Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 9.30 น. นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุมการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รอบที่ 1 ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 6 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ (นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง) และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการขับเคลื่อนประเด็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล 4 ประเด็น ได้แก่ประเด็นที่ 1 ประเด็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญ : มาตรการพักชําระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล ประเด็นที่ 2 ประเด็นนโยบายสำคัญ : การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ประเด็นที่ 3 ประเด็นนโยบายสำคัญ : การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ          ประเด็นที่ 4 การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการดำเนินงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการแบบบูรณาการในประเด็นนโยบายสำคัญ การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ซึ่งผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นางสาวสุกันยาณีฯ) ได้มีข้อเสนอแนะในการประชุมว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดย สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้มีการดำเนินโครงการในภาคใต้ตอนล่าง (จังหวัดภูเก็ต) คือ โครงการแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือ Travel Link ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ ให้เกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านข้อมูล โดยในระยะที่ 1 จะมุ่งเน้นการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และนครราชสีมา โดยมีการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้เกิดข้อมูลในมิติใหม่ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศต่อไป” 

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   โดยที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) (ร่าง) นโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ระยะที่ ๒ (พ.ศ.2566 - 2570) แผนแม่บทการส่งเสริมและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ (พ.ศ.2567- 2570) ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบ รวมทั้งได้เห็นชอบให้สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบดําเนินการจัดทําแนวทางการบูรณาการสิทธิประโยชน์สําหรับผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อเสนอต่อที่ประชุมพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป   นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงาน ได้แก่ 1) การจัดทำบัญชีบริการดิจิทัล เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการด้านดิจิทัลของประเทศไทยเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement) 2) นโยบายการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Government Platform for PDPA Compliance : GPPC) และ 3) (ร่าง) นโยบายและแนวทางการส่งเสริมสังคมคนพิการและผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล รวมทั้งแนวทางการส่งเสริมและประยุกต์ใช้งาน Thailand i4.0 Index เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 และทิศทางแผนกลยุทธ์ระบบการชําระเงินดิจิทัลภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยและโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินและการชําระเงินสําหรับภาคธุรกิจ (ระบบ PromptBiz) ตลอดจนการนําร่องการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ปัญหาและข้อเสนอแนะจากอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยอีกด้วย   --------------------------------------------------------

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2567) นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร   -------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลทำบุญวันมาฆบูชาที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่มิจฉาชีพหาช่องว่างจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาในการทำบุญ บำรุงพุทธศาสนา โดยมิจฉาชีพอาจขอให้ท่านโอนเงินออนไลน์ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ หลอกให้โอนเงินทำบุญผ่านออนไลน์ เวียนเทียนออนไลน์ สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ดูดวงออนไลน์ เช่าวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลังออนไลน์ รวมถึงการขอให้ซื้อของเพื่อบริจาคออนไลน์ เป็นต้น โดยพฤติกรรมของมิจฉาชีพจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น หลอกให้โอนเงินก่อนแล้วค่อยส่งสินค้ามาให้ และมีการส่งสินค้าไม่ตรงปกให้กับลูกค้าปลายทาง หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชั่นรีโมท เพื่อมิจฉาชีพสามารถควบคุมมือถือได้จากอินเทอร์เน็ตและมีการถอนเงินออกจากบัญชีผ่านเครือข่ายออนไลน์ในชั่วพริบตา    นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังมีการหลอกให้โอนเงินโดยให้บัญชีปลอม รวมถึงหลอกขอชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด รูปถ่าย หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหมายเลขบัตรเครดิต หมายเลขบัญชีของผู้เสียหาย หรือสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ และโทรศัพท์เพื่อหลอกให้กรอกส่วนตัว เป็นต้น ซึ่งจากการกระทำของมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ อาจส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายกับทุกท่านได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก    โดยทางศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC 1441) ได้ยกเคสตัวอย่าง คดี : หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ ในช่วงวันที่  17-22 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ทางศูนย์ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย จำนวน 4 คดี โดยคดีแรก มูลค่าความเสียหาย 1,545,348.98 บาท รายละเอียดคดีพบว่า ผู้เสียหายได้ไปเจอในเฟสบุ๊ค ชักชวนให้ทำบุญ โดยโอน 100 บาทจะได้รับผ้าปูที่นอน เมื่อทำไปแล้วมิจฉาชีพส่งลิงก์มาให้เพื่อกดรับผ้าปูที่นอน ผู้แจ้งกดเข้าไปในลิงก์นั้นจะมีการชักชวนให้บริจาคเพื่อรับปันผลเพิ่ม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเข้าไปเรื่อย ๆ จนเป็น VIP โดยผู้เสียหายประสงค์จะถอนเงินออก ไม่สามารถถอนได้เนื่องจากมิจฉาชีพอ้างว่าเกิดความผิดพลาด ให้โอนเพื่อแก้ไขความผิดพลาดเมื่อโอนไป มิจฉาชีพอ้างว่าต้องเสียภาษี จึงทำการโอนไปอีกครั้ง สุดท้ายไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก      คดีที่ 2 มูลค่าความเสียหาย 96,000 บาท รายละเอียดคดีพบว่า ผู้เสียหายได้ถูกหลอกลวงลักษณะให้ร่วมทำบุญแล้วจะได้รับผลตอบแทน โดยมีการให้โอนเงินค่าทำบุญไปเรื่อย ๆ จึงมั่นใจว่าต้องถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ   คดีที่ 3 มูลค่าความเสียหาย 35,000 บาท รายละเอียดคดีพบว่า มิจฉาชีพได้โทรเข้ามาหาผู้เสียหายแจ้งว่า เป็นลูกค้าชั้นดีของลาซาด้า ขอแอดไลน์เพิ่มเพื่อนหลังจากนั้นให้เลือกของสมนาคุณ ไม่มีการจัดส่งสินค้ามีการส่งข้อความทางไลน์ว่า สนใจร่วมทำบุญเรื่องคนพิการคนอยากไร้ ให้แอดไลน์เพิ่มเพื่อนไปอีกคนหนึ่ง โอนเงินร่วมบริจาค 10,000 บาทจะได้เงินคืนและจะผลตอบแทนมา พร้อมเชิญชวนโดยเห็นว่าได้เงินคืนก็โอนให้อีกแต่ไม่ได้เงินคืนและแจ้งว่าทำรายการโอนผิด ต้องให้โอนเงินเพิ่มอีก สุดท้ายไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 4 มีมูลค่าความเสียหาย 17,998 บาท รายละเอียดคดีพบว่า ผู้เสียหายได้ถูกหลอกลวงลักษณะ  โดนแกงค์ call center ให้โอนเงิน หลอกเป็นหัวหน้าให้โอนเงินไปเป็นค่าทำบุญ ต่อมาไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   “ผมขอให้ทุกท่านอย่างหลงเชื่อ การขอข้อมูลจากคนแปลกหน้า หรือโอนเงินให้กับคนไม่รู้จักหรือไม่น่าเชื่อถือในรูปแบบต่างๆ ท่านอาจจะสูญเสียทรัพย์สินได้ ขอให้ทุกท่านตระหนักและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเชื่อใจคนแปลกหน้า โดยเฉพาะเรื่องการโอนเงินและการให้ข้อมูลส่วนตัวกับมิจฉาชีพในช่วงเทศกาลทำบุญ หรือวันพระนี้ และหากท่านไม่มั่นใจในข้อมูลที่ท่านได้รับหรือการชักจูงในรูปแบบต่างๆขอให้ท่านติดต่อศูนย์ AOC 1441 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ และตำรวจไซเบอร์ในการกวาดล้างมิจฉาชีพในทุกรูปแบบ ขอให้ทุกท่านมีความสุขในการทำบุญในช่วงเทศกาลวันมาฆบูชา ดีอีจะทำการปราบปรามมิจฉาชีพที่อยู่ในภาพนักบุญอย่างจริงจัง เพื่อลดการสูญเสียของประชาชนให้มากที่สุด ขอให้ทุกท่านมีสติก่อนโอนเงินทุกครั้ง เพื่อลดการสูญเสียของท่าน รัฐบาลจะหาวิธีที่ดีที่สุดมาป้องกันกับความเสียที่จะเกิดขึ้น” นายประเสริฐ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 หรือหากประชาชนมีข้อสงสัยโดนหลอกออนไลน์สามารถโทรปรึกษา สายด่วน AOC 1441 และ GCC 1111 โทรฟรีตลอด 24 ชม.   -----------------------------------------------  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบ 10 ข่าวปลอมประจำสัปดาห์ คนสนใจสูงสุด มิจฉาชีพแอบอ้าง“กฟภ. ส่ง SMS แจ้งมิเตอร์ไฟฟ้าเสี่ยงชำรุด คิดค่าไฟเกินจริง เปลี่ยนมิเตอร์ฟรี พร้อมรับเงินคืน”– หลอกทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่าน Pages DTL Noline” ยังมาแรง เตือนเช็คให้ดี อย่ากด อย่าส่งต่อ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 16 - 22 กุมภาพันธ์  2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,203,939 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 186 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 180 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 138 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 81 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 81 เรื่อง อาทิ กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครตัวแทน งานฝีมือ เพื่อสร้างรายได้เสริมในครอบครัว เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 32 เรื่อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดบริการแจ้งความออนไลน์ ติดต่อผ่านเพจ กรมป้องกันและบรรเทา Cyber Crime เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 10 เรื่อง อาทิ NOAA วิเคราะห์ผล ENSO ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโอกาสเจอซุปเปอร์ลานีญ่าอุณหภูมิน้ำทะเล ต่ำกว่า -2.0 องศาฯ ทำให้เกิดอุทกภัยรุนแรงได้ เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 15 เรื่อง อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสให้ลงทุน สำหรับมือใหม่ 2024 เริ่มต้นเปิดพอร์ต 1,000 บาท เป็นต้น ทั้งนี้ แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 10 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กฟภ. ส่ง SMS แจ้งมิเตอร์ไฟฟ้าเสี่ยงชำรุด คิดค่าไฟเกินจริง ให้ติดต่อเปลี่ยนมิเตอร์ฟรี พร้อมรับเงินคืน อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมการขนส่งเปิดทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Pages DTL Noline อันดับที่ 3 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครงาน handmade สร้างรายได้เสริม สมัครผ่านเพจ เฟซบุ๊ก กู๊ดไอเดียไทย อันดับที่ 4 : เรื่อง เปิดให้ลงทุนกับกองทุนหุ้นเครือ CP ราคาเปิดพอร์ต 1,000 บาท รับปันผล 220 ต่อวัน และ 5,000 บาท รับปันผล 1,200 ต่อวัน อันดับที่ 5 : เรื่อง หากสัมผัสโดนสารกันบูดในปลาทูนึ่งจะเป็นมะเร็งผิวหนัง อันดับที่ 6 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อเงินด่วน กรุงไทยใจป้ำ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก สินเชื่อส่วนบุคคล อันดับที่ 7 : เรื่อง ภัยร้ายที่มาพร้อมกับความหอม 5 สารเคมีอันตรายในน้ำยาปรับผ้านุ่ม อันดับที่ 8 : เรื่อง รักษาโรคมะเร็งตับ ด้วยสมุนไพรฉัตรพระอินทร์ อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครพนักงานใหม่ ทำงานที่บ้านได้เลย อันดับที่ 10 : เรื่อง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้ลงทุนในกองทุนผู้สูงอายุ เริ่มต้น 13,000 บาท กำไร 1-3% ต่อสัปดาห์กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐมนตรีประเสริฐ จันทรรวงทอง (รมว ดีอี) เผยว่าจากกรณีชาย 66 ปี ถูกหลอกลงทุนพยายามฝากเงิน 2 แสนให้มิจฉาชีพโดยได้สนทนาไลน์กับบุคคลหนึ่งชื่อว่าฝ่ายปฏิบัติการ AOC ซึ่งอ้างว่าเป็นตำรวจให้ร่วมลงทุน ชายคนดังกล่าวก็หลงเชื่อและโอนเงินไปฝากหลายครั้งรวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 บาท ในแชตสนทนาบอกอีกว่าหากต้องการถอนเงินทั้งหมดต้องโอนเงินไปฝากเพิ่มอีกกว่า 200,000 บาท และต้องโอนก่อนเวลา 21.00 น. AOC 1441 เป็นศูนย์ One Stop Service จัดตั้งโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับ สตช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาหลอกลวงออนไลน์สำหรับประชาชน มีการจัดตั้ง War-room เพื่อดำเนินการด้านคดีให้กับประชาชนแบบเร่งด่วน เชิงรุก ศูนย์ AOC มีเป้าหมายการจัดตั้งเพื่อ • ระงับ/อายัด บัญชีของคนร้ายให้แก่ผู้เสียหายที่ถูกหลอกได้ทันที ใช้เวลา 15 นาที • ติดตามสถานการณ์แก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหายทุกขั้นตอนได้ทันที • เร่งการติดตามการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย • เพิ่มประสิทธิภาพการจับกุม ดำเนินคดี และการขยายผลคดี ปัจจุบันนี้ ศูนย์ AOC 1441 มีช่องทางติดต่อเดียวเท่านั้น คือสายด่วน 1441 โดยสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มี Page Facebook หรือ Line Official เป็นช่องทางติดต่อแต่อย่างใด และไม่มีการโทรหาประชาชนให้ลงทุนหรือให้โอนเงิน หากพี่น้องประชาชนท่านใดตกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์ สามารถแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (เฉพาะคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ที่เว็บไซต์นี้เท่านั้น www.thaipoliceonline.go.th หากมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง                

วันนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาและประชุมทางวิชาการนานาชาติ ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ อินฟอร์เมติกส์และการควบคุมอัจฉริยะ ครั้งที่ 10 (The 10th IEEE International Conference on Robotics, Informatics, and Intelligence Control Technology : RIIT2024) จัดโดยสมาคมหุ่นยนต์ อินฟอร์เมติกส์และเทคโนโลยีควบคุมอัจฉริยะ (Robotics, Informatics, and Intelligence control Technology Association: RIITA) ร่วมกับสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 9 แห่ง และสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นเวทีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการและวิจัยของคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษาจากทั่วโลก นำเสนอองค์ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมถึงงานนิทรรศการแสดงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์ อินฟอร์เมติกส์ และการควบคุมอัจฉริยะ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยในงาน RIIT2024 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม 1) งานประชุมเชิงวิชาการ เพื่อเป็นเวทีการนำเสนอและ แลกเปลี่ยน ผลงานทางวิชาการ และวิจัยของคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และนักศึกษาจากทั่วโลก 2)งานอบรมสัมมนานานาชาติ เป็นการนำเสนอองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อผู้เข้ารับการอบรม มีความเข้าใจและสามารถนำไปบูรณาการ ในชีวิตประจำวัน และพัฒนา ต่อยอด ขยายผล ในผลิตภัณฑ์ขององค์กร หรือหน่วยงาน 3)การจัดนิทรรศการแสดงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมด้านหุ่นยนต์อินฟอร์เมติกส์ และการควบคุมอัจฉริยะ เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตและจำหน่ายหรือให้บริการสินค้าเทคโนโลยีด้านระบบคอมพิวเตอร์  อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์ประมวลผล อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ นำเสนอแก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 19 - 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วยคดีที่ 1 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 2,230,966.69 บาท รายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหาย แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แจ้งผู้เสียหายว่า มีเอกสารสำคัญตกค้างให้มาดำเนินการที่มหาวิทยาลัย หากไม่สะดวก ให้ยืนยันข้อมูลรายการผ่านแอปพลิเคชันที่ส่งลิงก์มาให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงคลิกลิงก์ดังกล่าว ภายหลังได้ตรวจสอบเงินในบัญชีธนาคารของตนเองพบว่า เงินที่อยู่ในบัญชีของตนได้ถูกโอนออกไป ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงคดีที่ 2 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 13,500,043.44 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ได้พูดคุยชักชวนหารายได้พิเศษทำกิจกรรม ตามที่กำหนด และจะได้รับเงินปันผลจากเงินที่ลงทุนในแต่ละครั้ง ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงร่วมลงทุนไป ระยะแรกได้ผลตอบแทนดีจึงเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้น ระยะหลังไม่สามารถถอนเงินอออกมาใช้ได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงคดีที่ 3 หลอกลวงให้กู้เงินอันมีลักษณะฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 1,500,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายพบโฆษณากู้เงินออนไลน์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก จึงได้กดลิงก์เพื่อติดต่อขอกู้เงิน มิจฉาชีพให้ผู้เสียหายกรอกรายละเอียดสำคัญการกู้เงิน และแจ้งว่าได้ทำรายการผิด ต้องโอนเงินเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินไปให้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถกู้เงินได้ จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงคดีที่ 4 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 3,653,172.75 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับมิจฉาชีพผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก สนใจทำงานหารายได้เสริมจึงติดต่อพูดคุยกันมิจฉาชีพแจ้งว่า เป็นลักษณะการทำงานแพ็กสินค้า รีวิวสินค้า กดไลก์และกดแชร์ โดยจะได้กำไรจากเงินลงทุนสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินลงทุนไป ระยะแรกได้ผลตอบแทนดีจึงเพิ่มเงินลงทุนมากขึ้น ระยะหลังไม่สามารถถอนเงินอออกมาใช้ได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงและ คดีที่ 5 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 3,595,070.58 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหาย แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย แจ้งผู้เสียหายว่า มีคนพยายามจะถอนเงินออกจากบัญชีของผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายติดต่อแจ้งความ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมามิจฉาชีพอีกคนอ้างว่าเป็นร้อยเวร สภ.