Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (21 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนากฎหมายประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2567 โดยมีหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ทั้งแบบออนไลน์และออนไซต์ ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ------------------------

วันนี้ (21 มีนาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ“สานสัมพันธ์เครือข่ายภาครัฐ GCC  1111 ประจำปี 2567” ภายใต้โครงการโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Government Contact  Center : GCC 1111) เพื่อให้เครือข่ายภาครัฐได้ตระหนักถึงความสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างเครือข่ายภาครัฐ และรับทราบแนวโน้มเทคโนโลยีการให้บริการเกี่ยวกับศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน รวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อนำไปพัฒนาการให้บริการ พร้อมทั้งจัดให้มีการบรรยายในหัวข้อ “รู้รอดปลอดภัยออนไลน์” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยทางออนไลน์ โดยวิทยากรจาก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเครือข่ายภาครัฐ และผู้ปฏิบัติงานศูนย์ฯ ณ โรงแรม  YUU RESIDENCE SRIRACHA จ.ชลบุรีโดยโครงการศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC 1111) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี มอบหมายให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547  มีภารกิจสำคัญในการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน ประกอบด้วยการให้บริการข้อมูลองค์กร ข้อมูลบริการ ข้อมูลการติดต่อ และข่าวสาร  รวมถึง บริการรับเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง ส่วนงาน ที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และส่วนราชการอื่น ๆ โดยแต่ละหน่วยงานของภาครัฐ จะมอบหมาย ให้มีผู้แทนเครือข่ายภาครัฐในการสนับสนุนด้านข้อมูลของหน่วยงาน และประสานความร่วมมือกับผู้ปฏิบัติงานของ GCC 1111 ในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการของโครงการ GCC 1111 ----------------------------

วันนี้ (22 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการประชุมและให้การต้อนรับผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในการศึกษาดูงานร่วมกัน ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยมีผู้บริหารพร้อมเจ้าหน้าที่ กระทรวงดิจิทัลฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   -------------------------------

วันนี้ (22 มีนาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมปาฐกถาพิเศษในงาน AI REVOLUTION 2024: TRANSFORMING THAILAND ECONOMY ในหัวข้อ Al: Thailand Strategy ยุทธศาสตร์ AI ประเทศไทย ซึ่งในงานได้รวมเหล่าผู้บริหารชั้นนำของประเทศ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ AI ในการบริหารหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีมีส.ส. เปิดชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกของระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติเกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมสภาที่ผ่านมา โดยรับชมผ่านเว็บไซต์พนันนั้น ขณะนี้ทางกระทรวงดีอีได้ทำการประสานงานแจ้งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ISP ทำการระงับเว็บไซต์ดังกล่าวชั่วคราว ก่อนจะดำเนินการขอคำสั่งศาล เพื่อปิดเว็บไซต์เป็นการถาวร     ทั้งนี้การดำเนินการปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์ เป็นสิ่งที่กระทรวงดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งขณะนี่อยู่ในข่วงรอคำสั่งศาลโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 7 วัน ซึ่งเว็บพนันที่ยังพบเจออยู่นั้น จากการตรวจสอบ พบว่าเว็บพนันออนไลน์แม้จะมีคำสั่งศาลให้ปิดแล้ว แต่ยังสามารถเข้าถึงได้อยู่จาก ISP บางราย จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบ ISP ที่ยังไม่ปิดกั้นตามคำสั่งศาล เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป “ผม ไม่ได้นิ่งนอนใจ และเอาจริงเรื่องนี้ ได้มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเจาะข้อมูลและได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยปราบปรามเว็บพนันต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และขอเตือนเยาวชนอย่าเข้าไปเล่นเว็บพนัน เพราะนอกจากอาจเสียทรัพย์ แล้ว อาจถูกหลอกให้โหลดแอป ดูดเงินมาติดตั้งในเครื่อง” รมว.