Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสครบรอบ 62 ปี กรมการพัฒนาชุมชน เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “ก้าวย่างที่ 63 เราจะเดินไปด้วยกัน เพื่อความสุขของประชาชน” พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน “บัญชีการกุศลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ กรมการพัฒนาชุมชน” โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนให้การต้อนรับ ณ กรมการพัฒนาชุมชน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ --------------------------------------------------

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  และ H.E. OTAKA Masato เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมเปิดงาน “SUSTAINABLE SOCIETY & SOLUTION SUMMIT, NIKKEI DIGITAL FORUM 2024” ในหัวข้อ: Data x Digital Revolution from Asia to Make the World More Convenient and Affluent ซึ่งจัดโดย สมาคมศิษย์เก่าศูนย์วัฒนธรรมเอเชียและทุนฝึกอบรมเทคนิคโพ้นทะเลประเทศไทย (ABK&AOTS Alumni Association Thailand) ร่วมกับ The Association for Overseas Technical Cooperation and Sustainable Partnerships (AOTS) ประเทศญี่ปุ่น และ Nikkei Business Publication (Nikkei B.P.) ณ ห้อง 208-209 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า ขอบคุณผู้จัดงาน "SUSTAINABLE SOCIETY & SOLUTION Summit 2024" ที่เล็งเห็นโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของไทย มุ่งสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ "การปฏิวัติข้อมูลและดิจิทัลจากเอเชีย เพื่อทำให้โลกสะดวกสบายและมั่งคั่งยิ่งขึ้น" โดยมีวิทยากรจากภาครัฐและเอกชนชั้นนำทั้งไทยและญี่ปุ่น มาแบ่งปันแนวคิดการขับเคลื่อน Green Transformation (GX) และ Digital Transformation (DX) หวังว่าผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้ นำไปยกระดับองค์กร และเป็นโอกาสกระชับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น เพื่อการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน   --------------------------------------------------

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมการดำเนินงานเพื่อขยายผล Korat Model ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานและการขยายผลโครงการ Korat Model ซึ่งเป็นโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในจังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเป้าหมายในการนำแนวทางการพัฒนาไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   --------------------------------------------------

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแถลงข่าว เปิดตัวมาตรการส่งดี (Dee–elivery) การให้บริการขนส่งสินค้า โดยเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD) ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้า โดยเรียกเก็บเงินปลายทาง เป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้ วันที่ 3 ตุลาคม 2567 โดยมี นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมด้วย พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน และแพลตฟอร์มออนไลน์รวม 7 แห่ง เข้าร่วม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   มาตรการส่งดี (Dee-Delivery) เกิดขึ้นด้วยความร่วมมือ ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงดีอี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อคุ้มครองประชาชน ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าออนไลน์ แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การสั่งซื้อสินค้าที่ได้รับของไม่ตรงปก ไม่ตรงกับคำสั่งซื้อ กรณีไม่ได้สั่งซื้อสินค้าแต่ได้รับของ การสั่งซื้อสินค้าแล้วได้รับของชำรุดเสียหาย แต่โอนเงินค่าสินค้าไปสู่ผู้ขายแล้ว ทำให้ในบางรายไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา   ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ผู้บริโภคที่สั่งซื้อของออนไลน์แบบเก็บเงินปลายทาง สามารถเปิดพัสดุเพื่อตรวจสอบสินค้าได้ก่อนจ่ายเงิน โดยต้องบันทึกหลักฐานเป็นภาพถ่ายวิดีโอ และสามารถตรวจสอบสินค้าทางกายภาพ หากพบสินค้าไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ หรือสินค้าชำรุดบกพร่อง หรือไม่ได้สั่งซื้อสินค้า แต่มีสินค้ามาส่ง ผู้บริโภคมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่รับสินค้าและไม่ชำระเงิน หรือหากชำระเงินไปแล้วสามารถขอคืนสินค้าและขอเงินคืนได้ภายใน 5 วัน ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งจะมารับสินค้าคืนจากผู้บริโภค ณ สถานที่ส่งมอบสินค้า โดยผู้บริโภคไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ และจะได้รับเงินคืน ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และตรวจสอบสินค้าแล้วมีปัญหาจริง   สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือ เว็บไซต์ www.ocpb.go.th   -------------------------------------------------------

วันที่ 3 ตุลาคม 2567 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 22 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมี นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   ---------------------------------------------------------------

