Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

             นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าว เปิดปฏิบัติการ Season 2 โค่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเครื่องมือส่งสัญญาณ STARLINK - ชิมการ์ดต่างประเทศ ก่อนส่งเมียนมา โดยมีนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดีอี  พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล หัวหน้างานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ทรูมูฟเอช และดีแทค) และนายวิสิฐศักดิ์ เจริญไชย ผู้จัดการส่วนงานองค์กรสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (เอไอเอส)                 นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการปราบปราบอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ล่าสุด กระทรวง ดีอี และ บช.ก. ได้เปิดปฏิบัติการ Season 2 ปราบปรามทลายวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยยึดเครื่องมือส่งสัญญาณ STARLINK - ชิมการ์ดต่างประเทศ ก่อนมีการส่งต่อไปยังประเทศเมียนมา                  ทั้งนี้จากการเปิดปฏิบัติการดังกล่าว สามารถจับกุมผู้ต้องหาคือ MR.AR CHE TE สัญชาติพม่า อายุ 29 ปี พร้อมเข้าตรวจค้นสถานที่ จำนวน 4 จุด ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก โดยตรวจยึดของกลาง เป็นซิมการ์ด ดีแทค จำนวนกว่า 10,000 ชิ้น ซิมการ์ด ทรูมูฟ จำนวนกว่า 9,500 ชิ้น ซิมการ์ด เอไอเอส จำนวนกว่า 500 ชิ้น ซิมการ์ดต่างประเทศ (อังกฤษ สหรัฐอเมริกา) กว่า 11,000 ชิ้น และ อุปกรณ์รับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink จำนวน 2 ชุด และสายเชื่อม Starlink จำนวน 15 เส้น                  สำหรับการจับกุมในครั้งนี้เป็นการสืบสวนขยายผลจากการเปิดปฏิบัติการ STARLINK เมื่อวันที่ 12 - 18 มิ.ย.2567 ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์รับ - ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม STARLINK จำนวน 73 เครื่อง (ในพื้นที่ จ.จันทบุรี 30 เครื่อง , กรุงเทพมหานคร 28 เครื่อง , จ.ตาก 15 เครื่อง) โดยตรวจสอบพบว่าเส้นทางขนส่งอุปกรณ์ดังกล่าวไปยังปลายทางรวมกันในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อเตรียมส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน                  “กระทรวง ดีอี และ บช.ก. ได้เร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยเฉพาะปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งพบว่าได้เปลี่ยนวิธีการ และรูปแบบการหลอกลวงไปในรูปแบบต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยการใช้อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม STARLINK เป็นอีกวิธีการหนึ่ง รวมทั้งการใช้ซิมผี บัญชีม้า โดยปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการทลาย และตัดวงจรของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเร่งรัดปราบปรามอย่างต่อเนื่องต่อไป”   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   -------------------------------------------------------

               กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรมบัญชีกลาง แจ้งเลื่อนจ่ายเงินข้าราชการบำนาญเป็นวันที่ 19 ก.ค. 67” รองลงมาคือเรื่อง “ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อย เสี่ยงเป็นโรคสะเก็ดเงิน” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นเป็นการสร้างความเข้าใจผิด สร้างกระแสให้เกิดความวิตกกังวล ความเชื่อ และความเข้าใจคลาดเคลื่อนให้กับประชาชนในสังคม                 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 5 - 11 กรกฎาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 904,649 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 259  ข้อความ                 สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 226  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 33 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง                             ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 96 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 58 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 7 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 11 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 46 เรื่อง                           นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ซึ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ การติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานรัฐ รองลงมาเป็นข่าวที่เป็นความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และการใช้ชีวิตประจำวัน และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมบัญชีกลาง แจ้งเลื่อนจ่ายเงินข้าราชการบำนาญเป็นวันที่ 19 ก.