Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 20 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 8/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง ดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง 801 บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ประกาศยกเลิกการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” รองลงมาคือเรื่อง “สธ. เตือนประชาชนระวังไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง แนะอย่าขาดน้ำ” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 13 – 19 กันยายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 844,660 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 256ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 240 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 16 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 200 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 103 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 30 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 25 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 5 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 37 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและโครงการของรัฐ มากถึง 8 อันดับ ซึ่งเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ประกาศยกเลิกการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท อันดับที่ 2 : เรื่อง สธ. เตือนประชาชนระวังไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง แนะอย่าขาดน้ำ อันดับที่ 3 : เรื่อง ไทยเตรียมรับผลกระทบมวลน้ำจากประเทศจีนที่ไหลผ่านแม่น้ำโขง อันดับที่ 4 : เรื่อง พายุไต้ฝุ่นเบบินคา ลูกนี้แรงที่สุดเท่าที่มีมาตั้งแต่ปี 1949 เตือนคนไทยเตรียมรับมวลน้ำจำนวนมาก อันดับที่ 5 : เรื่อง เมื่อเสียชีวิตคนไทยทุกคนจะได้สิทธิรับเงินจาก พม. จำนวน 2,000 บาท อันดับที่ 6 : เรื่อง พบช่องโหว่ของแอปพลิเคชันทางรัฐ มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลคนไทยได้ อันดับที่ 7 : เรื่อง อาหารที่อุ่นด้วยไมโครเวฟ มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไปรบกวนคลื่นสมอง อันดับที่ 8 : เรื่อง ล้างไขมันในลำไส้ ด้วยชามะละกอ อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมอุตุฯ เตือนประเทศไทยอุณหภูมิลดลงมากสุดในรอบ 14 ปี ฝนตกหนัก กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเกิดพายุฤดูร้อน อันดับที่ 10 : เรื่อง กฟภ. แจ้งผู้ใช้ไฟสามารถตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า ผ่านไลน์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ และข่าวเรื่องอุทกภัย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจเกิดความเสียหาย การเข้าใจผิด เกิดเป็นความวิตกกังวลให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง ประกาศยกเลิกการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกลุ่มสารนิเทศการคลัง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า การดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ล่าสุดจะเป็นการดำเนินโดยผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เพื่อเพิ่มการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยรัฐจะสนับสนุนเงินจำนวน 10,000 บาท/คน ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน หรือผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ได้แจ้งความประสงค์ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 12.40 ล้านราย และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านคนพิการ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและเพิ่มศักยภาพของคนพิการซึ่งเป็นผู้เปราะบาง เพื่อเพิ่มการบริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ โดยรัฐจะสนับสนุนเงินจำนวน 10,000 บาทต่อคน ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ -ช่องทางการรับเงินเบี้ยความพิการที่ได้รับข้อมูลจาก อปท. กทม. และเมืองพัทยา -บัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนของคนพิการ ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “สธ. เตือนประชาชนระวังไข้หวัดใหญ่ระบาดรุนแรง แนะอย่าขาดน้ำ” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ไข้หวัดใหญ่ครั้งนี้ไม่ได้ร้ายแรงกว่าปกติ และการดื่มน้ำเพื่อให้เยื่อเมือกลำคอชุ่มชื้นนั้นไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แต่อย่างใด ทั้งนี้ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไว้และหากป่วยควรรีบเข้ารับการรักษา อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “สคช. แถลงการณ์ ปปง. ยึดทรัพย์สินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ เปิดให้เหยื่อยื่นเรื่องขอรับทรัพย์สินคืน” รองลงมาคือเรื่อง “กรุงไทยเปิดเพจใหม่ชื่อ Krungthai KTX Stock Exchange” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหายให้กับข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สิน โดยหากมีการส่งต่ออาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 13 – 19 กันยายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 844,660 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 256ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 240 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 16 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 200 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง สคช. แถลงการณ์ ปปง. ยึดทรัพย์สินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ เปิดให้เหยื่อยื่นเรื่องขอรับทรัพย์สินคืน อันดับที่ 2 : เรื่อง กรุงไทยเปิดเพจใหม่ชื่อ Krungthai KTX Stock Exchange อันดับที่ 3 : เรื่อง กรมการจัดหางาน รับสมัครพนักงานเสริม บริษัท งานฝีมือ จำกัด อายุ 20 ปีขึ้นไป รับจำนวนจำกัด อันดับที่ 4 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดเพจเฟซบุ๊ก ใบขับขี่ออนไลน์ DLT อันดับที่ 5 : เรื่อง ปปง. ประกาศอายัดทรัพย์แก๊งคนร้าย เปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้วงเงิน 5,000-1,000,000 บาท สำหรับอายุ 18 ปีขึ้นไป ผ่อนนาน 2 ปี อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจกรมพัฒนาแรงงานฝีมือเปิดรับสมัครงานทำที่บ้าน รายได้สูงสุด 8,685 บาทต่อสัปดาห์ อันดับที่ 8 : เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศเปิดเพจเฟซบุ๊ก ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กศูนย์พัฒนาแรงงานฝีมือรับสมัครพนักงานแพ็กสินค้า อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจ Thai Oil Public CO.,LTD เปิดโอกาสให้ซื้อขาย เริ่มต้น 1,000 บาท กำกับดูแลโดย ก.ล.ต.              “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ จาก 10 อันดับ ข้างต้น พบว่า ทั้ง 10 อันดับเป็นข่าวการทำธุรกรรมที่มีการแอบอ้างถึงหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะอันดับ 1 ที่แอบอ้างว่า “สคช. แถลงการณ์ ปปง. ยึดทรัพย์สินคืนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ เปิดให้เหยื่อยื่นเรื่องขอรับทรัพย์สินคืน” โดยเปิดให้ผู้เสียหายยื่นเรื่องผ่านเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชน “เป็นข้อมูลเท็จ” ซึ่งเพจดังกล่าวเป็นเพจปลอมที่จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ” นายเวทางค์ กล่าว กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่าข้อมูลตามที่ระบุในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งกรณีการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายฯ ของสำนักงาน ปปง. ผู้ยื่นคำร้องต้องมีสถานะเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานที่ระบุ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาและในเว็บไซต์ของสำนักงาน ปปง. โดยมีช่องทางการยื่นคำร้อง 3 ช่องทาง ได้แก่1. ยื่นด้วยตนเอง ณ สำนักงาน ปปง. หรือสถานที่อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด2. ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน3. ยื่นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนด (จะมีการระบุไว้ในประกาศฯ) ซึ่งตามประกาศของสำนักงาน ปปง. กำหนดช่องทางการยื่นคำร้อง มี 3 ช่องทางดังที่กล่าวข้างต้นนี้เท่านั้น มิได้กำหนดให้ยื่นเอกสารทางอีเมลแต่อย่างใด โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://www.amlo.go.th/index.php/th/ หรือ โทร. 02-219-3600 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                            --------------------------------------------------------------------------------------

  เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมหารือ เพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   นายประเสริฐ เปิดเผยว่าในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  8 เรื่องที่สำคัญ โดยสรุปได้ดังนี้               1. การแก้กฎหมายเร่งด่วนช่วยผู้เสียหายและป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี  เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลแพทองธาร แก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และเพิ่มความรับผิดชอบผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และสถาบันการเงิน กระทรวง ดีอี เร่งยกร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ฉบับที่ 2 สาระสำคัญมีดังนี้   - การเร่งคืนเงินผู้เสียหาย - การเพิ่มสิทธิ์ผู้เสียหายและเพิ่มความรับผิดชอบผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และสถาบันการเงิน - การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน พรก. - การป้องกันการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างผิดกฎหมาย - การระงับการใช้ ซิม ที่ต้องสงสัย   ทั้งนี้ จากการดำเนินการถึงเดือน ส.