Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “แอปฯ ทางรัฐ แสดงข้อมูลเครดิตบูโร บัญชีติดหนี้ ใบสั่งจราจร ข้อมูลโดนฟ้องศาล หลังลงทะเบียน 10,000 บาท” รองลงมาคือเรื่อง “ปชช. ที่สมัครบัญชีผ่านแอปฯ ทางรัฐไม่ได้ จะไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 2 – 8 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 848,755 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 205  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 174  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 26 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 5 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 168 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 86 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 90 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 34 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 16 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 22 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความมั่นคง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐบาล อย่างโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน มากถึง 9 อันดับแรก ซึ่งแสดงว่าประชาชนให้ความสนใจต่อโครงการนี้มากที่สุด โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง แอปฯ ทางรัฐ แสดงข้อมูลเครดิตบูโร บัญชีติดหนี้ ใบสั่งจราจร ข้อมูลโดนฟ้องศาล หลังลงทะเบียน 10,000 บาท อันดับที่ 2 : เรื่อง ปชช. ที่สมัครบัญชีผ่านแอปฯ ทางรัฐไม่ได้ จะไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท อันดับที่ 3 : เรื่อง ธปท. เตือน แอปฯ ทางรัฐ ไร้ความปลอดภัยในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล อันดับที่ 4 : เรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตีตกเงินดิจิตอลวอลเล็ต อันดับที่ 5 : เรื่อง รัฐบาลเปิดให้โหลดแอปฯ ทางรัฐ ผ่านเว็บไซต์ https://dga-thai.com/ อันดับที่ 6 : เรื่อง สามารถเปิดรับแลกเงินดิจิทัล 10,000 บาท และนำเงินสดไปใช้ได้ อันดับที่ 7 : เรื่อง สมัครแอปฯ ทางรัฐด้วยบัตร ปปช. และสแกนใบหน้า เสี่ยงถูกแฮ็ก เพราะเป็นระบบเปิดเชื่อมไปยังบัญชีธนาคาร อันดับที่ 8 : เรื่อง ให้บริการรับสมัครแอปฯ ทางรัฐ เพื่อใช้ลงทะเบียนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต อันดับที่ 9 : เรื่อง ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐแล้วถูกแฮกข้อมูล รวมถึงข้อมูลของญาติจะถูกดึงมาทั้งหมด อันดับที่ 10 : เรื่อง ต้มน้ำประปา สามารถลดความเค็มได้              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวข้องกับโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” มากถึง 9 อันดับแรก โดยโครงการดังกล่าวมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอันดับ 1 เรื่อง “แอปฯ ทางรัฐ แสดงข้อมูลเครดิตบูโร บัญชีติดหนี้ ใบสั่งจราจร ข้อมูลโดนฟ้องศาล หลังลงทะเบียน 10,000 บาท” ซึ่งเป็นการสร้างข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน” นายเวทางค์ กล่าว กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงข้อมูลจริงว่า แอปฯ ทางรัฐ ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลไปที่หน่วยงานเจ้าของบริการและข้อมูลนั้น ๆ เท่านั้น และจะไม่มีการเก็บข้อมูลของประชาชนไว้ที่แอปฯ “ทางรัฐ” แต่อย่างใด สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงในแอปฯ “ทางรัฐ” สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือพิมพ์เป็นภาษาไทยว่า www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย หรือสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Call Center) สายด่วน โทร. 1111 ซึ่งหากหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนตัวบุคคล หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้างได้           อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                        ----------------------------------------------------------------

