Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ปลัดดีอี เปิดประชุมระดับชาติว่าด้วยการคุ้มครองเด็กในยุคดิจิทัล ประจำปี 2567  ร่วมกันหยุดเหตุล่วงละเมิดเด็กออนไลน์   วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดการประชุมระดับชาติว่าด้วยการคุ้มครองเด็กในยุคดิจิทัล ประจำปี 2567 ภายใต้หัวข้อ “สู่สภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและครอบคลุมยิ่งขึ้นสำหรับเด็กและเยาวชน” เนื่องในวันอินเทอร์เน็ตปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2567 จัดโดยยูนิเซฟ ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก กฎหมาย และเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนเด็กและเยาวชนร่วมกันหาแนวทางและพัฒนากลยุทธ์ด้านนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อการคุ้มครองเด็กและการสร้างสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับเด็กไทย โดยมี นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รองศาสตราจารย์ จุมพล รอดคำดี ประธานเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัยประเทศไทย และคุณคิม คยอง ซัน ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ พ.ต.ท. พเยาว์ ทองเสน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมพิธีเปิดงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ   โดยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ หรือ ปลัดดีอี ได้กล่าวถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) เพื่อให้มีการดำเนินการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การให้ความสำคัญและมุ่งเน้นการจัดการข้อมูลที่เป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวปลอม รวมถึง เร่งสร้างความตระหนักรู้ รู้เท่าทัน สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มถูกหลอกลวงสูง ได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน นักเรียนนักศึกษา และผู้สูงอายุ  


วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  ประชุมคณะกรรมการเฉพาะต้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้อมูล ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วย ผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ทั้งในรูปแบบonline และonsite ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _____________________

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผย 10 อันดับข่าวปลอมคนสนใจสูงสุดสัปดาห์นี้ ติด 1 ใน 3 ได้แก่ ไปรษณีย์ไทย ส่ง SMS เรียกเก็บเงินค่าพัสดุผ่านเว็บไซต์ ขึ้นอันดับ 1 รองลงมาเป็น หน้ากากอนามัยผ้าสปันบอนด์เป็นไมโครพลาสติก สูดดมอาจเสี่ยงมะเร็ง และ 3 วิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยตนเอง เตือนข่าวปลอม วอนอย่าแชร์! นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 2-8 กุมภาพันธ์ 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,196,005 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 125 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 105 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 97 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 53 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 62 เรื่อง อาทิ ทอ. เตรียมจัดซื้อเครื่องบินรบ งบประมาณ 19,000 ล้านบาท เดินหน้าศึกษาข้อมูลระหว่าง F-16 กับกริพเพน เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 14 เรื่อง อาทิ คลินิกเอกชนในกรุงเทพฯ ไม่มีเงินจ่ายค่ายาให้คนไข้รักษาฟรี เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 2 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 19 เรื่อง อาทิ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้ลงทุน เริ่มต้น 1,000 แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 16 เรื่อง โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ไปรษณีย์ไทย ส่ง SMS เรียกเก็บเงินค่าพัสดุผ่านเว็บไซต์ อันดับที่ 2 : เรื่อง หน้ากากอนามัยผ้าสปันบอนด์ เป็นไมโครพลาสติก สูดดมอาจเสี่ยงมะเร็ง อันดับที่ 3 : เรื่อง 3 วิธีรักษาโรคมะเร็งด้วยตนเอง อันดับที่ 4 : เรื่อง DLT Smart Queue รับทำใบขับขี่ ปี 2567 จัดส่งทั่วประเทศ อันดับที่ 5 : เรื่อง กรุงไทยปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล KRUNGTHAI ผ่านเพจสินเชื่อบุคคล เพื่อราชการ อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชักชวนลงทุน เปิดให้ลงทุนหุ้นทองคำ เปิดพอร์ต 1,000.