Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (13 ธันวาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เปิดประชุมหารือด้านดิจิทัล ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ตามแนวทางการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถทางด้านธุรกิจของประเทศไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีประเด็นหารือ อาทิ  บริการอินเตอร์เน็ตราคาถูกสําหรับพี่น้อง SME , บริการ Short Link URL สําหรับธุรกิจ SME ไทย เพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และ ลดการหลอกลวง, cloud ราคาถูกสําหรับ ธุรกิจ sme , ลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพของไปรษณีย์ไทยในการช่วยเหลือการค้าออนไลน์ของ SME ไปต่างประเทศ เป็นต้น โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงฯ นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีฯ และคณะทำงานพร้อมด้วย นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และคณะผู้บริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ___________________________

วันนี้ (13 ธันวาคม 2566) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ปลัดดีอี) เข้าร่วมเสวนาในกิจกรรม Executive Forum on Competitiveness 2023 "Bridging the Digital Competitiveness Gap" ณ Movepick BDMS wellness center (ปาร์ค นายเลิศเก่า) ถ.วิทยุ กรุงเทพฯ   ___________________________

วันนี้ (14 ธันวาคม 2566) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาสำหรับประชาชนทั่วไป ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เครือข่ายเฝ้าระวังภัยออนไลน์ภาครัฐและเอกชน ในหัวข้อ “คดีภัยออนไลน์” จัดโดย กองป้องกันและปราบปราม การกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ซึ่งปัจจุบันมีจํานวนคดีออนไลน์  ที่ต้องการให้กระทรวงดิจิทัลฯ ตรวจสอบ จำนวน 32,000 เรื่อง อาทิ การหลอกลวง การปลอมแปลง การโพสต์ กลั่นแกล้ง การโพสต์ข้อความเพื่อเกิด ความวุ่นวายในสังคม (Fake News) การขายของที่ผิดกฎหมายในโลกออนไลน์ เป็นต้น งานสัมมนาครั้งนี้  จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่องค์ความรู้ สร้างความเข้าใจ ถึงแนวทางการป้องกันภัยออนไลน์ ให้กลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มความปลอดภัย ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่กระทำผิดต่อกฎหมายบนโลกออนไลน์ ณ ห้องประชุม Blue Box โรงแรมบลูแรบบิท จังหวัดจันทบุรีกระทรวงดิจิทัลฯ ตรวจสอบ จำนวน 32,000 เรื่อง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเพิ่มมากขึ้น จึ้งจัดงานนี้ขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่องค์ความรู้ สร้างความเข้าใจ ถึงแนวทางการป้องกันภัยออนไลน์ ให้กลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มความปลอดภัย ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่กระทำผิดต่อกฎหมายบนโลกออนไลน์ โดยมี นางสาวธนิสสรา ลิ้นสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานงานด้านกฎระเบียบ กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุม Blue Box โรงแรมบลูแรบบิท จังหวัดจันทบุรี   _____________________________


วันนี้ (14 ธันวาคม) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “GOV Cloud 2023 : Government Innovation with Cloud” พร้อมกล่าวถึงนโยบายรัฐบาลและแนวทางการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การนำเสนอความสำเร็จของโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ซึ่งปัจจุบันรองรับหน่วยงานใช้บริการมากกว่า 800 หน่วยงาน และมีระบบงานหลัก ๆ ของรัฐที่โอนย้ายมายังระบบคลาวด์กลางแล้วกว่า 3,000 ระบบงาน พร้อมชูนโยบาย Cloud First  รองรับภาครัฐที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการต่าง ๆ ให้เข้าถึงประชาชนอย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และส่งเสริมการใช้ AI อย่างปลอดภัย จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วม ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ   _________________________________

         นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ทั้งในกระทรวงฯ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ จนถึงวันนี้ กระทรวงฯสามารถประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานอย่างเข้มข้นสามารถแบ่งเป็น 9 ผลงานหลัก ดังนี้ 1.         ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441            ดีอี ได้จัดตั้งศูนย์ AOC 1441 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็น One Stop Service แก้ปัญหาออนไลน์ สำหรับประชาชน ให้บริการ 24 ชม. และใช้ติดตามสถานการณ์ สั่งการ ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามโจรออนไลน์อย่างบูรณาการและทันเวลา โดยมี War-room ภายใต้ AOC และ ใช้เทคโนโลยี พัฒนา Intelligent Assistant (IA) และ Intelligence based platform ทำให้เกิดการรวบรวมเชื่อมโยงข้อมูล เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้พร้อมใช้งานในการป้องกัน ปราบปราม โดย platform นี้จะมีการใช้และการวิเคราะห์ ทั้งข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ ข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัย ใช้เทคโนโลยี AI / Data scientists เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ คาดการณ์ ซึ่งระบบนี้ จะทำงานเชื่อมโยง กับ Central Fraud Registry ของสมาคมธนาคาร และ Audit Numbering ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลของ กสทช            ผลการดำเนินงานสำคัญ ( 1- 30 พย 2566) ·   ประชาชนติดต่อ 79,997 สาย ·   ระงับบัญชีธนาคาร 7,996 บัญชี เฉลี่ย 15 นาที จับกุมแล้ว 389 ราย            เป้าหมายของศูนย์ AOC 1441 ·   ระงับ/อายัดบัญชีของคนร้าย ให้ผู้เสียหาย/ผู้ถูกหลอกลวงออนไลน์ทันที ·   ติดตามสถานะ การแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหายทุกขั้นตอนได้ทันที ·   เร่งการคืนเงินให้ผู้เสียหาย ·   เพิ่มประสิทธิภาพการจับกุม ดำเนินคดีและการขยายผลคดี โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยงานบูรณาการข้อมูล และร่วมทำงานทันทีทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย 2.         การปิดกันเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย และเว็บพนัน            ดีอี ได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน จัดการเว็บที่ผิดกฎหมาย โดยเน้นทำงานเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ทำงานร่วมกับโซเชียลมีเดียแพลทฟอร์มใกล้ชิด ทำให้ปิดกั้นเว็บหรือเพจผิดกฎหมาย เพิ่มมากขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนี้ 1 ต.ค. -10 ธ.ค. 2566 มีการปิดกั้นเว็บไซต์หรือเพจผิดกฎหมายโดยรวมทุกประเภท สูงถึง 25,061 เว็บไซต์/เพจ เพิ่มขึ้น 10.0 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปิดได้ 2,567 เว็บไซต์/เพจ ในช่วงเวลา 1 ต.ค. – 10 ธ.ค. 2566 มีการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์ ถึง 4,592 เว็บไซต์ เพิ่มขึ้น 17.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปิดได้ 248 เว็บไซต์  สถิติการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย     (1) ปี 2565 (1ตค65–10ธค65) (2) ปี 2566 (1ตค66–10ธค 66) (2)-(1) 2566-2565 เพิ่มจำนวน (2)/(1)   เท่าตัว 1. ปิดกั้น รวมทุกประเภท (เว็บ/เพจ) 2,567 25,601 23,034 10.0 2. ปิดกั้น เว็บพนัน (เว็บ/เพจ) 248 4,592 4,344 17.5   3.         การแก้ปัญหาการซื้อขายข้อมูลและการหลุดรั่วของข้อมูลประชาชน            ดีอี ได้เร่งดำเนินการ 6 มาตรการ เพื่อแก้ปัญหาการหลุดรั่ว ของข้อมูลประชาชน ตลอดจนการซื้อขายข้อมูลประชาชน โดยแบ่งเป็น ระยะเร่งด่วน 30 วัน ระยะ 6 เดือน และ ระยะ 12 เดือน ดังนี้ ระยะเร่งด่วน ใน 30 วัน            1. ให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC Eagle Eye เร่งตรวจสอบ ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมทั้งค้นหา เฝ้าระวัง การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยในช่วง 9 พ.ย. – 9 ธค 66 มีผลดังนี้            - ตรวจสอบแล้ว จำนวน 15,320 หน่วยงาน (รัฐ/เอกชน)            - ตรวจพบข้อมูลรั่วไหล/แจ้งเตือนหน่วยงานแล้ว จำนวน 4,593 เรื่อง            - หน่วยงานแก้ไขแล้วจำนวน 4,593 เรื่อง            - นอกจากนี้ ดำเนินการ เรื่อง ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)          2. ให้ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ตรวจสอบช่องโหว่ ระบบ cybersecurity หรือระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) อาทิ ด้านพลังงานและสาธารณสุข ด้านบริการภาครัฐ และการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยการตรวจสอบช่องโหว่ ของระบบ cybersecurity ระหว่าง 9 พ.