Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมและพบปะผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดแนวทางการสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนและการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศไทย ในงาน Mobile World Congress 2024 (MWC) ณ นครบาร์เซโลน่า ราชอาณาจักรสเปน ระหว่างวันที่ 26 - 28 กุมภาพันธ์ 2567นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  กล่าวว่า  ในนามประเทศไทย ยินดีเปิดรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำเพื่อร่วมขับเคลื่อนพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศตามนโยบายการขับเคลื่อนเร่งด่วนที่สำคัญในปี 2567 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับนานาชาติและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนภายในประเทศบนโลกดิจิทัล โดยได้เยี่ยมชมเทคโนโลยี จากค่ายต่าง ๆ อาทิ บริษัท Huawei Technologies สืบต่อเนื่องจากบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงฯ และบริษัท Huawei Technologies (Thailand) ด้านการพัฒนาดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งการหารือในครั้งนี้ ทาง Huawei Technologies ได้เน้นย้ำที่จะส่งเสริมและสนับสนุนประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลในประเด็น National Government Network, National Communication Network, Cloud First Policy และ Data & AI Platformด้านบริษัท Oracle ได้นำเสนอการดำเนินงานด้าน Cloud เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลให้ดีขึ้น และยกระดับความสามารถด้านดิจิทัล รวมทั้งสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศด้วยระบบ Sovereign Cloud Infrastructure , บริษัท Telenor Asia skin หารือความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G แพลตฟอร์มด้านดิจิทัล รวมทั้งการส่งเสริม Start-ups เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัลในประเทศไทย , บริษัท Microsoft ได้นำเสนอความสามารถของเทคโนโลยี Generative AI ซึ่งทำงานอยู่บน Cloud ของ Microsoft หรือ Azure Cloud ที่มีศักยภาพในการยกระดับการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลของประเทศนอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และคณะ ยังได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท Starlink ที่มีความสามารถในการให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมเพื่อส่งเสริมด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา และบริษัท T3 Technology ที่มีการนำเสนอการให้บริการโซลูชั่น คอมพิวเตอร์ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI, Cloud และ IoT อาทิ อุปกรณ์ใช้ในครัวเรือน สำนักงานอัจฉริยะ อีกด้วย -----------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยว่า ดีอี พบ ยังมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรจากต่างประเทศ ด้วยวิธี โทรผ่านอินเทอร์เน็ต VoIP (Voice over Internet Protocol) ปลอมเป็นหมายเลข 02-XXX-XXXX โทรติดต่อ หรือ ส่ง SMS หาประชาชน เพื่อเลี่ยงการขึ้นเครื่องหมาย + หน้าหมายเลขโทรศัพท์ หรือไม่ให้แสดงว่าเป็นการติดต่อจากต่างประเทศคนร้าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้วิธีการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต VoIP (Voice over Internet Protocol) จากต่างประเทศ ผ่านผู้ให้บริการต่อสาย VoIP ทำการต่อสาย เข้ากับเครือข่ายโทรศัพท์ในประเทศ ซึ่งระบบ VoIP จะสามารถกำหนดให้หมายเลขโทรศัพท์ที่ขึ้นโชว์ว่าเป็นหมายเลขอะไรก็ได้ มิจฉาชีพจึงเลือกตั้งได้ว่าจะให้เป็นหมายเลขโทรศัพท์ใดก็ได้ตามต้องการ โดยส่วนใหญ่จะตั้งให้เป็นเบอร์โทรของหน่วยงานภาครัฐหรือธนาคาร เพื่อให้ผู้รับเกิดความเข้าใจผิด และหลงเชื่อทั้งนี้ หากผู้ให้บริการต่อสาย VoIP ที่มีการนำ VoIP การโทรเข้ามาในประเทศไทยเพื่อต่อสายไปยังผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่ และ/หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช หรือ หากให้บริการเกินขอบเขตไปจากที่ กสทช. อนุญาต ก็อาจเข้าข่ายเป็นการให้บริการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ถือเป็นความผิดใน มาตรา 67 (3) แห่งพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 โทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับดีอี ขอเตือนให้ ประชาชน ระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ที่ติดต่อเข้ามา และ ระวังการพูดคุยกับคนแปลกหน้า หรือคนที่ไม่รู้จัก ที่เข้ามาทักทาย และขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล หลอกให้ท่านโอนเงิน หรือหลอกให้โหลดแอปดูดเงินได้ทั้งนี้ หากมีปัญหาหลอกลวงออนไลน์ โทรปรึกษา 1441 ตลอด 24 ชม. -----------------------------------------

