Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันนี้ (14 สิงหาคม 2567) นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 141 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย และวันครบรอบ 21 ปี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ส่งทุกความสัมพันธ์ สู่ทุกความสำเร็จ โดยมี ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และรักษาการในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจบริการดิจิทัล และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ อาคารบริหาร ไปรษณีย์ไทย แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   --------------------------------------------------------------


วันนี้ (14 สิงหาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงาน AI Summit for Public Sector ในหัวข้อ “Digital Transformation with AI” โดยมี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง Grand Hall 1 ชั้น 2 โรงแรม Athenee Hotel Bangkok   ปลัด ดีอี กล่าวถึงภารกิจสำคัญของกระทรวงฯ ว่า  ดีอี มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาและการใช้ AI เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น   สำหรับงาน AI Summit for Public Sector จัดโดย บริษัท ไมโครซอฟต์ (ประเทศไทย) โดยได้ระดมแนวคิดจากผู้นำหลายภาคส่วน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และผู้เชี่ยวชาญทั้งภายใน และภายนอกประเทศ พร้อมนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในโลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงเทคโนโลยีไมโครซอฟท์อีกมากมาย เพื่อช่วยยกระดับในการขับเคลื่อนองค์กรของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคการศึกษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ -------------------------------------------------

วันนี้ (14 สิงหาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือและพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงสำหรับระบบการชำระเงินในโครงการ Digital Wallet ครั้งที่ 5/2567 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม -------------------------------------------------

วันที่ 14 สิงหาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้พบหารือกับ Mr. Masahiko Metoki เลขาธิการสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union: UPU) ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสภาบริหารของสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2567 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์ การพัฒนาไปรษณีย์ของ UPU รวมถึงการบริการไปรษณีย์ในอนาคต   โดยนางสาวกัลยาฯ ได้กล่าวว่า ประเทศไทยโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์สำคัญของ UPU โดยเฉพาะประเด็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้พัฒนากิจการไปรษณีย์และการพัฒนาคุณภาพการให้บริการไปรษณีย์ และประเด็นเรื่องมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางและนโยบายส่งเสริมประเทศสมาชิกของ UPU นอกจากนี้ ได้มีการหารือความเป็นไปได้ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ และ UPU ซึ่งมีสำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมีผู้บริหารและผู้แทน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เข้าร่วมการเข้าพบหารือดังกล่าวด้วย   ทั้งนี้ UPU เป็นหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการพัฒนาด้านไปรษณีย์ มีประเทศสมาชิก 192 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส   ------------------------------------------------------------------

วันนี้ (18 กันยายน 2566) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมอบรมเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมาแล้วเกิน 1 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับจริยธรรมและเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การอบรมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีประสบการณ์การทำงานเกิน 1 ปี ซึ่งมุ่งเน้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม และการดำเนินงานตามหลักคุณธรรมจริยธรรมที่เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติราชการ  โดยในช่วงเช้า กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อที่เกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมและคุณธรรมที่เจ้าหน้าที่ของรัฐควรยึดถือ จากนั้นจึงมีการเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อสร้างความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ช่วงบ่ายได้มีการจัดกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งผู้เข้าร่วมได้รับโอกาสในการทำงานร่วมกัน พิจารณาและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในการปฏิบัติงานจริง เพื่อหาแนวทางแก้ไขและเสริมสร้างจิตสำนึกในการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในหมู่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการสร้างสังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรมสูงสุด

