Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 29 เมษายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เข้าร่วมการประชุมงานเทคโนโลยีระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Digital and Intelligent APAC Congress 2024 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ พันธมิตร และนักวิเคราะห์มากกว่า 1,500 คนจาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมงาน   ในโอกาสนี้ นายประเสริฐ ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและระบบอัจฉริยะชั้นนำในส่วนของประเทศไทย ว่าประเด็นที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นคือการเร่งการพัฒนาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ภายใต้แผนงาน "The Growth Engine of Thailand" เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ในฐานะกลไกการขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย อีกทั้งยังจะช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยสำหรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลโดยรวมของประเทศ    ทั้งนี้โครงการสำคัญภายใต้แผนงานริเริ่มนี้ ได้แก่ โครงการ Cloud First Policy การพัฒนา AI สำหรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) การพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยไทยได้มีบทบาทสำคัญ ในการจัดตั้งคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (The ASEAN Working Group on Anti - Online Scam : WG - AS) และโครงการความร่วมมือที่หลากหลายกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลที่สอดคล้องกับทิศทางด้านดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก   ในการนี้ ขอขอบคุณ หัวเว่ย และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) ที่ให้ความสำคัญกับประเทศไทย จัดการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครั้งนี้ โดยไทยถือเป็น 1 ในประเทศอาเซียนที่มีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและระบบอัจฉริยะชั้นนำมาอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 1,500 คนจาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและระบบอัจฉริยะชั้นนำ จะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไปด้วยกัน” นายประเสริฐ กล่าว -------------------------------------------------------------------------------  


ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลม ภายใต้งาน Digital and Intelligent APAC Congress 2024 25 วันนี้ (29 เมษายน 2567 ) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลม ในหัวข้อ “One Cloud: How to accelerate government business migration to the cloud, build a national cloud, and enhance security” ภายใต้งาน Digital and Intelligent APAC Congress 2024 ซึ่งจัดโดยบริษัท Huawei ร่วมกับมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ​ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้แลกเปลี่ยนการดำเนินการของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายการใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) ของประเทศไทย เพื่อเป็นกรอบการทำงานพื้นฐานสำคัญในการบูรณาการเทคโนโลยีคลาวด์สำหรับการดำเนินงานของภาครัฐที่มีความปลอดภัยและมีมาตรฐานสากล โดยคำนึงถึงความต้องการและจัดหาบริการให้เพียงพอกับความต้องการ การจัดการระบบนิเวศของคลาวด์และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวถึงการพัฒนาด้าน AI ของประเทศในการสร้างความพร้อมและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

กระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา   วันนี้ (29 เมษายน 2567) นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นางอำไพ จิตรแจ่มใส ผู้ช่วยปลัดกระทรวง ฯ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวง ดีอี เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และถวายเป็นพระกุศ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูล สิริบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2567 ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน กรุงเทพมหานคร



AOC 1441 เปิดเผย 5 เคสตัวอย่าง กลลวงมิจฉาชีพ หลอกเป็น Flash Express ให้ติดตั้งโปรแกรมดูดเงิน หลอกให้ลงทุน โทรข่มขู่ สูญเงินกว่า 14 ล้านบาท นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 22 - 26 เมษายน 2567 ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพจำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 หลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 10,000,000 บาท โดยรายละเอียดคดี พบว่า ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาลงทุนเทรดทองผ่านช่องทาง Facebook “ฮั่วเซ่งเฮง” อ้างผลตอบแทนสูง จึงเกิดความสนใจทักไปสอบถามพูดคุยและได้เพิ่มเพื่อนช่องทาง Line มิจฉาชีพให้ผู้เสียหายสมัครสมาชิกและเปิดพอร์ตจากนั้นดึงเข้ากลุ่ม Line โบรกเกอร์ ในระยะแรกผู้เสียหายได้รับผลตอบแทนจริง