วันที่ 10 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ พลตำรวจตรี นิพล บุญเกิด ผู้บังคับการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (ผบก.สอท.2)  และ นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม  สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมโดยสาร เฮลิคอปเตอร์ สำรวจ และสุ่มตรวจสอบเสาสัญญาณของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ที่อาจมีความเสี่ยงให้ขบวนการก่ออาชญากรรมออนไลน์ หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งมีฐานอยู่บริเวณชายแดน ลักลอบใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระทำความผิด นายประเสริฐ เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย กองบัญชาการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ กสทช. ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มอบหมายให้ กสทช. ร่วมกับ ตร. ปราบปรามการลักลอบใช้สัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อก่ออาชญากรรมในประเทศไทย โดยการรื้อถอนสาย และเสาสัญญาณที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจสอบปรับทิศทางการส่งสัญญาณ และลดกำลังส่งสัญญาณเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการได้เฉพาะภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กสทช. ได้ดำเนินการมาตรการระงับการให้บริการโทรคมนาคมบริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยง ในพื้นที่ 5 จังหวัด 7 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.แม่สาย อ.เชียงของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และ อ.เมือง จ.ระนอง โดยได้ขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เข้าดำเนินการตามมาตรการแล้ว 280 จาก 334 สถานี แบ่งเป็น AIS ดำเนินการแล้ว 85 จาก 93 สถานี, TRUE ดำเนินการแล้ว 116 จาก 122 สถานี และ NT ดำเนินการแล้ว 79 จาก 119 สถานี “นอกจากการสำรวจทางอากาศ ในวันนี้แล้ว คณะฯ ยังได้ติดตามผลการตรวจสอบโดยใช้รถโมบายเคลื่อนที่ (Drive test) สำรวจบริเวณชายแดน 2 จุดคือ จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พบว่าสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตในบริเวณดังกล่าว มีการลดกำลังการกระจายสัญญาณและหันทิศตัวส่งสัญญาณ (Cell Site) ให้ใช้ได้ภายในประเทศไทยเท่านั้น และยังได้สุ่มตรวจจุดต่อสายสัญญาณข้ามแดน แต่ยังไม่พบสายที่ผิดกฎหมายบริเวณที่ตรวจสอบ โดยได้กำชับให้ทาง กสทช.และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ตรวจสอบและรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้สรุปผลก่อน และหลังการดำเนินงาน นำเสนอต่อที่ประชุมคณะฯ ต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com ----------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี โดย ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ เครือข่าย  ได้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โดยตรวจสอบพบ การเผยแพร่ข่าวปลอม เรื่อง “ลงทะเบียนแอปฯ ทางรัฐ เสี่ยงข้อมูลในบัตรประชาชนรั่วไหลไปสู่แอปฯ ใหม่ ที่ชื่อ SupperApp” ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้ประสานการทำงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว พบว่า เป็น “ข้อมูลเท็จ” โดย DGA ได้ชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง ว่า แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ที่ สพร. หรือ DGA ได้พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมบริการต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่ ง่าย จบ ครบทุกช่วงวัย ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน ลดการใช้กระดาษ ตอบรับสังคม Paper less รวมถึงทำให้การทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดการเกิดปัญหาคอร์รัปชัน ขณะที่ข้อมูลและบริการต่าง ๆ จะเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานรัฐผู้รับผิดชอบข้อมูลและบริการนั้น โดยตรง ผ่านแพลตฟอร์มที่ติดตั้งอยู่บนระบบคลาวด์ภาครัฐ (Government Cloud) ที่ให้บริการ และบริหารจัดการ โดย DGA ซึ่งไม่มีการคัดลอกและสำเนาข้อมูล ไว้ที่ DGA แต่อย่างใด สำหรับระบบคลาวด์ภาครัฐ มีระดับเสถียรภาพ (SLA) ไม่น้อยกว่า 99.5% และเป็นระบบที่มีมาตรการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลอย่างรัดกุม มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management Systems – ISMS) ในส่วนของแอปฯ ทางรัฐ และระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงในแอปฯ ทางรัฐ สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือ ไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการที่เกี่ยวข้องกับแอปฯ ทางรัฐ จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th หรือ โทร. 02-612-6060 ขณะเดียวกัน ประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นข้อมูลโดยตรงจากรัฐบาลที่เชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือ www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านศูนย์บริการข้อมูลโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 พร้อมให้บริการและคำแนะนำปรึกษาแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง “กระทรวงดีอี ขอความร่วมมือประชาชน อย่าหลงเชื่อ อย่าแชร์ส่งต่อข้อมูล ซึ่งมีที่มาคลุมเครือ และไม่ชัดเจน ในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยขอให้ติดตามข้อมูลและข่าวสารอย่างเป็นทางการของโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” จากหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวง ดีอี กระทรวงการคลัง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (โฆษกรัฐบาล) กระทรวงพาณิชย์ และ DGA ฯลฯ โดยผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมีเจตนาที่จะบิดเบือน ต้องการสร้างความกังวลสับสน ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงทางไซเบอร์ร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยกระทรวง ดีอี จะติดตามตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลข่าวปลอมดังกล่าว และจะดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ ผู้ไม่หวังดี อย่างถึงที่สุด ” นายประเสริฐ กล่าว สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)                            ---------------------------------------------------------------

วันนี้ (12 สิงหาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี, นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี คณะผู้บริหารกระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 ณ บริเวณท้องสนามหลวง และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมหาราชวัง ---------------------------------------------------------


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 ณ ท้องสนามหลวง และห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง ---------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี 7/2567 ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมหารือกัน เพื่อดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี               โดยในการประชุมได้มีการพิจารณาการแก้กฎหมายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์รวมทั้งเร่งรัดคืนเงินผู้เสียหาย โดยประเด็นแก้กฎหมายเร่งด่วนสรุปได้ดังนี้   (1) การเร่งรัดคืนเงินให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณีที่มีการระงับหรืออายัดบัญชีม้าที่มีเงินในธนาคาร มีมูลค่าหลายพันล้านบาท แต่ยังไม่สามารถคืนเงินผู้เสียหายได้ เนื่องจากการดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด หรือ ยังติดขัดข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัย  (2) การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล โดยถือว่าการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง จึงต้องมีการกำหนดบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องและคนร้ายในอัตราโทษจำคุกเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 5 ปี (3) การป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้ายโดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่ผิดกฏหมาย รวมถึงการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคนร้ายหรือโจรออนไลน์ (4) การระงับธุรกรรมต้องสงสัยในส่วนของการใช้ซิม หรือการสื่อสารต้องสงสัยเป็นการชั่วคราว   นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการแก้กฎหมายในประเด็นอื่นที่เป็นปัญหาอุปสรรค ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง กระบวนการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับคดีออนไลน์ ที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีมติ ให้ คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย รวบรวมประเด็นและจัดทำร่างกฎหมายพิเศษเพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พร้อมเสนอคณะรัฐมนตรีใน 30 วัน และการป้องกันการโอนเงินแบบผิดกฎหมายของคนร้ายโดยการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะที่เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่ผิดกฏหมาย   สำหรับ มาตรการและผลการดำเนินงาน ถึง 31 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา มี  8 เรื่องที่สำคัญ ดังนี้   1.การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนกรกฎาคม (ข้อมูล ตร.)   - การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท 1-31 ก.ค. 67 มีจำนวน 2,306 ราย ลดลงร้อยละ 7.57 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ ก.ค.67 มีจำนวน 980  ราย ลดลงร้อยละ 7.89  เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีซิมม้า บัญชีม้า ก.ค.67 มีจำนวน 208 ราย ลดลงร้อยละ 13.33 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   ทั้งนี้ ตร. มีการจับกุมครั้งสำคัญ ในเดือน ก.