วันที่ 3 ตุลาคม 2567 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ครบรอบ 22 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รักษาการราชการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมต้อนรับ ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ   -----------------------------------------------------------------------

วันที่ 3 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุม คณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ ครั้งที่ 4 (The 4th ASEAN Working Group on Anti-Online Scam : WG-AS) ผ่านระบบการประชุมทางไกล ร่วมด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและสำนักเลขาธิการอาเซียน โดยมีนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับประเด็นสำคัญของการประชุมฯ ประกอบด้วย การพิจารณาร่าง The Report of the ASEAN Working Group on Anti-Online Scam (2023 - 2024) เป็นการรายงานข้อมูลการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ในอาเซียน (ปี 2566 - 2567) รวมถึงร่างเอกสาร The ASEAN Recommendations of the ASEAN Working Group on Anti-online scam ซึ่งเป็นแนวทางข้อเสนอแนะสำหรับอาเซียน   โดยประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิธีการที่ครอบคลุม เพื่อต่อสู้กับการหลอกลวงออนไลน์ภายในอาเซียน และยกระดับการบูรณาการการดำเนินงานด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ของอาเซียน เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ประชาชน เป็นต้น   --------------------------------------------------------

วันที่ 3 ตุลาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี กับ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครบรอบ 22 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมี คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมให้การต้อนรับ ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   ---------------------------------------------------

วันที่ 3 ตุลาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแสดงความยินดี กับ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงวัฒนธรรม ครบรอบ 22 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมีคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมให้การต้อนรับ ณ กระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม ---------------------------------------------------

โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กิจกรรมที่ ๑ การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ)” นโยบายรัฐบาลและการดำเนินงานโครงการเน็ตประชารัฐวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านของประเทศไทย และได้มีการแต่งตั้ง “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณากำหนดพื้นที่เป้าหมายภายใต้การดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ซึ่งประกอบด้วยผู้แทน ดศ. และ กสทช. ซึ่งได้กำหนดหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) และเป็นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน ๔๐,๔๓๒ หมู่บ้าน และเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุม ๒๔,๗๐๐ หมู่บ้าน โดยใช้เงินงบประมาณปี ๒๕๕๙ และขอความร่วมมือให้ กสทช. ดำเนินการในหมู่บ้านส่วนที่เหลือเพิ่มเติมอีกจำนวน ๑๕,๗๓๒ หมู่บ้าน และพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) ๓,๙๒๐ หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณ USO ซึ่งได้แบ่งพื้นที่หมู่บ้านเป้าหมาย ดังนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ มอบหมายให้ ดศ. ดำเนินการจัดให้มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Optical Distribution Network: ODN) ไปยังหมู่บ้านเป้าหมายที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ซึ่งไม่ศักยภาพในเชิงพาณิชย์และยังไม่มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวน ๒๔,๗๐๐ หมู่บ้านเป้าหมาย พร้อมทั้งจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายสาธารณะประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑ จุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการที่ระดับความเร็วไม่ต่ำกว่า ๓๐ Mbps/๑๐ Mbps (Download/Upload) และเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ ได้ปรับเพิ่มเป็น 100/50 Mbps (Download/Upload) การติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านพิจารณาความเหมาะสม เข้าถึงง่าย และเดินทางสะดวก เช่น ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน (โดยไม่มีการก่อสร้างอาคาร/ศูนย์ให้บริการอินเทอร์เน็ต)   โดยในการออกแบบและติดตั้งโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงจะต้องมีลักษณะทางกายภาพเป็นโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อของผู้ให้บริการอื่นได้โดยสะดวก โดยดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๐การส่งเสริมการใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐ ภาพรวมการดำเนินงาน การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) ดศ. ได้วางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสื่อสัญญา Fiber Opticให้ครอบคลุมหมู่บ้าน จำนวน 24,700 หมู่บ้าน จากหมู่บ้านทั้งหมด 74,987 หมู่บ้าน ทั้งนี้ มีอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว 30,653 หมู่บ้าน และ กสทช. จะดำเนินการอีก 19,652 หมู่บ้าน โดยในโครงการของ ดศ. (24,700 หมู่บ้าน) ได้จัดให้มีจุดให้บริการ Free WI-FI หมู่บ้านละ 1 จุด ที่ความเร็วไม่ต่ำกว่า 30/10 Mbps ที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยติดตั้งแล้วเสร็จเมื่อธันวาคม 2560 มีผู้ลงทะเบียนใช้บริการ Wi-Fi ใหม่ประมาณเดือนละ 1-3 แสนราย การดำเนินการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไปยังโรงเรียนและโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 1,671 แห่งแบ่งเป็นโรงเรียน จำนวน 1,187 แห่ง และสถานพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 484 แห่ง สถานะปัจจุบัน การดำเนินการขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (เน็ตประชารัฐ) จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ที่ห่างไกลและยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึง แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ดำเนินการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ โดยพัฒนาวิทยากรแกนนำ จำนวน 1,033 คน เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2560 และวิทยากรแกนนำได้ไปสร้างการรับรู้และถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐให้แก่กลุ่มผู้นำชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 99,413 คน แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2561 รวมทั้งหมดมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100,446 คน นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการอบรมการใช้งานเน็ตประชารัฐให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และขยายผลการสร้างการรับรู้การใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐไปสู่ประชาชนใน 24,700 หมู่บ้านที่มีการติดตั้งเน็ตประชารัฐ เรียบร้อยแล้วหมู่บ้านละ 1 ครั้ง เป้าหมายหมู่บ้านละไม่น้อยกว่า 50 คน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมฯ ทั้งสิ้นจำนวน 1,224,623 คน และได้วางกลไกการพัฒนาในระดับหมู่บ้านด้วยการสร้าง “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” จำนวน 24,700 คน พัฒนาแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” เครื่องมือสำหรับการทำงานของเน็ตอาสาประชารัฐ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสำหรับประชาชนทั่วไป การดำเนินการต่อไป พิจารณาร่วมกับสำนักงาน กสทช. ในการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการขยายจุดติดตั้ง Free Wi-Fi ในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐเพิ่มเติม รวมถึงกรณีหมู่บ้านตกสำรวจและหมู่บ้านเกิดใหม่ด้วย (open access) การเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายอื่น โดยเฉพาะรายเล็ก และ SME สามารถเข้ามาใช้โครงข่ายเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไปยังบ้านเรือนประชาชน ด้วยหลักการ Open Access Network เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งนี้ เป็นต้นแบบในการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล (Digital Divide) ติดตั้ง internet โรงเรียนและโรงพยาบาลของรัฐจำนวน 1,671 แห่ง (งบ BigRock) ขยายเครือข่ายอาสาสมัครให้ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ เช่น เยาวชน อสม. หมอดิน ลูกเสือไซเบอร์ ฯลฯ ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน พัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่ประชาชน กลุ่มอาชีพในหมู่บ้านเน็ตประชารัฐ ไม่น้อยกว่า 10 ล้านคน ส่งเสริมและพัฒนาการใช้ดิจิทัลของหมู่บ้านเน็ตประชารัฐไปสู่ความเป็นเลิศ จัดประกวดหมู่บ้านและคนต้นแบบ ไม่น้อยกว่า 500 ต้นแบบ ส่งเสริมการการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนผ่านโครงการ Village E-Commerce: เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการชุมชน ไม่น้อย 500 ราย สร้างกลไกการขับเคลื่อนงานและการติดตามประเมินผล         ทั้งนี้ โครงการเน็ตประชารัฐได้รับเข้าร่วมประกวด WSIS Prize 2019 จัดโดย ITU (องค์กรของ United Nations) และได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Infrastructure)  จากจำนวน 284 โครงการทั่วโลกที่เข้าประกวด ดาวโหลดแอปพลิเคชัน เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัลแลกเลยไม่ต้องลุ้น       การเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐ (OpenAccessNetwork) โครงข่ายเน็ตประชารัฐเป็นโครงข่ายที่รัฐบาลลงทุน ซึ่งรัฐบาลเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. เชื่อมต่อโครงข่ายไปให้บริการแก่ครัวเรือน โดยทำข้อตกลงกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทรวงฯ ไม่คิดค่าใช้โครงข่ายฯ ทั้งนี้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Switch ของโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ตามภาพในหน้าถัดไป โดยผู้ขอใช้ Open Access Network เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ในจุด A (เป็นจุดเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกับผู้ให้บริการรายอื่น) และ จุด B (เป็นการเชื่อม Drop Optic จาก SDP ของเน็ตประชารัฐไปยังบ้านเรือนประชาชน)  การเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเข้าเชื่อมต่อเพื่อไปให้บริการยังบ้านเรือนประชาชน ลดความซ้ำซ้อนในการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ช่วยลดต้นทุนการคิดค่าบริการกับประชาชน ครอบคลุมในพื้นที่เป้าหมาย 24,700 หมู่บ้าน ที่กระทรวงดิจิทัลฯ รับผิดชอบ กระทรวงฯ ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ยื่นข้อเสนอตามที่กระทรวงกำหนดจำนวน 6 ราย เชื่อมต่อโครงข่ายและขณะนี้ได้ลงนามในสัญญาอนุญาตแล้ว 3 ราย ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่มีความสนใจ ยังสามารถยื่นความประสงค์ขอเชื่อมต่อได้ที่กระทรวงดิจิทัลฯ ติดต่อเพิ่มเติม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโครงการอินเทอร์เน็ตสาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตโทร 02-1599550 หรือ 1111 กด 88 ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัลแลกเลยไม่ต้องลุ้น   ขั้นตอนการขอย้ายจุดติดตั้ง                               กระทรวงฯ ได้มีแนวทางการปฏิบัติกรณีขอย้ายจุดบริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ซึ่งต้องเป็นความสมัครใจของสมาชิกในหมู่บ้านโดยการประชุมหารือร่วมกัน และให้คณะกรรมการของหมู่บ้านลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอย้ายจุดติดตั้งมายัง ดศ. และขอให้มีเอกสารประกอบการพิจารณา ดังนี้               ๒.