Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL ; United Nations Commission on International Trade Law) สมัยที่ 57 ในระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2567 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN Headquarter) ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา             ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว ประกอบไปด้วยกรรมาธิการจาก 60 ประเทศสมาชิก มีวาระที่สำคัญ คือ การพิจารณาร่างบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาโดยระบบอัตโนมัติ (Draft provision on automated contracting) ซึ่ง UNCITRAL Commission ได้มีมติรับพิจารณาร่างบทบัญญัติดังกล่าว โดยเห็นชอบให้จัดทำในรูปแบบ “กฎหมายแม่แบบ” หรือ Model Law คือ  “UNCITRAL Model Law on automated contracting”             ทั้งนี้ กฎหมายแม่แบบ ดังกล่าว จะเป็นกลไกทางกฎหมายที่สำคัญให้ประเทศต่างๆ ได้นำไปปรับใช้เป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายภายในประเทศของตน ให้มีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและสังคม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละประเทศ เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ ระบบ Automated System มาใช้ในการจัดทำสัญญา รวมถึงการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งผูกพันได้ตามกฎหมาย เพื่อรองรับการใช้งานที่มีจำนวนมากขึ้น               ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ได้เน้นให้ความสำคัญกับหลักการของ กฎหมายแม่แบบ ซึ่งมีความยืดหยุ่นต่อการนำไปปรับใช้กับบริบทกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ที่อาจมีความแตกต่างกัน             “ในลำดับถัดไป กระทรวงดีอี พร้อมที่จะมีการพิจารณา และเสนอการปรับปรุงกฎหมาย หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องทางด้านดิจิทัล และเทคโนโลยี เพื่อให้ทันสมัยและครอบคลุม รองรับการทำสัญญา (formation) หรือการปฏิบัติตามสัญญา (Performance) ด้วยระบบอัตโนมัติ ต่อไป” ปลัดกระทรวง ดีอี กล่าว                          -------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เพจศูนย์ออกบัตรใบขับขี่ จาก กรมการขนส่ง รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์” รองลงมาคือเรื่อง “กระทรวงสาธารณสุขเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชื่อกระทรวงสาธารณสุข” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรืออาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และมีผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 5 - 11 กรกฎาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 904,649 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 259  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 226  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 33 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  เพจศูนย์ออกบัตรใบขับขี่ จาก กรมการขนส่ง รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 2 : เรื่อง กระทรวงสาธารณสุขเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชื่อกระทรวงสาธารณสุข อันดับที่ 3 : เรื่อง กองทุนผู้สูงอายุ รับปันผลทันที รายได้บางส่วนจากกองทุนนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาล อันดับที่ 4 : เรื่อง เปิดโอกาสให้ร่วมเป็นหุ้นส่วนของอมตะ อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่เพื่อรับสมัครงานออนไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Aurora Gold Trading. เปิดขาย SET 50 กองทุนรวมทองคำไทย อันดับที่ 7 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้เทรดทองคำ ก้าวสู่สนามเทรดทองคำระดับโลก รับรองโดย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อันดับที่ 8 : เรื่อง เปิดซื้อขาย SET 50/100 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ฮั่วเซ่งเฮง HGF Gold future อันดับที่ 9 : เรื่อง  เพจเฟซบุ๊ก Hua Seng Seng Gold Trade รับรองโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Trade Thai stocks จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย                          “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่มีการอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 เรื่องการแอบอ้างดำเนินการรับทำใบขับขี่ และต่อใบขับขี่ออนไลน์ ซึ่งเป็นข่าวปลอมที่มีการตรวจสอบและแจ้งเตือนเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยข้อมูลจากกรมขนส่งทางบก พบว่า เพจที่แอบอ้างดังกล่าว เป็นเพจปลอมซึ่งมิจฉาชีพจงใจทำขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินประชาชน ซึ่งหากหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนบุคคล หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมได้” นายเวทางค์กล่าว           อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 11 - 14 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 