ระยะหลังเริ่มให้ลงทุนมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนและไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงติดต่อไปยัง บริษัท ฮั่วเซ่งเฮ่ง โดยตรง เลยทราบว่าเพจดังกล่าวเป็นเพจปลอม ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 : ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 41,000 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของ ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่าบัตรเครดิตของผู้เสียหายถูกทำธุรกรรมกดเงินสดออกไปใช้จำนวน 15,000 บาท หลังจากนั้นได้โอนสายไปยังมิจฉาชีพอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จังหวัด นครสวรรค์ แจ้งว่าจากการตรวจสอบเงินบัญชีของผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ให้โอนเงินไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจะโอนเงินกลับคืนให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คล้ายกับคดีก่อนหน้า มูลค่าความเสียหาย 2,000,000 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมการเงิน ทหารบก แจ้งว่าผู้เสียหายตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีการฟอกเงิน โดยให้ยืนยันข้อมูลตัวตนและ แจ้งข้อมูลเงินในบัญชีทั้งหมด จำนวน 6,000,000 บาท ให้ผู้เสียหายโอนเงิน จำนวน 2,000,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าตรวจสอบบัญชีการฟอกเงิน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากโอนเงินเสร็จไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 : หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ ผู้เสียหายได้รู้จักกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line อ้างว่ามีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับอุปกรณ์ IT พูดคุยกันจนสนิทใจเพราะมีทัศนคติตรงกันในเรื่องการให้คำปรึกษา การชอบทำบุญโรงทาน และบริจาคสาธารณกุศลสถานที่ต่าง ๆ ต่อมาภายหลังชักชวนให้ร่วมทำบุญผ่านรูปแบบ การเล่นเกม อ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูงและนำผลตอบแทนไปทำบุญร่วมกัน โดยให้โอนเงิน เข้าไปในระบบตามคำแนะนำของมิจฉาชีพ ในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ระยะหลังเริ่ม ให้โอนเงินเข้าไปในระบบมากขึ้นเรื่อย ๆ จนผู้เสียหายรู้สึกเกิดความลำบากในการหาเงิน รวมมูลค่าความเสียหาย 2,400,000 บาท และคดีที่ 5 ผู้เสียหายได้รับข้อความทางโทรศัพท์SMS จากมิจฉาชีพ จำนวน 3 ข้อความ แจ้งว่า “ติดตามสถานะการจัดส่งสินค้า Flash Express” พร้อมส่งลิงก์มาให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ กดลิงก์ไปแล้วขึ้นเพิ่มเพื่อนทาง Line ของมิจฉาชีพ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทแจ้งว่า จะคืนเงินชดเชยที่ไม่ได้รับสินค้า โดยส่งลิงก์ให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน Flash Express และใช้ แอปพลิเคชันธนาคารร่วมกัน ผู้เสียหายได้ติดตั้งและทำตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ภายหลังผู้เสียหายเช็คเงินในบัญชีของตนเอง พบว่าถูกโอนออกไป จำนวน 182,538 บาท ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก ซึ่งผู้เสียหายทั้ง 5 เคส เชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก จึงติดต่อเข้ามาที่ศูนย์ AOC 1441 โดยมีมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 เคส รวม 14,623,538 บาท ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 จนถึง วันที่ 26 เมษายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้1.สายโทรเข้า 1441 จำนวน 583,004 สาย /เฉลี่ยต่อวัน 3,275 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 127,724 บัญชี/ เฉลี่ยต่อวัน 939 บัญชี 1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 39,018 บัญชีคิดเป็นร้อยละ 30.55 2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 27,436 บัญชีคิดเป็นร้อยละ 21.48 3) หลอกลวงลงทุน 23,248 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 18.20 4) หลอกลวงให้กู้เงิน 10,556 บัญชีคิดเป็นร้อยละ 8.26 5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 8,260 บัญชีคิดเป็นร้อยละ 6.47 และคดีอื่นๆ 19,206 บัญชีคิดเป็นร้อยละ 15.044. ยอดการอายัดบัญชี (1 พ.ย. 66 - 14 เม.ย. 67) ข้อมูลของทั้งประเทศจาก ตร. (บช.สอท) 1) ยอดขออายัด 8,447,194,202 บาท 2) ยอดอายัดได้ 4,055,804,202 บาท 3) อายัดได้ร้อยละ 48.01 “อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายเร่งด่วนของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยทำให้เกิดเป็นผลงานเด่นชัดภายใน 30 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบจากอาชญากกรรมออนไลน์ของประชาชน จึงขอความร่วมมือจากประชาชนหากพบพฤติกรรมที่น่าสงสัยของมิจฉาชีพช่วยกันแจ้งเตือน และกดรายงานเพจปลอม หรือแจ้งเบาะแสกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบด้วย” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441    

ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ครั้งที่ 4/2567 30 เม.ย.67 ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ครั้งที่ 4/2567 ณ ห้องประชุม 601 ชั้น 6 สป.ดศ.

ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นเกียรติในงาน วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 30 เม.ย.67 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นเกียรติในงาน วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2567 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวภายหลังการเข้าร่วมงาน “Microsoft Build AI Day Event & Exclusive CEO Connection” ร่วมกับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า การที่ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ประกาศแผนงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน ครอบคลุมถึงการจัดตั้ง Data and AI Center ระดับภูมิภาคแห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อขยายการให้บริการคลาวด์ให้กว้างขวางและทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรคนไทย กว่า 100,000 คน พร้อมกับสนับสนุนชุมชนนักพัฒนาในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ ดีอี ในการส่งเสริมให้ภาครัฐ-เอกชน รวมถึงประชาชน เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบัน รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจากข้อมูลของไมโครซอฟท์คาดการณ์ว่า AI จะช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ของประเทศไทย ในปี 2030 ขึ้นราว 4.3 ล้านล้านบาท   นอกจากนี้หวังว่าการที่ไมโครซอฟท์เข้ามาลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน Data and AI Center ซึ่งมีขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคในประเทศไทยนั้น จะช่วยตอบโจทย์ในศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถดึงดูดและรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตต่อจากนี้เราอาจจะได้เห็นการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลขนาดใหญ่ เพื่อช่วยพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย และการพัฒนาทักษะของบุคลากรในประเทศ  นำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมของการเป็น Digital Economy Hub หรือ ฮับเศรษฐกิจดิจิทัล ตามวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND” ของรัฐบาล   --------------------------------

วันนี้ (1 พฤษภาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานรองรับการเข้าร่วมการเจรจาภายใต้ ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2567 เพื่อหารือแนวทางการรองรับการเจรจาภายใต้ ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) โดยมี ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


     นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มาหารือร่วมกัน เพื่อดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี   สำหรับ ผลการดำเนินงานที่สำคัญในระยะ 30 วัน มีดังนี้ 1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์สตช. ได้เร่งรัดจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้อง ในช่วง  1-30 เมษายน 2567 เทียบกับการดำเนินงานช่วงที่ผ่านมา ดังนี้      -การจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท ในเดือน มกราคม-มีนาคม 2567 มีจำนวนเฉลี่ย 2,600 คน/เดือน เทียบกับเดือน เมษายน 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 6,458 คน             -การจับกุมคดีพนันออนไลน์ ในเดือน มกราคม-มีนาคม 2567 มีจำนวนเฉลี่ย 1,250 คน/เดือน เทียบเดือนเมษายน 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,595 คน      -การจับกุมบัญชีม้า ในเดือน มกราคม-มีนาคม 2567 มีจำนวนเฉลี่ย 120 คน/เดือน เทียบเดือนเมษายน 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 365 คนขณะที่เมื่อเปรียบเทียบจำนวนการรับแจ้งความคดีอาชญากรรม พบว่าในเดือนมีนาคม 2567 มีการแจ้งความเฉลี่ยวันละ 855 คดี เปรียบเทียบกับในเดือน เมษายน 2567 เฉลี่ยวันละ 992 คดี ด้านมูลค่าความเสียหายของคดีอาชญากรรมออนไลน์รวมทุกประเภท พบว่ามีมูลค่าความเสียหายลดลงคือ ในเดือน มีนาคม 2567 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 149 ล้านบาท/วัน โดยในเดือน เมษายน 2567 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 110 ล้านบาท/วัน  สำหรับการจับกุมครั้งสำคัญ ในห้วงเดือนเมษายน 2567 ได้แก่ 1) ปฏิบัติการ “OPERATION CYBER STRIKE” ทลาย 9 เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ “huayland.net” พบยอดเงินหมุนเวียนกว่า 5,000 ล้านบาท จับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย รวม 29 ราย 2) จับกุมขบวนการหลอกลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีเชื่อมโยงเว็บพนันออนไลน์ ฟอกเงินและแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 23 คน ยึดทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 125 ล้านบาท และ 3) การบุกทลายบริษัทบัญชีม้า โดยแปลงรูปแบบการใช้บัญชีธนาคารในชื่อนิติบุคคลทั้งบริษัท และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พบมีผู้เสียหายจำนวนทั้งสิ้น 153 ราย (เคสไอดี) รวมมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 12 ราย เป็นต้น นอกจากนี้ DSI เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ได้ดำเนินการทลายเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ พบบัญชีผู้เล่นมากกว่า 100,000 คน เงินทุนหมุนเวียนกว่า 2,000 ล้านบาท 2. การปิดกั้นเว็บไซต์ ผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ ดีอี และ สตช. ได้เร่งรัดปิดกั้นเว็บไซต์ผิด กฎหมาย ในช่วงเวลา 1 - 30 เมษายน 2567 เทียบกับ การดำเนินงานช่วงที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้ - ดีอี ในเดือน เมษายน 2567 ปิดกั้นเว็บไซต์ ผิดกฎหมายรวมทุกประเภท จำนวน 1๖,158 รายการ เพิ่มขึ้น 25.8 เท่าตัว เทียบกับเดือน เมษายน2566 ที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์ ผิดกฎหมายรวมทุกประเภท 625 รายการ   - ดีอี ในเดือน เมษายน 2567 ปิดกั้นเว็บไซต์ ประเภทหลอกลวงผิดกฎหมาย จำนวน 4,357 รายการ เพิ่มขึ้น 16.2 เท่าตัว เทียบกับเดือน เมษายน 2566 ที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์ ประเภทหลอกลวงผิดกฎหมาย 268 รายการ - ดีอี ในเดือน เมษายน 2567 ปิดกั้นเว็บไซต์ประเภทพนันออนไลน์ จำนวน 6,515 รายการ เพิ่มขึ้น 38.8 เท่าตัว เทียบกับเดือน เมษายน2566 ที่มีการปิดกั้นเว็บไซต์ประเภทพนันออนไลน์จำนวน 168 รายการ - สตช. ในเดือน เมษายน 2567 ปิดกั้นเว็บไซต์ ผิดกฎหมายประเภทหลอกลวง จำนวน  2,828  รายการ นอกจากนี้ ดีอี ได้ประสานงานกับ google facebook tiktok X line เพื่อช่วยปิดกั้นการใช้โซเชียล ที่ผิดกฎหมาย 3. การแก้ไขปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัดและตัดตอนการโอนเงิน 3.1 การเร่งรัดกวาดล้างบัญชีที่ต้องสงสัยและบัญชีม้าในระบบธนาคาร โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงิน เร่งทำการตรวจสอบ เหตุต้องสงสัยทั้ง 19 ข้อ และทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีต้องสงสัยระหว่างธนาคาร เพื่อระบุและทำการระงับบัญชีธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมามีการระงับไปแล้ว จำนวนกว่า 3 แสนบัญชี 3.2 ศูนย์ AOC 1441 ได้ระงับหรือปิดบัญชีไปแล้ว จำนวน 112,699 บัญชี และ สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการปิดบัญชีม้าไปแล้ว จำนวน 318,298 บัญชี  3.3 กำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการนำไปกระทำความผิดโดยเพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงธนาคารต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้นก่อนอนุมัติเปิดบัญชี โดยจะเริ่มภายในเดือน พฤษภาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันบางธนาคารได้มีการดำเนินการแล้ว 3.4 การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน    - ระงับบัญชีต้องสงสัยโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำ AOC 1441 เมื่อได้รับแจ้งความจากผู้เสียหาย และมีการแจ้งความออนไลน์แล้ว            - ให้ศูนย์ AOC 1441 เป็น Platform รับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและบัญชีต้องสงสัย ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทำงานแบบอัตโนมัติ(Automation) และใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการระงับบัญชีม้า บัญชีต้องสงสัย รวมทั้งสนันสนุนการติดตามเส้นทางการเงินเพื่อการจับกุมและคืนผู้เสียหาย4. การแก้ไขปัญหาซิมม้าและการใช้ซิมอย่างผิดกฎหมาย 4.1 การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนสำหรับผู้ถือครองซิมการ์ดมากกว่า 100 ซิม โดยครบกำหนดการยืนยันตัวตนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 2.58 ล้านหมายเลข และยังไม่มายืนยันตัวตน อีกจำนวน 2.5 ล้านหมายเลข ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการระงับ 2.5 ล้านหมายเลขที่ไม่ได้มายืนยันตัวตน 4.2 ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Operator) ดำเนินการระงับเลขหมายที่มีการโทรออกเกิน 