 วันนับแต่การออกประกาศโดยข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 มีผู้ครอบครองเลขหมายโทรศัพท์มือถือหรือซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย จำนวนมากถึง 286,148 ราย และมีผู้ครอบครองเลขหมายโทรศัพท์มือถือหรือซิมการ์ดตั้งแต่ 101 เลขหมายขึ้นไปถึง 7,664 ราย2. ผลการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) หรือ ศูนย์ AOC 1441 (สายด่วน 24 ชม.) วันที่ 1 – 23  พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประชาชนโทรเข้ามา 62,306 สาย สามารถระงับบัญชีธนาคารได้ถึง 5329 บัญชี มีการจับกุมที่เกี่ยวข้อง จำนวน 389 ราย และมีคดีใหญ่ แก๊ง call center ที่มีเงินหมุนเวียน 7,000 ลบ. ด้วยซึ่งผลดำเนินงานที่ผ่านมาโดยรวมเป็นที่น่าพอใจ AOC สามารถช่วยเหลือประชาชนได้เป็นจำนวนมาก และสามารถอายัดบัญชี ได้เฉลี่ยเวลา 15 นาทีที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาโดยตลอด ในการเร่งดำเนินการขยายผลการจับกุม และทลายเครือข่ายบัญชีม้า/ซิมม้า โดยสืบสวนสอบสวนในเชิงลึกถึงบัญชีในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด   เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและสร้างความมั่นใจในการดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯขอเตือนประชาชนในเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์และขอความร่วมมือกับภาคธนาคารให้ดำเนินการอายัดรายชื่อบัญชีม้าทั้งหมดพร้อมทั้งเพิ่มกระบวนการในการตรวจสอบการเปิดบัญชีใหม่ของแก็งคอลเซ็นเตอร์ต่อไปด้วย3. ด้านสถิติการปิดกั้นเว็บไซต์ หรือ เพจ ผิดกฎหมายโดยรวม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม  – 22 พฤศจิกายน 2566 สูงถึง 16,359 เว็บไซต์ เฉลี่ย 309 เว็บต่อวัน เพิ่มขึ้น 6 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปิดได้เฉลี่ย 55 เว็บต่อวันสำหรับ การปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม  – 22 พฤศจิกายน 2566 ปิดได้ สูงถึง 3,120 เว็บไซต์ เฉลี่ย 66 เว็บต่อวัน เพิ่มขึ้น 12 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปิดได้เฉลี่ย 5 เว็บต่อวันนายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบแผนบูรณาการประชาสัมพันธ์ภัยอาชญากรรมออนไลน์ มี 3 เป้าหมาย ประกอบด้วย1. ประชาชนทุกคนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์ และลดพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงรู้วิธีการป้องกัน และการแก้ไขปัญหา2. ประชาชนมีเครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริงในการป้องกันภัยออนไลน์3. หน่วยงานมีความร่วมมือ และแบ่งปันทรัพยากรในการป้องกันภัยออนไลน์“ดีอี มีความมุ่งมั่นที่จะลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เรามีความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและปราบปรามอย่างเต็มที่ รวมถึงมีการรณรงค์ สร้างการตระหนักรู้เท่าทันภัยทางออนไลน์  รวมทั้งการสร้างเครื่องมือให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง (National Fact Checking) ” นายประเสริฐ กล่าว _______________________________

ดีอี เตือนข่าวปลอม! ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากของทอด เป็นสารก่อมะเร็ง อย่าแชร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตือนข่าวปลอม “ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากของทอด เป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นสารก่อมะเร็ง”ขึ้นแท่นอันดับ 1 รองลงมา ”สินเชื่อออมสิน เปิดให้ยืมเงิน วงเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท สูงสุด 1,000,000 บาท ผ่านเพจ BK CBT 28” เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน เช็คให้ชัวร์ ก่อนแชร์ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 17 - 23 พฤศจิกายน 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,282,492 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 114 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 101 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 13 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 76 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว  40 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 40 เรื่อง อาทิ ครม. ขยายเวลาออกกฎหมายลูก 9 ฉบับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอีก 