Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (26 กรกฎาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ รวมทั้งแสดงความมุ่งมั่นที่จะเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ร่วมเป็นพลังของแผ่นดินในการสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติต่อไป เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้อง Grand ballroom อาคารสโมสร บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)   ---------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “ #คนไทยรู้ทัน ศูนย์ข้อมูลดิจิทัลต้านภัยออนไลน์ (Anti-Scam Digital Literacy Hub) ” ซึ่งจัดขึ้นโดย Tik Tok ,Thailand  โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โครงการโคแฟค (COFACT) และสภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC) เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการ   นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ถือเป็นปัญหาสำคัญ ที่สร้างผลกระทบให้กับประชาชนในสังคมไทยเป็นวงกว้าง โดยกระทรวง ดีอี ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เร่งรัดการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ พร้อมกับการขอความร่วมมือผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ในการแจ้งเบาะแส และเฝ้าระวังการกระทำของมิจฉาชีพที่อาศัยช่องทางโซเชียลมีเดียในการก่ออาชญากรรมออนไลน์   ขณะเดียวกัน กระทรวง ดีอี ได้ดำเนินการสร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันด้านดิจิทัลให้กับประชาชนในช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ  โดยตระหนักถึงความสำคัญของการใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ในการให้ความรู้และวิธีป้องกันภัยออนไลน์ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการหารือร่วมกับ TikTok , Thailand และหน่วยงานพันธมิตร จึงนำไปสู่การจัดโครงการ #คนไทยรู้ทัน และทาง TikTok ได้จัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลดิจิทัลต้านภัยออนไลน์ (Anti-Scam Digital Literacy Hub) เพื่อดำเนินการเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ความรู้ วิธีการป้องกันตัวจากภัยออนไลน์ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นการใช้งานเทคโนโลยีให้กับประชาชน ยกระดับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล   “กระทรวง ดีอี ได้เน้นย้ำถึงหลักการป้องกันภัยทางออนไลน์ การหลอกลวงโอนเงิน หรือหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคล โดยใช้หลัก 4 ไม่ คือ 1.ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตเป็นคอนเทนต์เผยแพร่ทาง TikTok แล้ว นอกจากนี้ ยังพร้อมช่วยเหลือผู้เสียหายในการรับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ และอายัดบัญชี โดย ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ โทรสายด่วน AOC 1441 ตลอด 24 ชม. และสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ ได้ที่ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) Line ID: @antifakenewscenter หรือ เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com รวมทั้งยังมอบหมายสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสบัญชีม้า ผ่านโทรสายด่วน 1212 ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ พร้อมรับปรึกษาปัญหาทางธุรกรรมออนไลน์ทุกประเภท” นายประเสริฐ กล่าว                                              -------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้ว เป็นตัวช่วยลดการเกิดอาการหัวใจล้มเหลว” รองลงมาคือเรื่อง “รัฐบาลเตรียมแจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มคนละ 3,000 บาท วันที่ 20 ก.ค. 67 โดยไม่ต้องลงทะเบียน” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 19 - 25 กรกฎาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,933 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 248  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 204  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 43 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 209 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 102 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 103 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 51 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 5 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 36 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความมั่นคง ซึ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน รองลงมาเป็นข่าวการติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานรัฐ และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  ดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้ว เป็นตัวช่วยลดการเกิดอาการหัวใจล้มเหลว อันดับที่ 2 : เรื่อง รัฐบาลเตรียมแจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มคนละ 3,000 บาท วันที่ 20 ก.