ค. 2567 กระทรวง ดีอี ได้ดำเนินการปรับเป็นพินัยกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม หรือ ISP ที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย โดยได้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือ ISP จำนวน 4 ราย และได้มีคำสั่งปรับพินัย ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือ ISP จำนวน 4 ราย ทั้งสิ้น 677,500 บาท   2. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนสิงหาคม (ข้อมูล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท ส.ค. 67 มีจำนวน 1,945 ราย ลดลงร้อยละ 22.04 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ ส.ค.67 มีจำนวน 732 ราย ลดลงร้อยละ 31.20 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีซิมม้า บัญชีม้า ส.ค.67 มีจำนวน 122 ราย ลดลงร้อยละ 49.17 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   3. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน กระทรวง ดีอี ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม ตั้งแต่ 1 ต.ค.66 – 31 ส.ค.67  (ระยะเวลา 11 เดือน) 1) ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ผิดกฎหมายโดยรวมทุกประเภท จำนวน 138,660 รายการ เพิ่มขึ้น 11 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566 2) ปิดกั้นเพจ/URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จำนวน 58,273 รายการ เพิ่มขึ้น 34.3 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566   4. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานถึง 31 ส.ค.67 มีการระงับบัญชีม้ารวมกว่า 1,000,000 บัญชี แบ่งเป็น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิด 450,000 บัญชี ธนาคาร 300,000 บัญชี และศูนย์ AOC 1441 ระงับ 291,256 บัญชี นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ยกระดับการป้องกันการเปิดบัญชี และ จัดการบัญชีม้า โดยเฉพาะบุคคล ที่ยินยอมเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้ายใช้ อาทิ การออกมาตราการ ระงับบัญชีของผู้ที่เปิดบัญชีให้คนร้ายทุกบัญชี และการใช้มาตรการ CDD การตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มข้นตามระดับความเสี่ยงของผู้เปิดบัญชีใหม่ เป็นต้น   5.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมม้าที่ผูกกับ mobile banking ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 ส.ค. 2567 มีดังนี้ - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคมรได้ระงับซิมม้าแล้ว จำนวนกว่า 2.8 ล้านเลขหมาย - การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 80,731 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตน 418 เลขหมาย ไม่มายืนยันตัวตน 80,313 เลขหมาย   - มาตรการคัดกรองผู้ใช้งาน Mobile Banking ที่ต้องสงสัย โดยใช้ระบบคัดกรองผู้ใช้งาน (Sim Screening) ตรวจสอบหมายเลขบัตรประชาชนผู้ครอบครองหมายเลขโทรศัพท์ตรงกับหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียน Mobile Banking กับธนาคารหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 เพื่อตรวจสอบกลุ่มบัญชีที่มีความเสี่ยงถูกใช้เป็นบัญชีม้า ในเบื้องต้นประเมินว่า มีผู้ใช้งาน Mobile Banking จำนวน 18 ล้านบัญชี เข้าข่ายต้องตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกหรือต้องทำการยืนยันตัวตนใหม่ ซึ่งจะต้องจัดทำแนวทางดำเนินงานในรายละเอียดต่อไป6. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน จากยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 กสทช. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ให้บริการโทรคมนาคมในพื้นที่ ร่วมกันตรวจสอบการลักลอบลากสายสัญญาณข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต ณ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และสะพานมิตรภาพไทย –ลาว แห่งที่ 2 จากตรวจสอบพบมีการลักลอบลากสายสัญญาณจากบ้านเช่าในตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งขอใช้บริการอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการบริการอินเทอร์เน็ต 3 ราย นำมาทำ Load Balance และลากสายสัญญาณไฟเบอร์ออฟติกขนาด 12 Core ไปยังตู้ชุมสายสัญญาณไฟเบอร์ออฟติก(ODF) ของบริษัทฯ ผู้รับใบอนุญาตประเภท 1 และ 3 บริเวณสะพานมิตรภาพไทย –ลาว แห่งที่ 2 โดยบริษัทฯ ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้บริการโทรคมนาคมออกนอกราชอาณาจักรไทย ต่อมาที่ตู้ของบริษัทฯ ดังกล่าวตรวจพบการติดตั้งอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเพิ่มเติมอีก 3 ราย โดยสายสัญญาณที่ลากออกจากตู้ฯ ดังกล่าวนั้นมีการลากต่อไปยังสะพานมิตรภาพไทย –ลาว แห่งที่ 2 และเชื่อมต่อไปสู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนอกจากนั้น สำนักงาน กสทช. อยู่ระหว่างการจัดทำ MOU ด้านการป้องกันการให้บริการระบบโทรคมนาคมข้ามพรมแดนเพื่อการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการค้ามนุษย์ กับกองทัพไทย ซึ่งประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โดยจะดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของกองทัพไทยช่วยสนับสนุนลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนและตรวจสอบการใช้สัญญาณโทรคมนาคมข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ กำหนดการลงนาม ภายในเดือนตุลาคม 2567   7. การแก้ปัญหาหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ มาตรการแก้ไขกฎหมาย COD หรือ ซื้อสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง โดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดำเนินการออก “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการบริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2567 โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ต.ค.67 เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาการซื้อขายสินค้าหรือบริการออนไลน์แบบใช้บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาภายใต้ สคบ. มีมติเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อเดือน ก.ค.67 ที่ผ่านมา 8. การบูรณาการข้อมูล โดยศูนย์ AOC 1441 กระทรวง ดีอี ได้มีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตร. สมาคมธนาคารไทย สมาคมโทรคมนาคม ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ศูนย์ AOC 1441 เป็นแพลตฟอร์มรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการจัดการบัญชีม้า ซิมม้า และคนร้ายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  “ในภาพรวม จากการดำเนินงานแบบบูรณาการ สามารถกวาดล้างบัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ พร้อมทั้งการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้แก่ประชาชน ส่งผลให้ มูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ ในเดือนสิงหาคม 2567 ลดลง 36% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือน มค. - มิย 2567 ในขณะเดียวกันจำนวนการแจ้งความคดีออนไลน์ก็ลดลงในเดือนสิงหาคม อย่างไรก็ตาม การปราบปรามจับกุมให้ถึงต้อตอคนร้ายทั้งที่อยู่ในไทยและอยู่ในต่างประเทศยังไม่น่าพอใจ เรายังต้องเร่งรัดการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาสำหรับประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายรัฐบาลแพทองธาร ” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 23 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “SME SOFT POWER : เสริมเสน่ห์ SME อย่างสร้างสรรค์ด้วยสินค้าไทย” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ SME ด้วย Soft Power ทั่วประเทศ กว่า 740 ราย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและอยู่รอดได้ คาดว่าการจัดโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้ กว่า 180 ล้านบาท   รองนายกฯประเสริฐ ประธาน สสว. กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนซอฟท์พาวเวอร์ เพื่อยกระดับความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอดศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายศักยภาพสู่การส่งออกในระดับสากล สำหรับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ สสว. มุ่งส่งเสริม ได้แก่ อาหาร ออกแบบแฟชั่น ท่องเที่ยว และภาพยนตร์ นั้น รัฐบาลก็มีนโยบายสนับสนุนในมิติต่างๆ ให้สามารถเติบโตและแข็งแกร่งได้ในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยต่อไป   สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ที่ bit.ly/smeSP หรือสอบถามไปยังสภาอุตสาหกรรมจังหวัดได้ทุกจังหวัดตามพื้นที่ ที่กิจการดำเนินการอยู่


วันที่ 23 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้แทน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอบชี้แจงกระทู้ถามสดของ นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา เรื่อง การฉ้อโกงออนไลน์   นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงดีอี ตระหนักถึงปัญหาการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ดำเนินการเร่งรัดปราบปรามการหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที   ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 20 กันยายน 2567 มีสถิติผลการดำเนินงานดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,037,701 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,193 สาย 2. ดำเนินการระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 311,819 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,102 