ย. – 9 ธค 66 มีผลดังนี้            - ตรวจสอบระบบ cybersecurity แล้ว จำนวน 91 หน่วยงาน            - ตรวจพบมีความเสี่ยงระดับสูง 21 หน่วยงาน และ สกมช. ได้แจ้งให้แก้ไขแล้ว นอกจากนี้ ดำเนินการเรื่อง การซื้อขายข้อมูลคนไทยใน darkweb (เว็บผิดกฎหมาย ที่คนร้ายหรือโจรออนไลน์นิยมใช้) จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีร่วมกับ บช.สอท.            3. ให้ สคส. และ สกมช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมโรงแรมไทย รวมถึงเครือข่ายภาคสื่อมวลชน สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงาน ความรู้เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness Training)            4. เร่งรัดปิดกั้นการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ผิดกฎหมาย และดำเนินคดีจับกุมผู้กระทำความผิด ระยะ 6 เดือน            5. ส่งเสริมการใช้งานระบบคลาวด์กลางภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงปลอดภัยตามหลักวิชาการสากล รองรับการใช้งานของบุคลากรของหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันและลดปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล จากสาเหตุที่หน่วยงานภาครัฐส่งข้อมูลให้หน่วยงานภายนอก หรือขาดบุคลากรในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระยะ 12 เดือน            6. ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ทันสมัยต่อบริบทของสังคมและพฤติการณ์ที่เปลี่ยนไป และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ดียิ่งขึ้น            สำหรับ 6 มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและแก้ปัญหาซื้อขายข้อมูลได้รายงานต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรี ในวันที่ 21 พ.ย. 66 แล้ว   4.         การแก้ปัญหาซิมม้า            กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการป้องกันและปราบปรามการใช้ซิมม้า โดยใช้มาตรการเชิงรุกจำนวน 6 มาตรการ ดังนี้   1) กำหนดให้ผู้ใช้บริการมีการถือครองซิมเกิน 5 ซิม ต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ จะต้องมีการมายืนยันตัวตนภายใน 30 วัน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของ คณะกรรมการ กสทช. และให้มีผลให้ต้องลงทะเบียน ไม่เกิน 30 วันนับแต่การออกประกาศ 2) กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ให้ดำเนินการตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์ที่ผิดปกติ ที่มีการโทรออกตั้งแต่ 100 สายต่อวัน หรือในเวลาสั้นๆ ส่งข้อมูล AOC 1441 ทำการระงับการใช้งาน 3) เร่งระงับเบอร์ และขยายผล สืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี จากเบอร์ และชื่อเจ้าของเบอร์ ที่ได้จาก (1) การแจ้งความออนไลน์ (Thaipoliceonline.com) (2) เบอร์ที่รับแจ้งกับ AOC 1441 (3) เบอร์ที่ผู้ให้บริการสื่อสาร ตรวจพบเอง จากระบบ fraud detection และจาก สนง กสทช. และ (4) เบอร์ที่ต้องสงสัย อาทิ เบอร์ที่ใช้กับอุปกรณ์ ซิมบ็อกซ์ (SIM BOX) หรืออุปกรณ์อื่นที่ใช้กระทำผิด เป็นต้น 4) ให้แจ้งข้อมูลการโทรที่ผิดปกติ ต่อ ศูนย์ AOC 1441 และ ระบบ Audit numbering ของ สนง.กสทช เพื่อให้เป็นศูนย์กลางรวมรวมข้อมูล ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องทุกหน่วย ร่วมเร่งตรวจสอบขยายผล แบบบูรณาการ วิเคราะห์อาชญากรรม สืบสวนสวน สอบสวนนำตัวผู้กระทำความผิด และเครือข่ายมาลงโทษโดยเร็ว 5) ดำเนินการตรวจสอบ หมายเลขโทรศัพท์/เสาสัญญาณ และการตั้งสถานีแพร่กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต หากพบให้ดำเนินการระงับสัญญาณทันที 6) ดำเนินการกำกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการให้บริการนอกราชอาณาจักรไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากตรวจสอบพบก็จะให้มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนทิศทางการแพร่สัญญาณ            5.         