305,688บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าผู้เสียหายจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพหลังเกษียณ ตามนโยบายภาครัฐ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงเพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดติดตั้ง แอปพลิเคชันลงทะเบียนกรอกข้อมูลยืนยันตัวตนรับสิทธิ โดยให้ทำตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนพบว่า ได้ถูกโอนออกไปจากบัญชี จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก             คดีที่ 2 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความหวาดกลัว หลอกให้โอนเงิน Call Center มูลค่าความเสียหาย 1,464,990บาท โดยผู้เสียหายเคยแจ้งคดีความถูกมิจฉาชีพหลอกให้ลงทุนออนไลน์ไว้ในครั้งแรก ต่อมาภายหลัง ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทย จะนำเงินในบัญชีที่เสียหายไปคืนกลับมา ผู้เสียหายหลงเชื่อเพราะให้ข้อมูลถูก จึงเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยมิจฉาชีพแจ้งว่าต้องมีค่าดำเนินการเอกสาร และค่าบัญชีความเคลื่อนไหวของธนาคาร โดยให้โอนเงินไปหลายครั้ง ผู้เสียหายเดินทางไปยังธนาคารเพื่อสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ จึงทราบว่าตนเองนั้นถูกมิจฉาชีพหลอกเป็นครั้งที่สอง   คดีที่ 3 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 62,028 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อเงินสดผ่านข่องทาง Facebook ปลอม ชื่อเพจ KKP Cash Now จึงเกิดความสนใจ ทักไปสอบถามพูดคุย จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนสินเชื่อ มิจฉาชีพแจ้งว่ามีค่าสมัครสมาชิก และค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อ ต่อมาภายหลังแจ้งว่าผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิดพลาด จึงทำให้ระบบล็อกทำรายการไม่ได้ ให้โอนเงินไปทำการปลดล็อก และแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ต่อมาภายหลังผู้เสียหายทราบว่า ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 100,900 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาขายรถจักรยานยนต์มือสอง ผ่านช่องทาง Facebook ทำให้เกิดความสนใจ จึงทักไปสอบถามพูดคุยและเพิ่มเพื่อนทาง Line ตกลงซื้อขายโอนเงินเรียบร้อย ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่า มีค่าดำเนินการเอกสารต่าง ๆ เพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงโอนไปให้อีกหลายครั้ง สุดท้ายไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 65,900 บาท ผู้เสียหายได้สั่งเช่าพระเครื่อง ผ่านช่องทาง Facebook ได้ตกลงซื้อขายโอนเงินเรียบร้อย เมื่อถึงกำหนดยังไม่ได้รับพระเครื่อง จึงทักไปสอบถามกับทางเพจ มิจฉาชีพแจ้งว่าจัดส่งให้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อเพจได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพ หลอก                สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,999,506 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่  12 กรกฎาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1.สายโทรเข้า 1441 จำนวน 837,127 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,283 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 229,226 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,076 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 69,043 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 30.12 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 54,441 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.75 (3) หลอกลวงลงทุน 38,887 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.97 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 17,835 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.78 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 16,508 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.20 (และคดีอื่นๆ 32,512 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.18)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพได้ใช้วิธีการรูปแบบต่างๆ ทั้งการหลอกติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ้างช่วยติดตามเงินคืน โดยมีค่าใช้จ่าย  หลอกลวงให้กู้เงิน และหลอกลวงขายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น หรือใช้วิธีการหลอกลวงซ้ำซ้อน โดยมิจฉาชีพยังคงใช้การติดต่อ และการก่ออาชญากรรมผ่านช่องทาง Facebook หรือ Line เป็นหลัก ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชน ควรตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนตัดสินใจโอนเงินซื้อสินค้า หรือทำธุรกรรมใดๆ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆผ่านโทรสายด่วน GCC 1111 หรือสอบถามข้อมูลกับทางธนาคารโดยตรง ก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ   อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441                                                             --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือ Digital wallet ในประเด็น Callcenter และ Contact center โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ----------------------------------------------------

