Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 29 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน “TB-CERT Cybersecurity Annual Conference 2024” Theme: Tomorrow’s Cybersecurity in the age of AI โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวง ดีอี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ซึ่งจัดโดย ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) ณ โรงแรม InterContinental Bangkok Hotel กรุงเทพฯ นายประเสริฐ เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยี AI มีการพัฒนาและเติบโตไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Generative AI หรือการพัฒนายี AI เชิงสร้างสรรค์ และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ทำให้การทำงานต่างๆในชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น ขณะที่สถานการณ์ด้าน AI ของประเทศในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าภาคธุรกิจและสังคมไทยมีความตื่นตัวต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนา AI ของประเทศอย่างเป็นระบบ แทนที่การใช้ระบบจากต่างประเทศ โดยกระทรวง ดีอี เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้มีการเสนอให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบในคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยเพิ่มคณะอนุกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีหน้าที่ ศึกษา ทบทวนกฎหมายรองรับการขับเคลื่อนและการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศ จัดทำแนวทางการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance Guideline) ให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สู่การนําไปปฏิบัติต่อไป เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรม เรื่องดังกล่าว จะเป็นการรองรับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค โดยขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นด้าน Data Center ด้าน Cloud First หรือด้าน Semi-Conductor และได้รับการตอบรับอย่างดีจากภาคธุรกิจ กระทรวง ดีอี ยังเน้นให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้าน AI  พร้อมกับการเสนอมาตรการจูงใจไม่ว่าจะเป็น Digital scholarship fund และมาตรการลดหย่อนภาษี หรือการดึงกำลังพลมีความรู้ความสามารถเข้ามา ในการสร้างคนในประเทศผ่านกลไกที่สำคัญคือ  Global Digital Talent Visa ที่จะดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่เกิน 600 อันดับแรก เข้ามาทำงานและใช้ชีวิต เติมเต็มแรงงานภายในประเทศ เพื่อที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาของ AI อย่างมีประสิทธิภาพ  ขณะเดียวกัน กระทรวงได้ส่งเสริม AI provider และ AI startup ซึ่งผู้พัฒนา AI ภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนของ สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจในประเทศ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีพื้นฐานด้านข้อมูลธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Big data ผนวกรวมกับ เทคโนโลยี AI  ในการขับเคลื่อนและพัฒนาแผนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงทางการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่หรือ Thai Large Language Model เป็นการต่อยอดพัฒนาการใช้งานแอปพลิเคชัน ในมิติต่างๆ ทั้งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และเรื่องอื่นๆ รวมถึงการส่งเสริมให้ SME ธุรกิจต่างๆ มีการพัฒนาทักษะ มีการเรียนรู้การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมสร้างความตระหนักรู้และการพัฒนาทักษะ AI ให้ประชาชน   อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI เพื่อรองรับกับเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยนั้น จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และจริยธรรมที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้และสร้างความเชื่อมั่นด้านการใช้เทคโนโลยี AI ให้กับคนไทย ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคนี้ต่อไปในอนาคต ---------------------------------------------------------

วันที่ 29 สิงหาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  ร่วมกิจกรรมและกล่าวแสดงความยินดีในงานแถลงข่าวเปิดตัว “Digital Lifelong Learning Solutions for all” โซลูชันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบดิจิทัล หลักสูตรคอร์สเรียนออนไลน์ “Chula MOOC Flexi” จุฬาฯ-มุก-เฟล็กซิ การเรียนรู้แบบยืดหยุ่น สะสมทักษะตลอดชีวิตแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงความรู้ และทักษะที่สำคัญได้ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใด และมุ่งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านดิจิทัล ให้มีประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ณ ห้องประชุม 801 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   สำหรับโครงการนี้ กระทรวงดีอี โดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้การสนับสนุน โดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของประชาชนไทยให้มีความรู้และทักษะทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ---------------------------------------------------------

