Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 12/2567 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัล เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านระบบ Video Conference   นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงดีอี ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Document ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการให้บริการประชาชน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงดีอี ได้ดำเนินการบูรณาการการใช้งานระบบ e-Document ร่วมกับหน่วยงานรัฐในหลายภาคส่วนด้วยกัน   ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาด้านต่างๆให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งในส่วนของกระทรวงดีอี ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยาดูแลเรื่องของการแจ้งเตือนภัย และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแลเรื่องของสัญญาณการสื่อสารให้สามารถใช้งานได้ปกติในทุกพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ขอให้เฝ้าระวังเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม   นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อใช้เป็นแอปพลิเคชันหลัก (ซุปเปอร์แอปฯ) รองรับการให้บริการต่างๆ ที่ภาครัฐจะให้บริการกับประชาชนอย่างครอบคลุม อาทิ การใช้งานด้านสิทธิสวัสดิการต่างๆ หรือการใช้งานตามมาตรการเยียวยาในสถานการณ์อุทกภัยหรือเหตุการณ์ต่างๆ   ทั้งนี้ในการประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงดีอี มีวาระสำคัญในการร่วมพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่   1.ความพร้อมการเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGMIN) ประเทศไทยจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ASEAN Digital Ministers Meeting: ADGMIN) ครั้งที่ 5 ในช่วงวันที่ 13 - 17 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน ประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ สำนักเลขาธิการอาเซียน ร่วมด้วยติมอร์-เลสเต ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านดิจิทัล การดำเนินการตามแผนแม่บท ASEAN Digital Masterplan 2025   นอกจากนี้ ยังมีการประชุม ADGMIN ร่วมกับคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นที่สำคัญด้านความร่วมมือด้านดิจิทัล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เพื่อสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล   2. การเชื่อมโยงระบบข้อมูลสุขภาพโครงการ “30 บาท รักษาทุกที่” ในพื้นที่ กทม.   โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เป็นผู้ดำเนินการในการพัฒนาและขับเคลื่อนแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างหน่วยงาน ผ่านแพลตฟอร์ม Health Link เพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนที่ใช้บริการในหน่วยบริการของกทม. หน่วยบริการในสังกัด สปสช. ร้านยา และคลินิกชุมชน จำนวน 1,564 แห่ง สอดรับกับนโยบายรัฐบาล “30 บาทรักษาทุกที่”  ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว   สำหรับการเชื่อมโยงระบบระหว่างหน่วยงนาให้บริการสุขภาพดังกล่าว ช่วยให้หน่วยงานให้บริการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของประชาชน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการให้บริการประชาชน เพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ การจ่ายยารักษาโรคที่ตรงตามใบสั่งยาจากแพทย์ ปัจจุบันหน่วยงานที่สังกัด สปสช. ส่วนใหญ่มีการเชื่อมโยงระบบ Health Link สำเร็จแล้ว   3.โครงการแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะด้านท่องเที่ยวแห่งชาติ (National Tourism Intelligent Data Platform: Travel Link) โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ เชื่อมโยงข้อมูล ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว และแสดงผลข้อมูลเชิงลึกในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์ข้อมูลในการวางแผนนโยบายด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ และการตัดสินใจทางธุรกิจและการตลาดด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยมี 4 พื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ความต้องการของภาครัฐและภาคธุรกิจ ต้องการมากที่สุด คือ พฤติกรรมการเคลื่อนตัวของนักท่องเที่ยว   ทั้งนี้โครงการ Travel Link ได้ดำเนินวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากข้อมูลเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อเผยแพร่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้ผลการวิเคราะห์สำหรับงานด้านนโยบาย ผ่านการแสดงผลในรูปแบบรายงาน (Report) ที่จะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ โดยปัจจุบันได้มีการนำข้อมูลเสาสัญญาณมือถือในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดพังงา มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลประชากรที่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งทำให้สามารถวิเคราะห์ผลการกระจายตัว การเดินทาง ระยะเวลาการอยู่หรือพำนักในพื้นที่ การท่องเที่ยวเมืองรอง ของนักท่องเที่ยวที่มาจากจังหวัดอื่น ๆ นอกพื้นที่ที่สนใจได้ในระดับรายวัน ก่อนขยายผลไปในระดับชั่วโมง โดยขณะนี้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วใน 2 จังหวัดคือ นครราชสีมาและพังงา   4. ความคืบหน้าการเตรียมจัดงาน The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025 รัฐบาลไทย โดย กระทรวงดีอี (สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต..) และ ยูเนสโก (UNESCO) เตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน 2568 โดยในเดือนตุลาคม 2567 นี้จะมีการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบให้มีการลงนาม Host Country