Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันนี้ (3 พฤษภาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตร “การบริหารเชิงนิติศาสตร์ระดับสูง” (วทน.) รุ่นที่ 3 หัวข้อ “Digital Technology , Online Scams and the Future of Thailand” ณ ห้องประชุมชั้น 4 สมาคมสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Exclusive Dialogue: Bridging Thailand to Global Impact พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ตามแผนการดำเนินงานของกระทรวงฯ The Growth Engine of Thailand ที่ได้วางไว้ ในเครื่องยนต์ที่ 1 คือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ นั้น ได้มีการกำหนดแผนงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลสตาร์ทอัพ เพื่อเร่งสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันไทยไปเวทีโลกจากเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนา AI ของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีให้มีศักยภาพสูงสุด    ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง ดีป้า และ Techsauce จะสอดคล้องกับการสร้างโอกาสการขยายตลาดในต่างประเทศผ่านคู่ค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Gateway ด้านเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ทำให้เกิดการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย และเป็นประตูสำคัญที่จะช่วยส่งเสริม และผลักดันให้ธุรกิจและองค์กรไทย ได้มีโอกาสเติบโตในเวทีโลกต่อไป  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 “Meta ส่งลิงก์เว็บไซต์ให้กรอกข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีถูกลบอย่างถาวร” รองลงมาเป็น “กรมบัญชีกลางแจ้งระบบ CGD มีการอัปเดตใหม่ ข้าราชการต้องอัปเดตให้เป็นข้อมูลล่าสุดผ่านลิงก์” ทั้งนี้ ขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ                        นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2567 ว่าพบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,199,988 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 154 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 140 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 13 ข้อความ และข้อความที่มาจาก Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 135 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 57 เรื่อง                           ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 78 เรื่อง อาทิ บัญชีไลน์ผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. ชักชวนลงทุนเป็นต้น กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 34 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 7 เรื่อง อาทิ 5 - 6 วันนี้อาจมีข่าวแผ่นดินไหว เพราะพายุสุริยะที่เข้มข้นกำลังมา เป็นต้น กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง อาทิ กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อกรุงไทยผ่อนแสนละ 1,866.67 บาทต่อเดือน ผ่านเพจสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 7 เรื่อง              นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง Meta ส่งลิงก์เว็บไซต์ให้กรอกข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีถูกลบอย่างถาวร อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมบัญชีกลางแจ้งระบบ CGD มีการอัปเดตใหม่ ข้าราชการต้องอัปเดตให้เป็นข้อมูลล่าสุดผ่านลิงก์ อันดับที่ 3 : เรื่อง ระวังกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง หากยืนฉี่ตอนอาบน้ำ อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อนุญาตใบทะเบียนพาณิชย์งานแพ็กสบู่ที่บ้าน อันดับที่ 5 : เรื่อง ข้าราชการบำเหน็จบำนาญ เอกสารช่วยเหลือค่าครองชีพตกหล่น รีบติดต่อที่ cgd.xu-line.cc อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชื่อ "ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน" เป็นเพจจริงของ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อันดับที่ 7 : เรื่อง ตำรวจติดต่อส่งรายละเอียดและหมายอาญาให้ประชาชนทางไลน์ อันดับที่ 8 : เรื่อง ทำใบขับขี่หรือต่อใบขับขี่ ผ่านเพจ DLT รับต่อและทำใบขับขี่-เร่งด่วน อันดับที่ 9 : เรื่อง น้ำมันปลาช่วยต้านปอดอักเสบ อันดับที่ 10 : เรื่อง ลุกจากที่นอนกะทันหัน ทำให้กระดูกกะโหลกศีรษะแตก หัวใจหยุดเต้น                             “จาก 10 อันดับ พบข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการมากถึง 7 อันดับ โดยส่วนใหญ่รูปแบบการหลอกลวง จะเป็นการแอบอ้างเป็นหน่วยงานของทางภาครัฐ ทำให้ประชาชนส่วนมากหลงเชื่อ และเกิดความเสียหาย ตลอดจนการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในสังคมจึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร” นายเวทางค์ กล่าว                               “ทั้งนี้ ดีอี มีความห่วงใยประชาชนในเรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง” -------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง กล่าวถึงกรณีที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 ASEAN Digital Ministers Meeting: (ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 ซึ่งประเด็นสำคัญคือการเตรียมความพร้อมที่ประเทศไทยจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในช่วงเดือนมกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ โดยสาระสำคัญของการประชุม ADGMIN เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ของ ‘แผนแม่บทอาเซียนด้านดิจิทัล ค.