วันที่ 29 สิงหาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธานการประชุมการพัฒนาแพลตฟอร์มแก้ไขปัญหาการโทรหลอกลวง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหารือและวางแผนการพัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหา โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ---------------------------------------------------------

วันที่ 29 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน Meta Marketing Summit โดยมี นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ผู้บริหาร Facebook ประเทศไทย Meta Platform Inc การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ Siam Kempinski Bangkok   นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวง ดีอี พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆของไทย ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีในการยกระดับธุรกิจ เพื่อก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคง ผ่านแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ตามนโยบายการขับเคลื่อนง “The New Growth Engine of Thailand” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ กลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ Soft Power ด้านต่างๆของประเทศ โดยมีเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Digital Economy Hub ที่มีความมั่นคงและยั่งยืน   ทั้งนี้การขับเคลื่อนดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ Meta ได้ร่วมทำงานกับหน่วยงานของภาครัฐ ทั้งด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับ ททท. และการส่งเสริมองค์ความรู้ข้อมูลเชิงลึกให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สามารถปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบ รวมทั้งการนำ AI เข้ามาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เป็นการเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยเข้าถึงตลาดทั่วโลก   กระทรวง ดีอี เชื่อว่าการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสม ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลที่ปัจจุบันอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน วางแผนสร้างนโยบายและมาตรการที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการการช่วยเหลือทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการ ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ (DEPA) การพัฒนากฎหมายที่สร้างความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลและเป็นมิตรต่ออุตสาหกรรม และการพัฒนากำลังคนให้ความรู้และทักษะ AI ที่จำเป็นต่อการต่อยอดในการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล   ขณะเดียวกัน กระทรวง ดีอี ยังได้เสนอให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบในคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยเพิ่มคณะอนุกรรมการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีหน้าที่ ศึกษา ทบทวนกฎหมายรองรับการขับเคลื่อนและการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศ จัดทำแนวทางการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance Guideline) ให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สู่การนําไปปฏิบัติต่อไป เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้แบบไม่ถูกต้อง สนับสนุน Responsible AI และการพัฒนาทักษะ AI ของประชาชนในทุกระดับ ผ่านการอบรมทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ร่วมกับภาคเอกชน ให้มีความพร้อมสำหรับความต้องการของตลาด   “หนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาล คือ การส่งเสริม Soft Power ผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยใช้ต้นทุนและทรัพยากรความหลากหลายทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว อาหารไทย แฟชั่น ศิลปะและดนตรี ที่มีศักยภาพในการดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก และสามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาและเผยแพร่ Soft Power ในแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการในการนำเสนอ Soft Power ของไทยให้เป็นที่รู้จัก อย่างกว้างขวาง โดยกระทรวง ดีอี พร้อมสนับสนุนการนำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์ข้อมูล และพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละตลาดเพื่อปรับเนื้อหาและการสื่อสารให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยและดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยมีความตั้งใจที่จะทำให้แผนการพัฒนาและสนับสนุน AI เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการใช้ AI เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น Digital Economy Hub ของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน   ------------------------------------------------------------  

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักจัดการงานทั่วไป ของ สป.ดศ. ปีงบประมาณ 2567

