Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ให้การต้อนรับนายอนุลักษณ์ จันทิวงศ์ (Mr. Anoulack Chantivong) รัฐมนตรีกฎระเบียบและการค้าที่เป็นธรรม รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้า รัฐมนตรีนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีการก่อสร้าง และรัฐมนตรีราชทัณฑ์ แห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย และ Ms. Julia Feeney อัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ โดยเป็นการเยือนประเทศไทยในรอบหลายปีของผู้แทนระดับสูงของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล พลังงานสะอาด ผู้ประกอบการ start up และการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งจะพัฒนาไปสู่ความร่วมมือในอนาคตที่ใกล้ชิดระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ รัฐ นิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย เพื่อแลกเปลี่ยนโอกาส ประสบการณ์ และความก้าวหน้าการปรับเปลี่ยนด้านดิจิทัล รวมถึงโอกาสในด้านการค้า และการลงทุน ระหว่างไทย และออสเตรเลีย ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคตต่อไป   โดยมี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี นางอำไพ จิตรแจ่มใส รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องรับรองต่างประเทศ ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _______________________________

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2567) นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรในการแถลงข่าว “หน่วงเงินก่อนโอน ทางรอดจากมิจฉาชีพในยุค Digital” เนื่องจากปัญหาภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคถูกหลอกโอนเงินอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงจัดงานนี้ขึ้น เพื่อหาแนวทางการป้องกันและพัฒนากลไกการคุ้มครองผู้บริโภคจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมสาลี ชั้น 4 สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค _________________________________

                วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดการทดสอบระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือเสมือนจริง ครั้งแรกในประเทศไทยกับ "LIVE - Cell Broadcast Service" โดยมี ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และนายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าร่วมงาน                   รมว.ประเสริฐ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษการพัฒนา “Cell Broadcast” ว่า ระบบ Cell Broadcast เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ ด้านสาธารณะภัยของประเทศ ทั้งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ ช่วยสร้างความมั่นคงปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย                    ทั้งนี้กระทรวง ดีอี เห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ จากในอดีตที่การแจ้งเตือนภัยส่วนใหญ่จะใช้วิธีส่งข้อความ SMS ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและกังวลว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ                    ดังนั้นกระทรวง ดีอี จึงได้จัดทำโครงสร้างพื้นฐานกลาง (Infrastructure) ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ใช้เตือนภัยเฉพาะพื้นที่ โดยผ่านระบบ Cell Broadcast เพื่อแจ้งให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ได้รับทราบ โดยข้อความจะปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอมือถือทันที ซึ่งสามารถตั้งระดับความรุนแรงของภัยได้ตามความเร่งด่วน และความจำเป็น ถึง 5 ระดับ อาทิ การเตือนระดับ PM 2.5 ที่เป็นอันตรายเฉพาะพื้นที่ ไปจนถึงเหตุการณ์ใหญ่ระดับภูมิภาคอย่างพายุ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม หรือ การวางระเบิด ซึ่งสามารถปรับเสียง และการแจ้งเตือนได้ตามความเหมาะสม                     โดยระบบนี้สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน เช่น คนไทย จีน หรือ ชาวต่างชาติ โดยสามารถแสดงผลในภาษาที่ผู้ใช้งานเข้าใจได้ถึง 5 ภาษา ภายในครั้งเดียว                   อย่างไรก็ตามแม้ระบบ Cell Broadcast จะมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก แต่เนื่องจากเป็นระบบใหม่ในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมการเรื่องอุปกรณ์และการติดตั้งทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2568 ซึ่งเมื่อระบบพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ประชาชนทั่วประเทศจะได้รับการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยยิ่งขึ้น                             ------------------------------------------------------------------  



วันนี้ (4 กรกฎาคม 2567) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจแก่บุคลากรของกระทรวงฯ ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้กระทรวงดีอีมุ่งมั่นส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงานของบุคลากร เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _____________________________