ดีอี กล่าว ที่ผ่านมากระทรวงดีอี ให้ความสำคัญในการตรวจสอบ ระงับ ยับยั้ง และปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยมุ่งระงับข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสม ตั้งแต่  1 ตุลาคม 2566 - 5 มีนาคม 2567  ทำการระงับข้อมูลที่ไม่เหมาะสมทุกประเภทไปแล้วจำนวน 60,681 รายการ โดยปิดกั้นเว็บไซต์เกี่ยวกับพนันออนไลน์ จำนวน 25,571 รายการ  เพิ่มขึ้น 13 เท่าตัวจาก 2,059 เว็บ ในช่วงเวลาเดียวกันปี 2566 สำหรับความผิด พ.ร.บ.การพนัน มีดังนี้– ผู้จัดให้เล่น – มาตรา 5 จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ– ผู้เล่น/ประกาศชักชวน – มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ -------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบข่าวปลอมประจำสัปดาห์ที่คนสนใจสูงสุด ติด 1 ใน 3 อันดับ ได้แก่ “ใช้น้ำอัดลมเทใส่เนื้อหมูสด ทำให้หนอนหรือพยาธิออกจากเนื้อหมู” ขึ้นอันดับ 1 รองลงมาเป็น “การบินไทยจัดโปรโมชันบินภายในประเทศ ราคารวมภาษี เริ่มต้น 555 บาท” และแตงโมต้มน้ำตาล รักษาโรคไต ขณะที่ข่าวปลอมหลอกลวงธุรกรรมทางการเงินยังมีต่อเนื่อง เตือนประชาชนเช็คให้ชัวร์ ก่อนแชร์!    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 15 - 21 มีนาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,197,294 ขข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 143 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 127 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 16 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 117 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 56 เรื่อง    ทั้งนี้ ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย    กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 66 เรื่อง อาทิ กระทรวงการคลัง แจ้งว่ามีเงินฌาปณกิจของพ่อที่เสียไปแล้วค้างอยู่ ให้ยื่นเอกสารขอใช้สิทธิทาง Line 082-484-0645 เป็นต้น    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 35 เรื่อง อาทิ สอท.-ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ ยื่นคำร้องเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์คืนผ่านเพจ ศูนย์ช่วยเหลือและกู้คืนความเสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น    กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 5 เรื่อง    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 11 เรื่อง อาทิ บัญชีไลน์ของกรรมการในคณะกรรมการ ก.ล.ต. ชักชวนลงทุนหุ้นทองคำ เป็นต้น    แบ่งเป็นเรื่องการหลอกลวงธุรกรรมทางการเงิน จำนวน 10 เรื่อง  โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่    อันดับที่ 1 : เรื่อง ใช้น้ำอัดลมเทใส่เนื้อหมูสด ทำให้หนอนหรือพยาธิออกจากเนื้อหมู    อันดับที่ 2 : เรื่อง การบินไทยจัดโปรโมชันบินภายในประเทศ ราคารวมภาษี เริ่มต้น 555 บาท    อันดับที่ 3 : เรื่อง แตงโมต้มผสมกับน้ำตาล ดื่มรักษาโรคไต    อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมสรรพากรกำหนดให้พระทุกรูปต้องเสียภาษีผ่านบัญชีกลางของวัด    อันดับที่ 5 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ กฟภ. โทรติดต่อเรื่องคืนเงินค่าไฟฟ้า จากจดหน่วยในมิเตอร์ผิด    อันดับที่ 6 : เรื่อง เมื่อท้องเสีย ต้องกินยาหยุดถ่าย เพื่อช่วยฆ่าเชื้อ    อันดับที่ 7 : เรื่อง ข้าวกล้อง ถั่วแดง หัวกระเทียมนึ่งสุก ใช้รักษาโรคไต    อันดับที่ 8 : เรื่อง หน้ามืดหลังตื่นนอนบ่อย เป็นสัญญาณหัวใจอ่อนแอ    อันดับที่ 9 : เรื่อง หลีกเลี่ยงรับประทานปูที่มีรู เพราะมีการฉีดสารฟอร์มาลีนเข้าไป    อันดับที่ 10 : เรื่อง การประปาส่วนภูมิภาค แจ้งนโยบายช่วยภัยแล้ง ชดเชยหลังคาเรือนละ 500 บาทต่อเดือน   “อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยทางดีอี ยังได้เพิ่มหมวดหมู่ข่าวด้านอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อเป็นการแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ที่ -Line: @antifakenewscenter -Website :https://www.antifakenewscenter.com/  -Twitter: https://twitter.com/AFNCThailand  -Tiktok: https://www.tiktok.com/@antifakenewscenter  -Instagram : https://www.instagram.com/afnc_thailand/ และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง”