1 ปี เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 22 เรื่อง อาทิ กรมการแพทย์ ใช้หุ่นยนต์ฝึกเดินช่วยผู้ป่วยทางระบบประสาทเดินได้เร็วขึ้น เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 4 เรื่อง อาทิ แผ่นดินไหว 6.4 ที่เมียนมาร์ สะเทือนถึงภาคเหนือไทย และตึกสูงในกทม. เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10  เรื่อง อาทิ ครม. ขึ้นราคาน้ำตาลทราย ทั้งราคาส่งและขายปลีก 2 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดย แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 9 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน ระหว่างวันที่ 17 - 23 พฤศจิกายน 2566 มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำมันจากของทอด เป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นสารก่อมะเร็ง อันดับที่ 2 : เรื่อง สินเชื่อออมสิน ขั้นต่ำ 10,000 บาท สูงสุด 1,000,000 บาท ผ่านเพจ BK CBT 28 อันดับที่ 3 : เรื่อง  เพจเฟซบุ๊กศูนย์ดำรงธรรมกรมการปกครองภัยออนไลน์ รับแจ้งเหตุ-ร้องทุกข์ผ่านเพจ อันดับที่ 4 : เรื่อง ออมสินเปิดลงทะเบียนเงินกู้ 5,000-500,000 บาท ดอกเบี้ยถูก ผ่านเพจธนาคารออมสินสินเชื่อ อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมบัญชีกลางเปิดบัญชีไลน์ใหม่ อันดับที่ 6 : เรื่อง เป็นเนื้องอกในมดลูกเพราะมีเลือดเกาะตัวเป็นลิ่มเลือด อันดับที่ 7 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ซื้อกองทุนรวมและหุ้นรายวัน กำไรปันผลมากกว่า 7% อันดับที่ 8 : เรื่อง กินถั่วลิสงวันละ 1 กำมือ ช่วยรักษาอาการวัยทอง อารมณ์แปรปรวน อันดับที่ 9 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ PTT เปิดให้ลงทุนหุ้น เริ่มต้นที่ 20 หน่วย กำไร 20-35% อันดับที่ 10 : เรื่อง ใช้นิ้วนวดรอบดวงตา ทำให้สายตาดีขึ้นภายใน 2 เดือน ทั้งนี้ ขอฝากเตือนประชาชนเรื่องมิจฉาชีพที่ยังมีการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านอย่าหลงเชื่อในข้อความเชิญชวนต่าง ๆ โดยเฉพาะการหลอกลวงให้ลงทุน ให้สินเชื่อต่าง ๆ ดีอี และศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ให้ความสำคัญในการตรวจสอบข่าวปลอม ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อได้รับข่าวสาร ข้อมูลควรตรวจสอบให้รู้เท่าทัน รอบด้าน เลือกเชื่อ เลือกแชร์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น สามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอมผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์@antifakenewscenter เว็บ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง __________________

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า ในช่วง ที่ผ่านมา มีปัญหาการหลุดรั่วของข้อมูลประชาชน ตลอดจนการซื้อขายข้อมูลประชาชนตามที่เป็นข่าว ล่าสุดมี เว็บในต่างประเทศประกาศขายข้อมูลคนไทย 30 ล้านคน ซึ่งได้สั่งการให้ประสาน ปิดกั้น ตลอดจน สั่งการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)  ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (สกมช.) และ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เร่งดำเนินการที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วสำหรับ กรณี 30 ล้านรายชื่อที่เป็นข่าว เป็นการโฆษณาของคนร้าย ในเว็บผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ อาจจะเป็นการแอบอ้าง เกินจริง เช่น ในอดีต คนร้ายมีการประกาศขาย 16 ล้านรายชื่อคนไทย พร้อมข้อมูลส่วนบุคคล แต่จากการสืบสวนดำเนินคดี พบว่า มีข้อมูลขายเพียง จำนวนหลักหมื่นรายชื่อรัฐมนตรี ดีอี กล่าวเพิ่มว่า ดีอี ได้เร่งดำเนินการ  6 มาตรการ เพื่อแก้ปัญหานี้ โดยแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน 30 วัน ระยะ 6 เดือน และ ระยะ 12 เดือน ดังนี้ระยะเร่งด่วน ใน 30 วัน1. ให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC Eagle Eye เร่งตรวจสอบ ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทั้งค้นหา เฝ้าระวัง การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยในช่วง 9-20 พ.