Agreement   สำหรับงาน The Global Forum on the Ethics of AI in 2025 ประเทศไทย จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “AI Governace in Action” เพื่อต่อยอดแพลตฟอร์ม และข้อเสนอแนะ AI Ethics Recommendation ของยูเนสโก ไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากร AI โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคาดว่าภายในงานจะมีรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จาก 70 ประเทศ กว่า 800 คนเข้าร่วม   “การประชุมผู้บริหารฯ ได้ครั้งนี้ เป็นการติดตามภารกิจการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงดีอี ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคอาเซียน และภายในประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาทักษะทรัพยากรบุคคลดิจิทัล ด้าน AI การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อใช้สนับสนุนในภาคธุรกิจเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้งานและการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัลในชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งเป็นไปตามการมุ่งมั่นส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของรัฐบาล เพื่อการก้าวสู่การเป็น Digital Hubของภูมิภาค ” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่หลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังประสบเหตุการณ์อุทกภัย น้ำท่วม และน้ำป่าไหลหลาก เป็นเหตุให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ และบิดเบือน เพื่อก่ออาชญากรรมออนไลน์สร้างความสับสนและวิตกกังวลให้กับสังคม ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยประชาชนต่อกรณีดังกล่าว โดยมอบหมายให้กระทรวงดีอี ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังพร้อมทั้งตรวจสอบการกระทำของมิจฉาชีพที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) ได้เฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจสอบข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย พบว่ามีการเผยแพร่และส่งต่อข้อมูลบิดเบือน เกี่ยวกับเหตุการณ์อุทกภัย ล่าสุดมีการส่งต่อข้อมูลในเรื่อง “น้ำทะเลหนุน ถ.พระราม 2 เมืองกำลังจะจมทะเล” โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข้อมูลเท็จ”   กรณีดังกล่าว สทนช. ได้ทำการตรวจสอบและชี้แจงว่า ข้อมูลที่มีการเผยแพร่และส่งต่อนั้น ไม่ใช่การประกาศเตือนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน โดยขอให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น   สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นการนำข้อมูลปลอม ข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการปลอมทั้งหมด หรือแค่บางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่โดยตรง หรือการแชร์ส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จ ล้วนมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  มาตรา 14 ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้   ทั้งนี้หากการกระทำในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   “กระทรวงดีอี ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรง และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลซึ่งไม่มีที่มาชัดเจน หรือไม่เป็นทางการ และควรตรวจสอบรายละเอียดของข้อมูลกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามข้อมูล แจ้งเบาะแสข่าวปลอม ได้ที่โทรสายด่วน GCC 1111 ตลอด 24 ชม.” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับกระบวนการปิดกั้นให้มีความรวดเร็ว รัดกุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์   ทั้งนี้ จากสถิติการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ของกระทรวงดีอี ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 พบว่า มีการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 150,425 รายการ เพิ่มขึ้น 8.51 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566) ที่มีจำนวน 17,670 รายการ   สำหรับประเภทของ โซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่มีการปิดกั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 มีดังนี้ - พนันออนไลน์ จำนวน 62,213 รายการ เพิ่มขึ้น 30.22 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกัน (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 2,059 รายการ - บิดเบือน/หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 51,088 รายการ เพิ่มขึ้น 4.89 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 10,442 รายการ - อื่นๆ จำนวน 37,124 รายการ เพิ่มขึ้น 7.18 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ต.ค.65 – 30 ก.ย.66) ที่มีจำนวน 5,169 รายการ   “ในช่วง 12 เดือน หรือ 1 ปี ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 150,000 รายการ โดยสถิติตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกเดือนนั้น เนื่องจากการปรับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมทั้งการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวปลอม เว็บไซต์ผิดกฎหมายผ่านทางสายด่วน 1111” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชน ขออย่าหลงเชื่อ ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน หรือกลโกงของมิจฉาชีพที่หลอกให้เข้าไปลงทุน หรือกดลิงก์แพลตฟอร์มต้องสงสัยภายในโซเชียลมีเดีย เพจ และ URLs ผิดกฎหมาย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินได้ หรือหากมีการเชื่อ และแชร์ข้อมูลที่อยู่ใน URLs ผิดกฎหมายต่อๆกัน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้     แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ตใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารออมสิน กรุงไทย” รองลงมาคือเรื่อง “น้ำทะเลหนุน ถ.