วันนี้ (1 มีนาคม 2567) ดร.ชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับเรื่องร้องเรียนปรับปรุงการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Fake News) จากกลุ่มแพทย์และจิตอาสาคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ณ บริเวณหน้าศูนย์บริการประชาชน ชั้น 6 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบโซเชียลแห่แชร์ “กด Cancel 2 ครั้ง ก่อนสอดบัตร ATM เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ” ขึ้นแท่นข่าวปลอมอันดับ 1 รองลงมาเป็น “กรมอุตุฯ ประกาศเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ 5 มี.ค 67” เตือนประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน เช็คให้ชัวร์ ก่อนแชร์ ระวังมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินและล้วงเอาข้อมูลสำคัญ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวง ฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 - 29 กุมภาพันธ์  2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,195,916 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 194 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 169 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 25 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 141 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 77 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 90 เรื่อง อาทิ กรมการจัดหางาน รับสมัครพนักงาน งานฝีมือเหมาะสำหรับคนหารายได้เสริม เป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 31 เรื่อง อาทิ เจ้าหน้าที่จากอย. โทรแจ้งขายผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย ให้โอนเงิน เพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดี เป็นต้น กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 7 เรื่อง อาทิ กรมอุตุฯ ประกาศเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ 5 มี.ค 67 เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 13 เรื่อง อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ฯและ AIS เปิดโอกาสให้สร้างรายได้จากการลงทุน ฝากออมหุ้น เริ่มต้น 20,600 บาท รับปันผลสูงสุด 11 เท่าต่อสัปดาห์ เป็นต้น โดยแบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 8 เรื่อง ทั้งนี้ ข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กด Cancel 2 ครั้ง ก่อนสอดบัตร ATM เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมอุตุฯ ประกาศเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ 5 มี.ค 67 อันดับที่ 3 : เรื่อง ยาสีฟันรักษาอาการฟันหลวม นำเข้าจากญี่ปุ่น อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมการจัดหางานรับสมัครพนักงาน งานฝีมือเหมาะสำหรับคนหารายได้เสริม อันดับที่ 5 : เรื่อง น้ำปัสสาวะ สามารถรักษาได้ทุกโรค อันดับที่ 6 : เรื่อง ล้างไขมันในลำไส้ ด้วยชามะละกอ อันดับที่ 7 : เรื่อง 8 วิธีเปลี่ยนผิวเหลือง เป็นผิวขาวอมชมพู อันดับที่ 8 : เรื่อง มะนาวโซดารักษาโรคมะเร็ง อันดับที่ 9 : เรื่อง วางโทรศัพท์มือถือไว้หัวนอน ทำให้เป็นมะเร็งสมอง อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจบริษัทจัดหางานฟาร์มออสเตรเลีย ได้รับใบอนุญาตจัดหาคนไปทำงานในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิด ๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์@antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง”

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วยคดีที่ 1 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,546,602 บาทรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักกับมิจฉาชีพผ่านทางแอปพลิเคชัน Line อ้างชื่อว่า อานัท นภาพรรณ ชักชวนหารายได้พิเศษ เปิดร้านค้าออนไลน์อ้างว่าเป็นตัวแทนของแอปพลิเคชัน TikTok Shop เมื่อมีผู้สั่งสินค้าเข้ามาในระบบ ให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปในระบบก่อน แล้วจะได้รับผลตอบแทนเปอร์เซ็นต์จากยอดขายสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป พอต้องการจะถอนเงินออกมาใช้ระบบล็อกไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 หลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 21,603,597 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านทางแอปพลิเคชัน Facebook แล้วได้มีการติดต่อพูดคุย ผ่านทางแอปพลิเคชัน Line จนเกิดความเชื่อใจ จากนั้นมิจฉาชีพได้ชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นโดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงมีการโอนเงินลงทุนไปหลายครั้ง แต่เมื่อต้องการถอนเงินออกมาใช้ ก็ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้จริง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 4,139,353.77 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์มายังผู้เสียหาย แจ้งว่าได้จับกุมผู้ต้องหา ในคดียาเสพติดและมีการซัดทอดผู้เสียหายว่า ได้มีการรับโอนเงินจากขบวนการค้ายาเสพติดจากนั้นมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายแสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยโอนเงินในบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจะโอนกลับคืนให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปแต่ก็ไม่ได้รับเงินโอนคืนกลับมา ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 1,300,000 บาท รายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินโทรศัพท์มายังผู้เสียหาย แจ้งว่าได้รับเงินคืน ค่าชำระภาษีที่ดิน โดยให้ผู้เสียหายตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากลิงก์ที่ส่งมาให้ ผู้เสียหายจึงได้ทำการติดตั้งลิงก์ดังกล่าวลงในโทรศัพท์ ภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีธนาคารของตนเองพบว่าได้ถูกโอนออกไปจากบัญชี จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกและ คดีที่ 5 หลอกลวงให้กู้เงินอันมีลักษณะฉ้อโกง กรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 1,086,240.45 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายทำการกู้ยืมเงินผ่านโฆษณาแอปพลิเคชันทาง Line มิจฉาชีพแสดงภาพโลโก้ แอบอ้างเป็นธนาคาร UOB ผู้เสียหายนึกว่าเป็นธนาคารจริง จึงสอบถามรายละเอียด การกู้ยืมเงินและได้กรอกข้อมูลสำคัญต่าง ๆ จนเสร็จ มิจฉาชีพแจ้งผู้เสียหายว่า ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้แต่ให้โอนเงินเพื่อยืนยันตัวตนก่อน จึงจะสามารถรับเงินกู้ได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อและได้โอนเงินไป มิจฉาชีพแจ้งว่าทำรายการโอนเงินผิดเงื่อนไข ทำให้ต้องโอนเงินใหม่อยู่หลายครั้ง จนสุดท้ายได้รับข้อความรหัสในการกดถอนเงินมา แต่ก็ไม่สามารถกดถอนเงินออกมาได้จริง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกรวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี 29,675,793 บาทกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นกังวล และขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล“ดีอี ขอเตือนภัยให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จักที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัยของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 หรือหากประชาชนมีข้อสงสัยโดนหลอกออนไลน์สามารถโทรปรึกษา  สายด่วน AOC 1441 และ GCC 1111 โทรฟรีตลอด 24 ชม. ------------------------------------