การดึงการลงทุนและพัฒนากำลังคนด้าน AI และ Cloud ดีอี ได้ดึงการลงทุนและพัฒนากำลังคนดิจิทัล โดยเฉพาะด้าน AI และ Cloud โดยความร่วมมือกับบริษัทระดับโลก และประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300,000 ล้านบาท ทั้งจากการลงทุนและพัฒนาบุคคลากรในระยะ 5 ปี จากความร่วมมือ 3 บริษัท 1.   Huawei : ได้ร่วมมือการตั้งศูนย์เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยด้าน AI & Cloud ผลิตคนด้าน AI และ Cloud ปีละ 10,000 คนหรือ 50,000 คน ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้ผู้ที่มีทักษะ AI & Cloud จำนวนกว่า 60,000 ล้านบาท แก้ปัญหาขาดแคลนบุคคลากรด้าน AI และ Cloud   2.   Google มีความร่วมมือกับดีอีจะสร้างผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ภาคธุรกิจไทยกว่า 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Google และดีอีจะร่วมกันศึกษาแนวทางการใช้ Generative AI และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Google Cloud Microsoft : นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมพบปะหารือกับไมโครซอฟท์เพื่อร่วมพูดคุยถึงจุดประสงค์ของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สอดคล้องกับนโยบายด้านรัฐบาลดิจิทัล และการใช้บริการระบบคลาวด์ภาครัฐ หรือ Cloud First เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถนำ AI มาใช้งานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ รวมถึงยกระดับทักษะแห่งอนาคตสำหรับคนไทยกว่า 10 ล้านคน ผ่านทางความร่วมมือกับดศ. 6.         “ชุมชนโดรนใจ”            One Tambon One Digital  (OTOD) ชุมชนโดรนใจ เริ่ม พย 2566 มีเป้าหมายดำเนินการครบ 500 ชุมชน ใน ตค 2567 ประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตร ให้บริการกว่า 4 ล้านไร่ทั่วประเทศ เกิดการยกระดับทักษะเกษตรกรกว่า 1,000 คน เกิดธุรกิจบริการโดรน 50 ชุมชน เกิดอาชีพใหม่ช่างโดรนชุมชน และเกิดศูนย์สอบอนุญาติการบินโดรน 5 ภูมิภาค และ เกิดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท            ผลการดำเนินงาน            • อยู่ระหว่างการรับสมัคร ซึ่งมีชุมชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมแล้ว 300 ชุมชน และ 63 ศูนย์ซ่อม            • ระหว่างจัดตั้งศูนย์สอบขอใบอนุญาตการบินโดรน 5 ศูนย์ทั่วประเทศ            • เกิดมาตรฐาน dSURE สำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล 7.         Global Digital Talent ดีอี โดย ดีป้า ได้ผลักดันให้มีกลไกในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลให้กับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของประเทศผ่านการนำเข้ากำลังคนจากต่างประเทศผ่านการตรวจลงตรารูปแบบใหม่ Global Digital Talent Visa (GDT Visa) ซึ่งมีเป้าหมายในการดึงดูดกำลังคน 2 ประเภท ได้แก่       1) กำลังคนดิจิทัลสาขาขาดแคลนโดยเป็นผู้ที่จบการศึกษา รวมถึงผู้ที่กำลังศึกษาด้านดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 600 แห่งทั่วโลกที่ได้รับการรับรอง (Digital Talent)        2) ผู้ที่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเป็นหลักในอุตสาหกรรมดิจิทัล และสามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์ (Digital Nomads)          โดยชาวต่างชาติที่ได้รับ GDT Visa จะได้สิทธิในการพำนัก และสิทธิทำงานพร้อมวีซ่าเป็นระยะเวลา 1 ปี สามารถให้คู่สมรสและบุตรได้รับวีซ่าผู้ติดตามไปพร้อมกันได้ สามารถเดินทางเข้าและออกประเทศไทยได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (Re-Entry permit) ได้รับสิทธิให้ใช้ช่องทางพิเศษ (Fast Track) ในการเข้าออกราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศที่มีให้บริการช่องทางพิเศษ ซึ่งชาวต่างชาติที่จะได้รับ GDT Visa จะต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติตามที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกำหนด      ดีป้า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกร่างประกาศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงรายละเอียดหลักเกณฑ์ เพื่อจัดทำเอกสารแนวทางการดึงดูดกำลังคนดิจิทัลสาขาขาดแคลนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย (Global Digital Talent Visa) และเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบการเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามมาตรา 4 (12) พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 8.         