พระราม 2 เมืองกำลังจะจมทะเล” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 4 - 10 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 841,161 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 367ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 355 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความรวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 190 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 72 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 101 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 18 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 49 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 18 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ หน่วยงานและโครงการของรัฐ โดยเฉพาะ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต และข่าวอุทกภัย ซึ่งเป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ตใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารออมสิน กรุงไทย อันดับที่ 2 : เรื่อง น้ำทะเลหนุน ถ.พระราม 2 เมืองกำลังจะจมทะเล อันดับที่ 3 : เรื่อง เตรียมโอนเบี้ยผู้สูงอายุทุกราย 1,000 บาท อันดับที่ 4 : เรื่อง แจกเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบ 2 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 อันดับที่ 5 : เรื่อง เมืองเชียงใหม่จะจมบาดาลใน 6 ชั่วโมง อันดับที่ 6 : สาวพม่าจ่ายเงินซื้อสัญชาติไทยจำนวน 8 หมื่นบาท อันดับที่ 7 : เรื่อง พบรถทัศนศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.นครพนม เกิดกลุ่มควันขึ้น ขณะเดินทาง อันดับที่ 8 : เรื่อง สาเหตุที่เมืองเชียงใหม่ระบายน้ำได้ช้า เกิดจากประตูระบายน้ำดอยน้อยเสีย อันดับที่ 9 : เรื่อง งดทัศนศึกษาทั่วประเทศ หากโรงเรียนใดฝ่าฝืนปรับ 20,000,000 บาท อันดับที่ 10 : เรื่อง ว่านหางจระเข้ช่วยบำบัดเนื้องอกและซีสต์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โครงการสวัสดิการของประชาชน และข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจเกิดความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “รัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ตใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารออมสิน กรุงไทย” พบเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธ.ออมสิน และธ.กรุงไทย ตรวจสอบและชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม ซึ่งปัจจุบันธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทยไม่ได้มีการเปิดรับลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ตแต่อย่างใด ดังนั้นขอเตือนประชาชนระมัดระวังการกรอกข้อมูลและไม่ควรกดลิงก์น่าสงสัยที่ส่งโดยไม่ทราบที่มา โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ธ.กรุงไทย ได้ที่ www.krungthai.com โทร Krungthai Contact Center 02-111-1111 หรือแจ้งผ่าน Facebook : Krungthai Care และ ธ.ออมสินได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th, แอปฯ MyMo, Social Media ช่องทาง GSB Society และ GSB Now เท่านั้น.ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “น้ำทะเลหนุน ถ.พระราม 2 เมืองกำลังจะจมทะเล” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่การประกาศเตือนจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชน ขอให้ติดตามข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสารจาก สทนช.ได้ที่เว็บไซต์ www.onwr.go.th หรือ โทร. 02-554-1800 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด อันดับที่ 1 เรื่อง “ซีพี ออลล์ เปิดให้จองหุ้น ผลตอบแทน 10-30% ปันผลกำไรต่อวัน รับรองโดย ก.ล.ต.” รองลงมาคือเรื่อง “กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ ปปง. เปิดลงทะเบียนขอรับเงินคืนผ่านเพจเฟซบุ๊ก Thai Police CYBER” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 4 - 10 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 841,161 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 367ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 355 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความรวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 190 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 72 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ซีพี ออลล์ เปิดให้จองหุ้น ผลตอบแทน 10-30% ปันผลกำไรต่อวัน รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 2 : เรื่อง กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ ปปง. เปิดลงทะเบียนขอรับเงินคืนผ่านเพจเฟซบุ๊ก Thai Police CYBER อันดับที่ 3 : เรื่อง เรื่อง SET เปิดให้เรียนลงทุนฟรีกับคุณโจ ลูกอิสาน-เซียนหุ้นรุ่นเก๋า เพียงเพิ่ม Line รับหุ้นคุณภาพวันละ 1-3 ตัว อันดับที่ 4 : เรื่อง ลงทุนกับ บริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ร่วมกับ ก.ล.ต. กำไร 12-30% ผ่านเพจ ฮั่วเซ่งเฮง HSHsocial Co., Ltd. อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมการจัดหางานเปิดช่องทางรับสมัครงานหลายตำแหน่ง ผ่านบัญชี lanyxd51 อันดับที่ 6 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดคอร์สสอนเทรดอย่างยั่งยืน ต่อยอดความคิดด้านการเงิน อันดับที่ 7 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบกเปิดเพจเฟซบุ๊ก Real Hassana Muhd อันดับที่ 8 : เรื่อง เปิดโอกาสให้เข้าเทรดหุ้นทองคำไทย เริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 390 บาท กำกับดูแลโดยสำนักงาน ก.ล.