๑  รายงานการประชุม/ประชาคมหมู่บ้านในการขอย้ายจุดติดตั้งหรือหลักฐานที่แสดงว่าเป็นความต้องการของชาวบ้านโดยรวม พร้อมระบุสาเหตุการขอย้าย              ๒.๒  ภาพถ่ายจุดติดตั้งเดิม               ๒.๓  ภาพถ่ายสถานที่ที่ต้องการติดตั้งใหม่             ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเป็นผู้พิจารณา และแจ้งให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการย้ายจุดติดตั้งต่อไป การขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ดศ. ได้มอบหมายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งปรับปรุงโครงข่ายที่เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic)  ไปยังโรงเรียน และโรงพยาบาลของรัฐที่ยังไม่มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และขยายความจุอินเทอร์เน็ต (Bandwidth) ให้กับโรงพยาบาล เพื่อรองรับการตรวจรักษาทางไกล (Tele-Medicine)จำนวนทั้งสิ้น ๑,๖๗๑ แห่ง (ร.ร. ๑,๑๘๗ แห่ง และรพ. ๔๘๔ แห่ง) โดยจะไม่ดำเนินการทับซ้อนกับพื้นที่ที่สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบอยู่ ข่าวดี!! เน็ตประชารัฐปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตไร้สายเป็น 100/50 MBPS เริ่มแล้ววันนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปรับปรุงประสิทธิภาพอินเทอร์เน็ตในโครงการเน็ตประชารัฐ โดยการปรับความเร็วอินเทอร์เน็ตไร้สายที่ให้บริการในโครงการเน็ตประชารัฐ จำนวน 24,700 จุด จากเดิม 30/10 Mbps (Download/Upload) เป็นความเร็ว 100/50 Mbps (Download/Upload) เริ่มแล้ววันนี้!! จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตของโครงการเน็ตประชารัฐที่เพิ่มมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าใช้งานทั้งหมด 7,818,288 ราย นอกจากยอดการลงทะเบียนเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายของโครงการแล้ว ยอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ยังพุ่งสูงถึง 2 แสนครั้ง เพื่อตอบสนองการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางกระทรวงฯ จึงได้ปรับเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตเป็น 100/50 Mbps เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตของโครงการได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้งานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สร้างความยั่งยืนทางด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การค้าขาย สื่อสังคมออนไลน์ และบริการจากทางภาครัฐอย่างเท่าเทียม เงื่อนไขการใช้งาน: ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตโครงการเน็ตประชารัฐ Thailand Wi-Fi by MDES สามารถใช้งานผ่านระบบ Wi-Fi เท่านั้น อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Access Point (AP) ของโครงการฯ จะกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต ผ่านคลื่นความถี่ 2 คลื่น คือ คลื่นความถี่ 2.4 GHz และคลื่นความถี่ 5.0 GHz ผู้ใช้งานผ่านคลื่นความถี่ 5 GHz จะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ความเร็วถึง 100/50 Mbps (Download/Upload) ในระยะห่างจาก AP ไม่เกิน 25 เมตร และผู้ใช้งานผ่านคลื่นความถี่ 2.4 GHz จะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ความเร็วไม่เกิน 60 Mbps ในระยะห่างจาก AP ไม่เกิน 27 เมตร (แม้ว่าจะเพิ่มความเร็ว เป็น 100/50 Mbps) จากข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย โครงการเน็ตประชารัฐ มีสถิติผู้ใช้งานบนอุปกรณ์ผ่านคลื่นความถี่ 2.4 GHz ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานร้อยละ 90 ดังกล่าว จะใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วไม่ถึง 100/500 Mbps (Download/Upload) ดาวโหลดแอปพลิเคชัน เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัลแลกเลยไม่ต้องลุ้น --------------------------------------------------   ข้อมูล ณ พฤษภาคม ๒๕๖๔  

