Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 13 กันยายน 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมการพัฒนาแพลตฟอร์มแก้ไขปัญหาการโทรหลอกลวง เพื่อติดตามการดำเนินการ หารือแนวทางร่วม วางแผนการพัฒนาแพลตฟอร์ม โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการโทรหลอกลวง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   --------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ ในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงราย และบางส่วนของจ.เชียงใหม่ ในขณะนี้ ส่งผลให้ สัญญาณโทรศัพท์ในบางพื้นที่ไม่สามารถใช้การได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่   ทั้งนี้ กระทรวง ดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ โดยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบ  สถานีฐานเครื่องรับ-ส่งสัญญาณโทรคมนาคม (Cell Site) ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ล่าสุด มีหลายระเอียดการดำเนินการดังนี้   1.การตรวจสอบสถานีฐานฯ หลายแห่งใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย พบว่าไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากมีการตัดกระแสไฟฟ้า แต่ยังมีสัญญาณจากสถานีฐานฯ ข้างเคียง ทำให้ยังมีสัญญาณสื่อสารอยู่    2.พื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงราย ขณะนี้ได้ประสานงานผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Operator) เข้าดำเนินการสำรองพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สถานีฐานยังคงใช้งานรับ-ส่งสัญญาณได้ตามปกติ   3.พื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งประสบอุทกภัย และมีดินโคลนถล่ม ส่งผลกระทบต่อระบบการติดต่อสื่อสาร ขณะนี้ กสทช. ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. ภาค 3 จ.เชียงใหม่ ส่งกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือ และอาสาสมัครนักวิทยุสมัครเล่น เข้าร่วมสนับสนุนและประสานงานให้ความช่วยเหลือด้านโครงข่ายการสื่อสาร ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ที่ว่าการฯ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่    นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาด้านโครงข่ายการสื่อสารใช้การไม่ได้ สำนักงาน กสทช. ภาค 3 จึงได้จัดเตรียมโครงข่ายวิทยุระยะสั้นไว้สำรอง ให้กับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย   ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี กสทช. ยังได้ประสานงานผู้ให้บริการเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ TRUE และ AIS ได้จัดเตรียมรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW หรือ Cell-On-Wheel) เพื่อเข้าไปยังจุดที่รถสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในจุดที่มีสัญญาณบกพร่อง   อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้ประสานงานให้ผู้ให้บริการเครือข่ายฯ เร่งรัดการกู้คืนสถานีสัญญาณในแต่ละจุดที่มีปัญหาให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายกำลังเร่งตรวจสอบและแก้ไข พร้อมประเมินสถานการณ์ เตรียมจัดส่งรถโมบายล์ COW เข้าทดแทนในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้   “กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัย ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจ.เชียงราย และบางส่วนของจ.เชียงใหม่ โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของระบบการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว                         --------------------------------------------------------------------------------------





กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ยาแคปซูลมะระขี้นก รักษาเบาหวาน และลดน้ำตาลในเลือดสูง” รองลงมาคือเรื่อง “กินผลิตภัณฑ์วิตามินซี รักษาไข้หวัดได้” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 6 – 12 กันยายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 843,777 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 179 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 160 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 18 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 154 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 59 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 74 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 37 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 26 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย โดยเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน และสุขภาพของประชาชน มากถึง 8 อันดับ ซึ่งเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ยาแคปซูลมะระขี้นก รักษาเบาหวาน และลดน้ำตาลในเลือดสูง อันดับที่ 2 : เรื่อง กินผลิตภัณฑ์วิตามินซี รักษาไข้หวัดได้ อันดับที่ 3 : เรื่อง กินวิตามินซีพร้อมกุ้ง ทำให้ตายเฉียบพลันจากสารหนู อันดับที่ 4 : เรื่อง น้ำสับปะรดปั่นและน้ำใบย่านางปั่น ป้องกันและรักษาเส้นเลือดสมองตีบ อันดับที่ 5 : เรื่อง ประกาศจัดตั้งจังหวัดใหม่เพิ่มอีก 7 จังหวัด ทำให้ประเทศไทยมี 84 จังหวัด อันดับที่ 6 : เรื่อง อาการขี้หนาวเป็นสัญญาณของไตขวาเสื่อม อันดับที่ 7 : เรื่อง พอกผิวด้วยฟักทอง ช่วยบำรุงให้ผิวขาวขึ้น อันดับที่ 