ค. 67 โดยไม่ต้องลงทะเบียน อันดับที่ 3 : เรื่อง การบินไทย มีตั๋วเที่ยวบินราคาถูกสำหรับผู้สูงอายุ อันดับที่ 4 : เรื่อง โรคงูสวัดหากขึ้นวนรอบตัวจะทำให้เสียชีวิ อันดับที่ 5 : เรื่อง ประเทศลาวสั่งห้ามใช้เงินบาทและสินค้าจากไทย อันดับที่ 6 : เรื่อง การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อการเป็นภาคีอนุสัญญา อันดับที่ 7 : เรื่อง ปตท. เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์เติมน้ำมัน 200 บาท ฟรี 200 บาท ผ่านเว็บไซต์ www.ptt-th.com อันดับที่ 8 : เรื่อง วิธีตรวจระดับความเสื่อมของสมอง ด้วยการกดและขยับเคลื่อนไหวนิ้ว อันดับที่ 9 : เรื่อง  กองทะเบียนจัดหางานถูกกฎหมาย กรมการจัดหางาน รับสมัครนักเรียน นักศึกษา หารายได้เสริมผ่านมือถือ อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำ TikTok มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์งานหารายได้เสริม              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอันดับ 1 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน เป็นการสร้างความเชื่อ ความเข้าใจที่ผิด โดยข้อมูลจากสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า การดื่มน้ำไม่สามารถช่วยลดการเกิดหัวใจล้มเหลวได้ และในบางบุคคลอาจต้องจำกัดปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวันในช่วงที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งหากหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนตัวบุคคล หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้างได้” นายเวทางค์กล่าว           อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                         -------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (28 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน จากนั้นร่วมพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

วันนี้ (28 กรกฎาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน จากนั้นร่วมพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง _____________

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด อันดับที่ 1 เรื่อง “ปปง. เปิดเพจแจ้งความออนไลน์ ชื่อว่า ศูนย์รับเรื่อง-ลงทะเบียนและตรวจสอบเพื่อรับเงินคืนจากคดีออนไลน์” รองลงมาคือเรื่อง “ปปง. เปิดให้ลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่านเพจศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ AOC” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้างนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 19 - 25 กรกฎาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,933 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 248  ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 204  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 43 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 209 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 102 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง  ปปง. เปิดเพจแจ้งความออนไลน์ ชื่อว่า ศูนย์รับเรื่อง-ลงทะเบียนและตรวจสอบเพื่อรับเงินคืนจากคดีออนไลน์อันดับที่ 2 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่านเพจศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ AOCอันดับที่ 3 : เรื่อง เพจกระทรวงยุติธรรมปรึกษากฎหมาย รับเรื่อง ร้องเรียน ร้องทุกข์ เป็นเพจที่กระทรวงยุติธรรมจัดทำขึ้นอันดับที่ 4 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจ Rescue crime เพื่อแจงขั้นตอน ยื่นคุ้มครองสิทธิ ขอเงินคืนอันดับที่ 5 : เรื่อง พม. เปิดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ตรวจสอบ-ลงทะเบียนเพื่อรับเงินคืนจากคดีออนไลน์อันดับที่ 6 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผู้ลงทุนโอนเงินเพื่อขอรับรองหรือรับประกันวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์อันดับที่ 7 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดช่อง TikTok @dy18ozezoiodอันดับที่ 8 : เรื่อง ลงทะเบียนรับทรัพย์สินคืนจากอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านเพจ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ – ETDAอันดับที่ 9 : กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ เพื่อรับสมัครงานอันดับที่ 10 : เรื่อง TikTok ศูนย์มาตรฐานฝีมือแรงานโฮมโปร สร้างช่างมืออาชีพตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ“เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่าทั้งหมดเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งทำหน้าที่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอันดับ 1 และ 2 เป็นข่าวปลอมที่แอบอ้างหน่วยงาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลจาก ป.ป.ง.พบว่า เพจและคลิปสั้นที่มีการโพสต์ดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม ซึ่งมิจฉาชีพได้ตัดต่อคลิปจากข่าวที่สื่อมวลชนเผยแพร่ และนำมาเพิ่มเติมข้อความ เพื่อหลอกผู้เสียหายจากคดีฉ้อโกงให้หลงเชื่อส่งข้อมูลและโอนเงินให้ตามที่อ้างว่า จะดำเนินเรื่องช่วยเหลือ โดย ป.ป.