Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ของ สป.ดศ.

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป ของ สป.ดศ.

การประชุมรัฐสภาวันนี้ (11 มี.ค. 67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า จากกรณีที่พลตรี โอสถ ภาวิไล สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามในสภาถึงเรื่อง การป้องกันและปราบปรามแก๊ง Call Center ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจำนวนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และมูลค่าความเสียหายกรณีแก๊ง Call Center นั้นการประชุมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตระหนักถึงปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงประชาชน โดยกลุ่มมิจฉาชีพ ได้มีการสร้างเรื่องหลอกลวงหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาดังกล่าว กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย (TBA) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน กลต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในการร่วมกันร่างและออกกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหานี้ คือ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เพื่อใช้เป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการฉ้อโกง และหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งจะมีบทลงโทษผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  สำหรับผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก นำไปใช้ในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ หรือเป็นธุระจัดหา โฆษณาให้มีการซื้อขายบัญชีเงินฝาก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งยังมีโทษสำหรับผู้ที่เป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อ หรือขายหมายเลขโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 - 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับนอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti-Online-Scam Operation Center : AOC) โทร 1441 เป็น One Stop Service ในการปราบปรามเชิงรุกและรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  โดยศูนย์จะดำเนินงานในลักษณะ Task Force Command Center   เพื่อปราบปรามเชิงรุกและรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางการเงินที่ทำให้ประชาชนเกิดความเสียหาย เป็นจำนวนมาก และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และมีช่องทางการให้ประชาชนสามารถ รับคำปรึกษาปัญหาทางคดีได้ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชน ได้ทราบถึงวิธีการหลอกลวงที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในช่องทางเว็บไซต์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดียที่ อาทิ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม ติ๊กต็อก ทวิตเตอร์ เพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนักและมีภูมิคุ้มกันถึงภัยต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลานายประเสริฐ กล่าวต่อว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการไปรษณีย์ และโทรคมนาคมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาในการปราบปรามแก๊ง Call Center และ Hybrid Scam รวมทั้งมีการจัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคณะทำงานนี้ มีปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธาน ล่าสุดได้มีการหารือการแก้ไขปัญหาในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 4 (The 4th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 4th ADGMIN) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และจะมีการหารือกันอีกครั้ง ระหว่างเดือนมีนาคม ร่วมกับคณะทำงานฝ่ายกัมพูชา ในการประชุมผู้นำเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน ครั้งที่ 1 ณ ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นการสานต่อความร่วมมือด้านดิจิทัลในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะการจัดการภัยออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊ง Call Center และ Hybrid Scam ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติระดับโลก และประเทศไทยมีบทบาทสำคัญ ในการยกระดับความร่วมมือและการดำเนินงานของอาเซียนในการจัดการและรับมือกับปัญหา การหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ -------------------------------------