ย. 66 ได้ดำเนินการและมีผลดังนี้- ตรวจสอบแล้ว จำนวน 3,119 หน่วยงาน (ภาครัฐ/ภาคเอกชน- ตรวจพบข้อมูลรั่วไหล/แจ้งเตือนหน่วยงานแล้ว จำนวน 1,158 เรื่อง- หน่วยงานแก้ไขแล้วจำนวน 781 เรื่องนอกจากนี้ พบกรณีซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ ศูนย์ PDPC Eagle Eye เร่งตรวจสอบ 9,000 หน่วยงาน ใน 30 วัน 2. ให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ตรวจสอบช่องโหว่ ระบบ cybersecurity หรือระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) อาทิ ด้านพลังงานและสาธารณสุข ด้านบริการภาครัฐ และการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยการตรวจสอบช่องโหว่ ของระบบ cybersecurity ช่วง 9-20 พ.ย. 66- ตรวจสอบระบบ cybersecurity แล้ว จำนวน 91 หน่วยงาน- ตรวจพบมีความเสี่ยงระดับสูง 21 หน่วยงาน และ สกมช. ได้แจ้งให้แก้ไขแล้วนอกจากนี้ พบการซื้อขายข้อมูลคนไทยใน darkweb (เว็บผิดกฎหมาย ที่คนร้ายหรือโจรออนไลน์นิยมใช้) จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีร่วมกับ บช.สอท.3. ให้ สคส. และ สกมช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมโรงแรมไทย รวมถึงเครือข่ายภาคสื่อมวลชน สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงาน ความรู้เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness Training) เช่น การป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก การตั้งค่าระบบอย่างปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด4. ให้ ดีอี และ สอท. เร่งรัดปิดกั้นการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ผิดกฎหมาย และดำเนินคดีจับกุมผู้กระทำความผิดระยะ 6 เดือน5. ส่งเสริมการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัยตามหลักวิชาการสากล รองรับการใช้งานของบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันและลดปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล จากสาเหตุที่หน่วยงานภาครัฐส่งข้อมูลให้หน่วยงานภายนอก หรือขาดบุคลากรในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระยะ 12 เดือน6. ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ทันสมัยต่อบริบทของสังคมและพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ดียิ่งขึ้น เช่น- พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพิ่มบทลงโทษทางอาญาในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และ ให้อำนาจ สคส. ดำเนินคดีได้เอง โดยไม่ต้องรอผู้เสียหายร้องเรียน- พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพิ่มบทลงโทษแก่หน่วยงานรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับ 6 มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและแก้ปัญหาซื้อขายข้อมูล รัฐมนตรี ดีอี ได้รายงานต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 นี้ด้วยแล้วรัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวในตอนท้ายว่า “ขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ เอาจริง เรื่องขโมยข้อมูล ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจับตัวเอามาลงโทษให้ได้ กรณีผู้ขายข้อมูลหรือขบวนการที่ดำเนินการซื้อขายข้อมูลในต่างประเทศ ทางตำรวจก็ได้ดำเนินการประสานกับตำรวจสากลเพื่อดำเนินการจับกุมต่อไป”   ___________________________


วันนี้ (27 พฤศจิกายน 2566) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน “POSTiverse ส่งสุขไปทุกเวิร์ส 140 ปี ไปรษณีย์ไทย และงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระการดำเนินงานครบรอบ 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และผู้บริหาร เฝ้าฯ รับเสด็จ   ภายในงานทรงกดปุ่มเพื่อเปิดงาน “140 ปี ไปรษณีย์ไทย และงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566” ทรงเขียน และส่งไปรษณียบัตร ทรงจัดทำโปสต์การ์ดออนไลน์ในแอปพลิเคชัน Prompt Post ทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ "เจ้าฟ้านักสะสม" ตราไปรษณียากรที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลก ตราไปรษณียากรที่มีมูลค่าแพงที่สุดในเอเชีย ทรงวาดภาพตู้ไปรษณีย์ลงบนผืนผ้าใบ พระราชทานแก่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ทอดพระเนตรผลงานประกวดตราไปรษณียากรที่ได้รับรางวัล Court of Honor Grand Prix Club Display แม่พิมพ์ตราไปรษณียากรชุดโสฬศ และแม่พิมพ์ไปรษณียบัตรใบแรก ภาพวาดนักษัตรผลงานฝีพระหัตถ์ที่นำมาจัดทำเป็นตราไปรษณียากรและ NFT Stamp นิทรรศการ 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย บริเวณ Mini Post Gallery   ทั้งนี้ งาน “POSTiverse ส่งสุขไปทุกเวิร์ส 140 ปี ไปรษณีย์ไทย และงานแสดงตราไปรษณียากรโลก 2566” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2566 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก ______________________­­­­­­­______