- รับปันผล 390 ต่อวัน เปิดพอร์ต 3,000.- รับปันผล 980 ต่อวัน และเป็นโบรกเกอร์ไทยถูกกฎหมาย รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ วงเงินสูงสุด 500,000 บาท ผ่านเพจสินเชื่อ ธนาคารออมสิน อันดับที่ 8 : เรื่อง กองทุนในเครือ CP ราคาพอร์ตเริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 260 บาทต่อวัน เริ่มต้น 5,000 บาท ปันผล 1,600 บาทต่อวัน อันดับที่ 9 : เรื่อง ไปรษณีย์ไทยเปิดรับสมัครงานเสริมไปรษณีย์ รายได้ 543-17,000 บาท อันดับที่ 10 : เรื่อง รัฐบาลเล็งเตรียมเก็บภาษีรถเก่าอายุ 10 ปี กระตุ้นเศรษฐกิจป้ายแดง “อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง” ------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงดีอี มี Flagships ในการดำเนินงาน 7 ด้านหลักประกอบด้วย1. Cloud First Policy2. AI Agenda3. 1 อำเภอ 1 IT Man4. พัฒนากำลังคนดิจิทัล (Digital Manpower)5. Cell Broadcast6. แก้ปัญหาภัยออนไลน์7. ยกระดับ Thailand Digital Competitiveness Ranking1. Cloud First Policy ดีอี ผลักดันการใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก มุ่งสู่การเป็น Cloud Hub ของภูมิภาคมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศ ที่ทันสมัย มั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ยกระดับการทำงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าหมาย ดังนี้• ให้บริการระบบคลาวด์เพื่อพัฒนาการบริการประชาชน ไม่น้อยกว่า 220 กรม 75,000 VM• ประหยัดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของประเทศ 30 – 50%• ส่งเสริมการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ประโยชน์ Big Data• สนับสนุนท้องถิ่นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนด้านคลาวด์ของประเทศ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ2. AI Agenda พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI โดย• National AI Service Platform แพลตฟอร์มรวมบริการด้าน AI บน GDCC• พัฒนา Thai Large Language Model (Thai LLM) เป็น “โครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์สำหรับภาษาไทย”• เตรียมพร้อมด้านจริยธรรม/กฎหมาย/สังคม (AI Ethics, Governance, Regulation) พัฒนาทักษะ AI• Hackathon เสริมสร้างความรู้/ทักษะ AI สำหรับ SME และ ประชาชน• การ Upskill/Reskill/Newskill ด้าน AI สำหรับบุคลากรทุกภาคส่วน• เร่ง AI use case รัฐและเอกชน เช่น AI use case การพยากรณ์อากาศระยะปัจจุบันอัจฉริยะ ข้อมูลพยากรณ์กลุ่มฝนเชิงพื้นที่ระดับอำเภอ (ระยะ 3 ชั่วโมงข้างหน้า) บริเวณ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ และแผนที่เสี่ยงภัย สภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก3. 1 อำเภอ 1 IT Man เร่งขับเคลื่อนดิจิทัลระดับภูมิภาค ดังนี้• IT Man 878 อำเภอ• ศูนย์ดิจิทัลชุมชน 2,222 ศูนย์• อินเทอร์เน็ตสาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต 24,654 หมู่บ้าน• สภาเยาวชนดิจิทัล• ชุมชนโดรนใจ 500+ ชุมชนส่งเสริมการใช้ดิจิทัลยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลในจังหวัด ดำเนินงานครอบคลุมระดับพื้นที่อำเภอ4. Digital Manpower• พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนากำลังคนดิจิทัล แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลผู้กำลังคนดิจิทัล ผ่าน Digital ID (Credit bank)• ดึงดูดกำลังคนดิจิทัล Global Digital Talent Visa (GDT Visa)• ร่วมเอกชน เพิ่มกำลังคนดิจิทัล 50,000 คน• อาสาสมัครดิจิทัลกับสภาเยาวชนดิจิทัล ขยายผลให้ความรู้ดิจิทัลประชาชน5. Cell Broadcast โดยมีระบบแจ้งเตือนภัยแบบเจาะจง ทันสมัย สำหรับคนไทยทั้งประเทศ ข้อความแจ้งเตือนภัยทุกประเภท ส่งแบบเจาะจง ในบริเวณพื้นที่ ที่กำหนด ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน6. แก้ปัญหาภัยออนไลน์• ยกระดับ ศูนย์ AOC 1441 ใช้ AI ช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ ประมวลผล ขยายผลกวาดล้าง บัญชีม้า และบัญชีของม้า• Call alert แอปพลิเคชันแจ้งเตือนหมายเลขโทรศัพท์เสี่ยง ภัยออนไลน์• ศูนย์ PDPC Eagle Eye ตรวจ ป้องปราม ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล และซื้อขายข้อมูล• เปิดก่อนจ่าย แก้ปัญหาซื้อของออนไลน์ เก็บเงินปลายทาง (COD) ได้ของไม่ตรงปก• ไซเบอร์วัคซีน รู้เท่าทันภัยออนไลน์7. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลยกระดับ Thailand Digital Competitiveness สู่ 30 ในปี 2569 จากอันดับ 40 ในปี 2565 ปี 2567 ดีขึ้น 2 อันดับ อันดับที่ 33 ในปี 2567 จากอันดับที่ 35 ในปี 2566 ตามการจัดอันดับของ IMD …………………………………………………………………

