Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 23 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “SME SOFT POWER : เสริมเสน่ห์ SME อย่างสร้างสรรค์ด้วยสินค้าไทย” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ SME ด้วย Soft Power ทั่วประเทศ กว่า 740 ราย เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและอยู่รอดได้ คาดว่าการจัดโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้ กว่า 180 ล้านบาท   รองนายกฯประเสริฐ ประธาน สสว. กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนซอฟท์พาวเวอร์ เพื่อยกระดับความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ รวมถึงการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอดศิลปะวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยายศักยภาพสู่การส่งออกในระดับสากล สำหรับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ สสว. มุ่งส่งเสริม ได้แก่ อาหาร ออกแบบแฟชั่น ท่องเที่ยว และภาพยนตร์ นั้น รัฐบาลก็มีนโยบายสนับสนุนในมิติต่างๆ ให้สามารถเติบโตและแข็งแกร่งได้ในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยต่อไป   สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ที่ bit.ly/smeSP หรือสอบถามไปยังสภาอุตสาหกรรมจังหวัดได้ทุกจังหวัดตามพื้นที่ ที่กิจการดำเนินการอยู่


วันที่ 23 กันยายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้แทน นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอบชี้แจงกระทู้ถามสดของ นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา เรื่อง การฉ้อโกงออนไลน์   นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงดีอี ตระหนักถึงปัญหาการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้ดำเนินการเร่งรัดปราบปรามการหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที   ทั้งนี้จากผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 20 กันยายน 2567 มีสถิติผลการดำเนินงานดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,037,701 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,193 สาย 2. ดำเนินการระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 311,819 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,102 บัญชี   ในส่วนการระงับบัญชีนั้น แบ่งเป็นตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 92,118 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.54 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 76,709 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.60 (3) หลอกลวงลงทุน 50,076 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 16.06 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 24,355 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.81 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 24,140 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.74 (และคดีอื่นๆ 40,989 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.13)   กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการปราบปรามและกวาดล้างมิจฉาชีพที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์ พร้อมกับร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล การสร้างความตระหนักรู้ วิธีการป้องกันและรับมือภัยออนไลน์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ อย่างต่อเนื่อง   ขณะที่การดำเนินการจับกุมมิจฉาชีพที่ก่อคดีนั้น มีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โดยตลอด แต่เนื่องจากว่าการสิ้นสุดคดีของหลายๆคดียังไม่สิ้นสุด และเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในการปราบปรามเครือข่ายมิจฉาชีพทั้งขบวนการ ดังนั้นการเปิดเผยบุคคลที่เป็นมิจฉาชีพจึงมีข้อกำหนดอยู่ อย่างไรก็ตามจากการประสานงานปฏิบัติการร่วมกันของหน่วยงานพันธมิตรสามารถยึดของกลาง เงินสด และทรัพย์สินอื่นๆได้กว่า 10,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังได้ออกมาตรการเร่งด่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ อาทิ มาตรการ COD การซื้อขายสินค้าออนไลน์โดยเก็บเงินปลายทาง ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 67 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ขายจะได้รับเงินต่อเมื่อผู้ซื้อได้ตรวจสอบสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการชะลอการจ่ายเงินเป็นเวลา 5 วัน โดยมาตรการนี้จะช่วยแก้ไขเรื่องการหลอกลวงได้ในระดับที่มีนัยยะ เนื่องจากคดีซื้อขายสินค้าหรือบริการมีการเสียหาย(คดี) มากเป็นอันดับ 1 แต่มูลค่าความเสียหายไม่มากนัก   ด้านประสิทธิภาพในการรับดำเนินคดี ปัจจุบันมีการร้องเรียนเรื่องหลอกลวงมากถึงกว่า 500,000 เรื่อง โดย ตร. สามารถรับเรื่องได้ประมาณ 60,00 เรื่อง ซึ่งเรื่องดังกล่าว จะมีการหารือในการประชุม คกก.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานให้คดีมีคืบหน้าและรวดเร็ว พร้อมทั้งให้ประชาชนสามารถติดตามสถานะของคดีได้อย่างต่อเนื่อง  ในส่วนของการแก้ไขปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อสัญญาณบริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้านนั้น ได้มีการปราบปรามการต่อเนื่อง โดยมีการประสานงานร่วมกับ กสทช. กระทรวงกลาโหม ตร. DSI ปปง. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ในการดำเนินการ ขณะนี้มิจฉาชีพเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมา โดยใช้สัญญาณดาวเทียมที่เกิดจากดาวเทียมโคจรในระยะต่ำ ที่มีจานรับสัญญาณโดยตรง ซึ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย ในเรื่องนี้ กสทช. จะดำเนินการแก้ไขต่อไป   ด้านการปรับปรุงข้อกฎหมายพิเศษต่างๆ ขณะนี้ได้เตรียมเสนอปรับปรุงกฎหมายเรื่องของ การเร่งยกร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ฉบับที่ 2 การเร่งคืนเงินให้กับผู้เสียหาย การเพิ่มสิทธิผู้เสียหาย และเพิ่มความรับผิดชอบผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และสถาบันการเงิน การเพิ่มโทษการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล และบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน พรก. การป้องกันการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างผิดกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย Cyber Security และการเพิ่มโทษทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์กลุ่มมิจฉาชีพ ต่างๆได้   ขณะเดียวกัน เรื่องของ SMS และ QR Code แนบลิงก์ ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก ขณะนี้กระทรวงดีอี ประสานทำงานร่วมกับ กสทช. ธปท. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้เตรียมร่างข้อกำหนด ระเบียบ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้ธนาคาร และผู้ให้บริการโทรคมนาคม มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุม SMS จำนวนมากที่มีการแนบลิงก์ดูดเงินหรือลิงก์ผิดกฎหมายต่างๆ โดยเน้นให้เกิดการตัดวงจรขั้นเด็ดขาด   “กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน  โดยจะเร่งรัดการปราบปรามภัยออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานในพิธีและร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการยกระดับผลการจัดอันดับของประเทศไทย ที่จัดโดยสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้บริหารสกศ.เป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ  ณ ห้องประชุม MDEs1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ เปิดเผยว่า การร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประสานความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างกระทรวงดีอี และสกศ. รวมถึงขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เป็นการยกระดับผลการจัดอันดับของประเทศไทย ที่จัดโดยสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ การศึกษาวิจัย การพัฒนาข้อมูลด้านการศึกษาที่ทันสมัย และเป็นปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และทรัพยากรต่าง ๆ การนำผลงานจากการวิจัยและพัฒนาภายใต้ MOU ไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านพัฒนาข้อมูล รวมทั้งการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรของประเทศ เพื่อรองรับการยกระดับผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ และในภาพรวม   ทั้งนี้การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในปี 2566 หรือ Thailand Digital Competitiveness Ranking 2023  ตาม IMD World Digital Competitiveness Ranking 2023 ประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 5 อันดับ โดยอยู่ในอันดับที่ 35 จากเดิมอันดับที่ 40 ในปี 2565 โดยได้มีการตั้งเป้าหมายอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทย จะต้องอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกภายในปี 2569 นี้   “เราเชื่อว่าการพัฒนาคน เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่จะต้องเน้นเรื่องของโครงสร้าง ได้แก่ 1) องค์ความรู้ (Knowledge) เช่น ทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี 2) ด้านเทคโนโลยี (Technology)  เช่น การพัฒนาและการประยุกต์ใช้ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ ธุรกิจ 3) ด้านการเตรียมความพร้อมในอนาคต เช่น  การสร้างสภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลที่เอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจ การก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล (e-Government) การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งการจะก้าวไปสู่การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ จำเป็นที่จะต้องอาศัยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนาประชากรของประเทศด้วยระบบการศึกษา” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 24 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม LOOKING BACK - LOOKING AHEAD ชวนมองกฎหมายไทย ล้าสมัยหรือไร้ที่ติ? ตอนกฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ครบ 100 ปี โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม Conference Hall ชั้น 2 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย