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ผู้ที่ลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตสำเร็จแล้ว หากลบแอปฯ ทางรัฐออกจากมือถือ จะถูกตัดสิทธิ์รับเงินดิจิทัล” รองลงมาคือเรื่อง “ปริมาณน้ำในปี 2567 มากกว่าปี 2565” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 – 29 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 844,159 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 295 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 283  ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 12 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 214 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 123 เรื่อง   ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 85 เรื่อง   กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 42 เรื่อง   กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง   กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 12 เรื่อง   กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 67 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความมั่นคง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐบาล อย่างโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” และข่าวที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัย น้ำท่วม รวมถึงข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ ถึง 6 อันดับ โดยเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชน ขณะที่ข่าวอื่นๆ เป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง ผู้ที่ลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตสำเร็จแล้ว หากลบแอปฯ ทางรัฐออกจากมือถือ จะถูกตัดสิทธิ์รับเงินดิจิทัล   อันดับที่ 2 : เรื่อง ปริมาณน้ำในปี 2567 มากกว่าปี 2565   อันดับที่ 3 : เรื่อง น้ำจาก จ.พะเยา จะไหลลงมาหนุนฝายแม่ยม จ.แพร่ ทำให้น้ำล้นฝาย   อันดับที่ 4 : เรื่อง หากลงทะเบียน Digital wallet จะถูกโทรหาด้วยหมายเลขโทรศัพท์ 15 หลัก   อันดับที่ 5 : เรื่อง หากไม่ใส่กางเกงในจะทำให้เป็นไส้เลื่อน   อันดับที่ 6 : เรื่อง ตำแหน่งสิวสามารถบอกโรคได้   อันดับที่ 7 : เรื่อง ท่าอากาศยานดอนเมือง เปิดเพจเฟซบุ๊ก Don Mueang International   อันดับที่ 8 : เรื่อง เครื่องผลิตไข่ปลอม กำลังนำเข้าสู่ประเทศไทยตามชายแดน   อันดับที่ 9 : เรื่อง ไม่ใส่รองเท้าในพื้นที่ปูกระเบื้องหรือหินอ่อน จะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง   อันดับที่ 10 : เรื่อง การบินไทยเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ ThailandAirport               “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่า เป็นข่าวเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ และหน่วยงานของรัฐ มากถึง 6 อันดับ โดยเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” และข่าวแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม อุทกภัย ถึง 4 อันดับ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง อาจเกิดความเสียหายให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ผู้ที่ลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตสำเร็จแล้ว หากลบแอปฯ ทางรัฐออกจากมือถือ จะถูกตัดสิทธิ์รับเงินดิจิทัล” เป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวง ดีอี ได้ประสานงานกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ตรวจสอบและชี้แจงข้อมูลจริงว่า ผู้ที่ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ผ่านแอปฯ ทางรัฐ เรียบร้อยแล้ว จะถือว่าระบบได้รับข้อมูลการลงทะเบียนขอรับสิทธิ์โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” แล้ว โดยการลบแอปฯ ทางรัฐ ออก จะทำให้ไม่สามารถรับแจ้งเตือน หรือแจ้งข่าวสารใด ๆ ที่เกี่ยวกับโครงการฯ ได้   ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “ปริมาณน้ำในปี 2567 มากกว่าปี 2565” พบว่าเป็น ข้อมูลเท็จ โดยกระทรวง ดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า จากการตรวจสอบเปรียบเทียบปริมาณฝนปี 2565 กับปริมาณฝนปัจจุบันในปี 2567 รวมกับปริมาณฝน คาดการณ์จนสิ้นสุดฤดูฝน พบว่า ปริมาณฝนสะสมในช่วงฤดูฝนของปี 2565 มีค่า 1,438 มม. และของปี 2567 มีค่า 1,265 มม. ซึ่งมีค่าน้อยกว่า ดังนั้นสถานการณ์น้ำในปี 2567 จึงอาจไม่มากเท่าปี 2565   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.) สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                         --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทยปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok” รองลงมาคือเรื่อง “ลงทะเบียนทำใบขับขี่ออนไลน์ ไม่ต้องไปขนส่ง ผ่านเพจเฟซบุ๊กทำใบขับขี่ออนไลน์ จาก DLT” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายให้กับข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน โดยหากมีการส่งต่ออาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 – 29 สิงหาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 844,159 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 295  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 283 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 12 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 214 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 123 เรื่อง  โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทยปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok อันดับที่ 2 : เรื่อง ลงทะเบียนทำใบขับขี่ออนไลน์ ไม่ต้องไปขนส่ง ผ่านเพจเฟซบุ๊กทำใบขับขี่ออนไลน์ จาก DLT อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ออมสินปล่อยสินเชื่ออาชีพอิสระ ดอกเบี้ย 1% ผ่อนนาน 8 ปี อันดับที่ 4 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ลงทะเบียนรับทรัพย์สินคืน ผ่านเพจ Public assistance center อันดับที่ 5 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กกรมการปกครอง เปิดรับแจ้งความออนไลน์ อันดับที่ 6 : เรื่อง ธนาคารออมสิน ปล่อยเงินกู้ถูกกฎหมาย 300,000 บาท ผ่านเพจสินเชื่อ ออมสิน อันดับที่ 7 : เรื่อง ลงทุนเปิดพอร์ตระยะสั้นผ่านไลน์โดย ก.