การสนับสนุน Start Ups และ SMEs ด้วยบัญชีบริการดิจิทัลและมาตรการทางภาษี               ดีอี โดย ดีป้า ได้ดำเนินการจัดทำโครงการ ดังนี้               (1) บัญชีบริการดิจิทัล เป็นกลไกการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งบัญชีบริการดิจิทัลเป็นการรวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลไทยที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และเป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานและราคา ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นตัวช่วยในการคัดกรองสินค้าและบริการดิจิทัลที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มองหาสินค้าหรือบริการดิจิทัล ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐที่ต้องการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาการให้บริการประชาชน นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในการเข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยรัฐสามารถใช้กระบวนการทางพัสดุด้วยวิธีคัดเลือกหรือเฉพาะเจาะจงในการซื้อหรือเช่าซื้อสินค้าและบริการดิจิทัลจากบัญชีบริการดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม มีมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบได้ ปัจจุบัน มีสินค้าและบริการที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลแล้วทั้งสิ้น 132 รายการ จากผู้ประกอบการดิจิทัลไทย 13 บริษัท               (2) ผลักดันมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Tax 200%           9.         การยกระดับ Thailand Digital Competitiveness Ranking            ดีอี ขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ส่งผลให้ การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 หรือ Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023 ดีขึ้น 5 อันดับ โดยไทยอยู่อันดับที่ 35 ในปี 2023 จากเดิม อันดับที่ 40 ใน ปี 2022         การจัดอันดับด้านดิจิทัลนี้ จัดทำโดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ เป็นผลการจัดอันดับประจำปี 2023 หรือ พ.ศ. 2566  ตามรายงาน IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023            สำหรับ 5 ประเทศที่มีอันดับสูงสุดในอาเซียนมีดังนี้ (ตัวเลขวงเล็บคืออันดับในโลก)            1. Singapore(3)           2. Malaysia (33)           3. Thailand (35)           4. Indonesia (45)           5. Philippines (59)          ทั้งนี้ รัฐมนตรี ประเสริฐฯ ตั้งเป้าหมายว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 นี้ --------------------------------------------------

  วันนี้ (14 ธันวาคม 66) นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมประชุมการดำเนินงานต่อต้านการก่อการร้ายของไทยโดยคณะผู้แทนสำนักงานผู้บริหารของคณะกรรมการด้านการต่อต้านการก่อการร้ายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (Counter - Terrorism Committee Executive Directorate: CTED) ณ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินการด้านการต่อต้านการก่อการร้ายของฝ่ายไทยในประเด็นต่าง ๆ โดยกระทรวงฯ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม การติดตาม เฝ้าระวัง ข้อความในสื่อออนไลน์ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ตลอดจนการระงับการแพร่หลายข้อมูลที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560     _______________________________________