ค. 2567 อาทิ 1) จับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ 5 เครือข่าย ได้แก่  เว็บไซต์ “4dking.club” เว็บไซต์ “88lotto.club”เว็บไซต์ “mawin8s.com”เว็บไซต์ “huay-dd.com”เว็บไซต์ “viphuay88.com” และจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 11 ราย พร้อมทั้งยึดทรัพย์ ได้เป็นจำนวน 360 ล้านบาท 2) จับกุมเว็บพนันออนไลน์ จำนวน 2 เว็บไซต์ ได้แก่ www.kingpigs1.com และ www.duckystars.com ซึ่งผู้เข้าเล่นกว่า 5 หมื่นคน และจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 4 ราย พร้อมทั้งยึดทรัพย์ ได้เป็นจำนวน 190 ล้านบาท 3) จับกุมขบวนการหลอกลงทุน TURTLE FARM  จำนวน 11 ราย พร้อมทั้งยึดทรัพย์ 116 ล้านบาท 4) ทลายขบวนการหลอกนำแรงงานต่างด้าวมาเปิดบัญชีม้า โดยสามารถจับกุมนายหน้าได้ 1 ราย พบเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้านบาท   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน   - ปิดโซเชียลมีเดีย และเว็บผิดกฎหมายทุกประเภท เดือน ก.ค. 67 จำนวน 16,279 รายการ เพิ่มขึ้น  7.10 เท่า จากเดือน จาก ก.ค. 66 ที่มีจำนวน 2,294 รายการ - ปิดเว็บพนัน ก.ค. 67 จำนวน 6,519 รายการ เพิ่มขึ้น 67.21 เท่า จากเดือน ก.ค. 66 ที่มีจำนวน 97 รายการ   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน   ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 ก.ค. 2567 มีดังนี้ - ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 920,694 บัญชี แบ่งเป็น ปปง. 451,188 บัญชี ธนาคารระงับเอง 300,000 บัญชี และ AOC ระงับ  169,506 บัญชี   4.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมที่ผูกกับ Mobile Banking          ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 ก.ค. 2567 มีดังนี้ - การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 71,122 หมายเลข มีผู้มายืนยันตัวตน 418 เลขหมาย ไม่มายืนยันตัวตน 70,704 เลขหมาย - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน และผลการดำเนินงาน มีดังนี้  (1) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดมากกว่า 100 ซิม โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5.0 ล้านเลขหมาย ซึ่งครบกำหนดการยืนยันตัวตนเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ระงับซิมผู้ที่ไม่มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 1.0 ล้านเลขหมาย (2) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมายต่อค่ายมือถือ จะต้องยืนยันตัวตนภายในวันที่ 13 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 4.0 ล้านเลขหมาย ระงับซิมผู้ที่ไม่มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 1.9 ล้านเลขหมาย - การเข้มงวดในการเปิดใช้ ซิมใหม่ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ การลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของ กสทช. เพื่อป้องกัน การนำซิมไปใช้กระทำผิดกฎหมาย   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน   “ดีอี” เปิดยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” โดยปฏิบัติการสนับสนุนร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนธิกำลังกับหัวเรือใหญ่ กสทช., พร้อมทั้งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่าย AIS DTAC TRUE NT และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ในการตัดสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพ ซึ่งเป็น“แก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ” สามารถลักลอบนำมาใช้ในการหลอกลวงประชาชนชาวไทยได้อีก โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมกวาดล้างเสาส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตเถื่อน 4 จุด ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์ ของกลางเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมเถื่อนที่ใช้ในการส่งสัญญาณข้ามแดน 2) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดปฏิบัติการ Season 2 โค่นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยึดเครื่องมือส่งสัญญาณ STARLINK - ซิมการ์ดต่างประเทศ ก่อนส่งเมียนมา โดยได้ทำการตรวจยึด อุปกรณ์รับ - ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink จำนวน 73 เครื่อง ประกอบด้วยในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี จำนวน 30 เครื่อง กรุงเทพมหานคร จำนวน 28 เครื่อง และจังหวัดตาก จำนวน 15 เครื่อง และสามารถทำการตรวจยึดซิมการ์ด รวมทั้งสิ้นจำนวน 18,742 ชิ้น 3) สถานีตำรวจภูธรแม่สอด ตรวจยึดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ ณ ท่าข้ามที่ 46 จากผลการตรวจค้นพบอุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต ได้แก่ 1) กล่องรับส่งสัญญาณประมาณ 400 ชุด 2) อุปกรณ์เชื่อมสายสัญญาณ 1 ชุด 3) เสาอากาศ 4 ต้น และ 4) อุปกรณ์ติดตั้ง 2,500 ชิ้น   6. การเพิ่มบทบาท ความรับผิดชอบให้ ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และธนาคาร กระทรวง ดีอี ได้ดำเนินการปรับเป็นพินัย กับผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือ ISP ที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย โดยได้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือ ISP จำนวน 4 ราย และได้มีคำสั่งปรับพินัย ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือ ISP จำนวน 4 ราย   7. การบูรณาการข้อมูล โดยศูนย์ AOC 1441 กระทรวง ดีอี ได้มีการประชุมหารือการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ศูนย์ AOC 1441 เป็นแพลตฟอร์มรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ thaipoliceonline (ตร.) ข้อมูลเส้นทางการเงิน (สมาคมธนาคารไทย) ข้อมูล HR 03 (ปปง.) ซึ่งจะทำให้ระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องและดำเนินการจัดการคดีได้รวมเร็วมากยิ่งขึ้น   8. การสร้างความตระหนักรู้ภัยออนไลน์ ควบคู่กับการปราบปราม ในวันที่ 9 สิงหาคม 2567 ดีอี จับมือ 10 หน่วยงานพันธมิตร คิกออฟ “Digital Vaccine” จุดพลุ สร้างภูมิคุ้มกันคนไทย ห่างไกล “โจรออนไลน์” โดยมี 11 หน่วยงาน ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการจัดทำพร้อมทั้งเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ภายใต้โครงการ “Digital Vaccine” ประกอบด้วย (1) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (2) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (3) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (4) กรมประชาสัมพันธ์ (5) ธนาคารแห่งประเทศไทย (6) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (7) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (8) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (9) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (10) สมาคมธนาคารไทย (11) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์   รมว.ประเสริฐ กล่าวเพิ่มว่า “ในเรื่องการเร่งรัดกวาดล้างบัญชีม้าและซิมม้า พร้อมทั้งเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์มีความคืบหน้าไปมาก อย่างไรก็ตาม การปราบปรามจับกุมให้ถึงต้อตอคนร้ายทั้งที่อยู่ในไทยและอยู่ในต่างประเทศยังไม่น่าพอใจ นอกจากนี้ จากการร่วมทำงานแก้ปัญหาที่ผ่านมา ยังพบปัญหาจากข้อกฎหมาย กฎระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการติดตามเงินและเร่งรัดการคืนเงินให้ผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายพิเศษ ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นควรเร่งรัดจัดทำร่างกฎหมายให้พร้อมเสนอคณะรัฐมนตรีใน 30 วัน”     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                          --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 8-11 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน Call Center มูลค่าความเสียหาย 2,270,000 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จังหวัดขอนแก่น แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการฟอกเงิน จากนั้นให้เพิ่มเพื่อน ทาง Line โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินที่มีอยู่ในบัญชีธนาคารให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทาง การเงินและจะโอนกลับคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมาภายหลังปรึกษาลูกชาย จึงทราบว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 2 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน Call Center มูลค่าความเสียหาย 1,962,100 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร อำเภอแม่สาย แจ้งว่าคนร้ายนำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาจังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นบัญชีมิจฉาชีพ (บัญชีม้า) ในการฟอกเงิน จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้ว VDO Call พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลคดี โดยให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบเส้นทาง การเงินและจะโอนคืนกลับให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปตามที่เจ้าหน้าที่บอก สุดท้ายผู้เสียหายไม่ได้รับเงินโอนคืนและไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น มูลค่าความเสียหาย 742,630 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท Shopee แจ้งว่าเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลเครื่องทำน้ำอุ่น 1 เครื่อง จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วดึงให้เข้า Group Line เข้าร่วมกิจกรรมกดถูกใจสินค้าเพื่อรับค่าคอมมิชชัน โดยมี แอดมินในกลุ่มคอยแนะนำขั้นตอน