วันที่ 15 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในการเปิดงาน Huawei Cloud Summit Thailand ภายใต้ธีม "Ignite Thailand: Digital for All" ร่วมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาล ได้ประกาศวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศ "IGNITE THAILAND" เพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ไปสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลก พร้อมกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วยการเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ 8 ด้าน ได้แก่ 1.การท่องเที่ยว 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.เกษตรกรรมและอาหาร 4.การบิน 5.โลจิสติกส์ 6.ยานยนต์แห่งอนาคต 7.การเงิน และ 8.เศรษฐกิจดิจิทัล   ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลพร้อมต้อนรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Digital for all Technology Innovation AI ที่ต้องการลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะเทคโนโลยี High Tech ต่าง ๆ ทั้งการลงทุนโรงงานผลิต Semiconductor, การตั้งศูนย์ Data Center รองรับ Cloud Computing พร้อมเงินสนับสนุนบริษัทที่ต้องการผ่านกองทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการทำ Matching Fund เติมทุนให้กับบริษัทที่มีศักยภาพ   ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ด้วยการวางรากฐานรัฐบาลดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทุกภาคส่วน ผ่านการผลักดันการใช้งานระบบคลาวด์กลาง เป็นโครงสร้างดิจิทัลพื้นฐานหลักของภาครัฐ  ด้วยโครงการระบบคลาวด์กลาง GDCC ภายใต้ความดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งปัจจุบันรองรับหน่วยงานใช้บริการมากกว่า 800 หน่วยงาน และมีระบบงานหลักของรัฐที่โอนย้ายมายังระบบคลาวด์กลางแล้วกว่า 3,000 ระบบงาน  ขณะเดียวกัน เพื่อยกระดับความสามารถของบริการคลาวด์กลางภาครัฐ ให้ก้าวไปอีกขั้น กระทรวง ดีอี จึงได้กำหนดนโยบาย Cloud First Policy เพื่อตอบสนองแนวโน้มการใช้งานด้านข้อมูลและการพัฒนานวัตกรรมของภาครัฐที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับการเชื่อมโยงผู้ให้บริการภาครัฐและภาคเอกชน รองรับการบริการของภาครัฐ ในหน่วยงานรัฐบาลกว่า 450 แห่ง ให้เข้าถึงประชาชนอย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และส่งเสริมการใช้ AI อย่างปลอดภัย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับบริการของภาครัฐแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น       สำหรับนโยบาย Cloud First Policy อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการเฉพาะด้านการขับเคลื่อนตามนโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) ทำหน้าที่ ติดตาม กำกับดูแล การใช้บริการคลาวด์ให้เป็นตามมาตรฐานสากล ด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การกำหนดราคา และการติดตามตรวจสอบการให้บริการ   ขณะเดียวกันการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างดิจิทัล ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนในภาคธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากการที่ กระทรวง ดีอี  ได้รับความร่วมมือจาก หัวเว่ย ในการลงทุนและพัฒนากำลังคนดิจิทัล โดยเฉพาะด้าน AI และ Cloud ผ่านการจัดตั้งศูนย์เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยด้าน AI & Cloud ผลิตคนด้าน AI และ Cloud ปีละ 10,000 คน หรือ 50,000 คน ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้ผู้ที่มีทักษะ AI & Cloud จำนวนกว่า 60,000 ล้านบาท แก้ปัญหาขาดแคลนบุคคลากรด้าน AI และ Cloud   “นโยบาย Cloud First นอกจากจะช่วยขับเคลื่อน รัฐบาลดิจิทัล ที่มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยของข้อมูล ในการให้บริการประชาชน มีการบริหารจัดการงบประมาณที่โปร่งใส และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ และระหว่างประเทศ ต่อเนื่องสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับภูมิภาคอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว   ด้าน นายเดวิด หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ประเทศไทย ในฐานะผู้ร่วมจัดงานในวันนี้ กล่าวว่า หัวเว่ย คลาวด์ มีโซนการให้บริการ (Availability Zone) ในประเทศไทย ทำให้พันธมิตรและลูกค้าสามารถจัดเก็บข้อมูลในประเทศไทย ในขณะที่ยังสามารถลดความหน่วงของเครือข่าย คลาวด์ (Cloud networking latency) ทั่วประเทศเหลือเพียง 12ms   นอกจากนี้หัวเว่ย คลาวด์ ได้ร่วมมือกับกระทรวง ดีอี เพื่อเปิดตัว e-Government Cloud เพิ่มการทำงานร่วมกันทางดิจิทัลและคุณภาพการบริการสาธารณะ อีกทั้งยังร่วมมือในโครงการสมาร์ทซิตี้ (Smart City) แห่งแรกในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ปรับปรุงบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งยังได้พัฒนาเหมือง SCG สีเขียวแห่งแรกและโรงงานอัจฉริยะ Matsumoto เพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืน   --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี ได้บูรณาการทำงานในกระบวนการ ปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เว็บไซต์การพนัน และเว็บไซต์ลามก อนาจาร ตามประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่อง ขั้นตอนการแจ้งเตือน การระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2565 ซึ่งออกตามความในมาตรา 4 ประกอบมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2550  สำหรับรายละเอียดของกระบวนการ ปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายนั้น อาศัยตามความในประกาศ ฯ ข้อ 7 และ 8 ดังนี้ข้อ 7 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่ามีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูล ข้อร้องเรียน เอกสารหรือหลักฐานจากผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีส่วนได้เสีย หรือบุคคลใดๆ ว่า มีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายตามมาตรา 14 อยู่ในความควบคุมของผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยความเห็นชอบของปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย อาจมีคำสั่งตามแบบฟอร์มแนบท้ายประกาศนี้ไปยังผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลาย นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายตามมาตรา 14 ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ข้อ 8 ให้ถือว่าผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ 7 และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อคำสั่งนั้นได้เข้าสู่ระบบของผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ เว้นแต่วันและเวลานั้นเป็นวันและเวลานอกทำการของผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ ให้ถือว่าผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ได้รับในวันและเวลาทำการถัดไป เมื่อผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ได้รับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้(1) ระงับการทำให้แพร่หลาย นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายที่อยู่ในความควบคุมของผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์เพื่อไม่ให้แพร่หลายต่อไปโดยทันที โดยให้ดำเนินการด้วยมาตรการทางเทคนิคใดๆ (Technical Measure) ที่ได้มาตรฐานตามสภาพของการให้บริการแต่ละประเภท เพื่อให้บังเกิดผลตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่(2) จัดทำสำเนาข้อร้องเรียนรวมถึงรายละเอียดข้อร้องเรียนของบุคคลที่ร้องเรียนดังกล่าว ส่งให้กับผู้ใช้บริการหรือสมาชิกหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในความควบคุมของผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์โดยทันที(3) ระยะเวลาในการระงับการทำให้แพร่หลาย นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ผิดกฎหมายออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ต้องไม่เกินกำหนดระยะเวลาที่ระบุดังต่อไปนี้ เพื่อเยียวยาความเสียหายและระงับการกระทำความผิดให้เร็วที่สุด โดยสรุป ผู้ให้บริการหรือสื่อสังคมออนไลน์ต้องดำเนินการระงับการทำให้แพร่หลาย นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวออกจากระบบคอมพิวเตอร์โดยทันที ในทุกกรณี หากมีเหตุสุดวิสัย สำหรับกรณีการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ต้องไม่เกินระยะเวลา 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง กรณีตามมาตรา 14 (2) และ (3) ต้องไม่เกินระยะเวลา 24 ชั่วโมง นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง และกรณีการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (4) ต้องไม่เกินระยะเวลา 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง “กระทรวง ดีอี ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการ การปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เว็บพนัน และลามก อนาจาร เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยอาศัยอำนาจของปลัดกระทรวง ดีอี ในการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำงานแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยลดขั้นตอน เพิ่มรวดเร็ว มีประสิทธิภาพในการปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะสามารถดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ได้ทันที ภายในเวลา 24 ชั่วโมง หรือหากมีกรณีเหตุสุดวิสัยสามารถดำเนินการการปิดกั้นเว็บไซต์ลามก อนาจาร ได้ในเวลาไม่เกิน 3 วัน และเว็บไซต์ข่าวปลอม ข้อมูลอันเป็นเท็จ ต้องดำเนินการปิดกั้นในเวลาไม่เกิน 7 วัน ซึ่งกระบวนดังกล่าวยังช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ” นายประเสริฐกล่าว อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนกระบวนการปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อเป็นการเร่งรัดและปราบปรามการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดำเนินการมาตรการต่างๆ ของกระทรวง ดีอี และหน่วยงานพันธมิตร เป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพ ซึ่งอาศัยช่องทางของเว็บไซต์การพนัน ลามกอนาจาร และการสร้างข่าวปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จและบิดเบือนเป็นต้นทางของอาชญากรรมออนไลน์ หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (16 สิงหาคม 2567) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงสำหรับระบบการชำระเงินในโครงการฯ Digital Wallet ครั้งที่ 6/2567 โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม --------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “น้ำกัญชาคั้นสด ป้องกันและรักษาโรคได้ดีกว่าสารสกัดกัญชา” รองลงมาคือเรื่อง “การโหลดแอปฯ ยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ถูกดูดเงินหมดบัญชี” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,495 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 288  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 270  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 14 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 168 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 106 