วันนี้ (15 ธันวาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานและกล่าวแสดงความยินดีพร้อมทั้งมอบรางวัลในกิจกรรมมอบรางวัลสำหรับหน่วยงานเป้าหมายภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐ เพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Government Platform for PDPA Compliance: GPPC) สร้างมาตรฐานรองรับให้การดำเนินงานในหน่วยงานภาครัฐเกิดความสอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ในทุกมิติ พร้อมดำเนินกิจกรรมสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจ ประเมินผล และมอบรางวัลให้หน่วยงานที่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งสร้างสมดุลการใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาสิทธิ์ของเจ้าของข้อมูลอย่างเท่าเทียม สำหรับโครงการนี้ได้มีการดำเนินการร่วมกัน โดยหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 2 โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ   ________________________________

 วันนี้ (15 ธันวาคม 2566) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เปิดบ้านต้อนรับ คณะกรรมาธิการการตำรวจ ขอเข้าพบและสนทนาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น โดยมี โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีฯ, นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ฯ และคณะทำงาน พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม รองประธานคณะกรรมาธิการ และผู้แทนเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหา อาชญากรรมออนไลน์ (AOC1441)                                                                         ..................................................................

ทั้ง แอปดูดเงินชายแดน-แกะกล่องพัสดุลวง-ซื้อขายอาวุธปืนออนไลน์-เว็บพนัน  . กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว CLEANING FRONTIER OPERATION ปฏิบัติการล้างบาง แก๊งแอปดูดเงินแนวชายแดน ส่งตำรวจไซเบอร์เร่งกวาดล้าง ขยายผลจับกุม 4 ปฏิบัติการ ทั้งแอปดูดเงินชายแดน-แกะกล่องพัสดุลวง-ซื้อขายอาวุธปืนออนไลน์-เว็บพนัน ตามนโยบายรัฐบาล โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ดีอี เร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน พร้อมเน้นย้ำการทำงานใกล้ชิดร่วมกันปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์อย่างเด็ดขาด โดยได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 66 ที่ผ่านมา และได้บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง ธนาคาร กสทช. ตำรวจ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการทำงานเชิงรุกสามารถจับกลุ่มผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก  . วันนี้ (15 ธันวาคม 66) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีดีอี ร่วมกับ กองบัญชาการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นําโดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง แถลงการจับกุม ใน 4 ปฏิบัติการ ได้แก่  . 1. จับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำผิด ในการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานต่าง ๆ โทรหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อ แล้วให้แอดไลน์ เพื่อส่งลิงก์ให้กดดาวน์โหลดแอปหน่วยงานของปลอม หลอกโอนเงิน สร้างความเสียหายแล้วรวมกว่า 12 ล้านบาท จากการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงหลายคดีในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีลักษณะเป็นเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ในรูปแบบแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยได้ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 13 ราย เป็นชาวไทย 12 ราย และชาวกัมพูชา 1 ราย พร้อมยึดของกลางเป็น เงินสด 1 แสนบาท และบัตรกดเงินสด (บัตร ATM) รวมทั้งอายัดเงินในบัญชีธนาคารที่ใช้ในการกระทำความผิดได้รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท  . 2.  UNBOXSCAM แกะกล่องพัสดุลวง รวบตัวการส่งพัสดุไม่ตรงปก หลอกเก็บเงินปลายทาง ตรวจค้นจับกุมตัวการ กรณีมิจฉาชีพตีเนียนส่งพัสดุหลอกเก็บเงินปลายทาง โดยที่ไม่ได้สั่งซื้อ และส่งสินค้าที่ไม่ตรงปกเพื่อหลอกเก็บเงินปลายทาง สร้างความเสียหายรวมเกือบ 10 ล้านบาทต่อปี จากการสืบสวนพบว่ามีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนโดยนายอนุศาสน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี ได้ใช้แพลตฟอร์ม TikTok ในการขายสินค้า โดยมีการส่งพัสดุในรอบ 1 เดือน ประมาณ 8,000 ชิ้น และมีพัสดุตีกลับประมาณ 47% อีกทั้งยังมียอดระงับการเก็บเงินปลายทางกว่า 8 แสนบาท  . 