ง. ไม่เคยมีการเปิดให้ผู้เสียหายทุกรายคดี ยื่นคำร้องผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทางแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือแชร์ข้อมูล ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนตัวบุคคล และทรัพย์สิน หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมได้” นายเวทางค์กล่าวอย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   -------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ได้แถลงรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 โดยให้ประชาชนกลุ่มที่มีสมาร์ตโฟน ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2567 นี้   ทั้งนี้ จากรายงานการสมัครเข้าใช้งานแอปฯ ทางรัฐ ของประชาชน ก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 พบว่ามีจำนวนการใช้งานเฉลี่ยวันละ 50,000-60,000 ครั้ง ขณะที่ปัจจุบัน (ภายหลังวันที่ 24 กรกฎาคม 2567) พบว่ามีจำนวนการสมัครเข้าใช้งานเฉลี่ยถึงวันละ 800,000 – 900,000 ครั้ง   ดังนั้น กระทรวง ดีอี จึงขอแนะนำให้ประชาชนกลุ่มที่มีสมาร์ตโฟน ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ได้สมัครใช้งาน พร้อมยืนยันตัวตน ในแอป ฯ ทางรัฐ ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการใช้งานก่อนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ซึ่งคาดว่าในช่วงที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2567 จะมีจำนวนการสมัครเข้าใช้งานถึงวันละประมาณ 5,000,000-6,000,000 ครั้ง   “อย่างไรก็ตาม หากประชาชนมีข้อสงสัย หรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โทรสายด่วน. Digital Wallet 1111 ตลอด 24 ชม. โดยกระทรวง ดีอี ได้เตรียมเจ้าหน้าที่รองรับการทำงานของระบบไว้กว่า 500 คน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก แก้ไขปัญหา ตอบข้อสงสัย เรื่องการลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต ให้กับประชาชน” นายประเสริฐ กล่าว   สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) และติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือ www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย ---------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 25 - 28 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์  มูลค่าความเสียหาย 4,325,985บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะทำการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าให้ใหม่และให้รับเงินค่าประกันคืน ให้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดติดตั้งแอปพลิเคชัน โดยทำตาม คำแนะนำของเจ้าหน้าที่จนเสร็จขั้นตอน ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินบัญชีของตน พบว่า ได้มีการถูกโอนออกไป ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก            คดีที่ 2 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 40,157 บาท โดยผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาสินเชื่อเงินสด ผ่านทาง Facebook ชื่อเพจ Smart Lone จึงสนใจ ทักไปสอบถาม จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อยื่นสินเชื่อ จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าได้อนุมัติสินเชื่อแล้ว แต่ต้องโอนเงินเพื่อเป็นการประกันสินเชื่อ ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป มิจฉาชีพแจ้งภายหลังว่า ผู้เสียหายโอนผิดบัญชีไม่ได้รับเงินค่าประกัน จึงโอนไปอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ได้เงินกู้ ต่อมาภายหลังผู้เสียหายทราบว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงให้ทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 810,000 บาท ผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพชักชวนหารายได้พิเศษอ้างผลตอบแทนดี ผ่านช่องทาง Line เป็นงาน กดออเดอร์สินค้าในระบบและจะได้รับค่าคอมมิชชัน จากนั้นส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลสมัคร สมาชิกและชำระค่าสมาชิกแล้วดึงเข้า Group Line มีตัวแทนบริษัทคอยแนะนำ ให้โอนเงิน ลงทุนเข้าไปในระบบครั้งแรกก่อน ในระยะแรกได้ผลตอบแทนจริงเพราะโอนเงินลงทุน ยังไม่มาก ต่อมาภายหลังให้โอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถถอนเงิน ออกมาได้ อ้างทำภารกิจไม่สำเร็จต้องเสียค่าปรับทางบริษัทและชำระค่าภาษี ผู้เสียหาย เชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 402,371 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายรู้จักมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook อ้างเป็นเพจปลอม เอ จักรพรรดิ มั่งคั่ง โฆษณาชวนเชื่อร่วมทำบุญ 1,000 บาท ได้พระ 1 องค์(หลวงปู่ศิลา) และลุ้นรางวัลสร้อยคอ ทองทำหนัก 5 บาทและรถยนต์ ผู้เสียหายสนใจจึงร่วมทำบุญ 1,000 บาท มิจฉาชีพแจ้งว่า เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ให้ผู้เสียหายชำระค่าภาษีและ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ภายหลังผู้เสียหายทราบว่าเป็นเพจปลอม ถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 490,000 บาท ผู้เสียหายได้สั่งซื้อสินค้าประเภทรถยนต์มือสอง ผ่านทาง Facebook โดยได้ตกลงซื้อขาย และโอนเงินชำระเรียบร้อย ต่อมาภายหลังมิจฉาชีพแจ้งว่าขอให้โอนค่าขนส่งเพิ่ม ผู้เสียหาย แจ้งกลับทางเพจไปว่าขอชำระค่าขนส่งปลายทางเมื่อได้รับรถยนต์ มิจฉาชีพอ้างว่าไม่ได้ ต้องโอนเงินเลย จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก                สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 6,068,513 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่  26 กรกฎาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1.