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นำโดย รศ. ดร.อนันต์ ทองระอา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และคณะ ในเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีนายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเขาร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _________________________________

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ H.E. Chea Sereyvath ตำแหน่ง Secretary General of General Secretariat Digital Government Committee ราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมด้วยคณะผู้แทน ในโอกาสเข้าพบเพื่อนำเสนอ Verify Platform (Verify.gov.kh) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ใช้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารภาครัฐ ผ่านการอัพโหลดเอกสารในเว็บไซต์ Verify.gov.kh โดยระบบจะทำหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบเท่านั้น และจะไม่เก็บข้อมูลเอกสารไว้ในระบบเพื่อให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันรางวัล ASEAN Digital Awards 2024 ประเภท Public Sector โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   _____________________________________

ดีอี เผย “ข่าวแก๊งคอลเซ็นเตอร์คุย 2 นาที ดูดเงินเกลี้ยงบัญชีทันที” ไม่เป็นความจริง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวกลลวงใหม่ “คุย 2 นาที ตอบแค่ ใช่ ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี ! โดยไม่ต้องกดลิงค์ หรือโหลดแอพใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่รับสายมิจฉาชีพพูดคุยประมาณ 2 นาทีเท่านั้น เงินก็จะถูกดูดหมดบัญชี” เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง   อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง และความเป็นไปได้ในทางเทคนิค ซึ่งยังไม่พบรูปแบบหรือวิธิการในการหลอกลวงดูดเงินจากบัญชีเพียงแค่การพูดคุยทางโทรศัพท์ หากไม่มีการติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ปลายทาง ทั้งนี้อาจจะมีขั้นตอนก่อนหน้านี้ เช่น มีการ กด link หรือสมัครแอปพลิเคชั้นก่อนมากหน้านี้ และมีการโทรสอบถามรหัสผ่าน หรือหลอกบันทึกเสียงพูดเพื่อใช้ในยืนยันตัวตนเข้าระบบธนาคารด้วยเสียง   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประชาชนอย่าตื่นตระหนักในเรื่องดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามการป้องกันมิจฉาชีพหลอกติดตั้งแอปพลิเคชันและดูด ภัยทางด้านการเงินที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น อย่างต่อเนื่องป้องกันแอปดูดเงิน ดังนี้ 1. ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมจากแหล่งอื่น นอกจากแหล่งที่ได้รับการควบคุมและรับรองความปลอดภัยจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการที่เป็น Official Store อาทิ Play Store หรือ App Store เท่านั้น 2. ไม่ตั้ง password ซ้ำ หรือ ใช้ร่วมกับ Mobile Banking 3. ไม่ทำการสแกนใบหน้า หรือยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก 4. ไม่กดลิงก์จาก SMS แปลกปลอม โดยธนาคารไม่มีนโยบายส่งข้อความ SMS แนบลิงก์ทุกชนิด หรือมีข้อความให้แอด Line ID หากได้รับ SMS ดังกล่าว อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด 5. ควรสังเกตโล่ ที่อยู่ด้านหน้า Line account เสมอ ซึ่งควรมีโล่สีเขียว หรือน้ำเงินเข้ม เท่านั้น 6. หากต้องการทำธุรกรรมใด ๆ ควรโทรฯ กลับไปที่หน่วยงานที่ถูกแอบอ้างด้วยตนเอง 7. ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลข 13 หลัก ผ่านทางโทรศัพท์  8. โทรแจ้ง 1441 สามารถโทร.แจ้งระงับอายัดบัญชีคนร้าย ----------------------  