บัญชี   ในส่วนการระงับบัญชีนั้น แบ่งเป็นตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 92,118 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.54 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 76,709 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.60 (3) หลอกลวงลงทุน 50,076 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.06 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 24,355 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.81 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 24,140 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.74 (และคดีอื่นๆ 40,989 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.13)   กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการปราบปรามและกวาดล้างมิจฉาชีพที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์ พร้อมกับร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล การสร้างความตระหนักรู้ วิธีการป้องกันและรับมือภัยออนไลน์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ อย่างต่อเนื่อง   ขณะที่การดำเนินการจับกุมมิจฉาชีพที่ก่อคดีนั้น มีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โดยตลอด แต่เนื่องจากว่าการสิ้นสุดคดีของหลายๆคดียังไม่สิ้นสุด และเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในการปราบปรามเครือข่ายมิจฉาชีพทั้งขบวนการ ดังนั้นการเปิดเผยบุคคลที่เป็นมิจฉาชีพจึงมีข้อกำหนดอยู่ อย่างไรก็ตามจากการประสานงานปฏิบัติการร่วมกันของหน่วยงานพันธมิตรสามารถยึดของกลาง เงินสด และทรัพย์สินอื่นๆได้กว่า 10,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังได้ออกมาตรการเร่งด่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ อาทิ มาตรการ COD การซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยเก็บเงินปลายทาง ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 67 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ขายจะได้รับเงินต่อเมื่อผู้ซื้อได้ตรวจสอบสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการชะลอการจ่ายเงินเป็นเวลา 5 วัน โดยมาตรการนี้จะช่วยแก้ไขเรื่องการหลอกลวงได้ในระดับที่มีนัยยะ เนื่องจากคดีซื้อขายสินค้าหรือบริการมีการเสียหาย(คดี) มากเป็นอันดับ 1 แต่มูลค่าความเสียหายไม่มากนัก   ด้านประสิทธิภาพในการรับดำเนินคดี ปัจจุบันมีการร้องเรียนเรื่องหลอกลวงมากถึงกว่า 500,000 เรื่อง โดย ตร. สามารถรับเรื่องได้ประมาณ 60,00 เรื่อง ซึ่งเรื่องดังกล่าว จะมีการหารือในการประชุม คกก.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้คดีมีคืบหน้าและรวดเร็ว พร้อมทั้งให้ประชาชนสามารถติดตามสถานะของคดีได้อย่างต่อเนื่อง  ในส่วนของการแก้ไขปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อสัญญาณบริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้านนั้น ได้มีการปราบปรามการต่อเนื่อง โดยมีการประสานงานร่วมกับ กสทช. กระทรวงกลาโหม ตร. DSI ปปง. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ในการดำเนินการ ขณะนี้มิจฉาชีพเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมา โดยใช้สัญญาณดาวเทียมที่เกิดจากดาวเทียมโคจรในระยะต่ำ ที่มีจานรับสัญญาณโดยตรง ซึ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ในเรื่องนี้ กสทช. จะดำเนินการแก้ไขต่อไป   ด้านการปรับปรุงข้อกฎหมายพิเศษต่างๆ ขณะนี้ได้เตรียมเสนอปรับปรุงกฎหมายเรื่องของ การเร่งยกร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ฉบับที่ 2 การเร่งคืนเงินให้กับผู้เสียหาย การเพิ่มสิทธิผู้เสียหาย และเพิ่มความรับผิดชอบผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และสถาบันการเงิน การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน พรก. การป้องกันการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างผิดกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย Cyber Security และการเพิ่มโทษทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์กลุ่มมิจฉาชีพ ต่างๆได้   ขณะเดียวกัน เรื่องของ SMS และ QR Code แนบลิงก์ ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก ขณะนี้กระทรวงดีอี ประสานทำงานร่วมกับ กสทช. ธปท. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้เตรียมร่างข้อกำหนด ระเบียบ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ธนาคาร และผู้ให้บริการโทรคมนาคม มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุม SMS จำนวนมากที่มีการแนบลิงก์ดูดเงินหรือลิงก์ผิดกฎหมายต่างๆ โดยเน้นให้เกิดการตัดวงจรขั้นเด็ดขาด   “กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน  โดยจะเร่งรัดการปราบปรามภัยออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการยกระดับผลการจัดอันดับของประเทศไทย ที่จัดโดยสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้บริหารสกศ.