สายโทรเข้า 1441 จำนวน 879,315 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,269 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 247,769 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,091 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 73,889 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.82 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 59,321 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.94 (3) หลอกลวงลงทุน 41,932 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.92 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 19,042 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.69 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 18,307 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.39 (และคดีอื่นๆ 35,278 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.24)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพได้ใช้วิธีการรูปแบบต่างๆ ทั้งการอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ หลอกให้โหลดติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อได้เงินคืน  หลอกเป็นธนาคารปล่อยสินเชื่อกู้ยืมเงิน อ้างให้โอนเงินผิดบัญชี ต้องโอนให้เพื่อปลดล็อกระบบ และหลอกให้โอนเงินลุ้นรับรางวัล โดยเสียค่าธรรมเนียมและภาษี หรือหลอกซื้อขายสินค้า จะเห็นว่าส่วนใหญ่ใช้การติดต่อผ่านโซเชียล สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่าย ทั้งFacebook และ Line เป็นหลัก และพบว่าผู้เสียหายละเลยข้อปฏิบัติ 4 ไม่ คือ 1.ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชน ควรตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดของตัวบุคคลที่ติดต่อด้วยทางแพลตฟอร์มนั้นๆ โดยหากไม่แน่ใจ สามารถขอให้ชะลอการติดต่อหรือทำธุรกรรม ร่วมกันก่อน และไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินซื้อสินค้า หรือทำธุรกรรมใดๆ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ผ่านโทรสายด่วน GCC 1111 หรือสอบถามข้อมูลกับทางธนาคารโดยตรง ก่อนตัดสินใจทำธุรกรรม อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยล่าสุดได้จัดโครงการร่วมกับ Tik ToK ภายใต้ชื่อแคมเปญ #คนไทยรู้ทัน รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   ทั้งนี้ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 และสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กรณีที่ข่าวบิดเบือน เรื่องผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินดิจิทัลโอนเข้าบัตรประชาชนโดยอัตโนมัตินั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง   ทั้งนี้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจำนวน 14.98 ล้านคนทั่วประเทศ จะต้องลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ โดยหากอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีสมาร์ตโฟน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน  “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2567 โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”  ได้โดยตรงจากแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการของสมาร์ตโฟน ดังนี้   1. แอปพลิเคชัน “App Store” สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ดาวน์โหลดได้ที่ https://apps.apple.com/th/app/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3-%E0%B8%90/id1514331336?l=th   2. แอปพลิเคชัน “Google Play” สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ดาวน์โหลดได้ที่ https://play.google.com/store/apps/details?id=th.or.dga.citizenportal   ในส่วนของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนนั้น จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันตัวตนเข้าร่วมโครงการฯ ในระหว่างวันที่ 16 กันยายน - 15 ตุลาคม 2567 ณ สถานที่ที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งจะมีการแจ้งระบุสถานที่อย่างเป็นทางการอีกครั้ง สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นข้อมูลโดยตรงจากรัฐบาล ที่เชื่อถือได้ ในเว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือ  www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านศูนย์บริการข้อมูลโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โทรสายด่วน. Digital Wallet 1111 พร้อมให้บริการและคำแนะนำปรึกษาแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง      “จากการเผยแพร่ข่าวบิดเบือนว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนเข้าร่วมโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต โดยจะได้รับเงินโอนเข้าบัตรในทันทีที่เริ่มโครงการนั้น ขอแจ้งว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำเป็นต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ก่อนที่จะได้รับสิทธิ์เติมเงิน 10,000 บ. ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชน อย่าเชื่อ อย่าแชร์ ข่าวและข้อมูลที่บิดเบือนดังกล่าว ทำให้ผู้ถือสวัสดิการแห่งรัฐเสียสิทธิ์ที่ควรจะได้รับ และอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 ได้ตลอด 24 ชม.” นายประเสริฐ กล่าว   สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)  -------------------------------------------------------------------------------------  