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่ากระทรวงฯได้ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเชียนจัดตั้งคณะทำงาน ASEAN Working Group on Anti – Online Scams เพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก็ง Call center โดยมีการประชุมกันครั้งที่ 1 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา “การประชุมคณะทำงาน WG-AS ถือเป็นผลสำเร็จของประเทศไทยที่ผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าวในระดับภูมิภาคอาเซียนขึ้น เพื่อเป็นเวทีความร่วมมือและประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศสมาชิก ในการต่อสู้กับภัยหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นในระดับประเทศและระดับอาเซียน ซึ่งเพิ่มมากขึ้นทั้ง ปริมาณของการหลอกลวง (cases) และมูลค่าความเสียหาย  นอกจากนี้ ไทยยังได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ในการทำหน้าที่ประธานคณะทำงานใน 2 ปี แรก เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาระดับภูมิภาค” ปลัดกระทรวง กล่าว ในระหว่างการประชุม WG – AS มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งปัจจุบันการหลอกลวงออนไลน์ในอาเซียนมีหลากหลายช่องทาง อาทิ SMS โทรศัพท์ และผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนกฎหมาย กฎระเบียบ แนวทางการจัดการปัญหา การตอบโต้มิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ ของประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมจำนวนซิม หมายเลขโทรศัพท์มือถือ การลบหรือปิดกั้น URL การเจรจากับผู้ประกอบการสื่อสังคมออนไลน์ การปราบปรามและจับกุม การให้ความรู้และแจ้งเตือนประชาชน เป็นต้น ซึ่งพบว่า ยังมีช่องว่างหรือ Gaps จากการดำเนินมาตรการของแต่ละประเทศ และยังไม่มีแนวทางที่ผู้เสียหายจะได้รับเงินคืน เป็นต้น ดังนั้น ที่ประชุมได้มีการตกลงให้มีแลกเปลี่ยนและรวบรวมข้อมูลระหว่างกัน อาทิ สถานะ นโยบาย การกำกับดูแล กฎระเบียบ มาตรการต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ เพื่อยกระดับไปสู่มาตรการและนโนบายการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ในระดับอาเซียน เช่น การปิดกั้นเว็บไซต์ในอาเซียน  การกำหนดกลไกประสานงานโดยแต่งตั้งผู้ประสานงานหลักของแต่ละประเทศ เพื่อติดต่อและประสานความร่วมมือได้อย่างทันท่วงทีและแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยเฉพาะภัยหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้น รวมทั้ง การพิจารณาแผนการทำงานของคณะทำงานต่อไป โดยจะมีการประชุมหารือทางไกล เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น อาทิ แนวทางการจัดทำกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ระหว่างอาเซียน การจัดประชุม/สัมมนา การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้กระทรวงฯ ได้มีการร่วมหารือทวิภาคี กับ H.E. Chenda Thong ประธานหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (Telecommunication Regulator of Cambodia หรือ TRC) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยเป็นการยกระดับการดำเนินการเพื่อปราบปราม แก๊ง Call Center และ Online Scam ซึ่งเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความร่วมมือและการดำเนินงานของอาเซียนในการจัดการและรับมือกับปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์จากการประชุมหารือทวิภาคี ไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินงานร่วมกับกัมพูชา ซึ่งพบว่าหลายเรื่องมีแนวทางดำเนินการคล้ายกัน แต่มีข้อสังเกตว่ากัมพูชามีแนวทางในการปิดกั้น URL ที่เข้าข่ายหลอกลวง และการส่งข้อมูลให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมและ ISP ดำเนินการปิดกั้นที่มีประสิทธิภาพ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม นอกจากนี้ กัมพูชาพร้อมจะให้ความร่วมมือกับไทยเกี่ยวกับปัญหาที่คนไทยข้ามแดนไปทำงานเป็นแก๊ง Call Center ปัญหาบัญชีม้า และในกรณีที่มีการจับและส่งตัวกลับหรือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีชั้นความลับ หรืออาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เห็นควรให้มีการประสานงานกับสถานทูตไทยในกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันให้มีแพลตฟอร์มในการติดต่อระหว่างกันทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันในการขยายกรอบความร่วมมือเดิม โดยจัดทำความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับใหม่ เพื่อขยายขอบเขตของความร่วมมือ ที่จะทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาสามารถทำ  หลาย ๆ เรื่องในการป้องกันภัยจากเทคโนโลยีได้เพิ่มมากขึ้น และเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ จากการหารือกัมพูชายินดีร่วมกันแก้ไขปัญหาสถานสัญญาณโทรคมนาคมผิดกฎหมายบริเวณชายแดน โดยสำนักงาน กสทช.