Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ นักวิเทศสัมพันธ์ปฏิบัติการ และนักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา แก๊งเว็บพนันออนไลน์เหิมเกริมมากตามที่เป็นข่าวออกมาว่า เงินหมุนเวียนเป็นพันๆหมื่นฯ ล้านบาทต่อปี โดยใช้เงินที่ได้มาง่ายๆ ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ซื้อรถราคาแพงๆ ตลอดจนซื้อเจ้าหน้าที่รัฐ และซื้อนักการเมือง เว็บพนันเป็นเครื่องมือโจร มีการโกง หลอกเอาข้อมูลไปขาย โดยเฉพาะมีเยาวชนจำนวนมากหลงเชื่อ เข้าไปเล่นเว็บพนัน โจรเว็บพนันพวกนี้ สร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างรัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวเน้นว่า “ผมต้องการแก้ปัญหานี้ อย่างจริงจัง  โดยสั่งการให้มีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจจัดการเว็บพนันออนไลน์  ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาช่วย ทั้งปิดกั้นและติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อหาเจ้าของนายทุน ผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” สำหรับทีมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาจะใช้เจ้าหน้า ดีอี เป็นหลัก และทำงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจ และปปง. ซึ่งขอเตือนว่า อย่ายุ่งกับเว็บพนันเพราะเสี่ยงติดคุก เงินหมด บัญชีและ เมื่อวันที่ 22 ธค 2566 กระทรวง ดีอี ร่วมกับ ตำรวจไซเบอร์ ทลาย 2 เว็บพนัน ได้แก่ ufabet-jc และ play.beer777 พบเงินสะพัด 1.3 หมื่นล้านต่อปี ผู้ต้องหาจนมุมตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 150 ล้าน รายแรกค้นห้องพักในคอนโดฯหรูย่านบางกะปิ 4 จุด จับกุมผู้ต้องหา 7 ราย เจอเงินสด 120 ล้าน และรถปอร์เช่ 1 คัน อีกรายค้นบ้านย่านลาดพร้าวรวบ 2 คน เงิน 8 ล้านและทรัพย์สินอีกเพียบ รวมผู้ต้องหา 9 คนสำหรับการปิดกั้นเว็บพนัน ช่วง 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2566 ดีอี ได้ปิดกั้นเว็บพนันแล้ว 12,045 เว็บ เพิ่มขึ้น เกือบ 40 เท่าตัว จากเดิมปิดกั้นเว็บพนัน 310 เว็บ ในช่วง 1 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2565สำหรับความผิด พ.ร.บ.การพนัน มีดังนี้- ผู้จัดให้เล่น - มาตรา 5 จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ผู้เล่น/ประกาศชักชวน - มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับรัฐมนตรี ประเสริฐ กล่าวในตอนท้ายว่า “ดีอี เอาจริงเรื่องนี้ ตั้งทีม ใช้เทคโนโลยี AI เจาะเส้นทางการเงิน ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องปราบปรามเว็บพนันต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และขอเตือนเยาวชนอย่าเข้าไปเล่นเว็บพนัน เพราะนอกจากอาจเสียทรัพย์ แล้ว อาจถูกหลอกให้โหลดแอป ดูดเงินมาติดตั้งในเครื่อง  หรือหลอกลวงขโมยข้อมูลสำคัญไปใช้ทำผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายให้กับตนเองและครอบครัว ” ____________________________

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 8 – 12 มกราคม ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วยคดีที่ 1 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 200 ล้านบาท รายละเอียดคดี คือ ผู้เสียหายถูกหลอกลวงจากแก๊ง Call Center โดยอ้างว่าผู้เสียหายมีความเกี่ยวข้องกับคดีการฟอกเงิน ได้ติดต่อมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ทำการโอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจะโอนเงินกลับคืนผู้เสียหายภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปตามคำแนะนำ สุดท้ายไม่มีการโอนเงินคืนกลับมา ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 11.78 ล้านบาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับมิจฉาชีพโดยติดต่อผ่านช่องทาง Facebook และได้ขอเพิ่มเพื่อน ผ่านช่องทาง Line พูดคุยเรื่อยมาจนสนิทกัน ต่อมามิจฉาชีพชักชวนผู้เสียหายลงทุนเทรดหุ้นซึ่งอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนหลายครั้ง แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 5,148,285 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายพบโฆษณาชักชวนหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook จึงได้ติดต่อไปสอบถามข้อมูล จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนผ่านช่องทาง Line กับมิจฉาชีพ และได้มีการให้ทำภารกิจ กด Link ที่หน้า Web ของ Central เพื่อรับค่าคอมมิชชันตอบแทน ผู้เสียหายเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนจึงได้โอนเงินตามข้อตกลงในการทำภารกิจจำนวนหลายครั้ง แต่เมื่อต้องการถอนเงินออกมา ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 1,070,000 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพโทรหาผู้เสียหาย แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่ามีการถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหาย จากนั้นได้โอนสายให้คุยกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแจ้งความ ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายมีการเปิดบัญชีม้าจะต้องทำการโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้เสียหายจึงได้หลงเชื่อและทำการโอนเงินไป ภายหลังผู้เสียหายไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และ คดีที่ 5 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1.4 ล้านบาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้ถูกมิจฉาชีพติดต่อเข้ามาผ่านช่องทาง Facebook อ้างว่า ผู้เสียหายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท โดยต้องโอนเงินชำระค่าภาษี และ ค่าดำเนินการอื่น ๆ ผู้เสียหายโอนเงินไปก็บอกว่าทำรายการผิด ระบบจึงทำการล็อกไว้ ต้องโอนเงินเพื่อทำการปลดล็อกระบบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดีร่วม 220 ล้านบาท ดีอี ขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล เนื่องจาก 5 คดีที่กล่าวมา มิจฉาชีพได้โทรศัพท์ข่มขู่ให้เกิดความกลัว ก่อนที่จะหลอกให้มีการโอนเงินผ่านออนไลน์ไปยังบัญชีธนาคารของมิจฉาชีพ “ดีอี ขอเตือนภัยกับทุกท่าน ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง   __________________________

วันนี้ (16 มกราคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดสัมมนาและการประชุมประชาพิจารณ์ ในหัวข้อ “ความเป็นไปได้และความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA)” จัดโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ บริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีดร. ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวรายงาน พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องแลนด์มาร์คบอลรูม ชั้น 7 โรงแรมเดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ และผ่านทางระบบ Conference Call ด้วยแอปพลิเคชั่น Zoom    ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดเวทีเสวนา เรื่อง "ความเป็นไปได้และความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA)" โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ - นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน - นายธง ตั้งศรีตระกูล รองประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย - นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลฯ - นางสาวพริ้วแพร ชุมรุม ผู้อำนวยการ สำนักเจรจาการค้าบริการและการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ - นายธงชัย แสงศิริ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ - ดร.รัชดา เจียสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โบลลิเกอร์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด    โดยการประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและเผยแพร่ผลการศึกษา รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ถึงความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมตกลง DEPA ระหว่างไทยและสิงคโปร์ อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานสำคัญอื่นๆ

วันนี้ (17 มกราคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด Top Executives ครั้งที่ 2/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ___________________________