วันนี้ (11 มีนาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ 8 ปี กระทรวงดิจิทัลฯ กับการยกระดับ คุณภาพชีวิตคนไทย ในงาน NEXT STEP THAILAND 2024 : Tech & Sustain ก้าวต่อไปของนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยกว่าถึงด้านเทคโนโลยีในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในด้านต่างๆ จากการร่วมมือในทุกภาคส่วน ที่จะช่วยยกระดับชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยภายในงานได้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีและความยั่งยืนของโลกด้วย จัดโดย สปริงนิวส์ สื่อออนไลน์ในเครือเนชั่นกรุ๊ป ณ ห้องพญาไท 3-4 ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ   ----------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอี) กล่าวว่า  จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ระหว่าง วันที่ 4 - 8 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านเครือข่ายออนไลน์ในหลายรูปแบบจำนวน 5 คดี ประกอบด้วย    คดีที่ 1 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 19,000 บาทรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตผ่านช่องทาง X ผู้ชายใช้ชื่อ Wissyoumybaby โดยโอนค่าตั๋วชำระเงินเต็มจำนวน เมื่อถึงวันนัดรับตั๋วทราบว่ารหัสหมายเลขตั๋วที่ให้มานั้นเป็นของปลอม ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,990,363 บาทรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกให้ลงทุนหารายได้พิเศษ โดยการสั่งซื้อสินค้าเครื่องประดับ  ผ่านแอปพลิเคชัน salesp.softonic-th.com เมื่อสั่งซื้อสินค้าจะได้รับคูปองส่วนลดและเงินต้นคืน ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงได้โอนเงินไปตามคำแนะนำของมิจฉาชีพ ในระยะแรกผู้เสียหายได้รับเงินต้นคืนจริง ต่อมาระยะหลังต้องโอนเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ได้รับเงินต้นคืนผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 10,587,673.30 บาท รายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายได้พูดคุยกับมิจฉาชีพผ่านแอปพลิเคชัน Tik Tok และได้ขอเพิ่มเพื่อน ผ่านแอปพลิเคชัน Facebook โดยใช้ชื่อว่า “Wanich Sriutarawong” และอีกคนใช้ชื่อว่า“Sunisa jirathikul” ได้พูดคุยจนสนิทใจและขอเพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชัน Line ต่อมาภายหลังได้มีการส่งลิงก์ http://bitsten.dtdp.live เพื่อชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนแลกเปลี่ยนเงินตรา (สกุลเงิน) มีลักษณะเป็นการเทรด Forex มีการซื้อหรือขายเงินตรา เพื่อเก็งกำไร ต่อจากนั้นกดซื้อขายในสกุลเงินที่สนใจจากคำแนะนำและชักชวนของ “Sunisa” ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและได้โอนเงินไป ภายหลังผู้เสียหายเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 15,061,184 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหาผู้เสียหาย แจ้งว่าเงินในบัญชีของผู้เสียหายได้มาโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยให้ผู้เสียหายตรวจสอบและ ยืนยันข้อมูลจากลิงก์ที่ส่งมาให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงคลิกลิงก์และกรอกยืนยันข้อมูลดังกล่าวไป ต่อมาผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนพบว่า ได้ถูกโอนออกไปจากบัญชี จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    และ คดีที่ 5 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 23,770,442.70 บาทรายละเอียดคดี พบว่า มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาหาผู้เสียหาย แจ้งว่า มีคนนำบัตรเครดิตของผู้เสียหายไปรูดซื้อสินค้าที่ห้างเซ็นทรัล สาขาสุราษฎร์ธานี ผู้เสียหาย ต้องไปเอาใบแจ้งความที่ สภ.สุราษฎร์ธานี เพื่อส่งเรื่องไปยังธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ มิจฉาชีพติดต่อ สภ.