จะประสานงานกับทาง TRC และในด้าน Cybersecurity กัมพูชาแสดงความยินดีที่ สกมช. จะให้การสนับสนุน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ThaiCERT และ CambodiaCERT ที่ดีระหว่างกัน ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวต่อว่า คนไทยจำนวนมากที่ข้ามมาทำงานในกัมพูชา อาจจะไม่ใช่เหยื่อ และอาจมีการทำความผิดอาญาในประเทศไทย แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ จะประสานงานและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงฯ โดยศูนย์ AOC เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคนไทยที่มาทำงานแก็งคอลเซ็นเตอร์ให้เข้มข้นมากขึ้นว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเข้าข่าย หรือมีพฤติกรรมการเปิดบัญชีม้าหรือไม่ เพื่อสนับสนุนงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย การสกัดกั้นการหลอกลวง รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการขยายผลและติดตามการฟอกเงิน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ในการประชุมผู้นำเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัลและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 1 (The 1st ASEAN Digital Senior Officials Meeting - ASEAN Telecommunications Regulators’ Council Leaders’ Retreat) ประจำปี 2567 เพื่อร่วมหารือและขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือด้านดิจิทัล ภายใต้แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025) ระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม 2567 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมกันนี้ ประเทศไทยได้นำเสนอ 3 โครงการเพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือในเวทีอาเซียน ได้แก่(1) โครงการ Enhancing Digital Transformation with AI Skill among ASEAN มุ่งเน้นการพัฒนากรอบแนวทาง AI Literacy และจัดทำมาตรฐานการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ของอาเซียน เพื่อรองรับและประเมินความพร้อมทักษะบุคลากรอาเซียนกับการประยุกต์ใช้ AI ในองค์กร (2) โครงการ ASEAN Digital Capacity Building for Smart Cities: ASEAN Chief Smart City Officers (ASEAN-CSCO) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการปรับเปลี่ยนไปสู่เมืองอัจฉริยะของประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านการถอดบทเรียนของเทศบาลนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นต้นแบบของไทยที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการให้บริการประชาชนและต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง (3) โครงการ The Development of Guidelines for Digital Platform Regulation in ASEAN เพื่อศึกษาวิวัฒนาการ และสถานะการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลของประเทศในอาเซียน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอแนะและแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลในระดับภูมิภาคอาเซียนที่เหมาะสม ที่ประชุมได้เห็นพ้องร่วมกันและมีมติให้ประเทศไทยเป็น ผู้ดำเนิน โครงการ Final Review of ASEAN Digital Masterplan 2025 ASEAN Digital Masterplan 2025 ซึ่งเป็นโครงการสำคัญ ที่จะทบทวนและประเมินผลแผนแม่บท ADM 2025 ซึ่งมีการดำเนินโครงการต่าง ๆ มาตั้งแต่ ปี ค.ศ 2020-2025  เพื่อประเมินความสำเร็จของอาเซียน ตามเป้าประสงค์ของแผนแม่บท ในการปรับเปลี่ยนอาเซียนให้เป็นประชาคมผู้นำด้านดิจิทัลและขับเคลื่อนบริการ เทคโนโลยี และระบนิเวศด้านดิจิทัล ที่ขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการวางแนวนโยบายที่เหมาะสมในการพัฒนาด้านดิจิทัลของอาเซียนในระยะถัดไป และสนับสนุนการจัดทำแผนแม่บทดิจิทัลของอาเซียนปี 2030 “การไปเยือนกัมพูชาในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก ในการสร้างความร่วมมือ กับต่างประเทศ และไทยยังเป็นแกนนำประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันยกระดับการแก้ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ส่งต่อแนวปฏิบัติที่ดีของไทยไปสู่กรอบอาเซียน