ค. 67 อันดับที่ 2 : เรื่อง ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อย เสี่ยงเป็นโรคสะเก็ดเงิน อันดับที่ 3 : เรื่อง ลงทะเบียนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน 10,000 บาท ผ่านลิงก์ อันดับที่ 4 : เรื่อง กระทรวงการคลังปรับปรุงเงื่อนไขในการขอสินเชื่อฉุกเฉินขนาดเล็ก อันดับที่ 5 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ รับออกบัตรใบขับขี่ ออนไลน์ DLT โดยตรง อันดับที่ 6 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ กฟภ. ไลน์แจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ดิจิทัล ให้เตรียมเอกสารส่วนตัว อันดับที่ 7 : เรื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ รับเจ้าหน้าที่ตรวจค้นผู้โดยสาร สมัครผ่านไลน์ @690ggqez อันดับที่ 8 : เรื่อง กรุงไทยปล่อยสินเชื่อ SME ไซส์เล็ก วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท อันดับที่ 9 : เรื่อง นายกฯ เตรียมพรีเซนเตอร์เสื้อผ้าขาวม้า ดึงดูด Soft Power ผ่านเพจ ข่าวด่วนวันนี้ อันดับที่ 10 : เรื่อง รับสมัครงาน Ecommerce ออนไลน์ รายได้ขึ้นอยู่กับชั่วโมงการทำงาน                                     “จาก 10 อันดับ พบข่าวในที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ และความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป รวมถึงโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ของรัฐบาล ซึ่งอยู่ในหมวดหมู่ด้านนโยบายรัฐบาล ที่มีผลกระทบต่อภาพรวม สร้างความแตกตื่น และมีผลกระทบต่อความมั่นคง รวมทั้งด้านสังคม อาชีพ ความเป็นอยู่มากถึง 10 อันดับ โดยส่วนใหญ่มีรูปแบบแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หรือติดต่อประสานงานหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนส่วนมากมีความวิตกกังวล หลงเชื่อ และสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน จึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้ความเสียหายที่เป็นผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว                                              อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือความเชื่อแบบผิดๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                 --------------------------------------

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL ; United Nations Commission on International Trade Law) สมัยที่ 57 ในระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2567 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN Headquarter) ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา             ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว ประกอบไปด้วยกรรมาธิการจาก 60 ประเทศสมาชิก มีวาระที่สำคัญ คือ การพิจารณาร่างบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาโดยระบบอัตโนมัติ (Draft provision on automated contracting) ซึ่ง UNCITRAL Commission ได้มีมติรับพิจารณาร่างบทบัญญัติดังกล่าว โดยเห็นชอบให้จัดทำในรูปแบบ “กฎหมายแม่แบบ” หรือ Model Law คือ  “UNCITRAL Model Law on automated contracting”             ทั้งนี้ กฎหมายแม่แบบ ดังกล่าว จะเป็นกลไกทางกฎหมายที่สำคัญให้ประเทศต่างๆ ได้นำไปปรับใช้เป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายภายในประเทศของตน ให้มีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและสังคม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละประเทศ เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ ระบบ Automated System มาใช้ในการจัดทำสัญญา รวมถึงการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งผูกพันได้ตามกฎหมาย เพื่อรองรับการใช้งานที่มีจำนวนมากขึ้น               ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ได้เน้นให้ความสำคัญกับหลักการของ กฎหมายแม่แบบ ซึ่งมีความยืดหยุ่นต่อการนำไปปรับใช้กับบริบทกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ ที่อาจมีความแตกต่างกัน             “ในลำดับถัดไป กระทรวงดีอี พร้อมที่จะมีการพิจารณา และเสนอการปรับปรุงกฎหมาย หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องทางด้านดิจิทัล และเทคโนโลยี เพื่อให้ทันสมัยและครอบคลุม รองรับการทำสัญญา (formation) หรือการปฏิบัติตามสัญญา (Performance) ด้วยระบบอัตโนมัติ ต่อไป” ปลัดกระทรวง ดีอี กล่าว                          -------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เพจศูนย์ออกบัตรใบขับขี่ จาก กรมการขนส่ง รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์” รองลงมาคือเรื่อง “กระทรวงสาธารณสุขเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชื่อกระทรวงสาธารณสุข” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรืออาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และมีผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 5 - 11 กรกฎาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 904,649 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 259  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 226  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 33 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  เพจศูนย์ออกบัตรใบขับขี่ จาก กรมการขนส่ง รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 2 : เรื่อง กระทรวงสาธารณสุขเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชื่อกระทรวงสาธารณสุข อันดับที่ 3 : เรื่อง กองทุนผู้สูงอายุ รับปันผลทันที รายได้บางส่วนจากกองทุนนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาล อันดับที่ 4 : เรื่อง เปิดโอกาสให้ร่วมเป็นหุ้นส่วนของอมตะ อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่เพื่อรับสมัครงานออนไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Aurora Gold Trading. เปิดขาย SET 50 กองทุนรวมทองคำไทย อันดับที่ 7 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้เทรดทองคำ ก้าวสู่สนามเทรดทองคำระดับโลก รับรองโดย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อันดับที่ 8 : เรื่อง เปิดซื้อขาย SET 50/100 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ฮั่วเซ่งเฮง HGF Gold future อันดับที่ 9 : เรื่อง  เพจเฟซบุ๊ก Hua Seng Seng Gold Trade รับรองโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก Trade Thai stocks จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย                          “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่มีการอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 เรื่องการแอบอ้างดำเนินการรับทำใบขับขี่ และต่อใบขับขี่ออนไลน์ ซึ่งเป็นข่าวปลอมที่มีการตรวจสอบและแจ้งเตือนเป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยข้อมูลจากกรมขนส่งทางบก พบว่า เพจที่แอบอ้างดังกล่าว เป็นเพจปลอมซึ่งมิจฉาชีพจงใจทำขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินประชาชน ซึ่งหากหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนบุคคล หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมได้” นายเวทางค์กล่าว           อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 11 - 14 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 305,688บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าผู้เสียหายจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพหลังเกษียณ ตามนโยบายภาครัฐ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงเพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดติดตั้ง แอปพลิเคชันลงทะเบียนกรอกข้อมูลยืนยันตัวตนรับสิทธิ โดยให้ทำตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนพบว่า ได้ถูกโอนออกไปจากบัญชี จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก             คดีที่ 2 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความหวาดกลัว หลอกให้โอนเงิน Call Center มูลค่าความเสียหาย 1,464,990บาท โดยผู้เสียหายเคยแจ้งคดีความถูกมิจฉาชีพหลอกให้ลงทุนออนไลน์ไว้ในครั้งแรก ต่อมาภายหลัง ได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกสิกรไทย จะนำเงินในบัญชีที่เสียหายไปคืนกลับมา ผู้เสียหายหลงเชื่อเพราะให้ข้อมูลถูก จึงเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยมิจฉาชีพแจ้งว่าต้องมีค่าดำเนินการเอกสาร และค่าบัญชีความเคลื่อนไหวของธนาคาร โดยให้โอนเงินไปหลายครั้ง ผู้เสียหายเดินทางไปยังธนาคารเพื่อสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ จึงทราบว่าตนเองนั้นถูกมิจฉาชีพหลอกเป็นครั้งที่สอง   คดีที่ 3 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 62,028 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อเงินสดผ่านข่องทาง Facebook ปลอม ชื่อเพจ KKP Cash Now จึงเกิดความสนใจ ทักไปสอบถามพูดคุย จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนสินเชื่อ มิจฉาชีพแจ้งว่ามีค่าสมัครสมาชิก และค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อ ต่อมาภายหลังแจ้งว่าผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิดพลาด จึงทำให้ระบบล็อกทำรายการไม่ได้ ให้โอนเงินไปทำการปลดล็อก และแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ต่อมาภายหลังผู้เสียหายทราบว่า ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 100,900 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาขายรถจักรยานยนต์มือสอง ผ่านช่องทาง Facebook ทำให้เกิดความสนใจ จึงทักไปสอบถามพูดคุยและเพิ่มเพื่อนทาง Line ตกลงซื้อขายโอนเงินเรียบร้อย ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่า มีค่าดำเนินการเอกสารต่าง ๆ เพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงโอนไปให้อีกหลายครั้ง สุดท้ายไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 65,900 บาท ผู้เสียหายได้สั่งเช่าพระเครื่อง ผ่านช่องทาง Facebook ได้ตกลงซื้อขายโอนเงินเรียบร้อย เมื่อถึงกำหนดยังไม่ได้รับพระเครื่อง จึงทักไปสอบถามกับทางเพจ มิจฉาชีพแจ้งว่าจัดส่งให้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อเพจได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพ หลอก                สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,999,506 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่  12 กรกฎาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1.สายโทรเข้า 1441 จำนวน 837,127 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,283 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 229,226 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,076 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 69,043 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 30.12 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 54,441 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.75 (3) หลอกลวงลงทุน 38,887 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.97 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 17,835 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.78 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 16,508 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.20 (และคดีอื่นๆ 32,512 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.18)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพได้ใช้วิธีการรูปแบบต่างๆ ทั้งการหลอกติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร อ้างช่วยติดตามเงินคืน โดยมีค่าใช้จ่าย  หลอกลวงให้กู้เงิน และหลอกลวงขายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น หรือใช้วิธีการหลอกลวงซ้ำซ้อน โดยมิจฉาชีพยังคงใช้การติดต่อ และการก่ออาชญากรรมผ่านช่องทาง Facebook หรือ Line เป็นหลัก ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชน ควรตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนตัดสินใจโอนเงินซื้อสินค้า หรือทำธุรกรรมใดๆ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆผ่านโทรสายด่วน GCC 1111 หรือสอบถามข้อมูลกับทางธนาคารโดยตรง ก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมใดๆ   อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441                                                             --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือ Digital wallet ในประเด็น Callcenter และ Contact center โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ----------------------------------------------------