วันที่ 25 กันยายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ งานสัมมนาวิชาการและแสดงนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี โครงการ September Series 2024:  Healthcare Technology Summit , Digital HR Forum, Big Data & Cloud Computing, และงาน Robotics Summit ในหัวข้อ Digital Government 2024 and Beyond บริการภาครัฐ สะดวก โปรงใส ทันสมัย ตอบโจทย์ ประชาชน ถือเป็นคำมั่นของภาครัฐไทยในการยกระดับสู่รัฐบาลดิจิทัล จัดขึ้นโดยความร่วมมือของกระทรวงดีอี-สดช. จับมือกระทรวงสาธารณสุข สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) เป็นเจ้าภาพร่วม ณ ห้อง Mayfair Ballroom A และ C (ชั้น 11) โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ   งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Beyond Boundaries: Scaling with Big Data Analytics & Cloud" เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

วันที่ 25 กันยายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจากกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ตอท.) ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 พร้อมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ และข้อมูลการบริหารจัดการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441)  ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 หลักสี่ กรุงเทพฯ   ------------------------------------------------------------

วันที่ 25 กันยายน 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษ VIRTUAL TRAINING “พนักงานอัยการ กับการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เพื่อเสริมสร้างความรู้ และทักษะแบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ในการรับมือกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ณ สถาบันฝึกอบรมดำเนินคดีชั้นสูง สำนักงานอัยการสูงสุด   ------------------------------------------------------------





วันที่ 26 กันยายน 2567 นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดีอี เป็นตัวแทนร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในโครงการ "โครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" สภากาชาดไทย โดยมีพลโทนายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ณ สภากาชาดไทย   -------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.