อาทิ การจัดตั้งศูนย์ ACO 1441 และการออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และในท้ายที่สุดเมื่อทุกประเทศมีความเข้มแข็งจะทำให้อาชญากรรมออนไลน์ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติดำเนินการได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนไทยและพี่น้องชาวอาเซียนในระยะยาว ดีอียังได้ผลักดันความร่วมมือและโครงการด้านดิจิทัลต่าง ๆ ในกรอบอาเซียนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ด้านการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ของอาเซียน เมืองอัจฉริยะ และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งประเทศไทยได้รับความไว้วางใจจากอาเซียนให้เป็นผู้ดำเนินโครงการการประเมินผลความสำเร็จของแผนแม่บทดิจิทัลของอาเซียนด้วย” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว



วันนี้ (25 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมเป็นเกียรติเนื่องในโอกาสวันสถาปนากระทรวงยุติธรรม ครบรอบ133 ปี โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับ ณ กระทรวงยุติธรรม   -----------------------------------------

วันที่ 24 มีนาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุม The 5th Convergence on IMT-GT E-Commerce Platform ในฐานะประธานคณะทำงานด้านการเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล (Chair of Working Group on Digital Transformation: WGDT) ได้รายงานผลการประชุมคณะทำงาน WGDT (ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ในรูปแบบการประชุมทางไกล) ต่อเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Official: SOM) ในการประชุมเต็มคณะ การวางแผนยุทธศาสตร์ (Strategic Planning Meeting) แผนงาน IMT - GT  ครั้งที่ 17 ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ที่สามารถดึงดูดให้ผู้ประกอบการและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในแต่ละโครงการและแนวทางในการแก้ไข สถานะปัจจุบันของโครงการที่ดำเนินการภายใต้แผน Implementation Blueprint (IB) 2022 - 2026 และแผนการดำเนินงานของคณะทำงานสาขาต่าง ๆ สำหรับปี 2024 – 2025 ณ โรงแรม JHL Solitaire จังหวัดทังเกอรัง จาร์กาตาตอนใต้ ประเทศอินโดนีเซียโดยประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมย่อยของการประชุมวางแผนยุทธศาสตร์ (Strategic Planning Meeting) แผนงาน IMT - GT  ครั้งที่ 17 ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 25 มีนาคม 2567 ซึ่งในที่ประชุมได้รับทราบการนำเสนอ X-space Platform จากสภาธุรกิจ (Joint Business Council: JBC) ของประเทศมาเลเซีย เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาจากภาคเอกชนในมาเลเซีย และจะพัฒนาไปสู่ IMT-GT Mall ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในอนุภูมิภาค หรือ Implement Blueprint (IB) 2022 – 2026 ในการเพิ่มมูลค่าการค้าข้ามพรมแดนที่สนับสนุนโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี 4IR นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสาขาความร่วมมือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของอนุภูมิภาค ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะให้มีการหารือระหว่าง JBC และคณะทำงานด้านเทคนิคของโครงการ IMT-GT E-Commerce Platform เพื่อพิจารณาการจัดทำ Business Model กฎและระเบียบเกี่ยวกับ Cross-Border E-commerce ที่จะนำมาใช้กับแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยจะต้องหารือร่วมกับคณะทำงานด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment Facilitation: WGTI) และคณะทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้ตามแผนงานและวัตถุประสงค์ของโครงการ   ------------------------------

วันนี้ (25 มีนาคม 2567) นางอำไพ จิตรแจ่มใส ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมงาน "ส่งสุข ส่งรัก" ส่งมอบ "กล่องรักที่สัมผัสได้" จากแคมเปญ "reBOX" Ep.4 พร้อมเป็นตัวแทนกระทรวงฯรับประกาศเกียรติคุณ จากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยโครงการ reBOX ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน สามารถส่งคืนกล่องและซองกระดาษที่ไม่ใช้แล้ว สู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี กว่า 530,000 กิโลกรัม โดยมีดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ ณ อาคารภาณุรังสีไปรษณียาคาร   ----------------------------------------