ล.ต. อันดับที่ 8 : เรื่อง กรุงไทยปล่อยสินเชื่อรวบหนี้ สำหรับผู้มีรายได้ 9,000 บาทขึ้นไป วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อคน อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจ Power of Energy แนะนำการลงทุนเทรดทองคำ โดยมีการรับรองจาก ก.ล.ต. อันดับที่ 10 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก รับแจ้งเรื่องคดีออนไลน์ต่างๆและลงทะเบียนยืนรับทรัพย์สินคืน              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น ยังคงพบว่า ส่วนใหญ่เป็นข่าวการทำธุรกรรมที่มีการแอบอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 ที่แอบอ้างว่า “กรุงไทยปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok” นั้น ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว พบว่า เป็นข้อมูลปลอม โดยพบว่ามีการปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok @ktbbank.11 ,@461yswho01,@krungafewr7,@krungpfl7ot ซึ่งธนาคารกรุงไทยไม่มีการปล่อยสินเชื่อใด ๆ ผ่านบัญชี TikTok ทั้ง 4 บัญชี และทั้ง 4 บัญชีนั้นก็ไม่ใช่บัญชี TikTok ของธนาคารกรุงไทยแต่อย่างใด ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนควรระมัดระวังในการกรอกข้อมูลและไม่ควรกดลิงก์ที่น่าสงสัย ที่ส่งโดยไม่ทราบที่มาชัดเจน โดยหากประชาชนสนใจรับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารกรุงไทย สามารถติดตามได้ที่ www.krungthai.com และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ Krungthai Contact Center 02-111-1111 หรือแจ้งผ่าน Facebook : Krungthai Care” นายเวทางค์ กล่าว          อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชม.)แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                            --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 5,740,000 บาท ผู้เสียหายได้รู้จักกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ได้พูดคุยกันผ่านทาง Messenger Facebook จนสนิทใจ แต่ไม่เคยพบเจอกัน อ้างตนว่ารับราชการเป็นทหารอยู่ที่ต่างประเทศ ถ้าเกษียณอายุราชการแล้วจะมาหาผู้เสียหายและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ประเทศไทย ต่อมาภายหลัง ขอความช่วยเหลือให้โอนเงินเป็นค่าเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไปช่วยเหลือ จากนั้นอีกไม่นานมีการขอให้ช่วยเหลือค่าธรรมเนียม ตรวจคนเข้าเมืองที่ต่างประเทศเพิ่ม แต่ตนไม่มีเงินจะโอนไปช่วยเหลือแล้ว จึงแจ้งกลับไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ ให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 137,755 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อกับมิจฉาชีพผ่านช่องทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน สำนักงานใหญ่ แจ้งว่าจะเวนคืนที่ดินให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ มิจฉาชีพให้เพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วให้ทำตามที่เจ้าหน้าที่บอกตามขั้นตอน ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของกรมที่ดินและ ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เข้าแอปพลิเคชันธนาคารของผู้เสียหาย ต่อมาภายหลังเช็ค ยอดเงินในบัญชีของตนพบว่า มีการโอนออกไป จึงติดต่อกลับไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ตนจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ ให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 102,885 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางการโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะทำการโอนเงินคืนค่าติดตั้งอุปกรณ์มิเตอร์ไฟฟ้าให้ผ่านทางแอปพลิเคชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นทำตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่ บอกทุกขั้นตอน ต่อมาภายหลังผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนพบว่า ได้ถูกโอนออกไป ตนจะติดต่อกลับไปหาเจ้าหน้าที่ แต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพ หลอกลวง   คดีที่ 4 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 53,000 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณากระเป๋าแบรนด์เนม อ้างว่าเป็นสินค้านำเข้า ผ่านช่องทาง Instagram เกิดความสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดทาง Chat Instagram และได้ตกลงซื้อขายสินค้า โดยโอนเงินชำระค่าสินค้าและค่าขนส่งเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นผู้เสียหายต้องการทักไปสอบถามข้อมูลเลขพัสดุเพิ่มเติม แต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ตนเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 ดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน มูลค่าความเสียหาย 4,699 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Messenger Facebook โดยใช้รูปโปรไฟล์น้องสาวของผู้เสียหายทักข้อความมายืมเงิน เพื่อชำระค่าสินค้าเพราะจำนวนเงินไม่พอ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าไปส่องดู