รมว.ดีอี เร่งปราบ บัญชีม้า ซิมม้า คืนเงินผู้เสียหายวันนี้ (4 มีนาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงฯ ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการฯ ร่วมประชุมกับกรรมการจากหน่วยงาน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กสทช. สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ สมาคมธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น  ที่ประชุมได้หารือและพิจารณา เรื่องสำคัญดังนี้1. การจัดการ ซิมม้า ดำเนินมาตรการที่สำคัญ และมีผลดังนี้- สำนักงาน กสทช. ระงับซิม ที่มีการโทรออกเกิน 100 ครั้งต่อวัน ตั้งแต่ 9 ธ.ค. 2566 - 29 ก.พ. 2567 มีการระงับการใช้ ซิม และให้มายืนยันตัวตน จำนวน 29,446 ซิม โดยมีผู้มายืนยันตัวตน 265 หมายเลข- สำนักงาน กสทช. กำหนดการยืนยันตัวตนของผู้มีซิมเกิน 100 หมายเลข ที่ครบกำหนดยืนยันตัวตนหรือลงทะเบียนให้ถูกต้อง ภายในวันที่ 15 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งมีซิมเข้าข่ายจำนวน 5.07 ล้านหมายเลข มีผู้ไม่มายืนยันตัวตน 2.5 ล้านหมายเลข ซึ่งจะถูกการระงับการให้บริการ - กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จับกุมผู้ขายซิมม้า 5 ราย SIM CARD จำนวน 4,428 ซิม2. การจัดการ บัญชีม้า ดำเนินมาตรการที่สำคัญ และมีผลดังนี้- AOC 1441 ได้ช่วย อายัดบัญชี ให้ผู้เสียหาย 1 พ.ย. 66 - 29 ก.พ. 67 จำนวน 57,861 บัญชี  - กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จับกุมผู้ขายบัญชีม้า 51 ราย พร้อมสมุดบัญชีธนาคาร 1,113 บัญชี- การจัดทำมาตรการป้องกันไม่ให้การเปิดบัญชีใหม่และนำไปใช้ก่ออาชญากรรมหรือนำไปทำเป็นบัญชีม้า ซึ่งการ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ สำนักงาน ปปง. รับไปหารือ  3. การเร่งรัดอายัดเงินบัญชีม้า- ข้อมูล ตำรวจไซเบอร์ 1 พ.ย. 2566 - 29 ก.พ. 2567 ขออายัดบัญชีม้า วงเงิน 7,097.2 ล้านบาท อายัดได้ทัน 3,334.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.0 เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบ กับก่อนมีศูนย์ 1441 ที่อายัดได้ทัน ร้อยละ 11 (1 มี.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566 อายัดทัน 1,316 ล้านบาท จากการขออายัด 11,252 ล้านบาท)4. การเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย- ปัจจุบัน ยังมีขั้นตอนที่มาก และ ใช้เวลานาน ในการคืนเงินให้ผู้เสียหาย เพื่อให้การคืนเงินเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ขอให้ อนุกรรมการด้านกฎหมาย เสนอแนวทาง รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว5. การปิดกั้น เว็บเพจ ผิดกฎหมาย - ในปีงบประมาณ 2567 เวลา 5 เดือน (ต.ค. 66 - ก.พ. 67) ปิดกั้น 57,056 url/รายการ เพิ่มขึ้น 12.8 เท่า จาก ปีงบประมาณ 2566 (ต.ค. 65 - ก.พ. 66)  ปิดกั้น 4,449 urs/รายการ - ในปีงบประมาณ 2567 เวลา 5 เดือน (ต.ค. 66 - ก.พ. 67) ปิดกั้นเวบพนัน 24,352 url เพิ่มขึ้น 37.6 เท่า จาก ปีงบประมาณ 2566 (ต.ค. 65 - ก.พ. 66)  ปิดกั้น 648 urs รัฐมนตรีประเสริฐ กล่าวในตอนท้ายว่า “วันนี้ เรื่องที่สำคัญของการประชุมคือ การติดตามการปราบปราม บัญชีม้า ซิมม้า และ การเร่งรัดการอายัดเงินรวมทั้งการคืนเงินให้ผู้เสียหาย พบว่า ศูนย์ 1441 ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ได้ช่วยอายัดเงินให้ผู้เสียหายได้มาก ระยะ 4 เดือนนี้ (พ.ย. 66 - ก.พ. 67) อายัดทัน 47% และในบางเดือน เช่น ม.ค. 67 อายัดได้ทันถึง 57%  แต่การคืนเงินให้ผู้เสียหาย ถึงแม้ได้คืนเงินไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่รวดเร็วเท่าที่ควร จึงได้สั่งการ และกำชับให้ เร่งปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายทีเกี่ยวข้อง”--------------------------------------------------------