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 127 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 52 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 2 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 7 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 19 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่ามีข่าวด้านสุขภาพ และเกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ รองลงมาคือ กลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความมั่นคง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐบาล อย่างโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชน มากถึง 5 อันดับ ซึ่งแสดงว่าประชาชนให้ความสนใจต่อโครงการนี้มากที่สุด โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง น้ำกัญชาคั้นสด ป้องกันและรักษาโรคได้ดีกว่าสารสกัดกัญชา อันดับที่ 2 : เรื่อง การโหลดแอปฯ ยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ถูกดูดเงินหมดบัญชี อันดับที่ 3 : เรื่อง ฟันผุติดต่อกันได้ผ่านการหอมหรือจูบ อันดับที่ 4 : เรื่อง รัฐเปิดช่องทางลงทะเบียนทางรัฐเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ยังลงทะเบียนไม่ได้ อันดับที่ 5 : เรื่อง จ้างเปลี่ยนสัญชาติจีนเป็นไทย ได้ใบเกิด ทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชน สามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนคนไทย อันดับที่ 6 : เรื่อง ผู้ที่กระเพาะมีปัญหา กินของเย็น ผลไม้ให้น้ำมาก อาการจะยิ่งรุนแรง ทำให้ใจสั่นและเต้นแรง อันดับที่ 7 : เรื่อง ทางรัฐเปิดให้ลงทะเบียนโครงการเติมเงิน 10,000 ผ่าน LBC66 Wallet อันดับที่ 8 : เรื่อง เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท รับฝาก/ถอน ขั้นต่ำ 1 บาท สมัครฟรีผ่านลิงก์ อันดับที่ 9 : เรื่อง ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถให้ทายาทรับเงิน 30,000 บาท ได้ที่ พม. อันดับที่ 10 : เรื่อง มีการติดต่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก หลังจากที่ลงทะเบียนแอปฯ ทางรัฐ              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่า เป็นข่าวเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชน 3 อันดับ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” 5 อันดับ โดยโครงการดังกล่าวมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังมีข่าวที่เกี่ยวข้องโครงการรัฐอื่นๆ ด้วย” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “น้ำกัญชาคั้นสด ป้องกันและรักษาโรคได้ดีกว่าสารสกัดกัญชา” เป็นการสร้างข้อมูลที่บิดเบือน โดยกระทรวง ดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบข้อมูลกับ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงข้อมูลจริงว่า สารสำคัญในกัญชา คือสาร THC ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ไม่ว่าจะการรับประทานในรูปแบบใดก็ตาม และการคั้นทำให้ได้รับสารจากกัญชาให้ปริมาณไม่แน่นอนในแต่ละครั้ง ไม่อาจทำการวิจัยที่แน่ชัดได้ เหมือนกับสารสกัดกัญชา ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “การโหลดแอปฯ ยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ถูกดูดเงินหมดบัญชี” กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ยังไม่มีการเชื่อมกับบัญชีธนาคารและไม่มีการเก็บข้อมูลบัญชีธนาคารของประชาชนแต่อย่างใด มีเพียงการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการของหน่วยงานรัฐเท่านั้น      อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                --------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนการศึกษาคนตาบอด จังหวัดขอนแก่น เพื่อร่วมหารือรับฟังปัญหาและความต้องการในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล การส่งเสริมทักษะทางดิจิทัล รวมทั้งบริการสาธารณะของกลุ่มนักเรียนผู้มีความพิการทางสายตาได้อย่างทั่วถึง พร้อมมอบทุนการศึกษาและสิ่งของจำเป็นสำหรับการศึกษาให้เด็กนักเรียนในโรงเรียน พร้อมด้วย นายอดิเรก หงส์พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการดำเนินงานมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาจังหวัดขอนแก่น , นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หรือ ดีป้า นายประเสริฐ เปิดเผยว่า โรงเรียนการศึกษาคนตาบอด จังหวัดขอนแก่น ถือเป็นสถานที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้พิการตาบอดทั่วประเทศ โดยเป็นศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาผู้พิการตาบอด (Educational Technology Center for the Blind: ETCB) ผลิตสื่อการเรียนการสอน เช่น สื่ออักษรเบรลล์ สื่อภาพนูน สื่อระบบเสียงดิจิทัล และเทคโนโลยีต่างๆสำหรับคนตาบอด นอกจากนี้ยังพบว่า ศิษย์เก่าของโรงเรียนนี้ สามารถสอบรับทุนรัฐบาลจนจบระดับปริญญาเอกจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นข้าราชการสังกัด สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวง ดีอี และเป็นวิทยากรในการสร้างทักษะพื้นฐานด้านดิจิทัลให้แก่นักเรียน ทั้งนี้จากการเยี่ยมชมผลงานที่มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้เห็นถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มนักเรียนที่มีศักยภาพ โดย กระทรวง ดีอี พร้อมที่จะส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านทุนมนุษย์ และต่อยอดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประโยชน์ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม "กระทรวง ดีอี พร้อมขับเคลื่อนภารกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ ในการนำเอาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการให้ความรู้และทักษะดิจิทัลแก่นักเรียน การสร้างความรู้เท่าทันสื่อ การสนับสนุนสื่อออนไลน์ การส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ปลอดภัย และสร้างสังคมคุณภาพที่ทั่วถึง เท่าเทียม ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้อาศัยในพื้นที่ห่างไกล ผู้สูงอายุ และคนพิการ หรือที่เรียกว่ากลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งบริการสาธารณะได้อย่างไร้ข้อจำกัด และยั่งยืน” นายประเสริฐ กล่าว                         --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย สั่งยกเลิกการเช็กเครดิตบูโร หรือ แบล็กลิสต์” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินเปิดลงทะเบียนวงเงินให้ยืม ผ่านเพจ Goodlook” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หรืออาจทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และมีผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 9 – 15 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,495 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 288  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 270  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 14 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 168 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 106 เรื่อง  โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  ธนาคารกรุงไทย สั่งยกเลิกการเช็กเครดิตบูโร หรือ แบล็กลิสต์ อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินเปิดลงทะเบียนวงเงินให้ยืม ผ่านเพจ Goodlook อันดับที่ 3 : เรื่อง การบินไทยเปิดรับสมัครพนักงานผ่านเพจ การบินไทย – รักคุณเท่าฟ้า ดอนเมือง อันดับที่ 4 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก HSH Public Company Limited เปิดให้ลงทุนหุ้นทองคำ กำกับดูแลโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 5 : เรื่อง แอปฯ ทางรัฐ เปิดช่องทาง TikTok ให้ติดตามข่าวสารเงินดิจิทัลวอลเล็ต อันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครงานพนักงานจองตั๋วเครื่องบิน รายได้ Part Time 400-1200 บาทต่อวัน และรายได้ Full Time 14,000-24,000 บาทต่อวัน อันดับที่ 7 : เรื่อง PTT OR ฉลอง 1 ปี xplore wallet รับคูปองน้ำมัน 480 บาท เติมได้ทั่วประเทศไทยทุกสาขา อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มเพจเฟซบุ๊ก จัดหา งานฝีมือ อันดับที่ 9 : เรื่อง  สำนักงาน ปปง. รับปรึกษาปัญหาไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านไลน์ ชื่อ สำนักงาน ปปง. อันดับที่ 10 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานช่วยเหลือเดินเรื่องแจ้งเรื่องคดีออนไลน์พิเศษ              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น ยังคงพบว่า ส่วนใหญ่เป็นข่าวที่มีการแอบอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 ที่แอบอ้างว่า ธนาคารกรุงไทย สั่งยกเลิกการเช็กเครดิตบูโร หรือ แบล็กลิสต์ นั้น ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธ.กรุงไทย เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ ที่มีการเผยแพร่โดยบัญชี TikTok ชื่อ ghutrxsm0m3 ซึ่งบัญชีดังกล่าวไม่ใช่บัญชีของธนาคาร และธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหากหลงเชื่อโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงดึงข้อมูลส่วนบุคคล และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินได้ หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมได้” นายเวทางค์ กล่าว           อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                         -------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (19 สิงหาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี ร่วมเป็นเกียรติแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 25 ปี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมี นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน ปปง. และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร ----------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,883,700 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาหารายได้พิเศษ ผ่านช่องทาง facebook จึงสนใจทักไปสอบถาม มิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นกิจกรรมกลุ่มโพรโมตสินค้ากระตุ้นยอดขาย ได้รับคอมมิชชันตอบแทน จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วดึงเข้า Group Line โดยให้สำรองเงินทุนเข้าไปในระบบก่อน ในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้เสียหายต้องการยกเลิกภารกิจและถอนเงินคืน มิจฉาชีพแจ้งว่าทำผิดกฎบริษัทจะต้องชำระภาษี และค่าปรับก่อนจึงจะได้เงินคืน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 248,413 บาท โดยผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาสินเชื่อเงินสด ธนาคารทหารไทยธนชาต ผ่านช่องทาง Facebook จึงสนใจทักไปสอบถามแล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล มิจฉาชีพแจ้งว่าสินเชื่ออนุมัติเรียบร้อยแล้ว ต่อมาผู้เสียหายถอนเงินไม่ได้จึงติดต่อกลับไป มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิดพลาด ให้โอนเงินเพื่อแก้ไขข้อมูลและขอรับรหัสใหม่ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถถอนเงินได้และไม่ได้รับเงินคืน ต่อมาภายหลังทราบว่าเป็นเพจสินเชื่อปลอม ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 522,665 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รู้จักกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ได้ชักชวนให้ลงทุนสกุลเงินดิจิทัล อ้างผลตอบแทนกำไรสูง โดยให้ลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มและดึงเข้า Group Line โดยมีการสอนแนะนำเงินลงทุนเข้าระบบ และให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน ในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังมีการให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้เสียหายต้องการยกเลิก และถอนเงินคืน แต่ไม่สามารถถอนได้ อ้างว่าทำผิดเงื่อนไขต้องชำระค่าปรับและชำระค่าภาษี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 1,289,845 บาท โดยผู้เสียหายลงประกาศขายสินค้าเครื่องออกกำลังกาย ผ่านช่องทาง Facebook ทั้งนี้ มิจฉาชีพติดต่อแจ้งเข้ามาว่า มีผู้สนใจสินค้าเครื่องออกกำลังกายจำนวนมาก จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line โดยอ้างว่าเป็นการเปิดระบบร้านค้าออนไลน์ และจะได้รับเงินคืนเมื่อมีการซื้อสินค้า แต่ต้องชำระค่าลงทะเบียนเปิดระบบร้านค้าออนไลน์ก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้หลายครั้งตามคำแนะนำ ต่อมาทราบ ภายหลังว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 515,529 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่จาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วส่งลิงก์ข้อมูลให้ดาวน์โหลดติดตั้งแอปพลิเคชัน และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จนเสร็จขั้นตอน ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเช็กยอดเงินในบัญชีของตนเองพบว่า ได้ถูกโอนออกไป ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก           สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 4,460,152 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 16 สิงหาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 943,690 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,254 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 274,911 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,109 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 81,791 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.75 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 66,494 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.19 (3) หลอกลวงลงทุน 46,026 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.74 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 20,935 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.62 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 20,874 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.59 (และคดีอื่นๆ 38,791 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.11)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ การโพรโมตสินค้า หรือหลอกลวงปล่อยสินเชื่อให้กู้เงินโดยอ้างธนาคารที่น่าเชื่อถือ ผ่านการติดต่อด้วยช่องทาง โซเชียลมีเดีย คือ Line  และ Facebook  ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจอย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                           --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ (19 สิงหาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวดัชนีสุขภาวะดิจิทัล ปีที่ 2 (Thailand Cyber Wellness Index 2024 : TCWI ) โดย AIS ร่วมกับ กระทรวงดีอี หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เดินหน้า ต่อยอดจากผลการศึกษาของปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความรู้ รวมถึงเส้นทางในการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับคนไทยได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ มีทักษะดิจิทัลที่ดีขึ้น ณ บริเวณชั้น 2 อาคารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   สำหรับปีนี้ผลการศึกษาสะท้อนว่า คนไทยยังมีการใช้งานทักษะดิจิทัลในภาพรวมอยู่ในระดับพื้นฐาน แต่ยังมีจุดที่น่ากังวล เพราะคนไทยเกินครึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security and Safety)   โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงต่อภัยคุกคาม อาทิ การไม่มีความรู้ความเข้าใจ เรื่องการถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์, การใช้ Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรมทางการเงิน, การใช้ วันเดือนปีเกิด มาตั้งเป็นรหัสผ่านซึ่งง่ายต่อการคาดเดา แม้แต่การไม่ทราบว่าการเข้าเว็บไซต์ที่ปลอดภัยลิงก์ URL ควรจะเป็น HTTPS ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า   สำหรับผู้ที่สนใจตรวจเช็กสุขภาวะทางดิจิทัลของตัวเอง ได้ที่ https://digitalhealthcheck.ais.thและสามารถอ่านรายละเอียดผลการศึกษาดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล Thailand Cyber Wellness Index 2024 ของคนไทย เพิ่มเติมที่ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/thailands-cyber-wellness-index   ---------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.