Facebook น้องสาว จึงเห็นข้อความที่น้องสาวโพสต์ลง Facebook ว่าถูกมิจฉาชีพใช้แอบอ้างทักไปยืมเงิน ให้ระวังด้วย ตนจึงทราบว่าถูกมิจฉาชีพหลอก           สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 6,038,339 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 30 สิงหาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 982,937 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,233 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 290,017 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,107 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 86,256 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.75 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 70,597 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.34 (3) หลอกลวงลงทุน 47,759 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.47 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 22,256 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.67 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 22,160 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.64 (และคดีอื่นๆ 40,989 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.13)   “จากเคสตัวอย่าง มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้รัก หรือ Romance Scam อ้างรับราชการทหารอยู่ต่างประเทศ และจะกลับมาใช้ชีวิตด้วยกัน โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินเป็นค่าเกษียณก่อนกำหนด โดยใช้วิธีติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook  ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีที่ไม่เคยรู้จักพบเห็นหน้ากันมาก่อน ต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน และไม่หลงเชื่อ หลงกล เมื่อฝ่ายตรงข้ามให้ทำการโอนเงินให้ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ ขณะเดียวกันยังมีเคสที่แอบอ้างหน่วยงานรัฐ ให้กดลิงก์ยืนยัน โดยขอให้ยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ และควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนระมัดระวัง อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                     --------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยคณะฯ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอวกาศ ของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ณ Congress Center Astana กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ในระหว่างการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความครอบคลุมและเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 3 - 5 กันยายน 2567 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ทั้งนี้การหารือดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลโซลูชันระหว่างกัน ภายใต้ข้อริเริ่มการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลโซลูชันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน อาทิ การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีโซลูชันของภาครัฐ (GovTech solutions) การพัฒนา open source codes และรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในประเทศและภูมิภาค นอกจากนี้ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ ยังได้ผลักดันเรื่องการจัดทำบันทึกความเข้าใจด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่าง กระทรวงดีอี และกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมอวกาศ โดยจะมีการดำเนินการความร่วมมือผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรมต่อไป  


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญกับการเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ซึ่งมิจฉาชีพได้ใช้เป็นช่องทางสำคัญในการก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ โดยจัดตั้งทีมปฏิบัติการทำการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และดำเนินการปิดกั้น พร้อมยกระดับกระบวนการปิดกั้นให้มีความรวดเร็ว รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้ จากสถิติการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ของกระทรวงดีอี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 31 สิงหาคม 2567 พบว่า มีการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 138,660 รายการ เพิ่มขึ้น 11 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 31 สิงหาคม 2566) ที่มีจำนวน 12,611 รายการ   สำหรับโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่มีการปิดกั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 31 สิงหาคม 2567 ประเภทบิดเบือน หลอกลวง และลามกอนาจาร มีดังนี้ - บิดเบือน/หลอกลวง  จำนวน 47,471 รายการ เพิ่มขึ้น 7.68 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 31 สิงหาคม 2566) ที่มีจำนวน 6,182 รายการ - ลามกอนาจาร จำนวน 11,948 รายการ เพิ่มขึ้น 14.82 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 31 สิงหาคม 2566) ที่มีจำนวน 806 รายการ   “จะเห็นได้ว่าในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ทำการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 138,000 รายการ โดยสถิติตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกเดือนนั้น