วันที่ 4 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายจำนงค์  ถาวรวิสิทธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานศาลปกครอง จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชน และฉบับที่ 2 ความร่วมมือในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมีนายชำนาญ  ทิพยชนวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และนางสาวยุพาภรณ์  ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี ร่วมลงนามเป็นสักขีพยานในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว   ในโอกาสนี้ ปลัดดีอี และคณะผู้บริหาร ได้เข้าเยี่ยมคาราวะนายประสิทธิ์ศักดิ์  มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด และนายวิษณุ วรัญญู รองประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมหารือแนวทางการทำงานระหว่างทั้ง 2 หน่วยงาน ณ อาคารศาลปกครอง กรุงเทพมหานคร   ------------------------------------------------------------

วันที่ 4 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2567 โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 30 กันยายน 2567 ได้ดำเนินการประสานปิดกั้นแพลตฟอร์ม “ทางรัฐ” และ “โครงการเติมเงิน 10,000 บาท” ปลอม แล้ว 312 บัญชี  โดยแบ่งเป็น บัญชี Facebook จำนวน 297 บัญชี และบัญชี Tiktok จำนวน 15 บัญชี  พร้อมเฝ้าระวังการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังพบว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงประชาชน ส่งข่าวปลอม และข้อมูลอันเป็นเท็จ และบิดเบือน โดยแอบอ้างโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเติมเงินให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และบัตรประจำตัวผู้พิการ อยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกรณีข่าวปลอม ที่ได้รับความสนใจ และมีการส่งต่อข้อมูลเป็นจำนวนมาก อาทิ “ผู้พิการที่ทำบัตรผู้พิการหลัง 31 ส.ค. 67 จะไม่ได้รับสิทธิ์เงินดิจิทัล 10,000 บาท” และ “รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ตใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนสามารถลงทะเบียนได้ที่ ธ.ออมสิน ธกส. และกรุงไทย” เป็นต้น สำหรับข่าวปลอมดังกล่าวข้างต้น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าทั้งหมดเป็น “ข้อมูลเท็จ” โดยประเด็นเรื่องของสิทธิ์ผู้พิการในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ขยายเวลาลงทะเบียนให้กับคนพิการทุกคนทั่วประเทศ จนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2567 โดยเพื่อที่จะให้ผู้พิการทุกคนได้รับสิทธิ์ในการรับเงิน 10,000 บาท ในส่วนการเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนใหม่ในโครงการลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมผ่านธนาคารของรัฐแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีได้ดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินคดีร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้ที่นำข้อมูลเท็จ ข้อมูลบดเบือน ไม่เป็นความจริง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ข่าวปลอมเรื่อง “ประกาศยกเลิกการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แล้ว” โดยดำเนินการประสานข้อมูลร่วมกับกระทรวงการคลัง และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.)  2.ข่าวปลอมเรื่อง “การโหลดแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ถูกดูดเงินหมดบัญชี และเรื่องมีการติดต่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก หลังจากที่ลงทะเบียนแอปพลิเคชันทางรัฐ” โดยดำเนินการประสานข้อมูลร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA   3.ข่าวปลอมเรื่อง “มีการติดต่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก หลังจากที่ลงทะเบียนแอปพลิเคชันทางรัฐ” ซึ่งได้มีการพิจารณาดำเนินคดี โดยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อดำเนินการต่อไป “กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชนต่ออันตราย และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโจรออนไลน์ ซึ่งได้อาศัยการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวข้องกับ “โครงการเติมเงิน 10,000 บาท” และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ซึ่งขณะนี้กระทรวงฯ ได้ทำการปิดกั้นแพลตฟอร์มปลอม พร้อมกับการตรวจสอบข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง และขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” พร้อมกับไม่แชร์ข้อมูลที่บิดเบือนในทุกช่องทางสังคมออนไลน์” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                            --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เงินเดือนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท เริ่มต้นเดือนตุลาคมนี้” รองลงมาคือเรื่อง “หุงข้าวด้วยน้ำประปาเป็นการกระตุ้นมะเร็ง” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 3 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 835,553 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 337ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 325 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 8 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 3 ข้อความรวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 182 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 101 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 93 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 26 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 23 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 36 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ หน่วยงานและโครงการของรัฐ โดยเฉพาะ โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ข่าวผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เงินเดือนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท เริ่มต้นเดือนตุลาคมนี้ อันดับที่ 2 : เรื่อง หุงข้าวด้วยน้ำประปาเป็นการกระตุ้นมะเร็ง อันดับที่ 3 : เรื่อง กรุงเทพฯ เตรียมรับมือน้ำท่วมครั้งใหญ่ อันดับที่ 4 : เรื่อง เกิดโรคระบาดปอดติดเชื้อ ไม่ทราบสาเหตุ ติดเชื้อง่ายกว่าโควิด 19 อันดับที่ 5 : เรื่อง สึนามิขนาดใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย อันดับที่ 6 : เรื่อง สเปรย์รักษาแผล กำจัดรอยแผลจากการผ่าตัด ไฟไหม้ การบาดเจ็บ แผลเป็นนูน มี อย. รับรอง อันดับที่ 7 : เรื่อง VARLITO Dietary Supplement Product รักษาปัญหาที่ต่อมลูกหมาก อันดับที่ 8 : เรื่อง ไปรษณีย์ไทยแจ้งการจัดส่งล้มเหลว เนื่องจากข้อมูลที่อยู่ไม่ครบถ้วน ต้องยืนยันรายละเอียดผ่านลิงก์ อันดับที่ 9 : เรื่อง ต้นน้ำยม จ.สุโขทัย จะมีมวลน้ำก้อนใหญ่มาถึงในอีก 72-96 ชั่วโมง อันดับที่ 10 : เรื่อง กระทรวงแรงงานชวนคนไทยหางานผ่านเว็บไซต์ ไทยมีงานทำ ตำแหน่งงานรองรับ 1.5 แสนอัตรา สอบถามได้ทางเพจ Typewriter Work “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสุขภาพของประชาชน รวมทั้งข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจเกิดความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เงินเดือนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท เริ่มต้นเดือนตุลาคมนี้” พบเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยขณะนี้ยังไม่มีมติอนุมัติให้ขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจาก 600 บาท ไปเป็น 1,000 บาทแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบัน พม. ได้จัดทำการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ ด้านสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการเห็นชอบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาท/คน/เดือนแบบถ้วนหน้า โดยอยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การเห็นชอบต่อไป ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “หุงข้าวด้วยน้ำประปาเป็นการกระตุ้นมะเร็ง” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบข้อมูลและพบว่า สารก่อมะเร็งหรือสารไตรฮาโลมีเทน จะก่อมะเร็งได้ต้องมีปริมาณเกินมาตรฐานที่กำหนด เช่น มาตรฐาน USEPA ของสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ที่ 80 ไมโครกรัม/ลิตร แต่ในน้ำประปาเฉลี่ยมีประมาณ 40 ไมโครกรัม/ลิตร ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐาน อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และเมื่อนำน้ำประปามาหุงข้าว ค่าที่วัดได้ก็ยังคงน้อยกว่าค่ามาตรฐานมาก โดยเฉพาะตัวข้าวมีค่าไม่เกิน 2 ไมโครกรัม/ลิตรเท่านั้น นอกจากนี้จากการตรวจสอบและยืนยันความปลอดภัยโดยสถาบันอาหาร ตั้งแต่ปี 2559 พบว่า น้ำประปาจากกระบวนการผลิต ตั้งแต่น้ำดิบ ระบบการผลิต ตลอดจนท่อส่งน้ำที่ส่งจ่ายให้แก่ประชาชนนั้นมีคุณภาพ สามารถอุปโภคบริโภคได้อย่างปลอดภัย และมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก เช่น คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด กรมอนามัย ซึ่งผู้บริโภคสบายใจได้ว่า สามารถนำน้ำประปามาหุงข้าวได้อย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากสารไตรฮาโลมีเทนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.