สุราษฎร์ธานี ให้กับผู้เสียหายโดยการพูดคุยผ่านทาง Line Video Call และแจ้งกับผู้เสียหายว่า เป็นผู้ต้องสงสัยคดีการฟอกเงิน  หากเป็นผู้บริสุทธิ์ให้โอนเงินเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินและข่มขู่กับผู้เสียหายว่าห้ามบอกใคร มิฉะนั้น จะเกิดความไม่ปลอดภัย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้ตรวจสอบ ภายหลังผู้เสียหาย เชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    รวมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี 53,428,663 บาท    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นกังวล และขอให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาผ่านโทรศัพท์ และสื่อสังคมออนไลน์ หากมั่นใจว่าปลายสายเป็นมิจฉาชีพ ให้วางสายทันที และแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแล    “ดีอี ขอเตือนภัยให้ประชาชนระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพที่ติดต่อเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ  ให้สังเกต และงดรับสายจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งไม่พูดคุยกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่รู้จัก ที่เข้ามาทักทายและขอเป็นเพื่อนผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ขอให้ท่านอย่าไว้ใจหรือตระหนักเสมอถึงความปลอดภัย ของตัวท่านเอง อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันการถูกกลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจจะทำให้ท่านโอนเงินให้กับมิจฉาชีพจนหมดตัวได้ รวมทั้งช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 หรือหากประชาชนมีข้อสงสัยโดนหลอกออนไลน์สามารถโทรปรึกษา  สายด่วน AOC 1441 และ GCC 1111  โทรฟรีตลอด 24 ชม.   -------------------------------------------------  

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าว ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เทคโนโลยีดิจิทัลกับการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย” ในงาน SPRiNG NEXT STEP THAILAND 2024 : Next Eco-System Tech & Sustain    ปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลนับเป็นกุญแจสำคัญที่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “The New Growth Engine of Thailand” ที่มีเครื่องยนต์เล็ก 3 เครื่องในการยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัล, การสร้างความปลอดภัยมั่นคงทางดิจิทัล, และการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล โดยกระทรวงดิจิทัลฯ เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ที่สำคัญที่จะช่วยลดช่องว่างปัญหาความเหลื่อมล้ำ คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเฉพาะการพัฒนา Generative AI จากบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มทักษะการทำงาน รวมถึงการดำรงชีวิตของประชาชน เพื่อเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของมนุษย์และ AI หรือที่เรียกกันว่า Co-pilot อาทิ ใช้ในการช่วยเขียนและสรุปบทความ วิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญประกอบการตัดสินใจ รวมถึงการสร้างรูปหรือวิดีโอที่ต้องการอย่างอิสระ    อย่างไรก็ตาม การใช้ AI ร่วมกับมนุษย์ จำเป็นต้องมีการพัฒนากลไกต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันไม่ให้ AI กลับกลายเป็นเครื่องมือที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำเสียเอง โดยกระทรวงดิจิทัลฯ ภายใต้ flagship ในปี 2567 เรื่อง AI Agenda ได้มีแผนที่จะดำเนินการตามกลไก อันประกอบด้วย    1. การสร้างกฎระเบียบ และมาตรฐานเพื่อควบคุมการใช้ AI    2. การพัฒนา AI กลางของภาครัฐที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้    3. การให้ความรู้แก่ประชาชนในการใช้ AI รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้าน AI    4. การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมและสนับสนุนการใช้งาน AI ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน    “การยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วถึง สร้างกลไกคุ้มครองความปลอดภัยทางไซเบอร์ และส่งเสริมให้มีทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็น ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เทคโนโลยีดิจิทัลจะสามารถช่วยยกระดับคนไทยให้ดีขึ้นในทุกมิติ” รมว.ดีอีกล่าว    นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ยังเห็นความสำคัญที่ต้องแก้ปัญหาเชิงรุกในการจัดการต้นเหตุและป้องกันด้วยมาตรการเชิงรับในการเพิ่มภูมิคุ้มกันด้านไซเบอร์ของคนไทยทุกคน รวมทั้งกวาดล้างต้นตอของภัยออนไลน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยสร้างความร่วมมือในเวทีระดับภูมิภาคและเวทีระดับโลก ในขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลฯ ต้องการยกระดับการรู้ทันของคนไทยด้วย Cyber Vaccine เพื่อที่จะสามารถรู้ทันภัยและวิธีการ ด้วยการส่งเสริมให้คนไทยมีทักษะดิจิทัลที่จำเป็น

วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2566) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ปลัดดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนาเชิงอภิปรายเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้โครงการการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะทิศทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศ ครั้งที่ 2 ณ ห้องประชุมอุบลชาติกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล (ชั้น 2) โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมีหน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วมสัมมนา ทั้งสิ้น 107 คน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูล และระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาครัฐต่อ (ร่าง) ข้อเสนอแนะทิศทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศ โดยผลการระดมความคิดเห็น สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1.      ภาครัฐต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าจากการลงทุนในการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่ในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายขอบ 2.      เสนอให้มีการใช้งานดาวเทียมต่างชาติเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในพื้นที่ชนบทและชายขอบเนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ดาวเทียมสัญชาติไทย 3.      ภาครัฐควรเน้นการส่งเสริมการใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 4.      การเปิดการเข้าถึงการใช้งานโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Open Access) ของภาครัฐต้องให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิภาพและความมีเสถียรของโครงข่าย 5.   เห็นด้วยกับทางเลือกที่ให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้บริหารจัดการสินทรัพย์ภายใต้โครงการเน็ตประชารัฐและโครงการเน็ตชายขอบ 6.      ควรมีช่องทางออนไลน์สำหรับการฝึกอบรม/ให้ความรู้ SI ด้านเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมนอกเหนือจากศูนย์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ 7.      ภาครัฐควรออกแบบหลักสูตรการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมสำหรับ SI ที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม 8.      การผลักดัน 5G Private Network ควรมีการดำเนินงานในหลายรูปแบบควบคู่กัน 9.      ควรกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปิดเผยข้อมูลด้านการสื่อสารโทรคมนาคมอย่างชัดเจน และประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้รวบรวมข้อเสนอแนะในการระดมความคิดเห็นดังกล่าว เพื่อนำไปปรับปรุง (ร่าง) ข้อเสนอแนะทิศทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศและจัดทำเป็นรายงานสรุปผลการศึกษาระยะกลางนำเสนอผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

วันนี้ (14 ธันวาคม 2566) ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 รุ่นที่ 1 ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีข้าราชการบรรจุใหม่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 78 คน ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการบรรจุใหม่ในสังกัดกระทรวงฯ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย แนวคิด และวิธีการปฏิบัติงานราชการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการสร้างเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน อันจะส่งผลต่อเนื่องก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการต่อไปในอนาคต โดยโครงการนี้เป็นหลักสูตรฝึกอบรมสัมมนาเพื่อปลูกฝังปรัชญาการเป็นข้าราชการที่ดี เสริมสร้างสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานราชการ ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม การทำงานเป็นทีมและพัฒนาเครือข่ายในการทำงาน รวมถึงการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี และการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือการปฏิบัติจริง ตามแนวทาง ที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด โดยประยุกต์หัวข้อรายวิชาต่างๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย 4 ชุดกิจกรรม ดังนี้      1)  การประเมินระดับความรู้ผู้เข้ารับการอบรม ได้แก่ ทดสอบความรู้ความเข้าใจก่อน-หลัง การอบรม (Pre – Test , Post - Test))     2) ปรัชญาของการเป็นข้าราชการที่ดี และคุณลักษณะข้าราชการยุคใหม่  ได้แก่ คุณลักษณะข้าราชการยุคใหม่และการให้บริการประชาชน และ วินัยและจรรยาของข้าราชการพลเรือนสามัญ     3) ความรู้ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติราชการ ได้แก่ ระเบียบงานสารบรรณและการเขียนหนังสือราชการเบื้องต้น การใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล การปฏิบัติงานด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา     4) ความรู้และทักษะเพื่อการดำรงตนอย่างสมดุลในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ สิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างเพศ  ETDA DIGITAL CITIZEN (EDC) การวางแผนทางการเงินอย่างชาญฉลาด กับ กบข. กิจกรรมการสร้างทีมงาน และมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม






  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ดีอี ร่วมกับ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และพันธมิตร จับกุม ผู้ต้องหา จำนวน 44 ราย แบ่งเป็น ตัวการ 20 รายและบัญชีม้า 24 ราย พร้อมของกลางและสิ่งของที่ตรวจยึดจำนวน 1,913 รายการ มูลค่าประมาณ 69 ล้านบาท ดังนี้ 1. เงินสด พร้อมตู้เซฟนิรภัย รวมจำนวน 8,754,580 บาท 2. เครื่องนับธนบัตร รวมจำนวน 2 เครื่อง 3. สร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทอง รวมจำนวน 5 เส้น 4. ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ หนักประมาณ 65 บาท (ปัจจุบันรับซื้อราคาบาทละ 36,600 บาท)  มูลค่าประมาณ 2,379,000 บาท 5. กระเป๋าและเครื่องประดับแบรนด์เนม ("GG","LV") รวมจำนวน 20 รายการ 6. โฉนดที่ดิน (อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 34 ไร่ และ จ.มหาสารคาม 5 ไร่) 7. กระบือพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ชื่อ จ้าวเพชรสาเกต และมีตังค์ รวม 2 ตัว ราคา 5,600,000 บาท 8. กระบือสวยงาม และ โค พันธุ์บารห์มัน รวมจำนวน 22 ตัว  9. รถยนต์(Audi, Audi TT , Mini cooper clubman , BMW X4 ,Toyota ,Toyota Alphard, Honda civic, Hyundai STARIA, Ford Everest, Ford ranger ) รวมจำนวน 10 คัน 10. รถบรรทุก 6 ล้อ จำนวน 1 คัน 11. รถจักรยานยนต์ (ยี่ห้อ BMW, Honda Click) จำนวน 2 คัน) 12. รถ ATV จำนวน 2 คัน 13. อาวุธปืน (GLOCK 19,ลูกซอง Remington, แบลงค์กันและบีบีกัน 2 กระบอก, Smith & Wesson)  และเครื่องกระสุนปืน รวมจำนวน 6 กระบอก 14. สมุดบัญชีธนาคาร (เป็นบัญชีม้ารวมจำนวน 928 เล่ม) 15. บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ATM (ไว้กดเงินบัญชีม้ารวมจำนวน 675 ใบ) 16. โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต รวมจำนวน 596 เครื่อง 17. ซิมการ์ดพร้อมใช้ รวมจำนวน 441 ชุด 18. พาสปอร์ตคนต่างด้าว รวมจำนวน 76 ชุด 19. ชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมจำนวน 13 เครื่อง   รัฐมนตรีประเสริฐฯ กล่าวว่าการร่วมจับกุมผู้กระทำผิดในครั้งนี้ ดีอี ยังได้ตรวจสอบเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ในระบบอินเทอร์เน็ต พบว่า มีผู้ลักลอบเปิดเว็บไซต์ชักชวนให้ประชาชนเล่นการพนันออนไลน์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม จึงประสานงานให้ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ทำการสืบสวนโดยละเอียดในทุกมิติ พบว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยกลุ่มดังกล่าว เป็นกลุ่มคนที่มีอายุช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงาน มีฐานะร่ำรวยผิดปกติ ภายในช่วงระยะเวลาไม่นาน (1-2 ปี) และจากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ประกอบกับพยานหลักฐานอื่น น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริง จึงนำไปสู่การขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องจำนวน 63 หมายจับ และสามารถขอหมายค้นสถานที่ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเว็บพนันจำนวน 31 จุดทั่วประเทศ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางร่วมกับสำนักงาน ปปง. สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้ได้จำนวน 44 คน (แบ่งเป็นกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ 5 คน, กลุ่มเปิดบัญชีม้า จำนวน 24 คน, กลุ่มคนกด-ถอนเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม จำนวน 8 คน, กลุ่มพนักงานทำเว็บพนัน จำนวน 7 คน) นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี จากการสอบถามคำให้การเบื้องต้นทราบว่า ผู้ต้องหาที่ถูกจับรับว่าได้กระทำความผิดจริง โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดหาบัญชีม้า, กระบวนการเปิดบัญชีม้า, กลุ่มคนทำเว็บพนัน (แอดมิน, คนทำกราฟฟิก,คนทำบัญชี) และกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ โดยแต่ละกลุ่ม ได้รับผลประโยชน์เป็นทรัพย์สิน แตกต่างกัน ดังนี้ - กลุ่มนายหน้าจัดหาบัญชีม้าพร้อมใช้ (ต้องมีพาสปอร์ตหรือบัตรประจำตัวประชาชน, สมุดบัญชี, บัตรเอทีเอ็ม, ซิมการ์ดโทรศัพท์พร้อมใช้) ได้รับเงินค่าจ้างจากเจ้าของเว็บหรือผู้จ้าง จำนวน 6,500-15,000 บาท โดยจะเอาเงินไปให้ผู้เปิดบัญชีเป็นค่าตอบแทนตั้งแต่ 1,500-3,000 บาท ซึ่งบางรายได้ รายเดือนเดือนละ 500 บาทต่อบัญชี (หากเป็นบัญชีคนไทยจะได้รับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่า บัญชีของคนต่างด้าว นอกจากนี้ยังมีลักษณะการเช่าบัญชีม้ารายเดือน เดือนละ 5,000-10,000 บาทนอกจากนี้หากบัญชีม้าที่กลุ่มนายหน้าจัดหามาเกิดมีการปิดบัญชี  หรือไม่ส่งมอบเงินให้ตามที่ตกลง ก็จะมีกลุ่มบุคคลเข้าไปติดตาม ทำร้ายร่างกาย เตะ ต่อย บางครั้งมีการใช้ ไม้เบสบอลทุบตีให้ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน - กลุ่มผู้ถอนเงินหน้าตู้เอทีเอ็ม จะได้เงินค่ากดเงินครั้งละ 1,000-50,000 บาท เป็นรายครั้ง หากถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร จะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่า (แล้วแต่จำนวนยอดรวมที่กดเงินออกมา) - กลุ่มพนักงาน (แอดมิน,คนทำบัญชี,ฝ่ายโฆษณา,คนทำระบบ) ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน รวมกับโบนัสเป็นแรงจูงใจจากเจ้าของเว็บพนัน ซึ่งแล้วแต่ตกลงกัน - ผู้รับผลประโยชน์จะนำเงินที่ได้จากเว็บพนัน โดยนำไปซื้อทรัพย์สินและเอาไปฟอกในธุรกิจที่ถูกกฎหมาย  ซึ่งในกรณีนี้มีการตรวจยึดฟาร์มกระบือสวยงาม ระดับพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ดีกรีแชมป์การประกวดกระบือ  ราคาตัวละหลายล้านบาท พบเปิดมาแล้วหลายปี มีการเผยแพร่ออกสื่อแล้วหลายครั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอฝากเตือนภัยถึงพี่น้องประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากเปิดบัญชีม้าจะมีผลกระทบที่ตามมา ทั้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และอาจถูกนำไปใช้ในธุรกิจสีเทา สำหรับกลุ่มที่ลักลอบจัดให้มีการเล่นการพนันในรูปแบบต่างๆ ทางภาครัฐ มีนโยบายปราบปรามและจับกุมอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และถูกยึดทรัพย์ในที่สุด “ -------------------------------------------  

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า เพื่อสอดรับ “นโยบาย IGNITE Thailand” ของรัฐบาลในการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) และการตั้งเป้าดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Digital for all Technology Innovation AI ให้มาขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยี High Tech ต่าง ๆ ทั้งการลงทุนโรงงานผลิต Semiconductor, การตั้งศูนย์ Data Center รองรับ Cloud Computing, การวิจัยและนำ AI มาใช้ประโยชน์ในประเทศไทยทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังมคม ได้เข้าร่วมการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีในประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัล / การค้าดิจิทัล เพื่อรองรับนโยบาย การเป็น Digital Economy Hub  โดยมีความตกลงที่จะแล้วเสร็จในปี 2567 ได้แก่1. ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 2. ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป3. ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)นอกจากนี้ ยังมีความตกลงที่อยู่ระหว่างการเจรจาและจะแล้วเสร็จในปี 2568 ได้แก่1. ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล2. ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา และ3. ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนขณะเดียวกัน ยังมีความตกลงที่อยู่ระหว่างการขอเข้าร่วมการเจรจา ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Partnership Agreement: DEPA) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่จะพัฒนาแนวทางการทำงานระหว่างประเทศในด้านการค้าและความร่วมมือในเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำงานร่วมกัน ในการพัฒนามาตรฐาน ระบบ และกฎเกณฑ์ของการค้าดิจิทัล“ดีอี ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและสนับสนุนเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่เข้าสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และการทำธุรกิจ S-Curve อย่างแท้จริงและยั่งยืน” นายประเสริฐ กล่าว -------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.