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ รัฐบาล โดยกระทรวง ดีอี และกระทรวงการคลัง ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยกลุ่มผู้ที่มีสมาร์ตโฟน ลงทะเบียนผ่าน แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” ได้โดยตรงจากแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการของสมาร์ตโฟน ดังนี้ 1. แอปพลิเคชัน “App Store” สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ดาวน์โหลดได้ที่ https://apps.apple.com/th/app/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3-%E0%B8%90/id1514331336?l=th 2. แอปพลิเคชัน “Google Play” สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ดาวน์โหลดได้ที่https://play.google.com/store/apps/details?id=th.or.dga.citizenportal วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ให้บริการสำหรับผู้ที่มีสมาร์ตโฟน แต่ต้องการความช่วยเหลือให้การลงทะเบียนฯ รัฐบาลได้กำหนดสถานที่จุดให้บริการ (Walk – in) สอบถามข้อมูล และให้บริการรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ดังนี้1.ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 1,722 ศูนย์ทั่วประเทศ2.ที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ (ยกเว้น ไปรษณีย์อนุญาต (เอกชน) และร้านค้าให้บริการ)3.ธนาคารออมสิน 1,047 แห่ง ทั่วประเทศ4.ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1,238 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ประชาชน ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามข้อมูล และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่จุดบริการจำนวนรวม 5,199 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวง ดีอี กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้บริการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามระยะเวลาทำการ สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นข้อมูลโดยตรงจากรัฐบาล ที่เชื่อถือได้ ในเว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือ www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านศูนย์บริการข้อมูลโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โทรสายด่วน. Digital Wallet 1111 พร้อมให้บริการและคำแนะนำปรึกษาแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง “รัฐบาล โดยกระทรวง ดีอี กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความห่วงใยประชาชน ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โดยได้จัดสถานที่ เป็นจุดให้บริการแบบ Walk-in เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการสอบถามข้อมูล และให้บริการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 5,199 จุดทั่วประเทศ เพิ่มเติมจากการลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ของประชาชน โดยคาดว่าจะมีประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 45-50 ล้านคน” นายประเสริฐ กล่าว สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) -------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการใช้งานMobile ID และ ระบบ Mobile Banking โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือ และร่วมศึกษาดูงานระบบบริหารจัดการกระบวนการทำงานภายในของภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (eOffice for Digital Government Driven) โดยมี นาย ปดิพัทธ์ สันติภาดา ตำแหน่ง รองประธานสภา คนที่ 1 เป็นประธานร่วม พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ในวันที่ 1 สิงหาคม 2567 ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” นั้น และจุดให้บริการ Walk-in ของหน่วยงานรัฐ 5,207 จุดทั่วประเทศ นั้น   ล่าสุดจากการติดตามตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลต่างๆ พบการกระทำต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมออนไลน์ อาทิ 1.การจัดตั้งกลุ่ม หรือ แฟนเพจ Facebook แอบอ้างให้ความรู้ ข้อมูลเรื่องโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต โดยใช้บัญชีแอ็กเคานต์ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ   2.การแชร์ และเผยแพร่ลิงก์ข่าวที่มีข้อมูลบิดเบือน ข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ  3.