นครราชสีมา แจ้งผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน เพื่อการแสดงความบริสุทธิ์ใจให้โอนเงินในบัญชีทั้งหมด ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินและจะคืนให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อ และได้โอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงรวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี 24,479,253 บาทกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นกังวล และขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล“ดีอี ขอเตือนภัยให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 หรือหากประชาชนมีข้อสงสัยโดนหลอกออนไลน์สามารถโทรปรึกษา  สายด่วน AOC 1441 และ GCC 1111 โทรฟรีตลอด 24 ชม. ------------------------------------

วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2567) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรม "สร้างนักฟังเชิงลึก ฟังด้วยหู รู้ด้วยใจ Deep listening" ให้แก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ออนไลน์ Anti Online Scam Operation Center AOC จำนวน 5 รุ่น เพื่อพัฒนาทักษะการรับฟังอย่างมีประสิทธิภาพ และวิธีการให้คำปรึกษา คำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อจิตใจแก่ผู้เสียหายที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมทั้งการดูแลตนเองไม่ให้เกิดสภาวะตึงเครียดจากการรับรู้ปัญหาต่างๆ ของประชาชนที่เข้ารับบริการ โดยมี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.), พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และผู้เข้ารับการอบรม เข้าร่วม จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ณ ห้อง VIP ชั้น 2 อาคาร 5 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)   --------------------------------

วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2567) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมและร่วมบรรยาย กิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ในภาระกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยมี นางสาวพนารัตน์ อินนา ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและระเบียบ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมบรรยาย ณ ห้อง MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผย ผลการทำงานของ AOC 1441 ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC ) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 - 31 มกราคม 2567 ประชาชนติดต่อ 307,515 สาย และ AOC 1441 ช่วยระงับ/อายัด บัญชีแล้ว 39,918 บัญชี โดยในเดือน มกราคม 2567 ใช้เวลาเฉลี่ย 9 นาที ต่อการระงับบัญชี นอกจากนี้ จากข้อมูลของ ตำรวบไซเบอร์ ในเดือน มกราคม 2567 จำนวนเงินที่ประชาชนขอระงับ/อายัด 3,408 ลบ. อายัดได้ 1,934 ลบ. คิดเป็นร้อยละ 56.7 เทียบกับเดิม ก่อนมีศูนย์ 1441 สถิติ ระงับ/อายัดได้เพียง ร้อยละ 11 (1 มี.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566 ขอระงับ/อายัด 11,252 ลบ อายัดได้ 1,316 ลบ.)👉สำหรับ TOP 5 การระงับ/อายัดบัญชีแยกตามประเภทคดีออนไลน์ และร้อยละ ของจำนวนบัญชีที่ระงับ/อายัดทั้งหมด (1 พ.ย. 66 – 31 ม.ค. 67) 1.หลอกลวงซื้อขายสินค้า ระงับ 17,954 บัญชี คิดเป็น 44.9 % ของจำนวนบัญชีที่ระงับ/อายัดทั้งหมด 2.หลอกลวงรายได้พิเศษ ระงับ 5,340 บัญชี คิดเป็น 13.3 % 3.หลอกลวงลงทุน ระงับ 3,733 บัญชี คิดเป็น 9.3% 4.หลอกลวงให้กู้เงิน ระงับ 3,353 บัญชี คิดเป็น 8.4% 5.หลอกลวง ข่มขู่ให้โอนเงิน  ระงับ 2,462 บัญชี คิดเป็น 6.2%ภาพรวมการดำเนินงานศูนย์ 1441 น่าพอใจ สามารถช่วยประชาชนได้เป็นจำนวนมาก การทำงานร่วมกับ ตำรวจ สมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการมือถือ สามารถระงับ/อายัดบัญชีได้รวดเร็ว และทำการขยายผลจับกุมดีขึ้น อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปตำรวจ ต้องเร่งขยายผลจับกุมดำเนินคดี จากข้อมูล บัญชีม้า (บัญชีที่คนร้ายใช้สำหรับการรับโอนเงิน) และเส้นทางการเงิน หมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับบัญชี เป็นต้นนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวเสริมว่า “ถึงแม้ว่าการดำเนินการของ AOC 1441 จะช่วยประชาชนได้จำนวนมาก อย่างไรก็ตามต้องขอเตือนว่า การซื้อขายออนไลน์ การชักชวนลงทุน การปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะช่องทาง facebook มีคนร้ายใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียนี้ เยอะมาก คนร้ายใช้วิธีการซื้อโฆษณาใน facebook เพื่อเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และยังพบว่ามีประชาชนหลงเชื่อ โฆษณาของโจรอยู่มาก มีคนถูกหลอกลวง ทุกๆ วันเป็นจำนวนมาก เราต้องรู้ทัน ไม่หลงเชื่อโจรออนไลน์”🌟 เป้าหมายของศูนย์ AOC 1441 คือ1.