วันนี้(14 มี.ค.67) ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุม 802 เพื่อติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อให้การดำเนินการมีสร้ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมทั้งมอบนโยบายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ร่วมกันขับเคลื่อนในการยกระดับค่าคะแนน ITA ให้สูงขึ้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว CYBER CHASE  ขยายผลจับกุม 4 ปฏิบัติการ ทั้งทั้งเว็บพนัน-บัญชีม้า-นายหน้าบัญชีม้า-อาวุธปืนตามนโยบายรัฐบาล โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งการให้ดีอี เร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน พร้อมเน้นย้ำการทำงานใกล้ชิดร่วมกันปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์อย่างเด็ดขาด และบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างศูนย์ AOC 1441 ธนาคาร กสทช. ตำรวจ ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการทำงานเชิงรุก ให้สามารถจับกลุ่มผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก วันนี้ (25 มีนาคม 67) นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ฝ่ายการเมือง, นายอาชวิน อยู่บํารุง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกองบัญชาการตํารวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นําโดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3, และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สอท.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ตํารวจที่เกี่ยวข้องจึงนำมาสู่ 4 ปฏิบัติการตรวจค้นจับกุม ดังนี้ 1. จับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ auto.lengame888.com พบว่ามียอดเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 15 ล้านบาท จำนวนสมาชิกผู้เล่น กว่า 47,000 คน ตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินที่ เกี่ยวข้อง มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท พบยอดเงินหมุนเวียนปีละกว่า 180 ล้านบาท โดยมีเว็บพนันเครือข่าย ประกอบด้วย auto.lyngame9.com, lynbeer.servicelyn.com, heylink.me/darkgame, auto.ambkgame.com  โดยได้ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหารวม 8 ราย กลุ่มผู้รับผลประโยชน์ 1 ราย กลุ่มผู้ดูแลการเงิน 1 ราย และบัญชีม้า 6 ราย 2. จับกุม 6 บัญชีม้าข้ามแดนไปแสกนหน้า เครือข่ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน หลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อ แล้วให้แอดไลน์ เพื่อส่งลิงก์ให้กดดาวน์โหลดแอปหน่วยงานของปลอม ตลอดจนการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน หลอกโอนเงิน สร้างความเสียหาย รวม 4 ล้านกว่าบาทนั้น จากการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงหลายคดีในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีลักษณะเป็นเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ในลักษณะแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 6 ราย ดังนี้ 1. น.ส.อาทิตยาฯ อายุ 27 ปี อ่างทอง 2.นายพงษ์ศักดิ์ฯ 3.น.ส.จําปีฯ อายุ 46 ปี สระแก้ว 4.นายสําราญฯ อายุ 37 ปี สระแก้ว 5.น.ส.พิมนัสฯ อายุ 45 ปี สมุทรสาคร 6.น.ส.มัณฑนาฯ อายุ 25 ปี  สิงห์บุรี จากการสอบสวน พบว่าเป็นบัญชีม้าที่กลุ่มคนร้ายใช้สำหรับรับและโอนจากผู้เสียหายไปยังผู้สั่งการ ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1-5 รับว่าได้เดินทางไปที่ประเทศกัมพูชาผ่านทางจังหวัดสระแก้วเพื่อสแกนหน้า และรับข้อความ OTP สำหรับโอนเงิน ซึ่งได้รับค่าจ้างวันละ 4-5 พันบาท 3. ทลายเครือข่ายนายหน้าบัญชีม้า โพสต์ซื้อขายในกลุ่มลับ "บัญชีม้า" ตรวจพบกลุ่มคนไทย เป็นเครื่องมือหลอกลวงทำร้ายคนไทย ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือขบวนการมิจฉาชีพในการหลอกลวงประชาชน โดยมีพฤติการณ์เป็นนายหน้ารับซื้อ บัญชีม้า ซิมม้า ตามสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อจัดหาได้แล้วจะส่งไปขายให้กับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและจับกลุ่ม นางสาวเดือน (ขอสงวนนามสกุล) ให้การรับสารภาพว่า หารายได้จากการนายหน้าจัดหาบัญชีม้าเพราะรายได้ดี โดยนางสาวเดือนจะรับซื้อบัญชีม้าในราคาประมาณ 1,000 บาท จากนั้นจะทำการส่งสมุดบัญชี, บัตร