วันนี้ (5 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานร่วมกล่าวปาฐกถาในการเปิดงาน UK-Southeast Asia Tech Week 2024 ร่วมกับ Mr. Mark Gooding OBE เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ซึ่งจัดโดยบริษัท แทรคตัส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและการดำเนินงานในการผลักดันและการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และโทรคมนาคม (Telecommunications)  โดยผู้เข้าร่วมงานฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชนของไทยและสหราชอาณาจักร ณ เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคาร เกษร ทาวเวอร์ กรุงเทพฯในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ หรือ ปลัดดีอี ได้กล่าวถึงการดำเนินงานของกระทรวงฯ ที่สำคัญในการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลของไทย อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อนำไปสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) โครงการ Go Clound First การพัฒนา Digital ID การพัฒนา AI เพื่อแก้ไขปัญหาหลอกลวงทางออนไลน์ (online scam) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมและการอำนวยความสะดวกการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันและอนาคต   --------------------------------------------

วันนี้ (5 มีนาคม 2567) นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมงานพร้อมรับประกาศนียบัตร รางวัลข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Data Awards) ในงานวันข้อมูลเปิดนานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2567 (International Open Data Day 2024) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Government Data) เป็นแนวคิดสากลที่ส่งเสริมให้รัฐบาลทั่วโลกเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่ประชาชน เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ และต่อยอดในการบริหารกิจการบ้านเมือง ในทุกปีนานาประเทศมีการรณรงค์จัดงาน วันข้อมูลเปิดนานาชาติ (International Open Data Day) ซึ่งปีพ.ศ 2567นี้ วันข้อมูลเปิดนานาชาติตรงกับวันอังคารที่ 5 มีนาคม 2567 โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือสพร. จึงดำเนินการจัดงานวันข้อมูลเปิดนานาชาติในวันนี้ ภายใต้หัวข้อ Data Driven for Sustainability การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะนำเสนอประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐที่เป็นประโยชน์ และสามารถต่อยอดนวัตกรรมบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของภาครัฐและภาคประชาชนด้วย ภายในงานจะนำเสนอการนำข้อมูลเปิดภาครัฐไปใช้ประโยชน์จากหน่วยงานภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ โดยมี ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน ณ Leaming Studio ชั้น 1 สถาบัน เพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ----------------------------------------  



วันนี้ (6 มีนาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลฯ และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด Top Executives ครั้งที่ 5/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ---------------------------------------------


วันนี้ (6 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรม ทางอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 3/2567 ณ ห้องประชุม Be Creative, Lobby Floor โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ   ------------------------------------

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกด้าน คุณธรรม จริยธรรม และการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พร้อมมอบเกียรติบัตรยกย่อง เชิดชูองค์กรคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ทั้งนี้ได้มอบมีการนโยบายในการป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ ทั้งในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่ต้องใส่ใจในเรื่องการบริการ การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใสและตรวจสอบได้ อีกทั้งมีการมอบนโยบายการงดรับของขวัญ ของกำนัล หรือประโยชน์อื่นใดจากการปฏิบัติหน้าที่  (No Gift Policy) พร้อมทั้งมีการแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านการทุจริต โดยมี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ,  นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลฯ, นางอำไพ จิตรแจ่มใส ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ห้อง NT Auditorium อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

วันนี้ (7 มีนาคม 2567) นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนักเรียนรายบุคคลที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้เข้าสู่ระบบการศึกษา ครั้งที่ 2/2567 โดยมีนางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ----------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.