8 : เรื่อง มีการฉีดฮอร์โมนเร่งโตในไก่ อันดับที่ 9 : เรื่อง หากสูดดมสารอะซีโตนในน้ำยาล้างเล็บเข้าไป จะก่อกวนฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้รอบเดือนมีความผิดปกติ อันดับที่ 10 : เรื่อง คดีความใดที่เกี่ยวกับกรมสรรพากร สามารถอายัดบัญชีธนาคารได้ทันที โดยไม่ต้องขอคำสั่งศาล “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย มากถึง 8 อันดับ และเป็นข่าวด้านความมั่นคงและหน่วยงานรัฐ 2 อันดับ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจเกิดความเสียหาย การเข้าใจผิด เกิดเป็นความวิตกกังวลให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ยาแคปซูลมะระขี้นก รักษาเบาหวาน และลดน้ำตาลในเลือดสูง” เป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ผลิตภัณฑ์ยาที่มีมะระขี้นกเป็นส่วนส่วนประกอบ ได้รับอนุญาตเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ร้อนในเท่านั้น ไม่พบข้อมูลที่จะสามารถช่วยรักษาหรือป้องกันโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้ ซึ่งมะระขี้นก เป็นพืชสมุนไพรที่มีรสขม นิยมใช้ส่วนของผลในการปรุงเป็นอาหาร และเข้าตำรับยา โดยจะมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ แก้ร้อนใน ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “กินผลิตภัณฑ์วิตามินซี รักษาไข้หวัดได้” พบว่าเป็น ข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า วิตามินซีมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันและรักษาอาการขาดวิตามินซี เช่น เลือดออกตามไรฟัน แต่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้เพื่อรักษาอาการหวัดแต่อย่างใด โดยวิตามินซี เป็นสารอาหารที่พบมากในผักและผลไม้ มีหน้าที่ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและเนื้อเยื่อเอ็นข้อต่อกระดูก มีส่วนช่วยในกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยหากประชาชนสนใจและต้องการทราบข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th  หรือโทรสายด่วน 1556สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                            ----------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 6-15 กันยายน 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมคณะทํางานเอเปค ด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ ครั้งที่ 69 (The 69th APEC Telecommunications and Information Working Group: APEC TELWG 69) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิกเอเปค นอกจากนี้ ในวันที่ 8 กันยายน 2567 นายเอกพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดีอี ในฐานะผู้แทนจากคณะทำงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Steering Group: DESG) ได้เข้าร่วมบรรยายผ่านระบบการประชุมทางไกล ในประเด็นความร่วมมือระหว่าง TEL กับ DESG ด้วย โดยงานนี้จัดขึ้น ณ กรุงเม็กซิโก ซิตี้ สหรัฐเม็กซิโก การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลกับประเทศสมาชิกเอเปค ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลของไทยและส่งเสริมบทบาทของประเทศในเวทีระหว่างประเทศต่อไป ‐-------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “คณะกรรมการ ป.ป.ง. เร่งออกกฎหมายใหม่ คืนเงินจากแก๊งคอลเซนเตอร์ ติดต่อขอเงินคืนผ่านเฟซบุ๊ก” รองลงมาคือเรื่อง “เปิดช่องทางให้ทดลองลงทุนสำหรับกองทุนผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป กำกับดูแลโดย ก.ล.ต.” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายให้กับข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน โดยหากมีการส่งต่ออาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 6 – 12 กันยายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 843,777 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 179 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 160 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 18 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 154 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 59 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง คณะกรรมการ ป.ป.ง. เร่งออกกฎหมายใหม่ คืนเงินจากแก๊งคอลเซนเตอร์ ติดต่อขอเงินคืนผ่านเฟซบุ๊ก อันดับที่ 2 : เรื่อง เปิดช่องทางให้ทดลองลงทุนสำหรับกองทุนผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป กำกับดูแลโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 3 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเว็บไซต์ใหม่ชื่อ SET STATION อันดับที่ 4 : เรื่อง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชื่อว่า สำนักงานช่วยเหลือ อันดับที่ 5 : เรื่อง ผู้นำด้านทองคำให้โอกาสเข้าเทรดหุ้นทองคำ เริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 390 บาทต่อวัน รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 6 : เรื่อง กรมประชาสัมพันธ์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์-แจ้งเตือน เหยื่อมิจฉาชีพทางออนไลน์ อันดับที่ 7 : เรื่อง แนะนำเจ้าหน้าที่ให้บริการด้านการลงทุน SET THAILAND รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดเพจเฟซบุ๊ก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ อันดับที่ 9 : เรื่อง สำนักงานกิจการยุติธรรมเปิดลงทะเบียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก เพื่อรับการชดใช้คืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซนเตอร์ อันดับที่ 10 : เรื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดช่องทางติดต่อผ่านไลน์              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น ยังคงพบว่า ส่วนใหญ่เป็นข่าวการทำธุรกรรมที่มีการแอบอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 ที่แอบอ้างว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ง. เร่งออกกฎหมายใหม่ คืนเงินจากแก๊งคอลเซนเตอร์ ติดต่อขอเงินคืนผ่านเฟซบุ๊ก” ทั้งนี้จากการประสานงานตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่าข้อมูลที่มีการอ้างในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่เป็นความจริง การปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถนำเงินไปคืนแก่ผู้เสียหายให้รวดเร็วยิ่งขึ้นยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างฯ และยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อน ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. ไม่เคยมีการเปิดให้ผู้เสียหายทุกรายคดียื่นคำร้องหรือส่งหลักฐานการถูกหลอกผ่านสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด” นายเวทางค์ กล่าว          อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน”หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                            --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 16 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีสักการะพระพรหม และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมและถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบรอบ 8 ปี โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหารกระทรวงฯ ผู้บริหารหน่วยงานพร้อมด้วย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ บริเวณหน้าศาลพระพรหม และอาคารสำนักงานด้านทิศตะวันออกของโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C

วันที่ 16 กันยายน  2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดพิธีงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบรอบ 8 ปี พร้อมแสดงวิสัยทัศน์กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งมั่นสร้างอนาคตประเทศไทย โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารสำนักงานด้านทิศตะวันออกของโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C


วันที่ 16 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบรอบ 8 ปี โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี รวมทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารสำนักงานด้านทิศตะวันออกของโครงการพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C   นายประเสริฐ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงดีอี ครบรอบ 8 ปี ถือเป็นโอกาสอันดีที่กระทรวงดีอีเตรียมการเดินหน้าสานต่อนโยบาย The Growth Engine of Thailand การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย 3 เครื่องยนต์ใหม่ คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัล 2.สร้างความมั่นคงและปลอดภัยของเศรษฐกิจ สังคมดิจิทัล 3.เพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ด้านดิจิทัล โดยตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ( กันยายน 2566 - สิงหาคม 2567) กระทรวงดีอี ได้ขับเคลื่อนภารกิจต่างๆดังนี้   1.การแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ - การดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) หรือศูนย์ AOC 1441 ในระยะเวลาตั้งแต่ 1 พ.ย.66 – 31 ส.ค.67 มีดังนี้ 1) จำนวนสายโทรเข้า (1144) 985,538 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,231 สาย 2) ระงับบัญชีธนาคาร 291,256 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,107 บัญชี   - ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม 1) ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs เพจผิดกฎหมายโดยรวมทุกประเภท ตั้งแต่ 1 ต.ค.66 – 31 ส.ค.67 (ระยะเวลา 11 เดือน) จำนวน 138,660 URLs เพิ่มขึ้น 11 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566 2) ปิดกั้นเพจ/URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จำนวน 58,273 URLs เพิ่มขึ้น 34.3 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566   - มาตรการแก้ไขปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัดและตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานถึง 31 ส.ค.67 มีการระงับบัญชีม้ารวมกว่า 1,000,000 บัญชี แบ่งเป็น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิด 450,000 บัญชี ธนาคาร 300,000 บัญชี และศูนย์ AOC 1441 ระงับ 291,256 บัญชี   - มาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า ผลการดำเนินงานถึงวันที่ 31 ส.ค. 67 ระงับซิมม้าแล้ว จำนวนกว่า 1,000,000 หมายเลข ระงับหมายเลขโทรศัพท์ที่มีการโทรออกเกิน 100 ครั้งต่อวัน จำนวน 71,122 เลขหมาย มีผู้มายืนยันยันตัวตน 418 เลขหมาย   -มาตรการแก้ไขกฎหมาย COD ซื้อสินค้าเก็บเงินปลายทาง ดำเนินการออก “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการบริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2567 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ต.