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2567) ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมรับโล่เกียรติคุณ ในงานมหรสพสมโภชเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ณ ท้องสนามหลวง                          -------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากที่มีการเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ กรณีที่รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียน “ดิจิทัลวอลเล็ต” พร้อมส่งลิงก์ในแพลตฟอร์ม ให้กดลงทะเบียนรับสิทธิ์ หรือติดตั้งแอปพลิเคชัน ขอเตือนว่าไม่เป็นความจริง โดยในกรณีดังกล่าวขอเตือนให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อ เพราะเป็นการหลอกลวงก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพ ซึ่งการลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการเท่านั้น   ทั้งนี้ปัจจุบันการดำเนินการ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต อยู่ระหว่างการเตรียมการรายละเอียด ในส่วนของการเปิดรับลงทะเบียนร้านค้า การลงทะเบียนของประชาชน ระบบการโอนเงิน ประเภทของสินค้าที่เข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล   อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะแถลงข่าวโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเป็นทางการ โดยเบื้องต้น จะมีการกล่าวถึงรายละเอียดวิธีปฏิบัติของประชาชน ในเรื่องการยืนยันตัวตน การลงทะเบียนของประชาชน แอปพลิเคชันที่ใช้ ขั้นตอนการลงทะเบียน และรายละเอียดของประเภทสินค้าที่สามารถใช้เงินดิจิทัลจับจ่ายใช้สอยได้   “ขอยืนยันว่าขณะนี้ รัฐบาลยังไม่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต แต่อย่างใด โดยขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ส่งลิงก์ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ ดิจิทัลวอลเล็ต ในแพลตฟอร์มต่างๆ หรืออย่าหลงเชื่อหากมีการส่งข้อความ SMS ให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ ซึ่งแพลตฟอร์มต่างๆเหล่านี้เป็นช่องทางการหลอกลวงของมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งหากประชาชนกดลิงก์ หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน พร้อมกรอกข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว อาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล หรืออาจถูกโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารได้” รมว.ประเสริฐกล่าว   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------



วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Address) ในช่วง High-Level Dialogue : Smart Governance: Navigating Digital Transformation and Innovation ในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการประชุม The 24th APT Policy and Regulatory Forum (PRF-24) ในหัวข้อ “Smart Governance, digital transformation, and innovation” ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งได้เร่งรัดการเชื่อมโยงดิจิทัลเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ผ่านการเพิ่มขีดความจุของเครือข่ายบริเวณชายแดนไทย เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ขยายความจุของเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมระดับโลก เพื่อรองรับความต้องการของผู้ให้บริการเนื้อหาและบริการคลาวด์ สร้างระบบสายเคเบิล ASIA Direct เชื่อมต่อประเทศไทย จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเวียดนาม โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2567 จะช่วยเพิ่มขีดความจุและความเสถียรให้กับเครือข่ายระหว่างประเทศ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมแชงกรีลา เชียงใหม่   กระทรวงฯ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย โดยการเปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) พร้อมสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง (1441) เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง โดยระงับบัญชีธนาคารที่ฉ้อโกงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการต่อสู้กับการหลอกลวง และจัดตั้งศูนย์ PDPC Eagle Eye เพื่อติดตามและกำกับดูแลการปฏิบัติตามแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานต่าง ๆ และการจัดการภัยจากการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งประเทศไทยสนับสนุนอย่างแข็งขันให้มีการเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันในด้านการบังคับใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ภายในภูมิภาคอาเซียน กระทรวงฯ ได้จัดตั้งและเป็นประธานกลุ่มทำงานอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหานี้ที่กำลังทวีความรุนแรงด้วยการทำงานร่วมกัน เราสามารถสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน   พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ มุ่งเน้นให้ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ผ่านโครงการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ชุมชน