ศ. 2025’ (ASEAN Digital Masterplan 2025: ADM 2025) ระยะ 5 ปี (ปี 2564 – 2568) โดยมีผลลัพธ์ที่คาดหวัง จำนวน 8 ประการ ดังนี้ (1) การเร่งฟื้นตัวของภูมิภาคอาเซียนจากโรคโควิด – 19 (2) การยกระดับคุณภาพและความครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตทั้งแบบประจำที่และเคลื่อนที่ (3) การสร้างบริการดิจิทัลที่เชื่อถือได้และการคุ้มครองผู้บริโภค  (4) การสร้างตลาดที่มีการแข่งขันอย่างยั่งยืนด้วยการจัดหาบริการดิจิทัล  (5) การเพิ่มคุณภาพและการส่งเสริมการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (6) การพัฒนาบริการดิจิทัล ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อ การสื่อสารระหว่างธุรกิจและอำนวยความสะดวกด้านการค้าข้ามพรมแดน (7) การเพิ่มศักยภาพให้กับภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัล (8) การส่งเสริมการเป็นสังคมดิจิทัลที่ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน             ดังนั้นเพื่อให้การเตรียมการจัดประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น และบรรลุตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการประชุมในครั้งนี้อย่างรอบด้าน  “ทั้งนี้ผลจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งนี้จะสอดคล้องกับแผนงานท่านรัฐมนตรีดีอี The growth engine of thailand ช่วยส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัลของประเทศ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ในการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy Hub) ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศวิสัยทัศน์ ‘IGNITE THAILAND’ อีกทั้งยังสามารถเดินหน้าร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการที่ไทยเป็นประธานคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (The ASEAN Working Group on Anti – Online Scam: WG – AS)” โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง กล่าวย้ำ ---------------------------------------

             นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 29เมษายน – 3 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย              คดีที่ 1 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 6,366,992 บาท ผู้เสียหายต้องการหารายได้พิเศษ จึงค้นหาผ่านช่องทาง Facebook พบเพจชื่อ C.P.HOLIDAYS โดยมิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นภารกิจงานการจองตั๋วโดยสารเครื่องบิน ที่ต้องสำรองเงินเข้าไปในระบบก่อน และจะได้รับเงินจองคืน พร้อมค่าคอมมิชชั่นจากราคาตั๋วโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมีความสนใจจึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ในระยะแรกผู้เสียหายได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังอ้างว่าปฏิบัติภารกิจไม่สำเร็จ ทำให้ไม่ได้รับเงินจองและผลตอบแทนกลับคืนมา ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก               คดีที่ 2 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,081,080 บาท โดยผู้เสียหายเคยแจ้งความออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook ปลอม ชื่อเพจ “แจ้งความออนไลน์” และได้รับการติดต่อมา อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนช่องทาง Line และส่งเรื่องต่อให้กับทนายความ แจ้งผู้เสียหายว่าหากต้องการได้รับเงินที่เสียหายไปคืนกลับมา ต้องมีการลงทุนเล่นพนันออนไลน์ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ผู้เสียหายอยากได้เงินคืนจึงทำตามคำแนะนำ ระยะหลังให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก               คดีที่ 3 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 1,993,420 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากบริษัทที่ทำงานเก่า แจ้งว่ามีจำนวนเงินตกเบิกที่ยังไม่ได้รับจะทำการโอนเงินดังกล่าวให้ โดยขอเลขที่บัญชีธนาคารในการรับเงิน และให้ทำการติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อยืนยันข้อมูลและตัวตนจากลิงก์ที่ส่งให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามคำแนะนำในการตรวจจับใบหน้า การใส่รหัส OTP และการปิด-เปิดเครื่อง ภายหลังได้เช็คยอดเงินในบัญชีของตนพบว่าได้ถูกโอนออกไป ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก           คดีที่ 4 หลอกลวงให้ลงทุนที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ มูลค่าความเสียหาย 9,000,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ถูกชักชวนลงทุนธุรกิจขายสินค้าประเภทอะไหล่เครื่องจักร และอุปกรณ์โรงงานอุตสาหกรรม อ้างว่าเป็นการลงทุนซื้อสินค้าและนำไปจำหน่ายต่อเพื่อแสวงหาผลกำไรร่วมกัน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ผู้เสียหายสนใจและหลงเชื่อตกลงร่วมลงทุนทำธุรกิจ ภายหลังจากการโอนเงินแล้วไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก          และคดีที่ 5 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวและหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 276,073 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่ามีการนำบัตรเครดิตไปกดใช้ที่ห้างสรรพสินค้าในจ.