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 5 - 9 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วย    คดีที่ 1 หลอกลวงให้กู้เงินอันมีลักษณะฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 1,037,931 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้พบโฆษณา “บริษัท ไอซ์เงินด่วน จำกัด” ผู้เสียหายสนใจจะกู้เงินจำนวน 90,000 บาท จึงได้คลิกลิงก์เข้าไป พบบัญชี Line ชื่อว่า “Audit Department” ได้สนทนาผ่านช่องทางนี้และได้ทำการตกลงกู้เงินจำนวนดังกล่าว มิจฉาชีพให้ผู้เสียหาย โอนเงินไปให้ อ้างว่าเป็นค่าประกันการกู้ยืมเงินและค่าดำเนินการต่าง ๆ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงได้โอนเงินไปตามที่มิจฉาชีพบอกแต่ก็ไม่ได้รับจำนวนเงินกู้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอกลวง    คดีที่ 2 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 34,000 บาทรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายทำการสั่งซื้อสินค้า Macbook Pro ปี 2018 รุ่น i9 หน้าจอ 15 นิ้ว ความจุ 2 Terabyte ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน ผ่านช่องทาง Facebook ชื่อ Justin Thomas Menzies ได้ประกาศลงขายสินค้าดังกล่าวในกลุ่ม Facebook ชื่อ “BANGKOK EXPATS CLASSIFIEDS FORUM” มิจฉาชีพอ้างเป็นชาวต่างชาติจะหาเงินกลับประเทศ โดยลักษณะประกาศขายของที่มีอยู่ในไทยราคาถูก สินค้าจะถูกประกาศขายในกลุ่มส่วนตัว ของชาวต่างประเทศ เช่น Expats in Thailand Bangkok Expats Classifieds Forum และ Buy Sell Swap Auction Pattaya เป็นต้น ผู้เสียหายได้ทำการตกลงซื้อขาย และชำระเงิน ผู้เสียหายสอบถามรายละเอียดการจัดส่งสินค้าและขอหมายเลข Tracking สุดท้ายมิจฉาชีพบล็อกผู้เสียหาย และไปลบข้อมูลที่ลงประกาศขายสินค้าในกลุ่ม ผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 3 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 9,100 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ บริษัท โกลเด้นวู๊ดภูดิษ จำกัด ที่ลงประกาศขายผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 3 รายการ โดยโอนเงินชำระค่าสินค้าเต็มราคา เมื่อถึงวันนัดหมาย ไม่จัดส่งสินค้าให้ผู้เสียหายและไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 4 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 500 บาทรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายสั่งซื้อชุดกี่เพ้าผ่านช่องทาง Facebook ได้พูดคุยกับทางร้านพร้อมเลือกแบบชุด ที่สนใจ จากนั้นได้ทำการจองโอนเงินชำระเต็มราคา หลังจากโอนเงินเสร็จก็ไม่สามารถติดต่อร้านค้าได้อีกเลย ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และ คดีที่ 5 หลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 2,200,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้รับข้อความผ่านช่องทาง E-Mail จาก Bitkub ให้ทำการอัพเดทข้อมูลบัญชียืนยันตัวตน (KYC) พร้อมแนบลิงก์มาให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้กดลิงก์เข้าไปอัพเดท ต่อมาได้เข้าบัญชี Bitkub ของตนเอง พบว่ายอดเงินสูญหายไป คงเหลือ 0 บาท จึงรีบติดต่อทาง Bitkub ให้อายัดบัญชีผู้ใช้งาน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี 3,281,531 บาท    “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นกังวล และขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ ให้ตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ------------------------------------    

วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลฯ ประชุมร่วมกับรองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, สมาคมธนาคารไทย, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปราบปรามบัญชีม้าและซิมม้า กลไกการแจ้งระงับบัญชีม้าโดยเจ้าพนักงานตำรวจที่ประจำอยู่ AOC ไปยังสำนักงาน ปปง. และธนาคารต่าง ๆ ตามรูปแบบและขั้นตอนที่กำหนด และการปรับระยะเวลาในการปิดบัญชีม้าของแต่ละธนาคารให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หารือแนวทางการเเชื่อมโยงการทำงานในการระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าและเจ้าของเลขหมายโทรศัพท์บัญชีม้า รวมถึงแนวทางการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _______________________________________