ต. อันดับที่ 9 : เรื่อง ผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ชักชวนลงทุนผ่านไลน์โค้ชเกรซ ธัญญ์รวี อันดับที่ 10 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเว็บไซต์ใหม่ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้น และสินทรัพย์ต่างๆ โดยอ้างว่ามีหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รับรอง จึงทำให้ประชาชนเกิดความหลงเชื่อ โดยข่าวปลอมอันดับ 1 เรื่อง “ซีพี ออลล์ เปิดให้จองหุ้น ผลตอบแทน 10-30% ปันผลกำไรต่อวัน รับรองโดย ก.ล.ต.” ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ” นายเวทางค์ กล่าว กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า โฆษณาการลงทุนดังกล่าวเป็น “ข้อมูลเท็จ” สร้างขึ้นโดย “มิจฉาชีพ” และแอบอ้างใช้โลโก้ของ ก.ล.ต. โดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้พบเห็นว่าทาง ก.ล.ต. เป็นผู้ดูแลการลงทุนนี้ ซึ่ง ก.ล.ต. ขอยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับข้อมูลโฆษณาเชิญชวนลงทุนดังกล่าว ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจลงทุนสามารถตรวจสอบว่า ผู้ที่ชักชวน/ผู้ให้บริการได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ ได้ที่ www.sec.or.th/seccheckfirst หรือ ติดตั้งแอปพลิเคชัน SEC Check First เพื่อตรวจสอบข้อมูลได้ทันที หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วน โทร. 1207 กด 22 และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงาน ก.ล.ต. สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sec.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. SEC Help Center 1207 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด เกิดการหลงเชื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 15 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการจัดกิจกรรมเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันที่ 13 ตุลาคม 2567 “วันนวมินทรมหาราช” ด้วยการทำบุญตักบาตร โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จํากัด (มหาชน)

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 7-13  ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 หลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 78,099 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณาการสมัครกู้เงินออนไลน์ Krungsri Ifin ผ่านช่องทาง Facebook มีความสนใจ จึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และมีการเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมีการกดลิงก์เพื่อสมัครกู้เงินออนไลน์ ทางมิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายได้กรอกข้อมูลผิดพลาด ต้องโอนเงินไปเพื่อให้ทางระบบทำการแก้ไข ผู้เสียหายได้โอนไปหลายครั้งและพยายามติดต่อกลับไป แต่ไม่สามารถติดต่อได้ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 99,995 บาท ผู้เสียหายได้เห็นโฆษณาขายทองคำ ผ่านช่องทาง Tiktok สนใจจึงทักไปสอบถาม รายละเอียดและได้ตกลงซื้อขายพร้อมโอนเงินชำระเรียบร้อย จากนั้นได้ทักข้อความ สอบถามวันจัดส่งพัสดุแต่ไม่มีการตอบกลับจากทางร้าน ต่อมาภายหลังตนทราบว่า มีผู้เสียหายหลายท่านแสดงความคิดเห็นว่าโดนหลอกให้โอนเงินแล้วไม่ส่งของ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 หลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 92,900 บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อกับมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tinder อ้างว่าอยากมีเพื่อนคุย และอยากทำความรู้จักกับผู้เสียหาย แล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยจนสนิทใจ มิจฉาชีพอ้างว่าหากมีเงินเพียงพอจะวางแผนสร้างครอบครัวด้วยกัน แล้วชักชวนลงทุนซึ่งได้รับผลกำไรสูง โดยได้กรอกรายละเอียดลงในลิงก์ที่มิจฉาชีพส่งให้และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ จากนั้นได้โอนเงินลงทุน ในระยะแรกได้ผลกำไรและสามารถถอนได้จริง ผู้เสียหายจึงทยอยโอนไปลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อหวังผลกำไร แต่เมื่อต้องการถอนเงินไม่สามารถถอนได้ และไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก     คดีที่ 4 หลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน มูลค่าความเสียหาย 52,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์มือถือ อ้างว่าเป็นหลานชาย ติดต่อมาเพื่อขอยืมเงินจ่ายค่าอุปกรณ์ดนตรีและเครื่องเสียง เนื่องจากเงินสดและเงินในบัญชี ไม่เพียงพอจะขอยืมก่อน เมื่อกลับถึงบ้านจะโอนคืนให้หลังจากนั้นผ่านไปหลายชั่วโมง ผู้เสียหายติดต่อกลับเบอร์เดิมที่ได้ติดต่อเข้ามา แต่กลับไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 841,510 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งมิจฉาชีพอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะโอนเงินค่าบำเหน็จบำนาญให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ มิจฉาชีพได้ขอเลขที่บัญชี ธนาคารและเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหาย พร้อมทั้งให้สแกนใบหน้าและสแกน QR Code จากนั้นแจ้งให้ผู้เสียหายรอรับเงิน ต่อมาผู้เสียหายเช็คยอดเงินในบัญชีของตนเอง พบว่าได้ถูกโอนออกไป จึงติดต่อกลับไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก           สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,164,504 บาท   ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 11 ตุลาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,117,221 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,229 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 339,592 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,117 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 100,470 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.59 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 