นครสวรรค์ โดยให้เพิ่มเพื่อนทาง Line กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จ.นครสวรรค์เพื่อแจ้งความออนไลน์ หลังจากนั้นมิจฉาชีพตำรวจ Video Call แจ้งว่าจากการตรวจสอบเงินบัญชีของผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ให้โอนเงินไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และจะโอนเงินกลับคืนให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก           สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 19,717,565 บาท             ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่  3 พฤษภาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน  606,630 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,279 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 135,789 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 950 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 41,830 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 30.80 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 29,362 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 21.62 (3) หลอกลวงลงทุน 24,355 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 17.94 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 11,144 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.21 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 8,823 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 6.50 (และคดีอื่นๆ 20,275 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.93) 4. ยอดการอายัดบัญชี (1 พ.ย.66 – 3 พ.ค.67) ข้อมูลจาก ตร. (บช.สอท) รวมทั้งประเทศ (1) ยอดขออายัด 9,090.2 ลบ. (2) ยอดอายัดได้ 4,558.1 ลบ. (3) อายัดได้ ร้อยละ 50.14             “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายมักได้รับการติดต่อผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียคือ Facebook และ Line ซึ่งทาง ดีอี ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการมาโดยตลอด ทั้งนี้จึงขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบบัญชีทางโซเชี่ยลมีเดียอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตามนโยบายเร่งด่วนของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยทำให้เกิดเป็นผลงานเด่นชัดภายใน 30 วัน และวางมาตการรเร่งด่วนในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบจากอาชญากรรมออนไลน์ของประชาชน” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   ---------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากบริษัทไบท์แดนซ์ (Bytedance) เจ้าของแอปพลิเคชั่น TikTok ในโอกาสแนะนำผู้บริหาร รวมทั้งหารือแนวทางความร่วมมือการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทยระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ TikTok เมื่อวันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ---------------------------------------

        เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) นายธสรณ์อัฑฒ์ ธนิทธิพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงข่าวว่า สืบเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ กระทรวงดีอี ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นระยะที่ 2 ต่อเนื่องจากการดำเนินการในระยะแรก 30 วัน (1-30 เมษายน 2567)   โดยผลการดำเนินงาน ระยะแรก 30 วันที่ผ่านมา ใน 10 เรื่องที่สำคัญมีดังนี้ 1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนเมษายน - การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท เม.ย. 67 มีจำนวน 6,624 คน เพิ่มขึ้น 2.7 เท่า เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,430 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ เม.ย. 67 มีจำนวน 3,667 คน เพิ่มขึ้น 3.1 เท่า เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,174 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีบัญชีม้า-ซิมม้า เม.ย. 67 มีจำนวน 361 คน เพิ่มขึ้น 1.9 เท่า เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 187 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน - ปิดโซเชียลมีเดียและเว็บ ผิดกฎหมายทุกประเภท เม.ย. 67 จำนวน 16,158 รายการ เพิ่มขึ้น 18 เท่า จาก เม.ย. 66 - ปิดเว็บพนัน เม.ย. 67 จำนวน 6,515 รายการ เพิ่มขึ้น 38.8 เท่า จาก เม.ย. 66   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 เมษายน 2567 มีดังนี้ - ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 700,000 บัญชี แบ่งเป็น ธนาคารระงับเอง 300,000 บัญชี AOC ระงับ 101,375 บัญชี ปปง.ปิด 325,586 บัญชี - กำหนดมาตรการและเงื่อนไขการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการนำไปกระทำความผิดโดยเพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ธนาคารต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้นก่อนอนุมัติเปิดบัญชี โดยจะเริ่มภายในเดือน พฤษภาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันบางธนาคารได้มีการดำเนินการแล้ว - การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานการระงับบัญชีต้องสงสัยทันที กรณีที่ธนาคารได้รับแจ้งข้อมูลจากศูนย์ AOC 1441 และผู้เสียหายได้ลงแจ้งความออนไลน์เรียบร้อยแล้ว และเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศูนย์ AOC จะช่วยการอายัดบัญชีโดยส่งเรื่องไป ปปง. นอกจากนี้ ให้ศูนย์ AOC 1441 เป็น Platform รับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าและบัญชีต้องสงสัย ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) และใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการระงับบัญชีม้า บัญชีต้องสงสัย รวมทั้ง สนับสนุนการติดตามเส้นทางการเงินเพื่อการจับกุมและคืนผู้เสียหาย4.