ประเสริฐ เตือน คนโสด ระวัง! 'โรแมนซ์สแกม’ กลรักออนไลน์ รับวันวาเลนไทน์ เผย 1 ปี 11 เดือนผ่านมา โจรไซเบอร์หลอกให้เปย์ แล้วเททิ้ง เหยื่อสูญเงินกว่า พันล้าน! ดีอี เตือนภัย วันแห่งความรัก อยากมีคู่ ต้องมีสติด้วย หลังเห็นตัวเลข Romance Scam 1 ปี 11 เดือน พบผู้เสียหายสูญเงินมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านบาท ด้าน AOC ยกเคสโจรหลอกให้รักแล้วโอนเงิน เหยื่อเสียเงินให้มิจฉาชีพแตะคนละ 2 ล้านบาท นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ขอให้ประชาชนระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ  อาทิ มิจฉาชีพเข้ามาทักทายผ่านโชเชียลมีเดีย จากนั้นขอคุยเป็นเพื่อนและคนรัก ก่อนที่จะขอให้เหยื่อโอนเงินให้พร้อมหลอกเหยื่อว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินในรูปแบบต่างๆ ดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ท่านโปรดระวังคนแปลกหน้า หรือคนที่เข้ามาขอเป็นเพื่อนก่อนที่จะขอพัฒนาความสัมพันธ์หลอกให้รักหลอกให้โอนเงิน ทั้งในรูปแบบเงินดิจิทัล บัญชีออนไลน์ ตลอดจนถึงบัญชีม้า     ดังนั้นวันแห่งความรัก ขอให้ประชาชนทุกท่าน โดยเฉพาะคนโสด ตระหนักถึงภัยที่อาจจะมาถึงตัว ผ่านความรักในรูปแบบต่างๆ ขอให้ระวังการใช้เทคนิคทางจิตวิทยา สร้างความเชื่อใจระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน (Hybrid scam) หลอกให้รักแล้วกดลิงก์/ดาวน์โหลดแอปรีโมท (Remote access scam) ทำการดูดเงินในบัญชี และหลอกให้รักแล้วแบล็คเมล์ (Sextortion) ขู่กรรโชกทางเพศ เป็นต้น           “ผมอยากจะขอให้ทุกท่าน ระวังมิจฉาชีพ คนร้ายที่แฝงตัวเข้ามาฉวยโอกาส หลอกลวง ทำให้เกิดความเสียหายแก่พี่น้องประชาชน ทั้งการหลอกให้รัก หลอกให้กดรับสติกเกอร์วันวาเลนไทน์ฟรี หลอกลวงให้ผู้ใช้ไลน์ใส่ชื่อ และรหัสการเข้าใช้ไลน์ รวมถึงข้อมูลส่วนตัว ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพ นำชื่อและรหัสการใช้งานของท่านไปทำธุรกรรมต่างๆ หรืออาจมีการสวมสิทธิ์เพื่อกระทำผิดได้เพื่อให้ท่านไม่ตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหาย ขอให้ท่านตระหนักและทบทวนการทำธุรกรรมใดๆกับคนแปลกหน้า” นาย ประเสริฐ กล่าว         อย่างไรก็ตามจากตัวเลขของ ศูนย์บริหารรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีการเก็บสถิติตัวเลขคดีหลอกให้รักและโอนเงินออนไลน์ (Romance scam) ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 พบว่ามีคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ Romance scam จำนวน 3,323 คดี มีความเสียหายมากกว่า 1,154 ล้านบาท คิดเฉลี่ยความเสียหายคดีละประมาณ 34,752 บาท นับว่าเป็นการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นจากการหลอกลวงบนโลกออนไลน์         นอกจากนี้ ทางศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC 1441) ได้ยกเคสคดีตัวอย่าง หลอกให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) ที่ทางศูนย์ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย จำนวน 3 คดี โดยคดีแรก มีมูลค่าความเสียหาย 1.9 ล้านบาท รายละเอียดคดีพบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับคนร้ายที่ติดต่อมาผ่านช่องทาง Facebook ต่อมาได้พูดคุยผ่านช่องทาง Line เริ่มพูดคุยกันจนสนิทใจและได้หลอกให้โอนเงินเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่อ้างว่าเดือดร้อนเรื่องเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไป ปัจจุบันทำการติดต่อไม่ได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก      คดีที่ 2 มูลค่าความเสียหายประมาณ 2 ล้านบาท รายละเอียดคดีพบว่า ผู้เสียหายรู้จักคนร้านผ่านช่องทาง Facebook แล้วได้ติดต่อกันผ่านช่องทาง Line จนสนิทสนมเกิดเป็นความรัก จากนั้นคนร้ายอ้างว่าจะส่งเงินและทองคำมาให้ผู้เสียหายเก็บรักษาไว้ แต่ต้องมีการชำระเงินค่าภาษีในการส่งสินค้า โดยคนร้ายบอกให้ผู้เสียหายโอนเงินดังกล่าวไปให้ก่อน ผู้เสียหลงเชื่อและได้โอนเงินไปให้คนร้าย สุดท้ายไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก         และคดีที่ 3 มูลค่าความเสียหาย 2,012,000 บาท ส่วนรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับมิจฉาชีพเป็นครั้งแรกทางสื่อสังคมออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook โดยยังไม่เคยพบเจอกัน แอบอ้างชื่อ ดร.XXXX XXXX ได้พำนักอาศัยอยู่ต่างประเทศ จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนผ่านช่องทาง Line