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีการประกาศจัดตั้งกระทรวง ดีอี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 ได้มีกำหนดการใช้ตราสัญลักษณ์ประจำกระทรวงในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชน สื่อมวลชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกลุ่มต่าง ๆ ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ตราพระพุธ ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำกระทรวงฯ ออกแบบโดยกรมศิลปากร ที่กำหนดให้ใช้เป็นตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ 2. ตราสัญลักษณ์แบบไม่เป็นทางการ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น DE, MDES และอื่นๆ   ในส่วนของตราสัญลักษณ์แบบไม่เป็นทางการนั้น เนื่องจากไม่สะท้อนอัตลักษณ์ของกระทรวงฯ ได้อย่างชัดเจน และมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ทำให้ยากต่อการจดจำของประชาชน  บ่อยครั้งที่ทำให้เกิดความสับสนในการนำไปใช้งาน ดังนั้นกระทรวงฯ จึงได้พิจารณาปรับปรุงและกำหนด “ตราสัญลักษณ์อย่างไม่เป็นทางการ” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกระทรวงฯ   สำหรับรูปแบบของตราสัญลักษณ์แบบไม่เป็นทางการใหม่ มีโทนสีเขียวมรกต แสดงถึงการเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ และนวัตกรรม ให้อารมณ์ความรู้สึกสดชื่น ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายในการนำพาสังคมไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่มั่นคงและยั่งยืน โดยมีสีขาวประกอบ สื่อถึงความบริสุทธิ์ใจ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลในการทำงาน   ด้านตัวอักษรย่อ "DE" (Digital Economy) มีลักษณะเป็นรูปทรงเรขาคณิต โดยมีสัญลักษณ์อินฟินิตี้ (∞) เป็นแรงบันดาลใจหลัก สื่อถึงการเติบโต ความก้าวหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไร้ขีดจำกัด ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่ง และการเชื่อมโยงที่หลากหลาย สอดคล้องกับปรัชญาการทำงานของกระทรวงฯ   ส่วนโครงสร้างมีการเปิดปลายของตัว E ให้ความรู้สึกถึงโลกคู่ขนาน คือโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกดิจิทัลที่ดำรงอยู่และเชื่อมโยงกัน    นอกจากนี้ยังสามารถตีความโครงสร้างรวมเป็นตัว S ซึ่งย่อมาจาก "Society" บ่งบอกถึงบทบาทสำคัญของ กระทรวงฯ ในการพัฒนาสังคม แสดงถึงพลวัตของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญทั้งในปัจจุบันและอนาคต   “ทั้งนี้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าว มุ่งเน้นการสื่อสารถึงคุณค่าและอัตลักษณ์ของกระทรวง ดีอี ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัล เพื่อการสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล ไปสู่การขับเคลื่อนประเทศสู่สากลอย่างยั่งยืน โดยจะมีการทดลองใช้ตราสัญลักษณ์แบบไม่เป็นทางการ ควบคู่กับ ตราสัญลักษณ์ประจำกระทรวง ดีอี  (ตราพระพุธ) เพื่อการสื่อสาร เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ บทบาทและการดำเนินงานของกระทรวงฯ ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาทดลองใช้ประมาณ 1 ปี ให้หน่วยงานภายนอกและประชาชนทั่วไปได้รับรู้ และแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ เพื่อนำมาประเมินและปรับปรุง ก่อนที่จะมีการนำมาใช้งานอย่างเป็นทางการ ควบคู่กับตราสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ (ตราพระพุธ) ต่อไป” ปลัดกระทรวง ดีอี กล่าว สามารถดาวน์โหลดตราสัญลักษณ์ได้ที่ลิงก์นี้ >> https://mdes.e-office.cloud/drive/group-public/G5faa0d57dd90d/home/2.Infographic/Logo,Ci,Templete,Etc./1.Logo,Color ----------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (4 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 1/2567 เพื่อผลักดันโครงการ Digital Wallet ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับเงินสนับสนุน 10,000 บาท ผ่านระบบดิจิทัล โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _____________________________

วันนี้ (4 กรกฎาคม 2567) นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากร ครบรอบ 150 ปี โดยมีคณะผู้บริหารกรมศุลกากรให้การต้อนรับ ณ กรมศุลกากร _____________________________

จากการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดย มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเปิดกิจกรรมอบรมสัมมนา หัวข้อ “Digital Korat: The Future Starts Now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน  (มทร.อีสาน) ได้มีการนำเสนอผลงานการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาลผ่าน DE Platform   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากการกิจกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดต้นแบบของการพัฒนาดิจิทัลในระดับภูมิภาค เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา กระทรวง ดีอี ได้สนับสนุนการใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ (Paper Less) และความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กับ 3 มหาวิทยาลัยในจังหวัดนครราชสีมา คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา (มรม.).   นอกจากนี้ยังสร้างการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub) และส่งเสริม Soft Power ของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อการเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น ศิลปะ และการสร้างสรรค์ผลงานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยผ่านการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวง ดีอี และภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3 ฉบับ   ขณะเดียวกันภายใต้การบูรณาการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มทร.อีสาน และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมนำเสนอศักยภาพดิจิทัลขั้นสูงของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาแรงงานสมรรถนะสูง ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ สร้างเสริมทักษะทุกมิติด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า EV ระดับโลก VR Training บนโครงข่าย DE Platform เชื่อมโยงการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างประเทศอย่างไร้พรมแดน   ทั้งนี้กระทรวง ดีอี และหน่วยงานพันธมิตร มีแนวคิดการจัดตั้ง Training Center ระดับชาติ เพื่อขยายสู่ภูมิภาคและสากล รองรับการขับเคลื่อนนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความพร้อมของ มทร.อีสาน เป็นฐานการผลิตกำลังแรงงาน ร่วมกับภาคีเครือข่าย และพร้อมสนับสนุนโครงข่าย DE Platform เพื่อการทำงานภายใต้ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังแรงงานสมรรถนะสูงทุกมิติของเทคโนโลยียนตกรรม EV ระดับโลก รวมถึงระบบ VR Training ซึ่งเป็นนวัตกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะกำลังคนด้าน EV ด้วยเทคนิคและองค์ความรู้มาตรฐานระดับโลก   พร้อมทั้งมอบเครื่องมือและอุปกรณ์เทคโนโลยี EV Training ด้าน DE Platform รองรับการพัฒนาทักษะด้วยเทคโนโลยีด้าน EV ขั้นสูง ให้แก่ มทร.อีสาน ซึ่งได้รับการสนับสนุน จากบริษัท จีไอ นิว เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ติดตั้งภายในสถาบัน เพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของ มทร.อีสาน โดยมีเป้าหมายมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนสมรรถนสูงด้าน EV สู่ความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน” .  “กระทรวงดีอี และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมร่วมบูรณาการทำงานเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND : จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” ของรัฐบาล ให้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility Hub) โดยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่สำคัญที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผลักดันให้ประเทศไทยเป็น EV Hub และ 10 อันดับแรกของโลกในการผลิตยานยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของประเทศไทย ในปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 หรือคิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 675,000 คัน โดย มทร.อีสาน จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามภารกิจ ของกระทรวง อว. For EV ดำเนินการใน 3 แผนงาน “พัฒนากำลังคน เพิ่มสัดส่วนการใช้รถ EV และหนุนงบวิจัย EV ทั้งระบบ” เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ และสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” รมว.ประเสริฐ กล่าว _____________________________



วันนี้ (4 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การบริหารการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาระบบราชการจากมุมมองของผู้บริหารระดับสูง” ณ ห้องจรัสเมือง 2 ชั้น 2 โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ _____________________________

วันนี้ (4 กรกฎาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ครั้งที่ 6/2567 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม  ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม _____________________________

             เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 6/2567 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี                            นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า มาตรการและผลการดำเนินงาน ตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา มี  7 เรื่องที่สำคัญดังนี้   1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนมิถุนายน (ข้อมูล ตร.) - การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท มิ.ย. 67 มีจำนวน 2,349 ราย ลดลงร้อยละ 5.86 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   - การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ มิ.ย.67 มีจำนวน 1,082 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.69 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   - การจับกุมคดีซิมม้า บัญชีม้า มิ.ย.67 มีจำนวน 160 ราย ลดลงร้อยละ 33.33 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567               ทั้งนี้ ตร. มีการจับกุมครั้งสำคัญ ในเดือน มิ.ย. 2567 โดยสามารถจับกุม 4 เครือข่ายเว็บพนันบอลยูโร ได้ตัวผู้กระทำความผิด ทั้งชาวไทยและต่างประเทศกว่า 90 ราย ยอดเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท/เดือน พร้อมตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 287 ล้านบาท               นอกจากนี้ ตร. ยังร่วมกับ กรมศุลกากร ปฏิบัติการ “สกัดกั้น STARLINK, ซิมการ์ด และจุดตั้ง Simbox” พบการนำเข้าเครื่อง STARLINK จำนวน 21 เครื่องและซิมการ์ด จำนวนประมาณ 15,675 ชิ้น ซึ่งมีปลายทางพัสดุอยู่ในจังหวัดพื้นที่แนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้มีการขยายผลตรวจค้นพื้นที่ 14 จุด ทั่วประเทศ พบเครื่อง STARLINK จำนวน 4 เครื่อง, อุปกรณ์ SIMBOX จำนวน 96 เครื่อง และซิมการ์ดทั้งของไทยและต่างประเทศ กว่า 33,000 ชิ้น               ด้าน DSI มีการจับกุมที่สำคัญในเดือน มิ.ย.67 ได้แก่ จับกุมผู้จัดหาบัญชีม้าแล้วนำไปขายต่อให้กับตัวแทนเว็บไซต์พนันออนไลน์ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ตามหมายจับศาลอาญาที่ จ 2011/2566 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2566 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน  ฯลฯ   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน           - ปิดโซเชียลมีเดีย และเว็บผิดกฎหมายทุกประเภท เดือน มิ.ย. 67 จำนวน 14,363 รายการ เพิ่มขึ้น 5.2 เท่า จากเดือน มิ.ย. 66 ที่มีจำนวน 2,763 รายการ   - ปิดเว็บพนัน มิ.ย. 67 จำนวน 5,771 รายการ เพิ่มขึ้น 20.9 เท่า จากเดือน มิ.ย. 66 ที่มีจำนวน 276 รายการ   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน          ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 มิถุนายน 2567 มีดังนี้   - ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 900,000 บัญชี แบ่งเป็น ปปง.ปิด 416,348 บัญชี ธนาคารระงับเอง 300,000 บัญชี และ AOC ระงับ  209,823 บัญชี   - การยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ยกระดับการจัดการ “บัญชี” เป็น “บุคคล” ทุกธนาคารจัดการบัญชีม้าตามระดับความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียวกันและมาตรการที่ให้สถาบันการเงินดำเนินการ โดยมีทางเลือกให้ลูกค้าสามารถล็อคเงินในบัญชีไม่ให้ทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และปลดล็อคได้ยากขึ้น และ/หรือ ปรับลดค่าวงเงินในการสแกนใบหน้าการทำธุรกรรม ใน mobile banking รวมทั้งการเสนอบริการเพิ่มเติม อาทิการถอนเงินที่อาศัยบุคคลอื่นช่วยอนุมัติ (double authorization) การโอนเงินเฉพาะรายชื่อที่กำหนดไว้ล่วงหน้า   - กวาดล้างบัญชีม้าจากการใช้รายชื่อเจ้าของบัญชีม้า และรายชื่อผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำการปิดบัญชีธนาคารทุกธนาคาร จากชื่อบุคคลดังกล่าว โดยในเดือนมิถุนายนมีการปิดบัญชีม้าไปแล้วจำนวน 72,296 บัญชี   4.การแก้ไขปัญหาซิมม้าและ ซิมที่ผูกกับ Mobile Banking          ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 มิ.ย. 2567 มีดังนี้   - การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 50,736 หมายเลข มีผู้มายืนยันตัวตน 418 เลขหมาย ไม่มายืนยันตัวตน 50,318 เลขหมาย   - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน และผลการดำเนินงาน มีดังนี้   (1)  กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดมากกว่า 100 ซิม โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5.0 ล้านเลขหมาย ซึ่งครบกำหนดการยืนยันตัวตนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 3.9 ล้านเลขหมาย และระงับการใช้งานซิม จำนวน 1.1 ล้านเลขหมาย (2)   กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมายต่อค่ายมือถือ จะต้องยืนยันตัวตนภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 4.0 ล้านเลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 1.6 ล้านเลขหมาย และยังไม่มายืนยันตัวตน จำนวน 2.4 ล้านเลขหมาย   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน - สำนักงาน กสทช. ตรวจเข้มพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน ลงพื้นที่ จ. ตาก รอบสอง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 เพื่อติดตามการลักลอบลากสายสัญญาณโทรคมนาคมข้ามฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยขณะนี้สามารถควบคุมการหันเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว ทั้ง 7 พื้นที่ คือ (1) อ.