การแก้ไขปัญหาและกวาดล้างซิมม้า ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 เมย 2567 มีดังนี้- ตร. ดีอี ระงับซิมม้า-ซิมต้องสงสัยแล้ว 800,000 หมายเลข - การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 36,641 หมายเลข  - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใน การลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนสำหรับผู้ถือครองซิมการ์ดมากกว่า 100 ซิม โดยครบกำหนดการยืนยันตัวตนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 2.58 ล้านหมายเลข และยังไม่มายืนยันตัวตน อีกจำนวน 2.5 ล้านหมายเลข ซึ่งที่ไม่ได้มายืนยันตัวตน ถูกระงับหมายเลขแล้ว 1.46 ล้าน หมายเลข และ อยู่ระหว่างดำเนินการระงับ 1.04 ล้าน หมายเลข  - การเข้มงวดในการเปิดใช้ ซิมใหม่ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ การลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของ กสทช. เพื่อป้องกัน การนำซิมไปใช้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา พบการปล่อยปละละเลยการเปิดใช้ซิมใหม่ จำนวนมากๆ ตลอดจนมีการสวมรอยใช้พาสปอร์ทชาวต่างชาติ หรือขโมยบัตรประชาชนคนไทย มาเปิดซิมจำนวนมาก   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน - สำนักงาน กสทช. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และ ตร. เร่งดำเนินการกวาดล้างและจับกุมผู้กระทำความผิดในการใช้เสาและสายสัญญาณสื่อสารที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ AOC ตร. และ กสทช. ระหว่างจัดอบรมกำลังพลของกองทัพให้สามารถตรวจสอบ เสาและสายสัญญาณสื่อสารผิดกฎหมายตามแนวชายแดน - ปฏิบัติการตัดวงจรซิม-สาย-เสา สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจับกุมครั้งสำคัญ เมษายน 2567 เช่น เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ดำเนินการจับกุมการลักลอบเดินสายอินเทอร์เน็ตผ่านชายแดนไปประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น   6. การร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยเฝ้าระวังช่างต่างชาติที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฎหมาย  กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ ตร. ดีอี และหน่วยงานเกี่ยวข้อง สนับสนุนการเฝ้าระวังและจับกุม ปราบปราม ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการชักชวน หลอกลวงคนไทยเพื่อพาไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ให้ความสำคัญกับจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน   7. การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามจับกุม กระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการประสานงานในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน ในประเด็นการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ รวมถึงประเด็นปัญหาอาชญกรรมออนไลน์อื่นๆ และ ตร. โดยเฉพาะ ตม. เคร่งครัดการตรวจสอบบุคคลเข้า-ออก และการเข้า-ออกผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อลดปัญหาการเดินทางไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการขนเงินออกนอกประเทศ นอกจากนี้ มีแผนประชุมหารือ กับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และหารือในกลุ่มประเทศสมาชิก ASEAN   8. การกำกับดูแลแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผิดกฎหมาย สำนักงาน ก.ล.ต. ส่งข้อมูลผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งเป็นการป้องกันมิให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการนำทรัพย์สินจากการกระทำผิดไปฟอกเงิน อันเป็นการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์    9. การบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้ศูนย์ AOC 1441 เป็น Platform รับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) และใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไป   10. มาตรการด้านกฎหมาย - สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เร่งจัดทำ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์โดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. ...  