Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 สิงหาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับมอบรางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประเภทหน่วยงานระดับ “กระทรวง” ประจำปี 2567 จาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อาคาร 15 ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ   สำหรับรางวัล “สำเภา-นาวาทอง” เป็นรางวัลที่ภาคเอกชนจัดขึ้น เพื่อเชิดชูและให้กำลังใจหน่วยงานภาครัฐ ที่ปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ---------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ เครือข่าย ได้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-20 สิงหาคม 2567 ทีมปฏิบัติการได้ดำเนินการประสานปิดกั้นแพลตฟอร์ม “ทางรัฐ” ปลอม 290 เพจ  โดยแบ่งเป็น แฟนเพจ Facebook จำนวน 284 เพจ และบัญชี Tiktok จำนวน 6 บัญชี  พร้อมเฝ้าระวังการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง    ขณะเดียวกันยังพบว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงประชาชน ส่งข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน โดยแอบอ้างโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” อยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พบกรณีการส่งข้อมูลต่อกันว่า “ผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐ มีสิทธิ์ที่ข้อมูลจะตกไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์” และ “ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขายข้อมูลให้มิจฉาชีพ”   ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พบว่าประเด็นเรื่อง “ผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐ มีสิทธิ์ที่ข้อมูลจะตกไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์” เป็นข้อมูลเท็จ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีการดำเนินการตามมาตรการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลอย่างรัดกุม มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management Systems – ISMS) จึงมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยไปสู่ภายนอกได้   สำหรับ “แอปฯ ทางรัฐ” เป็นเพียงช่องทางในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการจากหน่วยงานต้นทางให้แก่ผู้ใช้บริการเท่านั้น ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลประชาชนจากหน่วยงานต้นทาง หรือของประชาชนที่ลงทะเบียนมาไว้ที่ แอปฯ ทางรัฐ แต่อย่างใด โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงใน แอปฯ ทางรัฐ นั้น สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดแอปฯ “ทางรัฐ” ได้โดยตรงจากแอปฯ “App Store” สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และแอปฯ “Google Play” ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) เท่านั้น   ในส่วนของ ข่าวปลอม “ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขายข้อมูลให้มิจฉาชีพ” จากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ สำนักงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล (Digital wallet) กระทรวง ดีอี พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ส.ค. 2567) และข้อมูลการลงทะเบียนในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมีการควบคุมกำกับดูแลที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง มั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยออกไปภายนอก ซึ่งการขายข้อมูลหรือส่งต่อข้อมูลให้กับมิจฉาชีพเป็นความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลไม่สามารถทำได้แต่อย่างใด    ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมืออย่าเชื่อ อย่าแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในทุกช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ “แอปฯทางรัฐ” ได้จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th หรือ โทร. 02-612-6060 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือพิมพ์เป็นภาษาไทยว่า www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล.ไทย หรือสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Call Center) สายด่วน โทร. 1111   “กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชน ต่ออันตรายที่เกิดขึ้นจากภัยไซเบอร์ โดยโจรออนไลน์ได้อาศัยการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวข้องกับโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต และการลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” ซึ่งขณะนี้กระทรวงฯ ได้ทำการปิดกั้นแพลตฟอร์มปลอมแล้ว 290 บัญชี พร้อมกับการตรวจสอบข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้อง โดยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรง และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง และขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” พร้อมกับไม่แชร์ข้อมูลที่บิดเบือนในทุกช่องทางสังคมออนไลน์” นายประเสริฐ กล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   -------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 สิงหาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นวิทยากรร่วมในงานสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมาย มุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม “STO Key Policy Driving Forum 2024 : Soft Power, MICE & Transshipment” ในหัวข้อ "การปฏิรูปกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อจำกัดการนำสินค้าเข้า - ออก เพื่อการแสดงสินค้าและนิทรรศการ (MICE) และการเปิด ตรวจสินค้าถ่ายลำ (Transshipment)" โดยมีนางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดขึ้นโดย สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ณ ห้องบอลรูม 1-3 ชั้น 6 โรงแรม อมารี กรุงเทพมหานคร (ประตูน้ำ)