พูดคุยกันจนสนิทใจและตกลงเป็นแฟน ต่อมาภายหลังได้ขอความช่วยเหลือค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเดินทางมาหาผู้เสียหายตามการนัดหมาย ผู้เสียหายเกิดความรักและความเชื่อใจจึงได้โอนเงินไปให้มิจฉาชีพ หลังจากนั้นติดต่อมิจฉาชีพไม่ได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวง         นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การหลอกลวงให้รัก แล้วจากไปของมิจฉาชีพที่ระบาดหนักอยู่ขณะนี้ นอกจากเสียใจแล้ว ยังเสียทรัพย์สินอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ จึงอยากให้มีสติใช้สื่อออนไลน์อย่างรู้เท่าทัน ทั้งแอปพลิเคชั่นหาคู่ หรือโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการหลอกลวงในรูปแบบอื่น อาทิ หลอกรับบริจาค ทำบุญ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในเรื่องความรัก  หลอกให้โอนเงินค่าของขวัญวันวาเลนไทน์ผ่านร้านค้าออนไลน์ หลอกให้เล่นการพนัน เป็นต้น จึงอยากให้ทุกท่านพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะมีการโอนเงินหรือชำระเงินออนไลน์ให้กับคนที่ไม่คุ้นเคย หรือบุคคลที่แอบอ้าง เพื่อป้องกันตัวท่านเองจากการสูญเสียเงินทองเนื่องในเทศกาลแห่งความรัก และขอให้ทุกท่านปลอดภัยในวันแห่งความรัก สำหรับประชาชนที่พบเบาะแส และสงสัยว่าจะมีการกลอกลวงเกิดขึ้นขอให้ท่านตรวจสอบข้อมูลและแจ้งเหตุได้ที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย www.antifakenewscenter.com หรือ ขอให้ท่านแจ้งไปยังศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 เพื่อตรวจสอบและป้องกันการหลอกลวงจากมิจฉาชีพในทุกรูปแบบ ---------------------------------------------------  

ดีอี เปิดสัมมนา “การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” สร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล    วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2567) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล รักษาการที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมสัมมนา“การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับความสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ครั้งที่ ๑ ภายใต้โครงการศูนย์กลางในการให้บริการทางวิชาการและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมี นางเมธินี เทพมณี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นวิทยากรให้ความรู้ในหัวข้อ “มุมมอง PDPA ต่อการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย”    และภายในงานยังมีการเสวนา หัวข้อ “ความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” โดย  นายกำพล ศรธนะรัตน์ นายกสมาคมเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทย (Thai DPO Association) , พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล , นายเทอดศักดิ์ ตันติวัฒนวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่าย สังกัด Cluster : Legal Compliance & Financial Crime ธนาคารกรุงไทย ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ศุภวัชร์ มาลานนท์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมรับฟังสัมมนากว่า 400 คน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 3 - 9 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ดีอี-PDPC-ตำรวจไซเบอร์-สกมช. บุกจับแก๊งคอลเซนเตอร์ ขยายผลเครือข่ายซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล    วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในการแถลงข่าวจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล อันเป็นผลสืบเนื่องจากการบูรณาการความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC และ สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)   ตามที่นายประเสริฐ หรือ รมว.ดีอี ได้มอบหมายให้  PDPC จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye และตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และได้ขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ กับผู้กระทำผิดตั้งแต่ EP.1 จนถึงครั้งนี้เป็น EP.7 ได้จับกุมผู้ต้องหาตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด 9 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 2 คน   พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบและกำกับดูแล ศูนย์ PDPC Eagle Eye และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย PDPA ได้ประสานข้อมูลการสืบสวนร่วมกับ บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.