รมว.ดีอี ปาฐกถาพิเศษเปิด“โครงการอบรมการป้องกันความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ครั้งที่ 22 (CDIC 2023)”วันนี้ (29 พฤศจิกายน 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) ปาฐกถาพิเศษเปิด“โครงการอบรมการป้องกันความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ครั้งที่ 22 (CDIC 2023)” ในหัวข้อ “วาระแห่งชาติ การสร้างคุณค่าและระบบนิเวศน์ด้านดิจิทัล สู่ความยั่งยืนในมิติด้านความั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” โดยมี ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ช่วผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติด้านอุทยานวิทยาศาสตร์ กล่าวต้อนรับ และดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เข้าร่วมด้วย ณ ห้องแกรนฮอลล์ 201 – 203 ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศกำรและกำรประชุมไบเทค   ___________________

วานนี้ (29 พ.ย. 66 ) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป – อาเซียน (EU – ASEAN Business Council: EU – ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (The European Association for Business and Commerce: EABC) นำโดยหัวหน้าคณะ Mr. Tassilo Brinzer, Vice Chairman EU – ABC เพื่อหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยกับ EUABC และ EABC พร้อมสร้างความเข้าใจนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลฯ ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การส่งเสริมการลงทุนและการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายเพื่อการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการรับมือกับปัญหาด้านการหลอกลวง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยและส่งเสริมรัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ กระทรวงฯ จึงได้กำหนดนโยบายในการเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศไทย “The Growth Engine of Thailand” ซึ่งประกอบด้วย1) การยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ (Thailand Competitiveness) ในมิติด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผลักดันการพัฒนาโครงข่าย 5G และขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ มีระบบเคเบิลภาคพื้นข้ามพรมแดน (Cross-border terrestrial cables) และระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ (International submarine cables) มิติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลอย่างทั่วถึง เร่งส่งเสริมสตาร์ทอัพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับชุมชน เช่น การใช้โดรนเพื่อการเกษตร ให้ความสำคัญในการจัดการกับความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (Digital Divide) มิติการพัฒนาภาครัฐไปสู่รัฐบาลดิจิทัล มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน รวมถึงเร่งผลักดันนโยบาย Go Cloud First โดยปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการใช้ public cloud สร้างบริการของภาครัฐที่มีธรรมาภิบาล สามารถให้บริการประชาชน แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น2) การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Safety & Security) ให้ความสำคัญในการป้องกันและการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนให้มีความปลอดภัยในการดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (Online scam) จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti-Online Scam Operation Center: AOC) โดยผลักดันผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ อาทิ ASEAN และ APEC เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ 3) การเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านดิจิทัล (Human Capital) เร่งสร้างกำลังคนวิชาชีพดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลให้มีความก้าวหน้าและเข้มแข็ง ณ ห้อง MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ___________________________