ค.67 เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์แบบใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีมติเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือน ก.ค.67 ที่ผ่านมา   นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการเร่งด่วนในการแก้ไขกฎหมายพิเศษ ได้แก่ 1) เร่งรัดการคืนเงินผู้เสียหาย 2) เพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูล 3) การป้องกันคนร้ายโอนเงินโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล 4) ระงับธุรกรรมต้องสงสัยโดยการใช้ซิม การสื่อสาร   2.การแก้ไขปัญหาข้อมูลรั่วไหล ผลการดำเนินการของศูนย์ PDPC Eagle Eye โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ระหว่าง พฤศจิกายน 2566 ถึง สิงหาคม 2567 รายละเอียดดังนี้ 1) สถิติผลการดำเนินการตรวจสอบ ค้นหา เฝ้าระวัง ทั้งสิ้นจำนวน 43,561 หน่วย โดยมีสัดส่วนการรั่วไหลของข้อมูลลดลง จากเดือน พ.ย.66 ร้อยละ 31.40 ลดลงเหลือ ร้อยละ 1.5 ในเดือน ส.ค.67 2) แก้ไขปัญหาการซื้อขายข้อมูล ปิดกั้นโซเชียล 110 เรื่อง ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)  จับกุมได้ 9 ราย และลงโทษปรับ บริษัทเอกชนทำข้อมูลรั่วไหล เป็นจำนวนเงิน 7 ล้านบาท   3.เร่งขับเคลื่อนดิจิทัลระดับภูมิภาค เร่งรัดส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลในจังหวัดครอบคลุมพื้นที่ระดับอำเภอ โดยมีผลการดำเนินการ ดังนี้ 1) โครงการ “Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต”         เป็นต้นแบบการขับเคลื่อนและยกระดับเมืองดิจิทัลในระดับภูมิภาค ใน 4 มิติ คือ 1. ดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียม (ด้านสังคม) 2. ดิจิทัลเพื่อความปลอดภัย (ด้านความมั่นคง) 3. ดิจิทัลเพื่อโอกาสที่ดีกว่า (ด้านเศรษฐกิจ) 4. ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ด้านการดำเนินงานภาครัฐ) โดยดำเนินการในพื้นที่ 878 อำเภอ ทั่วประเทศ   2) โครงการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลของเด็ก เยาวชน และประชาชน ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การใช้เทคโนโลยีเพื่อการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ จำนวน 2,222 แห่ง   3) ดำเนินการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน 24,654 หมู่บ้าน   4) โครงการ “ชุมชนโดรนใจ” หรือ One Tambon One Digital (OTOD) ในความดูแลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ดำเนินการในกว่า 500 ชุมชน พื้นที่ให้บริการกว่า 4 ล้านไร่ทั่วประเทศ ยกระดับทักษะเกษตรกรกว่า 1,000 คน สร้างธุรกิจบริการโดรน 50 ชุมชน สร้างอาชีพใหม่ช่างโดรนชุมชน และเกิดศูนย์สอบอนุญาตการบินโดรน 5 ภูมิภาค รวมทั้งช่วยให้เกิดมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท   4.นโยบาย Cloud First Policy ผลักดันการใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก มุ่งสู่การเป็น Cloud Hub ของภูมิภาค โดยยกระดับการทำงานของภาครัฐด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีผลการดำเนินการดังนี้ - ให้บริการระบบคลาวด์ เพื่อพัฒนาการบริการประชาชน ในหน่วยงานภาครัฐ 220 กรม จำนวน 75,000 VM - ประหยัดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของประเทศ 30-50 % - ส่งเสริมการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ประโยชน์ Big Data - สนับสนุนท้องถิ่นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทำงาน - ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และผู้ประกอบการต่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ   5 AI Agenda ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการพัฒนาประเทศ โดยดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI - การพัฒนาแพลตฟอร์มรวมบริการด้าน AI บนระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ในโครงการ National AI Service Platform - เตรียมความพร้อมด้านจริยธรรม/กฎหมาย/สังคม AI Ethics, Governance, Regulation   2) การพัฒนาทักษะด้าน AI       - การพัฒนาทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยี AI ผ่านกลไกสำคัญอย่าง Upskill, Reskill และ New Skill ให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน - จัดกิจกรรมการระดมความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้/ทักษะ ด้านเทคโนโลยี AI สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และประชาชน   3) เร่งรัดการจัดทำระบบ AI Use Case ในภาครัฐและเอกชน เช่น AI Use Case การพยากรณ์อากาศระยะปัจจุบันอัจฉริยะ พยากรณ์กลุ่มฝนเชิงพื้นที่ระดับอำเภอ (ระยะ 3 ชม. ข้างหน้า) บริเวณ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ และแผนที่เสี่ยงภัยสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมาก   6.