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2567) ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมรับโล่เกียรติคุณ ในงานมหรสพสมโภชเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ณ ท้องสนามหลวง                          -------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากที่มีการเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ กรณีที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน “ดิจิทัลวอลเล็ต” พร้อมส่งลิงก์ในแพลตฟอร์ม ให้กดลงทะเบียนรับสิทธิ์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชัน ขอเตือนว่าไม่เป็นความจริง โดยในกรณีดังกล่าวขอเตือนให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อ เพราะเป็นการหลอกลวงก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพ ซึ่งการลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการเท่านั้น   ทั้งนี้ปัจจุบันการดำเนินการ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต อยู่ระหว่างการเตรียมการรายละเอียด ในส่วนของการเปิดรับลงทะเบียนร้านค้า การลงทะเบียนของประชาชน ระบบการโอนเงิน ประเภทของสินค้าที่เข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล   อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะแถลงข่าวโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเป็นทางการ โดยเบื้องต้น จะมีการกล่าวถึงรายละเอียดวิธีปฏิบัติของประชาชน ในเรื่องการยืนยันตัวตน การลงทะเบียนของประชาชน แอปพลิเคชันที่ใช้ ขั้นตอนการลงทะเบียน และรายละเอียดของประเภทสินค้าที่สามารถใช้เงินดิจิทัลจับจ่ายใช้สอยได้   “ขอยืนยันว่าขณะนี้ รัฐบาลยังไม่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต แต่อย่างใด โดยขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ส่งลิงก์ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ ดิจิทัลวอลเล็ต ในแพลตฟอร์มต่างๆ หรืออย่าหลงเชื่อหากมีการส่งข้อความ SMS ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ ซึ่งแพลตฟอร์มต่างๆเหล่านี้เป็นช่องทางการหลอกลวงของมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งหากประชาชนกดลิงก์ หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน พร้อมกรอกข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว อาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรืออาจถูกโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารได้” รมว.ประเสริฐกล่าว   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------



วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Address) ในช่วง High-Level Dialogue : Smart Governance: Navigating Digital Transformation and Innovation ในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการประชุม The 24th APT Policy and Regulatory Forum (PRF-24) ในหัวข้อ “Smart Governance, digital transformation, and innovation” ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งได้เร่งรัดการเชื่อมโยงดิจิทัลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ผ่านการเพิ่มขีดความจุของเครือข่ายบริเวณชายแดนไทย เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายความจุของเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมระดับโลก เพื่อรองรับความต้องการของผู้ให้บริการเนื้อหาและบริการคลาวด์ สร้างระบบสายเคเบิล ASIA Direct เชื่อมต่อประเทศไทย จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเวียดนาม โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2567 จะช่วยเพิ่มขีดความจุและความเสถียรให้กับเครือข่ายระหว่างประเทศ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมแชงกรีลา เชียงใหม่   กระทรวงฯ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย โดยการเปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) พร้อมสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง (1441) เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง โดยระงับบัญชีธนาคารที่ฉ้อโกงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการต่อสู้กับการหลอกลวง และจัดตั้งศูนย์ PDPC Eagle Eye เพื่อติดตามและกำกับดูแลการปฏิบัติตามแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานต่าง ๆ และการจัดการภัยจากการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งประเทศไทยสนับสนุนอย่างแข็งขันให้มีการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในด้านการบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ภายในภูมิภาคอาเซียน กระทรวงฯ ได้จัดตั้งและเป็นประธานกลุ่มทำงานอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหานี้ที่กำลังทวีความรุนแรงด้วยการทำงานร่วมกัน เราสามารถสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน   พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ มุ่งเน้นให้ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ผ่านโครงการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ชุมชน จัดสรรอินเตอร์เน็ตสาธารณะให้แก่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อการพัฒนาอาชีพและการสร้างธุรกิจ ติดตั้งอุปกรณ์ให้เช่า อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และเจ้าหน้าที่สนับสนุนในศูนย์ชุมชน 500 แห่ง เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างการนำระบบ Cell Broadcast มาใช้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งการแจ้งเตือนแบบเจาะจง พร้อมระบุระดับความเร่งด่วนไปยังโทรศัพท์มือถือโดยตรงในยามฉุกเฉิน เช่น ภัยธรรมชาติ หรือภัยคุกคามจากบุคคล นโยบาย Cloud First เพื่อยกระดับบริการภาครัฐผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของข้อมูล และวาระการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งครอบคลุมการเปิดตัว แพลตฟอร์มบริการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ การเร่งนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ในภาครัฐและเอกชน   --------------------------------------------------------------------

วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงาน The 45th edition of ASEAN Innovation Business Platform (AIBP) Conference & Exhibition 2024 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก ณ ชั้น 6 ห้องพญาไท บอลรูม โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ --------------------------------------------------------------------


วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ในประเด็นเรื่อง Call Center และ Contact Center โดยมี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ในรูปแบบ online และ onsite ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   --------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับยื่นหนังสือ จากนายวรพจน์ ลัภโต ประธานชมรมผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน กรณี ขอให้เร่งรัดการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่เกี่ยวข้อง ณ  บริเวณ ลานชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ   นายประเสริฐ เปิดเผยว่า จากการร่วมพูดคุยกับตัวแทนชมรมผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน พบว่าผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชน ได้ขอให้มีการเร่งพิจารณา ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการประกอบการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญใน 2 ประเด็น ที่ผู้ประกอบวิทยุภาคประชาชน เห็นว่ามีผลกระทบ ดังนี้   1.ร่างมาตรา 7 ให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อมให้เป็นผู้มีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ ประเภทบริการชุมชนประเภทวิทยุ ภาคประชาชน การหารายได้ และการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชนที่มีคุณภาพ และกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง ประเภทบริการชุมชนสามารถมีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนหรือทางอื่น เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการสถานีวิทยุ โดยไม่เน้นการแสวงหากำไร   2.ร่างมาตรา 8 กำหนดอำนาจปรับทางปกครองกรณีผู้ประกอบกิจการวิทยุภาคประชาชน กิจการบริการชุมชุน หรือวิทยุที่ส่งกระจายเสียงด้วยกำลังส่งไม่เกินหนึ่งกิโลวัตต์ ได้รับคำสั่งให้ระงับการดำเนินการในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแล้วไม่ปฏิบัติตามให้ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับวันละไม่เกินหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่ง   สำหรับกรณีของการขอให้รัฐบาลผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการยกเลิกการประมูลคลื่นความถี่สำหรับวิทยุกระจายเสียงประเภทธุรกิจ ที่ออกอากาศ 500 วัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3,000 สถานี ให้สามารถออกอากาศต่อไป และจัดให้วิทยุทดลองออกอากาศในขณะนี้ เปลี่ยนไปวิทยุภาคประชาชนเพื่อให้ออกอากาศได้ต่อเนื่องหลังจากสิ้นปี 2567   ในส่วนของประเด็นนี้ ทาง กสทช.