เนื่องจากการปรับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวปลอม เว็บไซต์ผิดกฎหมายผ่านทางสายด่วน 1111” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชน ขออย่าหลงเชื่อ ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน หรือกลโกงของมิจฉาชีพที่หลอกให้เข้าไปลงทุน หรือกดลิงก์แพลตฟอร์มต้องสงสัยภายในโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมาย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินได้ หรือหากมีการเชื่อ และแชร์ข้อมูลที่อยู่ใน URLs ผิดกฎหมายต่อๆกัน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 3 กันยายน 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงาน Thailand Public Sector: Explore Generative AI on AWS พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ “Shaping Thailand's Tomorrow: Harnessing AI for National Growth and Innovation” โดยมี ผู้บริหาร AWS ให้การต้อนรับ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องสยาม ฮอลล์ (ชั้น ๖) โรงแรมอีสติน แกรนด์พญาไท กรุงเทพฯ   นายเวทางค์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีแนวทาง 5 ประการ ดังนี้   1. เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น การอัพเกรดศูนย์ข้อมูลภาครัฐและการประมวลผลแบบคลาวด์ 2. ส่งเสริม AI ในภาคส่วนสำคัญ เช่น เกษตรกรรม ท่องเที่ยว สาธารณสุข การบริหารภาครัฐ และการเงิน 3. พัฒนาทักษะแรงงานด้าน AI และส่งเสริมความรู้ด้าน AI Ethics 4. เร่งการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในหน่วยงานราชการ 5. สร้างความเชื่อถือและความปลอดภัยของ AI ผ่านการกำกับดูแลและความร่วมมือระหว่างประเทศ   ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำว่า AI เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาสู่อนาคตที่ยั่งยืน และหวังว่าจะได้ร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้าน AI ในภูมิภาค   ---------------------------------------------------


ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความครอบคลุมและเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) ร่วมกับ สาธารณรัฐคาซัคสถาน ในระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน 2567 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเกี่ยวกับความครอบคลุมและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ประกอบด้วย ผู้แทนระดับรัฐมนตรี ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส จากประเทศสมาชิก UNESCAP และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง   โอกาสนี้ ปลัดกระทรวง ดีอี ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองนโยบายของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดช่องว่างการเข้าถึงดิจิทัลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านโครงการต่างๆของประเทศ อาทิ โครงการเน็ตประชารัฐ การสนับสนุนคนพิการ ระบบยืนยันตันตน (Digital ID) ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) นโยบายการใช้คลาวด์เป็นหลัก (Cloud First) รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันต่อสู้กับปัญหาการหลอกลวง อาชญากรรมทางออนไลน์ และเน้นย้ำการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการพัฒนาดิจิทัลที่ปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืน   ------------------------------------------------------------

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาในช่วงการเปิดการประชุมสัมมนาในหัวข้อ "Emerging Technology for Tackling Air Pollution and Climate Change" ซึ่งจัดขึ้นในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความครอบคลุมและเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ระหว่างวันที่ 3 - 4 กันยายน 2567 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน   โดยในช่วงการปาฐกถา ปลัดดีอี ได้กล่าวให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดนโยบายดิจิทัลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานสีเขียว และการลดการใช้คาร์บอน ควบคู่ไปกับการเร่งการยกระดับพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) มาใช้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เช่น การซื้อขายและจัดการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) โดยประเทศไทยมีความยินดีที่จะร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีและโซลูชัน ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดการกับมลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   นอกจากนี้ ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมฯ ดังกล่าว ปลัดกระทรวงฯ ได้ร่วมชมนิทรรศการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและดิจิทัลโซลูชัน จากภาครัฐและภาคเอกชนของคาซัคสถาน และประเทศสมาชิกเอสแคป อาทิ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) การบริหารจัดการรัฐบาลดิจิทัล (Government Technology) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) รวมถึงได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของสาธารณรัฐคาซัคสถาน เกี่ยวกับการเข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งนี้                 ------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.