วันที่ 21 สิงหาคม 2567 ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  แถลงข่าวการป้องกันปัญหาเรื่องข้อมูลรั่วไหลภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนไปกระทำความผิดกฎหมาย และเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งต้องมีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการยืนยันตัวตน คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ที่รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอื่น ๆ ได้มีคำสั่งปรับบริษัทเอกชนรายใหญ่ของประเทศที่มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่ปล่อยให้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากรั่วไหลไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่มีมาตรการควบคุมดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด รวมถึงบริษัทดังกล่าวไม่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และละเลยไม่แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลให้แก่สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 จึงมีคำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองบริษัทดังกล่าวในอัตราสูงสุดรวมจำนวนทั้งสิ้น 7 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้   1) บริษัทที่ถูกร้องเรียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจำนวนมากกว่า 1 แสนราย  และใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประกอบธุรกิจหลักของบริษัท แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายกำหนด จึงทำให้เมื่อเกิดข้อมูลรั่วไหล บริษัทดังกล่าวไม่สามารถเยียวยาแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเป็นกรณีดำเนินการที่ขัดต่อมาตรา 41 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562   2) ผู้ถูกร้องเรียนดังกล่าวไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนด ทำให้ข้อมูลรั่วไหลจากบริษัทดังกล่าวไปยังกลุ่มมิจฉาชีพคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 37(1) แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562   3) เมื่อเกิดเหตุข้อร้องเรียนจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทกลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการแก้ไข และแจ้งเหตุให้สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเยียวยาได้ อันเป็นความผิดตามมาตรา    37 (4) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562   นอกจากคำสั่งในการปรับทางปกครองดังกล่าวเป็นจำนวน 7 ล้านบาท คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ     คณะที่ 2 ยังมีคำสั่งให้บริษัทผู้ถูกร้องเรียนปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลอีก นอกจากนี้ยังมีคำสั่งกำชับให้บริษัทผู้ถูกร้องเรียนดำเนินการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงเพิ่มเติมมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ทันสมัย กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และมีหน้าที่ต้องแจ้งให้สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงมาตรการแก้ไขดังกล่าวภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับคำสั่ง   คำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองดังกล่าว เป็นคำสั่งลงโทษปรับทางการปกครองฉบับแรกกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ตั้งแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปหรือ GDPR   โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ได้แถลงเพิ่มเติมว่าคำสั่งปรับดังกล่าวต้องการคุ้มครองประชาชนจากปัญหากรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์และข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลที่เป็นปัญหาหลักของประเทศในตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเป็นการแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนที่มีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ให้ต้องดำเนินการแจ้งสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด โดยคำสั่งปรับทางการปกครองฉบับนี้จะใช้เป็นมาตรฐาน และบรรทัดฐานในการพิจารณาเรื่องข้อมูลรั่วไหลในภาครัฐ และภาคเอกชน ที่มีการร้องเรียนเข้าที่สำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่อไป   รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า ผลจากการปรับครั้งนี้จะทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนตื่นตัวในเรื่องการเคร่งครัดและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ให้มากขึ้น รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการในการป้องปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้น จากการนำเอาข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่มีอยู่มากในปัจจุบันไปใช้โดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวยังช่วยในการเยียวยาบรรเทาความเสียหายให้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุดังกล่าวข้างต้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทางออนไลน์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้มากขึ้น   ช่องทางการติดต่อ PDPC หรือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) สามารถติดต่อ เพื่อสอบถาม ขอคำปรึกษา หรือปรึกษาการยื่นเรื่องร้องเรียนได้ในวัน และ เวลาราชการ 📞  ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 02 114 8504 และ 02 141 6993 📞  สอบถามการยื่นคำร้องเรียน : 02 142 1033 📞  ติดต่อ PDPA Center  : 02 027 8852     Line ID: @pdpcthailand 💻  ส่งหนังสือราชการ ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ดังนี้ 📧  e-mail : saraban@pdpc.or.th 🌐 เว็บไซต์ : www.pdpc.or.th #PDPC #PDPA #สคส #PDPACenter #ข้อมูลส่วนบุคคล ---------------------------------------------------

วันที่ 21 สิงหาคม 2567  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานงานแถลงข่าว “เปิดตัวสถาบันวิชาการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (Thailand National Cyber Academy : THNCA)  ความก้าวหน้าการพัฒนาบุคลากรทุกช่วงวัยและก้าวต่อไป”  พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ "ภัยคุกคามใส่เบอร์ในปัจจุบัน และการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ ให้พร้อมรับมือต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยพลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยโซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และผู้เชี่ยวชาญ โดยมี นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องพระศิวะ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ   -----------------------------------------------------------  

วันที่ 22 สิงหาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดีในงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 104 ปี โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ให้การต้อนรับ ณ กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี ----------------------------------------------------------