19 มกราคม 2567, จังหวัดภูเก็ต – รมว.ดีอี เป็นประธานงานประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ Blockchain to Government Conference (B2GC) พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ The Growth Engine of Thailand นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานงานประชุมสัมมนาระดับนานาชาติในชื่อ Blockchain to Government Conference (B2GC): Where Government Meets with Blockchain’s World Leaders ที่จัดโดย กระทรวงดีอี โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (DGA) บริษัท ฟินสเตเบิ้ล โฮลดิ้ง จำกัด และเครือข่ายพันธมิตร พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ The Growth Engine of Thailand โดยมี นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้บริหารกระทรวงดีอีและหน่วยงานในสังกัด พร้อมผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจากนานาประเทศร่วมภายในงาน นายประเสริฐ กล่าวว่า นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของกระทรวงดีอีในชื่อ The Growth Engine of Thailand ประกอบด้วย 3 เครื่องยนต์สำคัญได้แก่ 1. การเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ(Thailand Competitiveness) 2. การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Safety & Security) และ 3. การเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ (Human Capital) จะขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น การเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย โปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยปัจจุบันมีองค์กรหรือหน่วยงานจำนวนไม่น้อยในประเทศไทยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตและการให้บริการ จนเกิดเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ดังนั้น บล็อกเชนจึงเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหม่แห่งวงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ สำหรับงานประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ Blockchain to Government Conference (B2GC): Where Government Meets with Blockchain’s World Leaders มีกำหนดจัดขึ้น 3 วันคือระหว่างวันที่ 17 - 19 มกราคม ณ Blockchain Technology Center (BTC) จังหวัดภูเก็ต โดยเนื้อหาการประชุมจะเน้นบทบาทของเทคโนโลยีบล็อกเชนในการยกระดับบริการภาครัฐในด้านการพิสูจน์ตัวตน การเงิน การศึกษา สาธารณสุข การใช้สิทธิออกเสียง และด้านอื่น ๆ ที่ต้องการความเชื่อมั่นของรัฐ เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐนำไปศึกษา ต่อยอด และประยุกต์ใช้จริงต่อไป ซึ่งงานประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีชื่อเสียงและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดมากมาย ประกอบด้วย • ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กรรมการกฤษฎีกา • คุณวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริษัท เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล • Vitalik Buterin (Co-founder) Ethereum • Zack Gall (Co-founder & CCO) EOS Network • Alex Blagirev (Strategic Initiatives Officer) SingularityNET  • Sebastian R. Cabrera (VP of Product, National ID) Polygon Labs • Emilio Canessa (Head of Global Adoption) DFINITY Foundation • ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า   อาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ • รศ.ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ • ผศ.ดร.วโรดม วีระพันธ์ หัวหน้าทีมวิจัยบล็อก วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ • ดร.กิตติ์ เธียรธโนปจัย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น • ดร.วรวรรธ ทรายใจ สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   กลุ่มผู้นำด้าน Blockchain ไทย อาทิ • คุณชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัท Velo Labs • คุณสำเร็จ วจนะเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด • คุณกัญญารัตน์ แสงสว่าง Country Manager จาก Sandbox • คุณสถาพน พัฒนะคูหา ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร SmartContract Blockchain Studio • พ.ญ.