100 ครั้ง ต่อวัน โดยระงับไปแล้วกว่า 36,641 เลขหมาย 4.3 ในส่วนของ สตช. และ ดีอี ได้ประสานเพื่อระงับ ซิมม้า หรือซิมต้องสงสัยไปแล้วกว่า 800,000 หมายเลข 4.4 การเข้มงวดในการเปิดใช้ ซิมใหม่ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ การลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของ กสทช. เพื่อป้องกัน การนำซิมไปใช้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา พบการปล่อยปละละเลยการเปิดใช้ซิมใหม่ จำนวนมากๆ ตลอดจนมีการสวมรอยใช้พาสปอร์ทชาวต่างชาติ หรือขโมยบัตรประชาชนคนไทย มาเปิดซิมจำนวนมาก 4.5 การจัดทำฐานข้อมูลการส่ง SMS (Sender Name) โดยเฉพาะที่มีการส่งจำนวนมากๆ สำหรับการตรวจสอบเฝ้าระวังการส่ง SMS หลอกลวง โดย สำนักงาน กสทช. ระหว่างเร่งรัดดำเนินการ   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน        5.1 สำนักงาน กสทช. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และ สตช. เร่งดำเนินการกวาดล้างและจับกุมผู้กระทำความผิดในการใช้เสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและสายโทรศัพท์ ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสาสัญญาณเถื่อนที่มีการกระจายสัญญาณ หรือมีการลากสายอินเทอร์เน็ตข้ามแดน มีความผิดตามกฎหมาย ดังนี้ 1) พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 จะเป็นเรื่องการมีใช้หรือตั้งสถานีที่ไม่ได้รับอนุญาต และ 2) พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ได้กำหนดโทษผู้ที่ลักลอบประกอบกิจการในการตั้งสถานีบริเวณชายแดน        5.2 ปฎิบัติการตัดวงจรซิม-สาย-เสา สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจับกุมครั้งสำคัญ ในห้วงเดือนเมษายน 2567 เช่น เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ดำเนินการจับกุมการลักลอบเดินสายอินเทอร์เน็ตลอดผ่านชายแดนไปประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น6. การร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยปราบปรามจับกุมช่างต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย  กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ สตช. ดีอี และหน่วยงานเกี่ยวข้อง สนับสนุนการจับกุม ปราบปราม ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการชักชวน หลอกลวงคนไทยเพื่อพาไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน  7. การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามจับกุม กระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการประสานงานในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน ในประเด็นการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ รวมถึงประเด็นปัญหาอาชญกรรมออนไลน์อื่นๆ และ สตช. โดยเฉพาะ ตม. เคร่งครัดการตรวจสอบบุคคลเข้า-ออก และการเข้า-ออกผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการเดินทางไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการขนเงินออกนอกประเทศ 8. การกำกับดูแลแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผิดกฎหมาย 8.1 สำนักงาน ก.ล.ต. ส่งข้อมูลผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งเป็นการป้องกันมิให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการนำทรัพย์สินจากการกระทำผิดไปฟอกเงิน อันเป็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  8.2 ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตและชักชวนให้มีการใช้บริการในประเทศไทย โดยกล่าวโทษต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ตามบทบาทหน้าที่ รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์จากต่างประเทศ เช่น กรณี Binance และ กรณีบริษัท Bybit Fintech Limited (Bybit)  8.3 ให้บริการประชาชนและผู้ลงทุนมารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. การใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงด้านการฟอกเงินผ่านแอปพลิเคชัน “SEC Check First”9. การบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้ศูนย์ AOC 1441 เป็น Platform รับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทำงานแบบอัตโนมัติ(Automation) และใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไป โดยจะมีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้นเดือนพฤษภาคม 2567 10. มาตรการด้านกฎหมายและงานสำคัญอื่น 10.1 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เร่งจัดทำ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ...  