จัดสรรอินเตอร์เน็ตสาธารณะให้แก่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อการพัฒนาอาชีพและการสร้างธุรกิจ ติดตั้งอุปกรณ์ให้เช่า อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และเจ้าหน้าที่สนับสนุนในศูนย์ชุมชน 500 แห่ง เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างการนำระบบ Cell Broadcast มาใช้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถส่งการแจ้งเตือนแบบเจาะจง พร้อมระบุระดับความเร่งด่วนไปยังโทรศัพท์มือถือโดยตรงในยามฉุกเฉิน เช่น ภัยธรรมชาติ หรือภัยคุกคามจากบุคคล นโยบาย Cloud First เพื่อยกระดับบริการภาครัฐผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของข้อมูล และวาระการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งครอบคลุมการเปิดตัว แพลตฟอร์มบริการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ การเร่งนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ในภาครัฐและเอกชน   --------------------------------------------------------------------

วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงาน The 45th edition of ASEAN Innovation Business Platform (AIBP) Conference & Exhibition 2024 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก ณ ชั้น 6 ห้องพญาไท บอลรูม โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ --------------------------------------------------------------------


วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ในประเด็นเรื่อง Call Center และ Contact Center โดยมี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ในรูปแบบ online และ onsite ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   --------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับยื่นหนังสือ จากนายวรพจน์ ลัภโต ประธานชมรมผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน กรณี ขอให้เร่งรัดการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และการพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่เกี่ยวข้อง ณ  บริเวณ ลานชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ   นายประเสริฐ เปิดเผยว่า จากการร่วมพูดคุยกับตัวแทนชมรมผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงภาคประชาชน พบว่าผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชน ได้ขอให้มีการเร่งพิจารณา ร่างแก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วยการประกอบการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่...) พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญใน 2 ประเด็น ที่ผู้ประกอบวิทยุภาคประชาชน เห็นว่ามีผลกระทบ ดังนี้   1.ร่างมาตรา 7 ให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อมให้เป็นผู้มีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ ประเภทบริการชุมชนประเภทวิทยุ ภาคประชาชน การหารายได้ และการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชนที่มีคุณภาพ และกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง ประเภทบริการชุมชนสามารถมีรายได้จากการบริจาค การอุดหนุนหรือทางอื่น เพื่อให้เพียงพอต่อการบริหารจัดการสถานีวิทยุ โดยไม่เน้นการแสวงหากำไร   2.ร่างมาตรา 8 กำหนดอำนาจปรับทางปกครองกรณีผู้ประกอบกิจการวิทยุภาคประชาชน กิจการบริการชุมชุน หรือวิทยุที่ส่งกระจายเสียงด้วยกำลังส่งไม่เกินหนึ่งกิโลวัตต์ ได้รับคำสั่งให้ระงับการดำเนินการในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแล้วไม่ปฏิบัติตามให้ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับวันละไม่เกินหนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่ง   สำหรับกรณีของการขอให้รัฐบาลผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการยกเลิกการประมูลคลื่นความถี่สำหรับวิทยุกระจายเสียงประเภทธุรกิจ ที่ออกอากาศ 500 วัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 3,000 สถานี ให้สามารถออกอากาศต่อไป และจัดให้วิทยุทดลองออกอากาศในขณะนี้ เปลี่ยนไปวิทยุภาคประชาชนเพื่อให้ออกอากาศได้ต่อเนื่องหลังจากสิ้นปี 2567   ในส่วนของประเด็นนี้ ทาง กสทช.ได้กำหนดระยะเวลาในการสิ้นสุดการออกอากาศไว้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และกลุ่มผู้ทดลองออกอากาศ เกรงว่าการดำเนินงานจะไม่ทันตามกรอบเวลา จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการผลักดันการแก้กฎหมายให้แล้วเสร็จทันตามกำหนด ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ และเป็นความเดือดร้อนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชนเช่นเดียวกัน โดยผมขอพิจารณารายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งเร่งหารือร่วมกับรัฐบาล กสทช. และสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะสามารถเร่งผลักดันได้อย่างไร   “กระทรวงดีอี พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ซึ่งในกฎหมายฉบับแรกนั้น ผมจะเร่งพิจารณาโดยเร็ว พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับตัวแทนของผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการเร่งผลักดัน โดยจะเร่งรัดให้ทันในคราวประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2567 สมัยนี้ ขณะที่ฉบับที่ 2 นั้น จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม กฎหมายทั้ง 2 ฉบับอยู่ในความดูแลของ กสทช. ซึ่งกระทรวงดีอีจะร่วมหารือในกรณีนี้กับ กสทช. รัฐบาล รวมทั้ง สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเยียวยาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน” รมว.ประเสริฐ กล่าว     --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.