เป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ  ณ ห้องประชุม MDEs1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ เปิดเผยว่า การร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประสานความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างกระทรวงดีอี และสกศ. รวมถึงขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เป็นการยกระดับผลการจัดอันดับของประเทศไทย ที่จัดโดยสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ การศึกษาวิจัย การพัฒนาข้อมูลด้านการศึกษาที่ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และทรัพยากรต่าง ๆ การนำผลงานจากการวิจัยและพัฒนาภายใต้ MOU ไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านพัฒนาข้อมูล รวมทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรของประเทศ เพื่อรองรับการยกระดับผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ และในภาพรวม   ทั้งนี้การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 หรือ Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023  ตาม IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023 ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 5 อันดับ โดยอยู่ในอันดับที่ 35 จากเดิมอันดับที่ 40 ในปี 2565 โดยได้มีการตั้งเป้าหมายอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 นี้   “เราเชื่อว่าการพัฒนาคน เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่จะต้องเน้นเรื่องของโครงสร้าง ได้แก่ 1) องค์ความรู้ (Knowledge) เช่น ทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี 2) ด้านเทคโนโลยี (Technology)  เช่น การพัฒนาและการประยุกต์ใช้ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ ธุรกิจ 3) ด้านการเตรียมความพร้อมในอนาคต เช่น  การสร้างสภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลที่เอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจ การก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล (e-Government) การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจะก้าวไปสู่การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ จำเป็นที่จะต้องอาศัยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนาประชากรของประเทศด้วยระบบการศึกษา” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม LOOKING BACK - LOOKING AHEAD ชวนมองกฎหมายไทย ล้าสมัยหรือไร้ที่ติ? ตอนกฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ครบ 100 ปี โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม Conference Hall ชั้น 2 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย



วันที่ 25 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาวิชาการและแสดงนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี โครงการ September Series 2024:  Healthcare Technology Summit , Digital HR Forum, Big Data & Cloud Computing, และงาน Robotics Summit ในหัวข้อ Digital Government 2024 and Beyond บริการภาครัฐ สะดวก โปรงใส ทันสมัย ตอบโจทย์ ประชาชน ถือเป็นคำมั่นของภาครัฐไทยในการยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัล จัดขึ้นโดยความร่วมมือของกระทรวงดีอี-สดช. จับมือกระทรวงสาธารณสุข สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) เป็นเจ้าภาพร่วม ณ ห้อง Mayfair Ballroom A และ C (ชั้น 11) โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ   งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Beyond Boundaries: Scaling with Big Data Analytics & Cloud" เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

วันที่ 25 กันยายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจากกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 พร้อมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ และข้อมูลการบริหารจัดการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441)  ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 หลักสี่ กรุงเทพฯ   ------------------------------------------------------------

วันที่ 25 กันยายน 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษ VIRTUAL TRAINING “พนักงานอัยการ กับการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เพื่อเสริมสร้างความรู้ และทักษะแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ในการรับมือกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ณ สถาบันฝึกอบรมดำเนินคดีชั้นสูง สำนักงานอัยการสูงสุด   ------------------------------------------------------------


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.