การพัฒนากำลังคนดิจิทัล Digital Manpower - ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาทักษะความรู้ด้านดิจิทัลให้กับกำลังคนและบุคลากรดิจิทัลในทุกระดับด้วยโครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนดิจิทัล ผ่าน Digital ID (Credit bank) โดยเพิ่มกำลังคนด้านดิจิทัล 550,000 คน ร่วมกับเอกชน - ดึงดูดกำลังคนดิจิทัล ภายใต้โครงการ Global Digital Talent VISA - ดำเนินโครงการ อาสาสมัครดิจิทัล และสภาเยาวชนดิจิทัล ขยายผลให้ความรู้ด้านดิจิทัลแก่ประชาชน   7. Startups & SMEs ไทยแข่งได้ - โครงการ บัญชีบริการดิจิทัล Thailand Digital Catalog โดย ดีป้า ยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัล เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการดิจิทัลไทยในการเข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยรัฐสามารถใช้กระบวนการทางพัสดุด้วยวิธีคัดเลือกหรือเฉพาะเจาะจงในการซื้อหรือเช่าซื้อสินค้าและบริการดิจิทัลจากบัญชีบริการดิจิทัล ช่วยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้ - ผลักดันมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Tax 200% - การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ให้เกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมดิจิทัลจากผู้ประกอบการไทย และผลักดันให้เกิดการพัฒนาเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ และระดับสากล ภายใต้เครื่องหมาย dSURE -แก้ไขปัญหานำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ราคาต่ำ โดยออกกฎหมาย มาตรการที่เข้มข้น และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำผิดกฎหมาย   8.การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล           การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 หรือ Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023  ตาม IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023 ดีขึ้น 5 อันดับ โดยไทยอยู่อันดับที่ 35 จากเดิม อันดับที่ 40 ในปี 2565 ทั้งนี้ ได้มีการตั้งเป้าหมายอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 นี้   อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ได้ตั้งเป้าการขับเคลื่อนนโยบายด้านดิจิทัลเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล  นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเน้นให้ความสำคัญใน 5 ด้าน ดังนี้ 1.การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งจะต้องดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ 2.การเดินหน้าปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยการดำเนินการผ่านการใช้คลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) พัฒนาระบบการบริหารจัดการในหน่วยงานราชการ มุ่งเน้นการให้บริการประชาชนที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ 3.การดูแลส่งเสริมช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากแพลตฟอร์มต่างๆ พร้อมทั้งส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจ SMEs 4.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ เพิ่มโอกาส ให้กับคนไทย ผ่านการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน 5.การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ภายใต้สถานการณ์การขาดแคลนกำลังคนด้านดิจิทัลในปัจจุบัน เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทย   “กระทรวงดีอี พร้อมที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของประเทศไทย คือการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Hub) ของภูมิภาค โดยมีภารกิจสำคัญคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การยกระดับและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล รวมไปถึงการสร้างความตระหนักรู้ ความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีของประชาชนคนไทยทุกคน บนพื้นฐานของการสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่เท่าเทียม ทั่วถึง และยั่งยืน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ ( 6 กันยายน 2567) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมงาน วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2567 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “โกงแบบโปร่งใส ESE...G เหมือนมีแต่มองไม่เห็น” ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคาร B ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานจริยธรรมในการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาลในทุกภาคส่วนของสังคมไทย และร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบโดยการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการทุจริตที่อาจดูเหมือนไม่ชัดเจน แต่ส่งผลกระทบต่อการบริหารและการพัฒนาองค์กรในระยะยาว การประชุมมีการอภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตในทุกระดับ

วันนี้ (16 กันยายน 2567) สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ดำเนินการจัด กิจกรรมเสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติการ หลักสูตรกู้ชีพองค์รวมพื้นฐาน (CPR & AED และภาวะฉุกเฉินคุกคาม) ณ ห้องประชุมพญาไท ชั้น 11 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลราชวิถี โดยการอบรมนี้จัดขึ้นเพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจและสามารถปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวกับการช่วยชีวิตได้อย่างถูกต้อง โดยเนื้อหาประกอบด้วยการฝึกการทำ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) และการใช้เครื่อง AED (Automated External Defibrillator) รวมถึงการจัดการภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะที่สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์คุกคามทางสุขภาพให้กับองค์กรและสังคมโดยรวม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.