แม่สอด จ.ตาก (2) อ.แม่สาย จ.เชียงราย (3) อ.เชียงของ จ.เชียงราย (4) อ.เชียงแสน จ.เชียงราย (5) อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว (6) อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และ (7) อ.เมือง จ.ระนอง   ปัจจุบันทุกพื้นที่ที่มีการหันเสาออกนอกประเทศไทยได้มีการระงับสัญญาณรวมแล้ว 366 สถานีฐาน ซึ่งมีทั้งการดำเนินการระงับสัญญาณ ปรับทิศทางสายอากาศ ลดกำลังส่ง และรื้อสายอากาศ และได้กำหนดพื้นที่เพิ่มเติมตามมาตรการระงับการให้บริการโทรคมนาคมบริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยง ในอีก 4 อำเภอ 3 จังหวัด ได้แก่ อ.แม่ระมาด อ.พบพระ จ.ตาก อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์   6. การบูรณาการข้อมูล โดยศูนย์ AOC 1441 ประชุมหารือแนวทางการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลของศูนย์ AOC กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 13 มิ.ย.67 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงขั้นตอนแนวปฏิบัติภาพรวมของการเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อบูรณาการข้อมูลศูนย์ AOC 1441 ให้กับหน่วยงานทั้ง 5 หน่วยที่ได้ลงนาม MOU โดย สอท. และสมาคมธนาคารไทย ส่งข้อมูลการแจ้งความในระบบ Thaipoliceonline ระบบบัญชีธนาคาร (Banking) และข้อมูลระบบ CFR ย้อนหลัง (Back Day) ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 66 ถึงวันที่ 30 พ.ค. 67 เพื่อนำมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 และหาแนวทาง มาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่อไป   7. การแก้กฎหมายเร่งด่วน การประชาสัมพันธ์เชิงรุก และอื่นๆ            7.1 แก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์แบบใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาภายใต้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา “เรื่องให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. .....” ซึ่งจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เดือนกรกฎาคมนี้ กฎหมายฉบับนี้ให้ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้า ต้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ส่งสินค้าและผู้ประกอบธุรกิจ ชื่อสกุลผู้รับเงินพร้อมหมายเลขติดตามพัสดุ กำหนดให้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าถือเงินค่าสินค้าเป็นระยะเวลา 5 วันก่อนนำส่งเงินให้กับผู้ขาย เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสแจ้งเหตุที่ขอคืนสินค้าและขอเงินคืน ให้สิทธิผู้บริโภคสามารถเปิดดูสินค้าก่อนชำระเงินได้ โดยหากพบว่ามีปัญหา ผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการชำระเงินและไม่รับสินค้าได้ โดยประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 120 วัน นับแต่วันที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป   7.2 การประชาสัมพันธ์เชิงรุก             จัดทำโครงการดิจิทัลวัคซีน เร่งสร้างภูมิคุ้มกันกับประชาชนการตระหนักรู้เท่าทันอาชญากรรมออนไลน์ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ได้ทำการเตือนภัยออนไลน์ ประชาสัมพันธ์กันไปมาก แต่โดยรวมยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งควรปรับการรณรงค์ระดับชาติ ควรทำต่อเนื่อง ทิศทางเดียวกัน   และควรมีข้อความการเตือนไม่หลากหลายเกินไปขณะเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันแต่ละหน่วยงานมีกลุ่มเป้าหมายทั้งที่ซ้ำกัน และแตกต่างกัน ความร่วมมือจัดทำ mapping กลุ่มประชากรคนไทย จะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมดีขึ้น ทั้งนี้การแจ้งเตือน ให้ความรู้ภัยออนไลน์ต้องมีความรวดเร็ว ทันสถานการณ์ เนื่องจากการหลอกลวงออนไลน์สามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว และมีรูปแบบการหลอกลวงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงการขอความร่วมมือกับเอกชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด การร่วมกันจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการลดและแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ นอกเหนือจากการป้องกันปราบปราม   รมว.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในภาพรวมของการดำเนินงานอย่างบูรณาการ เร่งรัดจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้าและซิมม้า เร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ มีผลงานชัดเจน เป็นตัวเลขที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากในเดือนพฤษภาคม 2567 อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งการปราบปรามจับกุมคนร้าย กวาดล้างบัญชีม้า ซิมม้า ปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงต่อเนื่อง แก้ปัญหาหลอกลวงซื้อขายสินค้าออนไลน์ เพื่อให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ลดลงโดยเร็ว ช่วยลดความเดือนร้อนของประชาชน”    สำหรับประชาชน หากมีปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ แจ้งดำเนินการระงับ อายัดบัญชี โทร AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชม.   --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.