ATM และหมายเลขรหัสต่าง ๆ ทางพัสดุ เพื่อขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บริเวณตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว โดยจะได้รับค่าจ้างบัญชีละ 4,000 บาท นอกจากนี้ นางสาวเดือนยังรับว่า เนื่องจากปัจจุบันมีมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้การโอนเงินเกิน 50,000 บาท จะต้องสแกนหน้า ทําให้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยให้ “ม้า” หรือผู้ที่ขายบัญชี หลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อไปจะมีการจัดที่พักให้โดยมีหน้าที่คอยสแกนหน้าเมื่อมีการโอนเงิน เมื่อบัญชีถูกระงับก็จะเดินทางกลับมา โดยส่วนใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะให้ “ม้า” เปิดบัญชีคนละ 5 บัญชี ได้ค่าจ้างรวม 15,000 บาท  ส่วนตนได้ค่าตอบแทน 5,000 บาท 4. การซื้อขายอาวุธปืนและกระสุนปืน ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยพบว่ามีมีการลักลอบจำหน่ายอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จึงได้ขยายผลและตรวจค้นจับกุม นายธีรยุทธ (ขอสงวนนามสกุล) ในพื้นที่ หมู่ที่ 10 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร  พร้อมด้วยของกลางและกระสุนปืน จำนวน 17 รายการ ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเร่งดำเนินการขยายผลจับกุมและทลายเครือข่ายซิมผี บัญชีม้า เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงขอเตือนประชาชน ให้เพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ ให้มีความรอบคอบ อย่าเห็นแก่ประโยชน์เพียงเล็กน้อยในการยินยอมให้มีการซื้อหรือขายบัญชีธนาคาร เนื่องจากผิดกฎหมาย อีกทั้งขอให้ประชาชนพึงระลึกไว้เสมอว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการติดต่อผ่านโทรศัพท์ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในการดำเนินการติดตั้งแอป หรือ Login ระบบใดๆ ทางออนไลน์เด็ดขาด หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถโทรปรึกษาสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง -----------------------------------

วันนี้ (26 มีนาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินโครงการบริหารจัดการและติดตามผลการรับรองหลักสูตรของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี พ.ศ. 2566 พร้อมการนำเสนอแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐจัดฝึกอบรมในหลักสูตรการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล สำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ รวมถึงมาตรการส่งเสริมและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศไทยให้มีความเป็นรูปธรรม และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงาน พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ เข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว นอกเหนือจากเป็นการรับรองหลักสูตรอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าจำนวนกว่า 70 หลักสูตร รวมถึงการติดตามผลการรับรองหลักสูตรที่มีการพิจารณาประเมินคุณภาพและมาตรฐานของหลักสูตรไปแล้วกว่า 104 หลักสูตร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สดช. ยังได้จัดทำแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐจัดฝึกอบรมในหลักสูตรการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐที่ได้รับการรับรองจาก สดช. รวมถึงจัดทำมาตรการส่งเสริมและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถและศักยภาพด้านดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ซึ่งจำเป็นต้องตระหนักรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล กลุ่มแรงงาน ที่ต้องมีทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและบริบทของประเทศ ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ ต้องประยุกต์ใช้และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจของตน รวมถึง ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องมีทักษะด้านดิจิทัลที่เพียงพอ เพื่อขับเคลื่อนให้หน่วยงานภาครัฐมีศักยภาพและมีความสามารถในการมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่เหมาะสมแก่กำลังคนของประเทศในทุกภาคส่วน ให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ตามแนวคิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีวิต --------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.