3. การซื้อขายอาวุธปืนและกระสุนปืน ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืน ชนิดปืนปากกา  ปืนไทยประดิษฐ์ และเครื่องกระสุนปืน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จึงได้ตรวจค้นจับกุม นาย ปฏิพัทธ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 25  ปี พร้อมด้วยของกลางอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 11 รายการ  . 4. ขยายผลจับคนกดเงินจ้างแอดมินเว็บโป๊ โปรโมทเว็บพนัน ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยได้จับกุมนายอัครนันท์ เจติยากุลไพศาล อายุ 27 ปี แอดมิน VK ชื่อกลุ่ม DARK SIDE CLUB ซึ่งเป็นกลุ่มเปิดที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ และกลุ่มอื่นๆ ที่มีการโพสภาพลามกอนาจาร แอบแฝงชักชวนเล่นพนันออนไลน์ รวมแล้ว 19 กลุ่ม มีผู้ติดตามรวมกว่า 250,000 คน  . ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเร่งดำเนินการขยายผลจับกุมและทลายเครือข่ายซิมผี บัญชีม้า เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงขอเตือนประชาชน ให้เพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ ให้มีความรอบคอบ อย่าเห็นแก่ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในการยินยอมให้มีการซื้อหรือขายบัญชีธนาคาร เนื่องจากผิดกฎหมาย อีกทั้งขอให้ประชาชนพึงระลึกไว้เสมอว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการติดต่อผ่านโทรศัพท์ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในการดำเนินการติดตั้งแอป หรือ Login ระบบใดๆ ทางออนไลน์เด็ดขาด หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง _______________________________________

  วันนี้ (15 ธันวาคม 2566) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐเฉพาะกิจเพื่อจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างครอบคลุมว่าด้วยการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อวัตถุประสงค์ทางอาชญากรรม และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลฯ และคณะทำงาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส) ผู้แทนจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมออนไลน์

วันนี้ (15 ธันวาคม 2566) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐเฉพาะกิจเพื่อจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างครอบคลุมว่าด้วยการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อวัตถุประสงค์ทางอาชญากรรม และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลฯ และคณะทำงาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส) ผู้แทนจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมออนไลน์

ดีอี เตือนข่าวปลอม “เซรั่มวิเศษลดเลือนริ้วรอย หยดเดียวตีนกาหาย” ด้านหลอกลงทุน ยังระบาดหนัก อย่าเชื่อ ไม่มีจริง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตือนข่าวปลอม “เซรั่มวิเศษลดเลือนริ้วรอย หยดเดียว ตีนกาหาย” ขึ้นแท่นอันดับ 1 รองลงมาเนหลอกลงทุนออนไลน์ ทั้งชวนร่วมลงทุน CPALL เริ่ม 1,000 บาท ดอกสูง และตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ CPALL เปิดให้ลงทุน 1,000 บาท ปันผล 10-25% ต่อวัน เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน เช็คให้ชัวร์ ก่อนลงทุน ก่อนแชร์    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 8 - 14 ธันวาคม 2566 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,201,629 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 124 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 114 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 10 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 82 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 50 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 53 เรื่อง อาทิ ปลัดกระทรวงแรงงาน เตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ เริ่ม 1 ม.