อายัดบัญชีของคนร้าย ให้ผู้เสียหายทันที2.ติดตามสถานะ การแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหาย3.เร่งการคืนเงินให้ผู้เสียหาย4.เพิ่มประสิทธิภาพการจับกุม ดำเนินคดีและการขยายผลคดี โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยงานบูรณาการข้อมูล และร่วมทำงานทันทีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย 📌สำหรับศูนย์ AOC 1441 โทร.ปรึกษาได้ตลอด 24 ชม. จัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีการบูรณาการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ให้บริการ one stop service แก่ประชาชน ช่วยดำเนินการ ระงับ/อายัดบัญชี ได้ทันที รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยออนไลน์รัฐมนตรี ประเสริฐฯ กล่าวในตอนท้ายว่า "นายกฯ เศรษฐา มีความห่วงใย ต่อผู้เสียหายจากโจรออนไลน์ ได้สั่งการให้ ดีอี ทำงานเชิงรุก ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ได้จัดตั้ง ศูนย์ AOC 1441 ขึ้น ในวันที่ 1 พ.ย. 2566 ซึ่งในภาพรวม มีการทำงานดีขึ้นมาก โดยในเดือน มกราคม 2567 ใช้เวลาในการอายัดบัญชีลดลงเหลือ เฉลี่ย 9 นาที และทำการอายัด ได้ถึง 500 บัญชีต่อวัน ช่วยให้อายัดเงินทันถึง ร้อยละ 56.7  จากก่อนมีจัดตั้งศูนย์ 1441 ที่อายัดทันเฉลี่ย ร้อยละ 11 ผม (รมว. ดีอี) มั่นใจว่า 1441 ช่วยแก้ปัญหาภัยออนไลน์ให้ประชาชนได้  ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้บังคับใช้กฎหมาย สามารถดำเนินคดี หาตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น” --------------------------------------------------------

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป ของ สป.ดศ.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์  รองปลัดกระทรวงฯ พลตรีธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติ และคณะ ได้เข้าร่วมการประชุม GSMA Ministerial Programme ภายใต้งาน Mobile World Congress  2024 (MWC) ซึ่งเป็นการประชุมเวทีชั้นนำระดับโลกสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้นำระดับโลกด้านโทรคมนาคม ณ นครบาร์เซโลนา ราชอาณาจักรสเปนโดยในการประชุมดังกล่าว ได้มีการหารือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความรับผิดชอบตามแนวทางด้านจริยธรรม (Responsible AI: Following the ethical compass) พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคโทรคมนาคมและภาคอุตสาหกรรมที่มีการดำเนินการเชิงรุก เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรมของ AI ขององค์กร โดยได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการสร้างความร่วมมือกันในระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อสร้างความมั่นใจว่า Generative AI ในอนาคตจะเป็นกลางและมีคุณค่าอย่างแท้จริงต่อสังคมซึ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับจัดทำมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถจัดการกับการความเสี่ยงด้านจริยธรรมได้นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และคณะ ได้หารือทวิภาคีกับผู้บริหารของ GSMA APAC ถึงแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศ ภายใต้นโยบายเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศไทย “The Growth Engine of Thailand” ซึ่งผู้บริหาร GSMA ได้กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงข่าย 5G ในประเทศไทยที่เป็นระบบโทรคมนาคมอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน และสนใจที่จะร่วมจัดงาน Asia-Pacific 5G Summit ในประเทศไทย เพื่อสานต่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และความร่วมมือด้านอื่นๆ ระหว่างกัน อาทิ นวัตกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีและธรรมาภิบาล AI การแลกเปลี่ยนข้อมูลการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศรวมถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และคณะ ยังได้เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองของการประชุม GSMA Ministerial Programme 2024 ช่วงเย็นกับผู้นำด้านดิจิทัลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก อีกด้วย -----------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.