ให้ลงทุนเงินเข้าไปก่อนในระยะแยกผู้เสียหายได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังให้ลงทุนมากขึ้น ผู้เสียหายไม่ไหวขอปฏิเสธ แอดมินแจ้งว่า ทำผิดกฎต้องชำระค่าปรับและภาษีทางบริษัทก่อน จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 135,000 บาท โดยผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาสินเชื่อบุคคล ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไป สอบถามพูดคุย จากนั้นมิจฉาชีพให้เพิ่มเพื่อนทาง Line ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล และแจ้งว่าบริษัทได้อนุมัติสินเชื่อแล้วแต่ต้องมีค่าประกันสินเชื่อ ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป ต่อมาแจ้งว่าผู้เสียหายได้กรอกข้อมูลผิดพลาดในระบบ ให้โอนเงินเพื่อแก้ไข แต่ผู้เสียหายไม่โอนเงินไป จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 5,000 บาท ผู้เสียหายพบเห็นร้านบริการนวดสปา ผ่านช่องทาง Line จึงสนใจทักไปสอบถามพูดคุย และเพิ่มเพื่อนทาง Line ได้ตกลงให้มาบริการนวดนอกสถานที่ โดยได้โอนเงินค่าบริการและค่าเดินทางไปทั้งหมด ภายหลังจากโอนเงินเสร็จไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่า ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก           สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 5,114,730 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 9 สิงหาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 924,155 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,266 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 266,363 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,105 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 79,321 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.78 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 64,202 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.10 (3) หลอกลวงลงทุน 44,651 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.77 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 20,430 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.67 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 20,038 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.52 (และคดีอื่นๆ 37,721 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.16)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพได้ใช้การติดต่อผ่านช่องทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ ผู้เสียหายเกี่ยวกับคดีความ และให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านทาง โซเชียลมีเดีย คือ Line  และ Facebook  เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทั้งนี้ขอย้ำว่า หากเกิดกรณีเช่นนี้ ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน และติดต่อสอบถามไปยังสถานีตำรวจท้องที่นั้นๆ โดยตรง หรือผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันในบางเคสควรตรวจสอบบัญชี โซเชียลมีเดีย อย่างรอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัพโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (13 สิงหาคม 2567) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมพิธีอัญเชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่ม ทูลเกล้าฯ ถวาย เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2567 ณ ประตูพระวรุณอยู่เจน สวนจิตรลดา   --------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมสภาบริหารของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal Union Executive Council: APPU EC) ประจำปี 2567 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมของกัมพูชา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ ประเด็นสำคัญสำหรับการประชุมสภาบริหารในครั้งนี้ ได้แก่ การพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนดำเนินงานประจำปี 2567 อนุมัติงบประมาณประจำปี 2568 และการกำหนดนโยบายของ APPU ในการนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ในการบริหารกิจการไปรษณีย์ รวมทั้งการพิจารณาของคณะทำงานเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจร่วมกันของประเทศสมาชิก ส่งผลให้มีการแลกเปลี่ยนบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศระหว่างกัน เพื่อให้ทันในการปรับตัวต่อสภาวการณ์กิจการไปรษณีย์ที่เปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก   ในโอกาสนี้ นางสาวกัลยา ชินาธิวร ได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (APPC GB) ในระหว่างการประชุมสภาบริหารฯ เพื่อพิจารณาผลการดำเนินงานของวิทยาลัยการไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal College: APPC) ของปี 2567 รวมทั้งการอนุมัติแผนงานจัดฝึกอบรม และงบประมาณของปี 2568 การบริหารจัดการกองทุนสำรองส่วนงานฝึกอบรม รวมทั้งการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี   ทั้งนี้ การประชุมสภาบริหารของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2567 โดยมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมในการประชุมฯ ครั้งนี้ รวม 22 ประเทศ จากประเทศสมาชิกทั้งสิ้น 32 ประเทศ ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา   --------------------------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี โดย ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) และเครือข่าย ตรวจสอบการกระทำที่อาจเป็นการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยตรวจพบ แฟนเพจ Facebook ปลอม ใช้ชื่อว่า “Center crime complaint online” ซึ่งใช้รูปโปรไฟล์เป็นตราสัญลักษณ์ กระทรวง ดีอี พร้อมทั้งแพลตฟอร์มช่องทางติดต่อของกระทรวงฯ เช่น เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ และ TikTok ฯลฯ   ขณะเดียวกัน มิจฉาชีพยังได้แอบอ้างชื่อย่อ CIB ของหน่วยงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB เป็นช่องทางการติดต่อผ่านไลน์ โดยสแกนผ่าน QR Code และแอบอ้างใช้เป็นชื่อในการโฆษณาโพรโมตเพจ   ทั้งนี้กระทรวง ดีอี ได้มอบหมายให้ กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปท.) สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ประสานขอความร่วมมือผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ แจ้งปิดแฟนเพจดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งให้ตรวจสอบหาต้นทางการกระทำความผิด และเตรียมการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด   สำหรับช่องทางการติดต่อ กระทรวง ดีอี ทาง Facebook อย่างเป็นทางการ คือ https://www.facebook.com/prde.official/  โดยให้สังเกตเครื่องหมาย Blue Badge หรือเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน เป็นป้ายสถานะเครื่องหมายยืนยันจาก Facebook ว่า เป็นเพจหรือโปรไฟล์ตัวตนที่แท้จริงของหน่วยงาน    นอกจากนี้กระทรวง ดีอี ยังได้เปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารกับประชาชน ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ Website : https://www.mdes.go.th/ Instagram : https://www.instagram.com/prde.official/ Twitter หรือ X : https://x.com/prde_official Youtube : https://www.youtube.com/@prde.official TikTok : https://www.tiktok.com/@prde_official Threads : https://www.threads.net/@prde.official หรือโทร : 064-2086657 (ในวันและเวลาราชการ)   “กระทรวง ดีอี ได้ตรวจสอบพบ แฟนเพจ Facebook ปลอม ของมิจฉาชีพ ซึ่งใช้ตราโลโก้ของกระทรวงฯ และช่องทางการติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่างเป็นทางการของกระทรวงฯ โดยพบว่าเพจปลอมดังกล่าวใช้ ชื่อย่อของหน่วยงาน บช.ก. คือ CIB แอบอ้างโฆษณาโปรโมตเพจ ให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเพจจริงของหน่วยงานรัฐ และเปิดช่องทางติดต่อทาง Line โดยต้องสแกน QR Code ซึ่งอาจเป็นช่องทางหลอกลวงติดตั้งแพลตฟอร์มดึงข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน” นายเวทางค์ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี ถือว่าการแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐ หลอกลวงประชาชน เป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ร้ายแรง โดยขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบหาต้นทาง และดำเนินคดีกับมิจฉาชีพอย่างถึงที่สุด กระทรวง ดีอี มีความห่วงใย ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือ แชร์ ข้อมูลจากเพจปลอมดังกล่าว พร้อมทั้งอย่ากดลิงก์ หรือสแกน QR Code ที่มีการเผยแพร่ในเพจปลอม ซึ่งอาจทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินได้     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (13 สิงหาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประธานการประชุมคณะทำงานจัดกิจกรรมงานแสดงวิสัยทัศน์ Ignite Thailand : Digital Economy Hub ครั้งที่ 1/2567 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ----------------------------------------------------------

วันนี้ (13 สิงหาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำ MOU โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet การตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน (เฉพาะด้านเงินฝาก) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ----------------------------------------------------------



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.