ได้กำหนดระยะเวลาในการสิ้นสุดการออกอากาศไว้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และกลุ่มผู้ทดลองออกอากาศ เกรงว่าการดำเนินงานจะไม่ทันตามกรอบเวลา จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการผลักดันการแก้กฎหมายให้แล้วเสร็จทันตามกำหนด ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ และเป็นความเดือดร้อนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชนเช่นเดียวกัน โดยผมขอพิจารณารายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งเร่งหารือร่วมกับรัฐบาล กสทช. และสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะสามารถเร่งผลักดันได้อย่างไร   “กระทรวงดีอี พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ซึ่งในกฎหมายฉบับแรกนั้น ผมจะเร่งพิจารณาโดยเร็ว พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับตัวแทนของผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการเร่งผลักดัน โดยจะเร่งรัดให้ทันในคราวประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2567 สมัยนี้ ขณะที่ฉบับที่ 2 นั้น จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม กฎหมายทั้ง 2 ฉบับอยู่ในความดูแลของ กสทช. ซึ่งกระทรวงดีอีจะร่วมหารือในกรณีนี้กับ กสทช. รัฐบาล รวมทั้ง สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเยียวยาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน” รมว.ประเสริฐ กล่าว     --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (17 กรกฎาคม 2567) นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิด “การฝึกการระดมทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การฝึกภาคสนาม (FTX : Field Training Exercise) ประเด็นการฝึกการระดม สรรพกำลังเพื่อการทหาร ประจำปี 2567 (กรส.67)” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการฝึก ณ ค่ายพนัสบดีศรีอุทัย จังหวัดชลบุรี   สำหรับการจัดฝึกอบรมภาคสนามฯ ในครั้งนี้ กระทรวง ดีอี เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรด้านการสื่อสารเพื่อรองรับการฝึกภาคสนามฯ ตามสถานการณ์ที่กรมการสรรพกำลังกลาโหมได้กำหนดขึ้น เสมือนเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจริง ให้สามารถแก้ปัญหาสถานการณ์การฝึกฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   -----------------------------------------------------------------------------

วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือมาตรการเร่งรัดปราบปรามข่าวปลอม (Fake News) ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ที่ต้องการให้เร่งรัดปราบปรามข่าวสารและข้อมูลอันเป็นเท็จบนสื่อโซเซียลมีเดีย และแพลตฟอร์มต่างๆ ที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดต่อบุคคล และโครงการสำคัญของรัฐบาล โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ดีอี  นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรี ฯ ดีอี พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ พ.ต.อ.ประดิษฐ์ เปการี รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เข้าร่วมหารือ  ณ ห้องประชุม CB 304  อาคารรัฐสภา   นายประเสริฐ เปิดเผยว่า ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้กระทรวง ดีอี เร่งรัดการปราบปรามเฟคนิวส์ หรือ ข่าวปลอม ที่ปัจจุบันมีการเผยแพร่ข่าวปลอม บิดเบือน สร้างความเสียหายโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย  โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต กระทรวง ดีอี จึงได้ร่วมหารือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บช.สอท. และ บก.ปอท. เพื่อกำหนดมาตรการเร่งรัดการปราบปรามข่าวปลอม   โดยมีประเด็นสำคัญในการหารือดังนี้   1. จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาเนื้อหาข่าวสารและข้อมูลที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมดำเนินการโต้ตอบ / ชี้แจงข้อเท็จจริงในทันทีตามความเหมาะสม เมื่อได้มีการตรวจสอบพบว่าเป็นข่าวปลอม / ข้อมูลผิด /ข้อเท็จจริง โดยให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามและประเมินสถานการณ์เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้สามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีได้ 2. เพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข้อเท็จจริงให้มีความครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยให้ประสานขอความร่วมมือจากสื่อของหน่วยงานรัฐ และสื่อเอกชน เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ 3. ประสานงานความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ที่พบว่ามีการเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อทำการตรวจสอบ และปิดกั้น   “ข่าวปลอม ถือเป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สร้างผลกระทบและความเดือดร้อนต่อประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทำให้ประชาชนมีความเข้าใจผิด บิดเบือนจากข้อมูลจริง โดยเฉพาะในขณะนี้ที่รัฐบาลกำลังดำเนินโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งมิจฉาชีพได้อาศัยความสนใจของประชาชนต่อโครงการดังกล่าวเป็นช่องทางในการสร้างข่าวปลอม เพื่อก่ออาชญากรรมออนไลน์  ดังนั้น กระทรวง ดีอี จึงร่วมกับ ตร. ตรวจสอบข่าวปลอมที่เข้าข่ายการกระทำความผิดอย่างเคร่งครัด โดยจัดตั้งเป็นคณะทำงานตรวจสอบเป็นประจำทุกวัน เพื่อดำเนินการระงับยับยั้งข่าวปลอม และดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จอย่างจริงจัง” รมว.ประเสริฐ กล่าว    สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                               --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.