นวพร นะลิตา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารบริษัท Crypto City Connext งาน B2GC เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้หลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมหารือและทำงาน มีการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างโครงการของไทยและ Blockchain Protocols ระดับโลก นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงภาคเอกชนและภาครัฐในเรื่องความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ   ช่องทางติดต่อและสอบถามข้อมูล Official Website: https://B2GC.finstable.co.th Email: B2GC@finstable.co.th   Social Media Twitter: https://twitter.com/FinstableCo LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/finstable/mycompany/   Facebook: https://web.facebook.com/Finstable Telegram: https://t.me/finstable Press Kit: http://tinyurl.com/mwpbru33   ------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สรุปข่าวปลอมประจำสัปดาห์ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดเป็นอันดับ 1 พบว่าเป็นเรื่องเพจปลอม “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” รับสมัครพนักงาน แพ็กของ รายได้เฉลี่ย 450 บาท/ต่อวัน รองลงมาเป็นข่าวปลอม “สินเชื่ออเนกประสงค์กรุงไทย 5 พลัส วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท ผ่านเพจ Loan Versatile 5 Plus” ยังระบาดหนัก เตือนเช็กข้อมูลทุกด้านให้ดีก่อนหลงเชื่อ หรือแชร์ข้อมูล   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 12 – 18 มกราคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,194,201 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 140 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 113 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 27 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 97 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 59 เรื่อง          ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคง ภายในประเทศ จำนวน 53 เรื่อง อาทิ กรมการจัดหางาน แนะนำงานสร้ายรายได้ 890-2,800 บาท รับ และส่งชิ้นงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 19 เรื่อง อาทิ ผิวไม่ใส เพราะหายใจไม่สุด มีเสมหะพิษ ที่ขับออกไม่หมด สะสมที่ปอด เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 4 เรื่อง อาทิ วันที่ 17-19 ม.ค.นี้ หลายพื้นที่ตั้งแต่ ภาคเหนือ มาถึงภาคกลาง อุณหภูมิจะลดลงอีกโดย กทม.อุณหภูมิต่ำสุด 20 องศา เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 21 เรื่อง อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดให้ลงทุน Gold Trading การลงทุนหุ้นเริ่มต้น 50$ (1,750 บาท) กองทุนปันผลเริ่มต้น 500$ (17,490 บาท) กำไรสูงสุด 20% เป็นต้น โดย แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 18 เรื่อง        นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง รับสมัครพนักงานแพ็กของ รายได้เฉลี่ย 450 บาท/ต่อวัน ผ่านเพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อันดับที่ 2 : เรื่อง สินเชื่ออเนกประสงค์กรุงไทย 5 พลัส วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท ผ่านเพจ Loan Versatile 5 Plus อันดับที่ 3 : เรื่อง กรมการจัดหางาน แนะนำงานสร้างรายได้ 890-2,800 บาท รับและส่งชิ้นงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย อันดับที่ 4 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Loan 5 Plus ที่ปรึกษาด้านสินเชื่อธนาคารกรุงไทย อันดับที่ 5 : เรื่อง เงินกู้ด่วน 5,000-300,000 บาท ทุกอาชีพก็กู้ได้ ผ่านเพจ KA PRO ติดต่อผ่านไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง กลุ่ม Line ร่วมกับ SET เรียนรู้การซื้อ-ขายหุ้นฟรี ลงทุนเริ่มต้น 1,000 บาท รับปันผล 4,000-8,000 บาท/สัปดาห์ อันดับที่ 7 : เรื่อง เพิ่มเงินบำนาญรายเดือนให้ข้าราชการรายละ 5,000 – 10,000 บาท อันดับที่ 8 : เรื่อง ฟันผุติดต่อกันได้ผ่านการหอมหรือจูบ อันดับที่ 9 : เรื่อง อุปกรณ์ Power Factor Saver ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 50% ไม่ผิดกฎหมาย อันดับที่ 10 : เรื่อง เปิดลงทุน Gold Trading เริ่มต้น 50$ (1,750 บาท) กองทุนปันผลเริ่มต้น 500$ (17,490 บาท) กำไรสูงสุด 20%   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ไลน์@antifakenewscenterเว็บ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง________________________________                          