วันนี้ (30 พ.ย.66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ และคณะทำงาน ตรวจเยี่ยม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ และร่วมรับฟังแนวทางการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกระทรวงดิจิทัลฯ โดยมี นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนนรับ ณ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   ______________________________

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 หรือ Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023 ดีขึ้น 5 อันดับ โดยไทยอยู่อันดับที่ 35 ในปี 2023 จากเดิม อันดับที่ 40 ใน ปี 2022 จากทั้งหมด 64 เขตเศรษฐกิจที่มีการเข้าร่วมการจัดอันดับการจัดอันดับด้านดิจิทัลนี้ จัดทำโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ เป็นผลการจัดอันดับประจำปี 2023 หรือ พ.ศ. 2566 ตามรายงาน IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023สำหรับ อันดับ Digital Competitiveness Ranking และ 3 ด้าน ประเทศไทย มีอันดับ ในปี 2023 และ 2022 ดีขึ้นทั้งในภาพรวม และดีขึ้นในทุกด้าน ที่แบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้Digital Competitiveness Ranking ภาพรวม ดีขึ้น 5 อันดับ (อันดับที่ 35 ปี 2023 / อันดับที่ 40 ปี 2022)- Knowledge ด้านความรู้ ดีขึ้น 4 อันดับ (อันดับที่ 41 ปี 2023 / อันดับที่ 45 ปี 2022)- Technology ด้านเทคโนโลยี ดีขึ้น 5 อันดับ (อันดับที่ 15 ปี 2023 / อันดับที่ 20 ปี 2022)- Future Readiness ด้านความพร้อมสำหรับอนาคต ดีขึ้น 7 อันดับ (อันดับที่ 42 ปี 2023 / อันดับที่ 49 ปี 2022)สำหรับ 5 ประเทศที่มีอันดับสูงสุดในโลก World Digital Competitiveness Ranking มีดังนี้1.USA2 Netherlands3 Singapore4 Denmark5 Switzerlandสำหรับ 5 ประเทศที่มีอันดับสูงสุดในอาเซียนมีดังนี้ (ตัวเลขหน้าประเทศคืออันดับในโลก)3 Singapore33 Malaysia35 Thailand45 Indonesia59 Philippinesรัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวในตอนท้ายว่า “ถึงแม้ว่า ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยดีขึ้น 5 อันดับในปี 2023 แต่ก็ยังหลายเรื่องที่อันดับยังไม่ดี เป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องปรับปรุง โดยเฉพาะในเรื่องกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และดิจิทัล (อันดับ 57) ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทย (อันดับ 46) การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (อันดับ 44) ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล (อันดับ 48) ความสามารถในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของภาครัฐ (อันดับ 58) เป็นต้น และ ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ ให้ความสำคัญเรื่องดิจิทัล และ ผม (รมว.ดีอี) ตั้งเป้าหมายว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 นี้”   ______________________________

วันนี้ (1 ธันวาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2566 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ณ สถาบันวิชาการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)   ____________________

วันนี้ (1 ธันวาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) พร้อมด้วย นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ  ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงฯ และคณะทำงาน ตรวจเยี่ยมและรับฟังความคืบหน้าการดำเนินการของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ และร่วมรับฟังแนวทางการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกระทรวงดิจิทัลฯ โดยมี พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนนรับ ณ สถาบันวิชาการ NT งามวงศ์วาน กรุงเทพฯ ____________________

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า ซิมม้า หรือ ซิมที่คนร้าย หรือแก๊งคอลเซนเตอร์ใช้ในหลอกลวงออนไลน์ สร้างปัญหากับพี่น้องประชาชนมาก บางครั้ง ซิมเบอร์เดียว โทรออก 500 ครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ไม่มีการป้องกันที่ดีพอ หรือ แม้กระทั่ง พบว่า มีคนที่มีซิม เป็นร้อยๆ ซิม ไม่ได้ยืนยันตัวตนให้ถูกต้อง เป็นช่องทางของโจร ในการใช้ซิมม้าในวันที่ 30 พย. จึงได้จัดประชุมหารือ กับทาง กสทช. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รวมไปถึงภาคเอกชน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ อาทิ AIS และ True และหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงมาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า และได้สรุป 6 มาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปราม การใช้ซิมม้า สรุปได้ดังนี้1. กำหนดให้ผู้ใช้บริการมีการถือครองซิมเกิน 5 ซิม ต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ จะต้องมีการมายืนยันตัวตนภายใน 30 วัน ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการนำซิมการ์ดไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งต้องมีการออกประกาศ โดยการออกประกาศอยู่ระหว่างการดำเนินการของ คณะกรรมการ กสทช. โดยควรดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน และให้มีผลให้ต้องลงทะเบียน ไม่เกิน 30 วันนับแต่การออกประกาศสำหรับข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 มีผู้ครอบครองเลขหมายโทรศัพท์มือถือหรือซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย จำนวนมากถึง 286,148 ราย และมีผู้ครอบครองเลขหมายโทรศัพท์มือถือหรือซิมการ์ดตั้งแต่ 101 เลขหมายขึ้นไปถึง 7,664 ราย2. กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ให้ดำเนินการตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์ที่ผิดปกติ โดยเฉพาะ ซิมบุคคลธรรมดา ที่มีการโทรออกตั้งแต่ 100 สายในระยะเวลาสั้นๆ หรือ 100 สายต่อวัน โดยให้ตรวจสอบทั้งการโทรออกจากช่องทางปกติ และการโทรออกจากระบบอินเทอร์เน็ต หากพบ ต้องเร่งดำเนินการ สั่งการอายัดเบอร์ ส่งข้อมูลของซิม ชื่อเจ้าของซิม และพฤติกรรมที่ต้องสงสัยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ 1441 สั่งการอายัดเบอร์ทำการสืบสวนสอบสวน  จับกุมขยายผลโดยเร็ว3. เร่งระงับเบอร์ และขยายผล สืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี จากเบอร์ และชื่อเจ้าของเบอร์ ที่ได้จาก (1) การแจ้งความออนไลน์ (Thaipoliceonline.com) ว่าเป็นเบอร์คนร้ายที่ใช้ในการหลอกลวง (2) เบอร์ที่รับแจ้งกับ AOC 1441 ว่าเป็นหมายเลขคนร้าย (3) เบอร์ที่ผู้ให้บริการสื่อสาร ตรวจพบเอง จากระบบ fraud detection และ สนง กสทช. แจ้ง ว่าเป็นเบอร์ที่ใช้โดยคนร้าย และ (4) เบอร์ที่ต้องสงสัย อาทิ เบอร์ที่ใช้กับอุปกรณ์ ซิมบ็อกซ์ (SIM BOX) หรืออุปกรณ์อื่นที่ใช้กระทำผิด เป็นต้นทั้งนี้ ต้องมีการดำเนินคดีโดยเคร่งครัดกับ นายหน้าซิมม้า ผู้จัดหาซิมม้า ผู้ขายซิมม้า รวมทั้ง ผู้ยินยอมให้คนร้ายใช้ซิมตนเองหรือซิมม้า ซึ่งมีโทษสูงสุด จำคุก 5ปี  สำหรับนายหน้า ผู้จัดหาซิมม้า และจำคุก 3 ปี สำหรับเจ้าของซิมม้า หรือผู้ยินยอนให้ผู้อื่นใช้ซิมไปใช้ทำผิดกฎหมาย4. ให้แจ้งข้อมูลการโทรที่ผิดปกติ ดังกล่าวข้างต้น ต่อ ศูนย์ AOC 1441 และ ระบบ Audit numbering ของ สนง.กสทช เพื่อให้เป็นศูนย์กลางรวมรวมข้อมูล ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องทุกหน่วย ร่วมเร่งตรวจสอบขยายผล แบบบูรณาการ วิเคราะห์อาชญากรรม สืบสวนสวน สอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิด และเครือข่ายมาลงโทษโดยเร็ว5. ดำเนินการตรวจสอบ หมายเลขโทรศัพท์/เสาสัญญาณ และการตั้งสถานีแพร่กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบให้ดำเนินการระงับสัญญาณทันที6. ดำเนินการกำกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการให้บริการนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากตรวจสอบพบก็จะให้มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนทิศทางการแพร่สัญญาณนอกจากนี้ ยังพบว่า มีการใช้บัตรประจำตัวชาวต่างด้าวมาลงทะเบียนซิมคาร์ดเปิดใช้งานและขายแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นช่องทางเป็นช่องทางให้โจรใช้ในการหลอกลวงประชาชน ซึ่งได้มีการจับกุม ครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ อาทิ ที่ แม่สอด จังหวัดตาก พร้อมของกลางซิมพร้อมใช้งาน 4,379 หมายเลข และ ที่ชุมพร พบของกลางกว่า 10,000 หมายเลขรัฐมนตรี ดีอี กล่าวในตอนท้ายว่า “ ดีอี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ให้บริการมือถือ มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการใช้ซิมม้า ทั้งนี้ ฝากเตือนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับซิมม้าหรือผู้ที่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ซิมไปกระทำผิดกฎหมาย ต้องรีบไปยกเลิกหมายเลขทันที เนื่องจาก เรา เอาจริง โทษหนัก อาจถูกจำคุกถึง 5 ปี” นายประเสริฐ กล่าว   ----------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.