วันที่ 22 สิงหาคม 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่ชมรมอดีตข้าราชการการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม การป้องกันและปราบปรามอาชญกรรมออนไลน์รูปแบบต่างๆ ณ ห้องประชุมป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชั้น 7 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง   ----------------------------------------------------------

วันที่ 22 สิงหาคม 2567 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น -------------------------------------------------------------

วันที่ 23 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดโครงการให้ความรู้และส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางทางการได้ยิน การมองเห็น และคนชรา เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.)  ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 2 ชั้น 4 ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ---------------------------------------------------

วันที่ 23 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล ระหว่างกระทรวง ดีอี และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ MEDS 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ---------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 18 - 22 สิงหาคม 2024 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานการประชุมกลุ่มงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเปค (APEC Digital Economy Steering Group: DESG) ได้เข้าร่วมการประชุม APEC 2024 โดยมีการสนทนาและการเสวนาที่สำคัญหลายหัวข้อที่ครอบคลุมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคของสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ กรุงลิมา, สาธารณรัฐเปรู   การประชุม DESG ครั้งนี้เป็นไปอย่างคึกคักจากสมาชิกกลุ่ม DESG ทั้ง 16 เขตเศรษฐกิจเอเปคที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ โดยมีการจัดเสวนานโยบายสำคัญ 4 หัวข้อ ได้แก่ การทำให้ธุรกิจที่ไม่เป็นทางการกลายเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย (The formalization of informal businesses) การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) (artificial intelligence (AI) governance) การพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน (digital and green development) และการพัฒนาระบบการระบุตัวตนทางดิจิทัล (Digital identity systems) หัวข้อเหล่านี้ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกจากหลายเศรษฐกิจได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์   จากการอภิปรายในหัวข้อต่าง ๆ ข้างต้น ได้มีการเน้นย้ำถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอีคอมเมิร์ซและการค้าดิจิทัล การสนับสนุน MSMEs และกลุ่มชนกลุ่มน้อยในการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศและการสร้างกฎระเบียบด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ที่สมดุลเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมและการเติบโตอย่างยั่งยืน   ผลลัพธ์หลักจากการประชุมครั้งนี้รวมถึงการส่งเสริมให้เศรษฐกิจต่างๆ ใช้ประโยชน์จากกองทุนย่อยนวัตกรรมดิจิทัลของ APEC และการเริ่มต้นการปรึกษาหารือเกี่ยวกับตำแหน่งประธานและรองประธาน DESG สาหรับปี 2025-2026 นอกจากนี้ การประชุมยังได้รับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น Walmart, ABAC, PECC, CIPL และ World Economic Forum   ดร.เอกพงษ์ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างฟอรั่มต่าง ๆ ภายใน APEC โดยยินดีต้อนรับการร่วมมือข้ามฟอรั่มเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น   ---------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “แรงงานชาวเมียนมาร์ เรียกร้องสิทธิเทียบเท่าคนไทย” รองลงมาคือเรื่อง “โหลดแอปพลิเคชันทางรัฐ ข้อมูลจะไปอยู่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 855,407 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 333  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 312  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 13 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 184 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 82 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 99 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 52 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 17 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความมั่นคง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐบาล อย่างโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ซึ่งกล่าวถึง แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” จำนวน 3 อันดับ แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสนใจต่อโครงการนี้ ขณะที่ข่าวอื่นๆ เป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างหน่วยงานของรัฐ และข่าวด้านสุขภาพ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง แรงงานชาวเมียนมาร์ เรียกร้องสิทธิเทียบเท่าคนไทยอันดับที่ 2 : เรื่อง โหลดแอปพลิเคชันทางรัฐ ข้อมูลจะไปอยู่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อันดับที่ 3 : เรื่อง แม่ค้าออนไลน์ที่สมัครแอปฯ ทางรัฐ ขณะนี้โดนอายัดบัญชีแล้ว อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานรับสมัครงานพับถุงกาแฟ ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านเพจ Department of Employment อันดับที่ 5 : เรื่อง แอปพลิเคชันทางรัฐ เก็บข้อมูลคนไทย 50 ล้านคน เป็นระบบเปิดที่เชื่อมต่อไปถึงบัญชีธนาคารของทุกคน อันดับที่ 6 