เพื่อแก้ปัญหา บริการเก็บเงินปลายทางสำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Cash on Delivery) ช่วยขจัดปัญหาการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งคาดว่า ประกาศดังกล่าว จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งประเมินว่า มาตรการนี้ จะช่วยลดจำนวน คดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ - อื่น ๆ อาทิ การแก้ปัญหาซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิดกฎหมาย การเร่งคืนเงินให้ผู้เสียหาย และ การแก้ปัญหาคนร้ายโอนเงินโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย             สำหรับในระยะต่อไป 7 มาตรการสำคัญ เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ โดยหน่วยงานด้านการปราบปราม อาทิ ตร. ดีเอสไอ จะเร่งปูพรมจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ทั้งในและต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง           2. การป้องกันปราบปรามบัญชีม้า ซิมม้า และจับกุมผู้เกี่ยวข้อง โดยการบูรณาการข้อมูลบัญชีต้องสงสัยร่วมกันระหว่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการการเปิดบัญชีใหม่ โดยกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD และ เป้าหมายการปิดบัญชีม้าไม่ต่ำกว่า 100,000 บัญชีต่อเดือน ต่อเนื่อง           3. การแก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะบริการเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery) หรือ COD โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะเร่งจัดทำประกาศควบคุมฯ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก โดยประเมินว่า มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนคดีหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ           4.การเร่งรัดคืนเงินและเยียวยาผู้เสียหาย ได้มอบหมายให้ศูนย์ AOC 1441 เป็น Platform รับและแลกเปลี่ยนข้อมูลและบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อช่วยลดเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการติดตามเส้นทางการเงินเพื่อการจับกุมและคืนเงินให้กับผู้เสียหาย                    5.การเพิ่มความรับผิดชอบผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ให้บริการทางการเงิน           6.การรณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างภูมิคุ้มกันอาชญากรรมออนไลน์ แบบเจาะจงเรื่องการหลอกลวงลงทุน การหลอกหารายได้ และแก๊ง call center            7.การเร่งรัดปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ในประเด็นสำคัญดังนี้ - การเร่งคืนเงินให้กับผู้เสียหาย - การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และ - การป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้ายโดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลทฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย               รมว.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มว่า “ในภาพรวมของการดำเนินงานอย่างบูรณาการ เร่งรัดจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้าและซิมม้า เร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ มีผลงานชัดเจน เป็นตัวเลขที่สูงขึ้นมากในเดือนเมษายน  อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งการปราบปรามจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้า ซิมม้า ปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงต่อเนื่อง แก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายออนไลน์ เพื่อให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ลดลงโดยเร็ว ช่วยลดความเดือนร้อนของประชาชน”              สถิติ แจ้งความคดีออนไลน์สถิติ การรับแจ้งความคดีออนไลน์พบว่าในเดือน เมษายน 2567 เฉลี่ย 992 คดี/วัน สูงกว่า การแจ้งความ ในเดือน มีนาคม 2567 ที่มีการแจ้งความเฉลี่ย 855 คดี/วัน              ด้านมูลค่าความเสียหายของคดีอาชญากรรมออนไลน์รวมทุกประเภท พบว่าเมษายน 2567 มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 110 ล้านบาท/วัน  มีมูลค่าความเสียหายลดลง จากเดือน มีนาคม 2567 ที่มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ย 149 ล้านบาท/วัน      -------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัล และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)   ------------------------------------

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (MCOT)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1  “ตำรวจเตือน มีแก๊งค้าอวัยวะระบาดในประเทศไทย” รองลงมาคือ “สส. ที่มีอายุงาน 4 ปี มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตลอดชีพ โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรือการสร้างการรับรู้ที่ไม่ถูกต้องในสังคม            นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอม ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 3-9 พฤษภาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,194,452 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 128 ข้อความ            สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 92 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ และข้อความที่มาจาก Facebook จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 111 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 57 เรื่อง                       ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 65 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 23 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 1 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 14 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 8 เรื่อง             นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ตำรวจเตือน มีแก๊งค้าอวัยวะระบาดในประเทศไทย อันดับที่ 2 : เรื่อง สส. ที่มีอายุงาน 4 ปี มีสิทธิได้รับเงินบำนาญตลอดชีพ อันดับที่ 3 : เรื่อง แพทย์ค้นพบอาหารเสริม EV9 พลูคาวสกัด มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง อันดับที่ 4 : เรื่อง แถบสีท้ายหลอดยาสีฟัน บอกถึงส่วนประกอบที่ใช้ผลิต อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมที่ดินออกหนังสือราชการ แจ้งข้อมูลที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี 2567 อันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครพนักงานกดยืนยันไฟล์ทบิน รายได้ 20,000 บาท/สัปดาห์ ผ่านเพจ Thailand International Airport อันดับที่ 7 : เรื่อง CDS ผสมกับน้ำเกลือ 50cc ใช้หยอดตา ช่วยทำให้ฝ้าขาวในตาหาย มองเห็นได้ชัดขึ้น อันดับที่ 8 : เรื่อง ลมในช่องท้องมาก ทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกาย อันดับที่ 9 : เรื่อง LIVESPO PRO ช่วยรักษาอาการลำไส้ใหญ่บวมและโรคทางเดินอาหาร อันดับที่ 10 : เรื่อง ภายใน 5-6 วันนี้จะมีแผ่นดินไหว เพราะพายุสุริยะที่เข้มข้นกำลังมา                                    “จาก 10 อันดับ พบข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการมากถึง 5 อันดับ โดยส่วนใหญ่รูปแบบการหลอกลวง การแอบอ้างเป็นหน่วยงานของทางภาครัฐ ทำให้ประชาชนส่วนมากหลงเชื่อ และสร้างความตื่นตระหนก ทำให้เกิดความเสียหาย ตลอดจนการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในสังคม จึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร” นายเวทางค์ กล่าว                         “อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชนในเรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม หรือสร้างความวุ่นวาย ตื่นตระหนก ให้กับประชาชนในสังคม โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ไลน์ @antifakenewscenterเว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailandและช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง”------------------------------------------------------------


            นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 6 - 10 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย              คดีที่ 1 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 9,500 บาท ผู้เสียหายสนใจตุ๊กตาลาบูบู้ (Labubu) จึงทำการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook และได้ทำการตกลงซื้อขายราคาสินค้าพร้อมค่าขนส่ง โดยโอนเงินชำระเต็มราคา เมื่อถึงกำหนดวันรับสินค้ากลับไม่ได้รับสินค้า และไม่สามารถติดต่อเพจร้านค้าได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก              คดีที่ 2 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 381,049 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากมิจฉาชีพ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง แจ้งว่ามีเงินข้าราชการบำนาญที่จะได้รับให้ทำการเพิ่มเพื่อนผ่านช่องทาง Line แล้วให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน Digital Pension เพื่อยืนยันข้อมูลตัวตนจากลิงก์ที่ส่งมาให้ และให้ทำตามขั้นตอน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงติดตั้งแอปพลิเคชันและทำตามขั้นตอน ภายหลังได้เช็คยอดเงินในบัญชีของตนเองพบว่าได้ถูกโอนออกไป ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก              คดีที่ 3 หลอกให้รักแล้วโอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 93,000 บาท ผู้เสียหายได้รู้จักพูดคุยกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Instagram จนสนิทใจ มิจฉาชีพอ้างว่า เป็นนายแพทย์ประจำอยู่ที่สหประชาชาติ (UN) ต้องการเดินทางกลับเมืองไทย แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างคนอื่นมาทำงานแทนตน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปช่วยเหลือ ภายหลังจากโอนเงินแล้วไม่สามารถติดต่อกับมิจฉาชีพได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก             คดีที่ 4 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 345,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณารับสมัครงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook จึงติดต่อพูดคุย แล้วเพิ่มเพื่อนช่องทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นลักษณะงานกดถูกใจเพจสินค้า และจะได้รับค่าคอมมิชชัน โดยให้ผู้เสียหายสมัครและโอนเงินลงทุนเข้าไปในระบบเพื่อเข้าร่วมภารกิจ ในระยะแรกการลงทุนเงินไม่มากได้ผลตอบแทนจริง แต่ภายหลังให้ลงทุนเงิน เพิ่มมากขึ้นและอ้างว่าทำภารกิจไม่สำเร็จจึงไม่ได้รับผลตอบแทน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก               และคดีที่ 5 หลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,524,475 บาท โดยผู้เสียหายได้รู้จักกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ได้ชักชวนให้ลงทุนอ้างผลตอบแทนกำไรสูง โดยให้ลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มและดึงเข้ากลุ่ม Line โดยมีการสอนแนะนำให้โอนเงิน ลงทุนเข้าไปในระบบ ในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังมีการให้ลงทุนเงิน เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เสียหายต้องการถอนเงินคืนแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพอ้างว่า ทำผิดเงื่อนไขต้องชำระค่าปรับและชำระภาษีผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 2,353,024 บาท               ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 10 พฤษภาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 629,596 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,279 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 144,351 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 962 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 44,537 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 30.85 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 31,421 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 21.77 (3) หลอกลวงลงทุน 25,576 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 17.71 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 11,744 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.14 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 9,596 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 6.65 (และคดีอื่นๆ 21,477 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.88) 4. ยอดการอายัดบัญชี (1 พ.ย.66 - 10 พ.ค.67) ข้อมูลจาก ตร. (บช.สอท) รวมทั้งประเทศ (1) ยอดขออายัด 9,090.2 ลบ. (2) ยอดอายัดได้ 4,558.1 ลบ. (3) อายัดได้ ร้อยละ 50.14              “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ผู้เสียหายมักได้รับการติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียคือ Facebook, Instagram และ Line ซึ่งทาง ดีอี ได้ดำเนินการประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการมาโดยตลอด ทั้งนี้จึงขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบบัญชีทางโซเชียลมีเดียอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตามนโยบายเร่งด่วนของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โดยทำให้เกิดเป็นผลงานเด่นชัดเพิ่มเติมอีก 30 วัน และวางมาตการรเร่งด่วนในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบจากอาชญากรรมออนไลน์ของประชาชน” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ลงพื้นที่ตรวจราชการ ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2567 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ณ จังหวัดเพชรบุรี ในโอกาสนี้ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการเคเบิลใต้น้ำ ณ สถานีเคเบิลใต้น้ำ ชลี 1 เพชรบุรี ของบริษัท โทรคมนาคมจำกัด (มหาชน) หรือ NT และสถานีอุตุนิยมวิทยาเพชรบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าตามนโยบายที่ได้มอบหมาย ในการขับเคลื่อน “The New Growth Engine of Thailand” เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็น ASEAN Digital Hub  นายประเสริฐฯ กล่าวว่า ในโอกาสการประชุม ครม.สัญจร จ.เพชรบุรี กระทรวงได้ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 8 จังหวัด โดยได้มอบนโยบายการขับเคลื่อน “The New Growth Engine of Thailand” ที่มีเครื่องยนต์ 3 เครื่อง คือ 1. การยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัล ได้แก่โครงการเคเบิลใต้น้ำ ที่จะช่วยเติมเต็มศักยภาพโครงข่ายการติดต่อสื่อสารของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังก่อสร้าง Submarine Cable เส้นใหม่ Asia Direct Cable (ADC) ที่มีความยาว 9,400 ก.ม. เชื่อมต่อ 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2567  2. การสร้างความมั่นใจการพยากรณ์อากาศให้แก่พี่น้องประชาชนด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมสถานีอุตุนิยมวิทยาเพชรบุรี พบว่ามีการทำงานด้วยระบบตรวจสอบจากเครื่องมือและเรดาร์วัดสภาพอากาศ ซึ่งเล็งเห็นว่าควรพัฒนาระบบการวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบสภาพอากาศด้วยการใช้เทคโนโลยี AI (Now Forecast) เข้ามาช่วย เพื่อความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศ ทำให้เกิดประสิทธิภาพด้านการรายงานสภาพอากาศและแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที  3. การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนด้านกำลังคนดิจิทัล ได้แก่ อาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) เพื่อประสานงานและเผยแพร่ความรู้และให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านเทคโนโลยี เจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอ ตามนโยบาย “ 1 อำเภอ 1 IT Man” เพื่อการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีในระดับภูมิภาค และสร้างกำลังบุคลากรด้านไอทีของประเทศ “นโยบายที่ได้มอบหมายให้กับหน่วยงานในสังกัดพื้นที่ภาคกลางตอนล่างในครั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานในระดับภูมิภาคได้ขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายที่สอดคล้องกับหน่วยงานหลักในส่วนกลาง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมการพัฒนาดิจิทัลด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน เพื่อรองรับการเป็น ASEAN Digital Hub   ของประเทศไทย” รมว.ดีอี กล่าว --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (14 พฤษภาคม 2567) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการส่งเสริมสนับสนุนและดำเนินการด้านนันทนาการ ตามแผนปฏิบัติการด้านนันทนาการ ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2570) ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ -------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.