จิระวัฒน์ พยุงธรรม รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท. ในการตรวจสอบขยายผลเพื่อดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งในแหล่งข้อมูลที่มีการรั่วไหลและผู้ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลจนสืบทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อสถาบันการเงินภาคเอกชนแห่งหนึ่ง คือ นายสุวรรณฯ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี มีพฤติกรรมลักลอบนำข้อมูลลูกค้าของสถานันการเงินของตนเองมาดัดแปลง แก้ไข และนำไปจำหน่ายต่อให้กลุ่มที่สนใจ อาทิ ตัวแทนสินเชื่อ ตัวแทนประกัน ซึ่งบางกรณีตกไปอยู่ในมือของกลุ่มมิจฉาชีพแก๊ง Call Center   เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายสุวรรณฯ ในความผิดฐาน “ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้นำไปเปิดเผยแก่ผู้อื่น, ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ”  ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2560  ตามหมายจับศาลอาญาที่ 506/2567 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 และได้ดำเนินการจับกุมในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567   สถิตินับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ PDPC Eagle Eye ได้ตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลประชาชนบนเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อย่างเกินความจำเป็นหรือไม่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมจำนวน 5,869 หน่วย ซึ่งได้มีการเตือนและแก้ไขแล้ว มีการตรวจพบการประกาศซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ค (Facebook) และได้มีการปิดกั้นแล้ว จำนวน 54 เรื่อง   นายประเสริฐ หรือ รมว.ดีอี กล่าวทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลมีความห่วงใยในข้อมูลส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนที่อาจมีการรั่วไหลไปยังกลุ่มมิจฉาชีพเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการหลอกลวง อันเป็นภัยร้ายที่ทางรัฐบาลเร่งปราบปรามอย่างจริงจัง ตามนโยบายของรัฐบาล ฯพณฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลและมีการซื้อ – ขายในรูปแบบต่างๆที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยกระทรวง DE ได้ผลักดันให้การแก้ปัญหาภัยออนไลน์ ถือเป็น 1 ใน 7 Flagships ที่เป็นนโยบายหลักของกระทรวง และ1 ในมาตรการดังกล่าวคือ การประสานงานความร่วมมือและบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การจับกุมในวันนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย คดีแรก “ขยายผลสืบสวนจับกุม ผู้ต้องหารายที่ 9 เครือข่ายขบวนการขายข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์” คดีที่สอง “สืบสวนจับกุมเครือข่ายหลอกลวงคนไทยบังคับทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน” และ คดีที่สาม “ทลายเครือข่ายการพนันออนไลน์” นอกจากนี้ทางกระทรวง DE ได้เร่งให้มีการปรับกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อกลุ่มบุคคลใดที่มีพฤติกรรมในการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีโทษที่เด็ดขาดและรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น หากประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลท่านใดที่ได้รับความเสียหายจากการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถร้องเรียนกับ PDPC ได้โดย PDPC จะนำเรื่องให้คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาทางปกครอง และยังสามารถฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีทางแพ่งได้อีกทางหนึ่งด้วย”  


ปลัดดีอี หารือ ก.ล.ต. ชะลอบัญชีคริปโตเคอร์เรนซี ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์   วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำโดย นายอเนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พร้อมคณะทำงาน ในเรื่อง การชะลอบัญชีคริปโตเคอร์เรนซี ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ โดยมี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.