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ SIMPLY POTENT PROSTATE SUPPORT บรรเทาอาการไม่พึงประสงค์ของต่อมลูกหมาก และทางเดินปัสสาวะ อันดับที่ 7 : เรื่อง รับสมัครคนช่วยแพ็กของ ทางเพจกรมจัดหางานฝีมือสร้างรายได้ อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับสมัครงานพับถุงกาแฟ รายได้ 540 บาทต่อวัน ผ่านเพจ Department of Skill อันดับที่ 9 : เรื่อง ปวดกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก ลมหายใจเหม็น ลิ้นเป็นฝ้า คืออาการลำไส้ใหญ่มีปัญหา อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กทางรัฐ ทางลัด ให้บริการยื่น-จ่าย-รับ ไม่ต้องรอเวลาราชการ              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่า เป็นข่าวเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ และหน่วยงานของรัฐ มากถึง 7 อันดับ โดยเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน และอาชีพของประชาชน ถึง 4 อันดับ และข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” 3 อันดับ โดยโครงการที่กล่าวมาทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “แรงงานชาวเมียนมาร์ เรียกร้องสิทธิเทียบเท่าคนไทย” เป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวง ดีอี ได้ประสานงานกับ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงข้อมูลจริงว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อร้องเรียนต่างๆ จากแรงงานเมียนมาร์ แต่อย่างใด ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “โหลดแอปพลิเคชันทางรัฐ ข้อมูลจะไปอยู่ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์” กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีการดำเนินการตามมาตรการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลอย่างรัดกุม มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management Systems – ISMS) จึงมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยไปภายนอกได้ และไม่ได้มีการเก็บข้อมูลประชาชนจากหน่วยงานต้นทาง หรือของประชาชนที่ลงทะเบียนมาไว้ที่แอปพลิเคชันทางรัฐแต่อย่างใด โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงในแอปพลิเคชันทางรัฐ สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                      --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทยอนุมัติสินเชื่อไม่เช็กเครดิตบูโร วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท” รองลงมาคือเรื่อง “สมัครโครงการรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ฝาก-ถอน ไม่มีขั้นต่ำ สมัครผ่านเว็บไซต์” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายให้กับข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน โดยหากมีการส่งต่ออาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 855,407 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 333  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 312 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 13 ข้อความ และผ่านช่องทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 184 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 82 เรื่อง  โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทยอนุมัติสินเชื่อไม่เช็กเครดิตบูโร วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท อันดับที่ 2 : เรื่อง สมัครโครงการรับเงินดิจิทัล 10,000 บาท ฝาก-ถอน ไม่มีขั้นต่ำ สมัครผ่านเว็บไซต์ อันดับที่ 3 : เรื่อง ให้เติมเงิน 50 บาท แล้วจะโอนเงินดิจิทัลฯ ให้ 10,000 บาท อันดับที่ 4 : เรื่อง กองทุนผู้สูงอายุชักชวนวัยเกษียณลงทุนผ่านเพจเฟซบุ๊ก อันดับที่ 5 : เรื่อง ผู้บริหารใหญ่ธนาคารกรุงไทยแถลงการณ์ ช่วยเหลือประชาชนผ่าน TikTok ช่อง officerloan7 อันดับที่ 6 : เรื่อง กระทรวงมหาดไทย เปิดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ช่วยเหลือรับแจ้งความคดีอาชญากรรมทางโลกออนไลน์ อันดับที่ 7 : เรื่อง เงินกู้อนุมัติไว ตั้งแต่ 5,000-1,000,000 บาท ผ่อนนาน 2 ปี ผ่านเพจ ธนาคาร ออมสิน อันดับที่ 8 : เรื่อง ศูนย์ดำรงธรรม เปิดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ดำรงธรรม พื้นที่ความหวัง พึ่งของประชาชน อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รับเรื่องออนไลน์คดีออนไลน์เท่านั้น อันดับที่ 10 : เรื่อง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เปิดเพจเฟซบุ๊ก DGA Thailand ใหม่              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น ยังคงพบว่า ส่วนใหญ่เป็นข่าวการทำธุรกรรมที่มีการแอบอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 ที่แอบอ้างว่า “กรุงไทยอนุมัติสินเชื่อไม่เช็กเครดิตบูโร วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท” นั้น ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธ.กรุงไทย เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว พบว่า เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ttbcashtogo.com ไม่ใช่บัญชีหรือเพจของธนาคารกรุงไทย เป็นการแอบอ้างใช้โลโก้โดยไม่ได้รับอนุญาต และธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางดังกล่าวแต่อย่างใด โดยธนาคารกรุงไทยไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นหากประชาชนไม่ตรวจสอบรายละเอียดของข้อเท็จจริง อาจถูกมิจฉาชีพหลอกลวงดึงข้อมูลส่วนบุคคล และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินได้ หรือหากมีการแชร์ เผยแพร่ต่อๆกันไป อาจกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมได้” นายเวทางค์ กล่าว          อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                        ---------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.