ค. 67 เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 13 เรื่อง อาทิ เซรั่มลดเลือนริ้วรอย หยดเดียวตีนกาหาย เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 2 เรื่อง อาทิ ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน 66 พื้นที่ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 14 เรื่อง อาทิ จีน-ไทย ร่วมสร้างโซลาร์ฟาร์มบนหลังคาโรงงานใหญ่สุดในประเทศ เป็นต้นโดย แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 12 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เซรั่มวิเศษลดเลือนริ้วรอย หยดเดียวตีนกาหาย อันดับที่ 2 : เรื่อง ชวนร่วมลงทุน CPALL เริ่ม 1,000 บาท รับ 390 ต่อวัน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก อันดับที่ 3 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ CPALL เปิดให้ลงทุน 1,000 บาท ปันผล 10-25% ต่อวัน อันดับที่ 4 : เรื่อง เช็คว่าเป็นโรคหลอดเลือดตีบที่สมองด้วยตนเอง เพียงแค่ยืนและก้มศีรษะ อันดับที่ 5 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชวนลงทุนกองทุนระยะสั้น (รายวัน) เริ่มต้นที่ 1,289 บาท ปันผลกำไร 10%-15% อันดับที่ 6 : เรื่อง คดีความใดที่เกี่ยวกับกรมสรรพากร ทางกรมฯ สามารถอายัดบัญชีธนาคารได้ โดยไม่ต้องขอคำสั่งจาก ศาลเมื่อมีคนร้องทุกข์ อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กใหม่ของกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม อันดับที่ 8 : เรื่อง ปตท. รายได้สูงถึง 3 ล้านล้านบาท/ปี แต่นำส่งเข้ารัฐแค่ 1% เท่านั้น อันดับที่ 9 : เรื่อง th.gold362.com/main/home เป็นเว็บไซต์ใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง รัฐบาลเก็บภาษี 30% สำหรับบุคคลที่ไม่มีสามี อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์@antifakenewscenterเว็บ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailandและสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง .....................................................

วันนี้ (18 ธันวาคม 2566) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมชมและศึกษาดูงานศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  Anti Online Scam Operation Center :  AOC 1441 ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441                                                         ……………………………………………

วันนี้ (18 ธ.ค.66 ) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษในงาน Huawei Cloud AI Summit Thailand 2023 พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิตติ์นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมุ่งขับเคลื่อนนโยบาย คลาวด์-เฟิร์ส (Cloud-First policy) ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตรูปแบบใหม่ของไทย ซึ่งคลาวด์และ AI จะเป็นอนาคตของประเทศไทย สนับสนุนการสร้างอีโคซิสเต็มส์ทางดิจิทัลสำหรับเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ให้กับประเทศไทย ซึ่งกระทรวงดีอี มุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มกำลังในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการเร่งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ Data Center เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของอาเซียน AI Technology เป็นศูนย์กลางอีกแห่งหนึ่งในการสร้างบุคคลากรด้าน AI และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้กับเทคโนโลยีโมเดล ขนาดใหญ่ เป็นต้นภายในงานดังกล่าว ได้จัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมมือ (MOU) บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ประเทศไทย ว่าด้วยการพัฒนาด้านดิจิทัล ซึ่งลงนามโดย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายเดวิด หลี่ (David Li) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เป็นสักขีพยาน สำหรับการลงนามครั้งนี้ เพื่อการพัฒนาดิจิทัลทางดิจิทัล ทั้งความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสนับสนุนนโยบาย Go Cloud First ของรัฐบาล “ ไทยพร้อมเปิดรับนักลงทุนจากประเทศจีน ให้มาร่วมกันต่อยอดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไปด้วยกัน บนพื้นฐานของความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย (win-win cooperation) และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลกต่อไป ” นายประเสริฐ กล่าว   __________________________________

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.