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 15 – 19 มกราคม ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วย คดีที่ 1 หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 2 ล้านบาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักคนร้านผ่านช่องทาง Facebook แล้วได้ติดต่อกันผ่านช่องทาง Line จนสนิทสนมเกิดเป็นความรัก จากนั้นคนร้ายอ้างว่าจะส่งเงินและทองคำมาให้ผู้เสียหายเก็บรักษาไว้ แต่ต้องมีการชำระเงินค่าภาษีในการส่งสินค้า โดยคนร้ายบอกให้ผู้เสียหายโอนเงินดังกล่าวไปให้ก่อน ผู้เสียหลงเชื่อและได้โอนเงินไปให้คนร้าย สุดท้ายไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 3.66 ล้านบาท รายละเอียดคดี คือ มิจฉาชีพโทรเข้ามาหาผู้เสียหายอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยแจ้งว่ามีพัสดุส่งมาจากต่างประเทศเป็นสินค้าผิดกฎหมาย โดยให้ติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าอยู่ สภ. ภูเก็ต ผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและให้เข้าแอปพลิเคชันนาคารกรุงเทพเพื่อ โอนเงินไปปลดล็อก เนื่องจากผู้เสียหายเพิ่งกลับจากเดินทางต่างประเทศจึงหลงเชื่อและได้โอนเงินไปจนหมดบัญชี มิจฉาชีพแจ้งให้ผู้เสียหายลบข้อมูลหลังจากนั้น ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 1.6 ล้านบาท รายละเอียดคดี พบว่า คนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง โทรศัพท์มาแจ้งกับผู้เสียหายว่าได้รับเงินบำเหน็จตกทอด จากนั้นได้ทำการติดต่อผ่านช่องทาง Line คนร้ายให้ผู้เสียหายติดตั้ง แอปพลิเคชัน ของกรมบัญชีกลางที่คนร้ายส่งมาให้ เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูล ผู้เสียหาย ทำตามคำแนะนำของคนร้าย ต่อมาภายหลังพบว่ายอดเงินในบัญชีธนาคารกรุงไทยของตนเองถูกโอนออกจากบัญชีโดยไม่ได้ทำธุรกรรมใด ๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก        คดีที่ 4 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 33,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายพบเจอเพจผ่านช่องทาง Facebook ประกาศรับสมัครหานางแบบ/นายแบบเด็กหน้าใหม่ จึงมีความสนใจอยากให้ลูกของตนได้ร่วมกิจกรรมทางเพจนี้ ทางเพจให้ผู้ปกครองทำการสมัครร่วมทำกิจกรรม โดยให้เข้าชมผ่านช่องทาง Youtube กระตุ้นยอดซื้อสินค้า ตามจำนวนที่กำหนด และได้หลอกหลวง ค่าคอมมิชชันของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และ คดีที่ 5 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 1,490 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายจองที่พักชื่อว่า Sea Sand Trees จังหวัดชลบุรี ผ่านช่องทาง Facebook ทางเพจที่พักให้ทำการโอนเงินจองห้องพักโดยชำระเต็มราคา จากนั้นทางที่พักแจ้งกลับมาว่าให้โอนเงินค่ามัดจำเพิ่มไปยังอีกบัญชีธนาคาร ทางผู้เสียหายเกิดความสงสัยจึงไม่ได้โอนเงินค่ามัดจำเพิ่มไปและทำการตรวจสอบที่พักพบว่าเพจเป็นเพจปลอม ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดีกว่า 7 ล้านบาท ดีอี ขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล โดย 5 คดีที่กล่าวมา ได้มีทั้งการหลอกลวงให้รัก แล้วโอนเงิน การโทรศัพท์ข่มขู่ให้เกิดความกลัว การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วหลอกให้ลงแอปติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ รวมทั้งการจองที่พักผ่านเพจปลอม “ดีอี ขอเตือนภัยกับทุกท่าน ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ------------------------------------

วันนี้ (22 มกราคม 2567) นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง (ดีอี) พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ฯ และคณะทำงาน ตรวจเยี่ยมส่วนอากาศการบินระนอง และสถานีเรดาร์ตรวจอากาศจังหวัดระนอง โดยมี นางสาวกรรวี  สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และคณะให้การต้อนรับ   โดยสามารถสรุปสาระสำคัญในการตรวจเยี่ยมได้ดังนี้ (1) มอบนโยบายเพื่อการพัฒนาเมืองรองในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (2) ตรวจเยี่ยมและรับทราบผลการดำเนินงานของส่วนอากาศการบินระนอง และ (3) ตรวจเยี่ยมและรับทราบผลการดำเนินงานของสถานีตรวจอากาศและสถานีเรดาร์จังหวัดระนอง   ในการนี้ ได้มีข้อสั่งการให้กรมอุตุนิยมวิทยาดำเนินการตรวจสอบเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้กรมอุตุนิยมวิทยาเตรียมความพร้อมบุคลากร และเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับใช้ในการพยากรณ์อากาศ รวมทั้งประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มากที่สุด


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.