การโพสต์ข้อความหลอกลวงให้ช่วยเหลือประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ   ทั้งนี้กระทรวง ดีอี ขอแจ้งเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อรูปแบบการหลอกลวงต่างๆ ที่แอบอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ โดยขอย้ำว่า ประชาชนผู้ที่มีสมาร์ตโฟน ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ต้องสมัครยืนยันตัวตน และลงทะเบียนด้วยตนเองในแอปฯ ทางรัฐ เท่านั้น ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 15 กันยายน 2567 โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้โดยตรงจากแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการของสมาร์ตโฟนดังนี้   1.แอปพลิเคชัน “App Store” สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ดาวน์โหลดได้ที่ https://apps.apple.com/th/app/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3-%E0%B8%90/id1514331336?l=th   2.แอปพลิเคชัน “Google Play” สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ดาวน์โหลดได้ที่ https://play.google.com/store/apps/details?id=th.or.dga.citizenportal   ขณะที่ประชาชนกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ตโฟน รัฐบาลได้เปิดจุดให้บริการ (Walk – in) สอบถามข้อมูล และให้บริการรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ดังนี้ 1.ศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 1,722 ศูนย์ทั่วประเทศ 2.ที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ (ยกเว้น ไปรษณีย์อนุญาต (เอกชน) และร้านค้าให้บริการ) 3.ธนาคารออมสิน 1,047 แห่ง ทั่วประเทศ 4.ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1,238 แห่งทั่วประเทศ   รวมจำนวนจุดให้บริการทั้งหมด 5,207 แห่งทั่วประเทศ   นอกจากนี้ประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นข้อมูลโดยตรงจากรัฐบาล ที่เชื่อถือได้ ในเว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือ  www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านศูนย์บริการข้อมูลโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 พร้อมให้บริการและคำแนะนำปรึกษาแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง     “กระทรวง ดีอี ตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการก่ออาชญกรรมออนไลน์ การหลอกลวง  ในแพลตฟอร์ม โซเชียล และสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งข่าวบิดเบือนข้อมูลของโครงการฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน และมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชน ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมผ่านช่องทางที่รัฐบาล กระทรวงดีอี และกระทรวงการคลัง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เท่านั้น อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ หลอกลวงส่งลิงก์ หรือแพลตฟอร์มปลอมต่างๆ โดยอ้างว่าเป็นช่องทางการลงทะเบียน หรือข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ซึ่งอาจมีผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลหลุดรอด หรือสูญเสียทรัพย์สินได้” นายประเสริฐ กล่าว     สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)#กระทรวงดิิจิทัล #กระทรวงดีอี #DE #Digitalwallet #รมวประเสริฐ                      -------------------------------------------------------------------------------------  


วันนี้ (1 สิงหาคม 2567) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน การประชุมความร่วมมือสุดยอดระดับภูมิภาคระหว่าง ไชน่า โมบาย กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2567 “เชื่อมโยงข้อมูล สร้างสรรค์อนาคต” ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชนทั่วภูมิภาคอาเซียน ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการกำหนดทิศทางอนาคตของ Digital Landscape ร่วมกัน โดยมี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีฯ พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ และคณะทำงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารบริษัท China Mobile Communications Group กรรมการบริหาร ASEAN Foundation เอกอัครราชทูตวิสามัญแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย ไชน่า โมบาย คอมมิวนิเคชั่นส์ กรุ๊ป (หรือ “ไชน่า โมบาย”) ณ ห้องประชุมชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร   ทั้งนี้ นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวง ดีอี  ได้นำนโยบายหลักของรัฐบาล (IGNITE THAILAND ) ที่จะพัฒนาประเทศเป็น Digital Economy Hub มาขับเคลื่อนภายใต้ นโยบาย “The New Growth Engine of Thailand” ที่ประกอบด้วย 3 เครื่องยนต์เล็ก ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถทางด้านดิจิทัล, การสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางด้านดิจิทัล, และการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล เพื่อสร้างรากฐานที่สำคัญกับการพัฒนาประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น Digital Economy Hub ของภูมิภาค ปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้การทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุดจากทุกภาคส่วน   --------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.