เพื่อแก้ปัญหา บริการเก็บเงินปลายทางสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Cash on Delivery) ช่วยขจัดปัญหาการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งคาดว่า ประกาศดังกล่าว จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งประเมินว่า มาตรการนี้ จะช่วยลดจำนวน คดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ 10.2 สำนักงาน ก.ล.ต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินดิจิทัลผิด กฎหมาย โดยเฉพาะการใช้ส่งเงินของคนร้าย 10.3 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล 10.4 สำนักงาน ปปง. สตช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการคืนเงินจากบัญชีม้าที่อายัดได้ให้แก่ผู้เสียหาย   แนวทาง/มาตรการสำคัญในระยะต่อไป 1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ 2. การป้องกันการเปิดบัญชีม้า ซิมม้า และกวาดล้างจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 3. การแก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์ โดยเฉพาะกรณี COD 4. การเร่งรัดคืนเงินและเยียวยาให้ผู้เสียหาย 5. การเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ให้ทางการเงิน ต่อปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ 6. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างภูมคุ้มกับอาชญากรรมออนไลน์ แบบเจาะจงเรื่องการหลอกลงทุน การหลอกหารายได้ และหลอกแก๊งคอลเซนเตอร์ 7. การเร่งรัดการแก้กฏหมาย“ขอขอบคุณทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างแข็งขันในระยะเวลา 30 วันที่ผ่านมา เพื่อเร่งปราบปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏเป็นผลงานที่เด่นชัด โดยจะมีการรายงานผลการดำเนินการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยแม้ตัวเลขความเสียหายจะมีมูลค่าลดลง แต่จำนวนผู้ได้รับความเสียหายยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้นต่อจากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงดำเนินการปราบปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่องตามแนวทางและมาตรการที่ได้กำหนดเอาไว้ร่วมกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (2 พฤษภาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1/2567 โดยการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2567 ได้มีการหารือและพิจารณาประเด็นสำคัญด้านต่าง ๆ รวมถึงแผนกำหนดการดำเนินการสำหรับการเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยผู้บริหารของกระทรวง และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม mdes1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ASEAN Digital Ministers Meeting: ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ในปี 2568 มีกำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยจะจัดต่อเนื่องกับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGSOM) ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนจะสับเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ หมุนเวียนตามตัวอักษร เพื่อเป็นเวทีสำหรับรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านดิจิทัลของอาเซียน ได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นที่สำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาด้านดิจิทัลในอาเซียน และส่งเสริมความร่วมมือกับคู่เจรจาอาเซียน รวมถึงการรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานในกรอบอาเซียนด้านดิจิทัลในปีถัดไป และให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ของแผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025 (ASEAN Digital Masterplan 2025: ADM 2025) ระยะ 5 ปี (ปี 2567 – 2568) ในการเป็นประชาคมชั้นนำด้านดิจิทัล และกลุ่มประเทศทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี บริการดิจิทัล และระบบนิเวศที่มีความปลอดภัยและปรับเปลี่ยน ___________________________

วันนี้ (2 พฤษภาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานร่วม ด้านนโยบายระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศษฐกิจและสังคม (สป.ดศ) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุน ในการทำงานร่วมกัน ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 ชั้น 6 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.