83,598 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.62 (3) หลอกลวงลงทุน 53,075 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.63 (4) หลอกลวงให้กู้เงิน 27,320 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.04 (5) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 26,599 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.83 (และคดีอื่นๆ 48,530 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ  เครือญาติใกล้ชิด รวมทั้งการหลอกลวงให้เกิดความรัก ด้วยวิธีการติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Line  และ Facebook  ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการหลอกลวงให้รักเพื่อลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันกรณีที่อ้างเป็นญาติสนิท ควรสอบถามรายละเอียดหรือประวัติของญาติที่รู้กันเฉพาะในครอบครัวให้ละเอียด ด้านการโอนเงินบำนาญ หรือการทำธุรกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ควรตรวจสอบจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง ควรตระหนักเป็นอันดับแรกว่าการติดต่อโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงประชาชน เป็นการติดต่อที่น่าสงสัย   “ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และการสแกนใบหน้า นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                     --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 15 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ พร้อมหารือกับ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาแนวทางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ นำเสนอแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกมไทย สู่ TOP 10 เกมโลก ในระยะ 5 ปี และประเด็นอื่น ๆ ที่เหมาะสมในการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางอำไพ จิตรแจ่มใส รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

  วันที่ 15 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ให้การต้อนรับ ผู้แทนจาก บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย Mr. Cash McCracken ตำแหน่ง Vice President of Global Government Affairs บริษัท Seagate Technology และคณะ ในโอกาสการเข้าพบหารือเพื่อนำเสนอการดำเนินงานของบริษัทฯ ในประเทศไทย รวมถึงประเด็นความร่วมมือกับประเทศไทย โดยมี นายฉัตริน จันทร์หอม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือ ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   ในการหารือดังกล่าว บริษัทฯ ได้เน้นย้ำเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานและการลงทุนในด้าน Semiconductor, Data Center และ AI ในประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนนโยบาย “Cloud First Policy” โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม Storage Solution เพื่อพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลและสนับสนุนการจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทย รวมถึงแสดงความสนใจที่จะร่วมมือด้านการส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับหน่วยงานไทยและสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะเทคโนโลยีอุบัติใหม่ ได้แก่  AI และ Cloud   โอกาสนี้ รองนายกฯ ประเสริฐ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงดีอี อาทิ นโยบาย Cloud First Policy การสนับสนุนการลงทุน Data Center การผลักดันอุตสาหกรรม Semiconductor การพัฒนาด้าน AI รวมถึงจุดแข็งในด้านพลังงานสะอาดของไทยสำหรับรองรับการจัดตั้ง Data Center เพื่อพัฒนาสู่การเป็น Data Hub ของไทยในภูมิภาค โดยรัฐบาลเชิญชวนให้บริษัทฯ เข้ามาลงทุนในไทยในด้านต่างๆ และยินดีที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในอนาคตต่อไป  

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อกำหนดแนวทางในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลในภาคราชการ เน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีทักษะดิจิทัลที่เหมาะสม เสริมสร้างศักยภาพ และปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “เทคโนโลยีกับการลดอุบัติเหตุ” ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อการลดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมี นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ


วันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 2/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วย นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และผ่านระบบการประชุมทางไกล   สำหรับการประชุม ADGMIN  ครั้งที่ 5 เป็นเวทีสำคัญสำหรับรัฐมนตรีด้านดิจิทัลของประเทศสมาชิกอาเซียนในการหารือและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านดิจิทัลในภูมิภาค

  วันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) เข้าร่วมเปิดงานสัมมนา Mekong-U.S. Partnership Track 1.5 Policy Dialogue on Online Scam Operations ร่วมกับนาย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ทุพพลภาพ และสวัสดิการสังคม (Ministry of Labour, Invalids and Social Affairs) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จัดโดย กระทรวงการต่างประเทศ และศูนย์ Stimson Center ภายใต้การมอบหมายจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ   สำหรับงานสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีหารือเกี่ยวกับการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ระหว่างประเทศสมาชิก MUSP การจัดการความเสี่ยงในเขตเศรษฐกิจพิเศษและระบบการเงินดิจิทัล และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง   ในโอกาสนี้ นายเอกพงษ์ ได้กล่าวถึงนโยบาย และการดำเนินการ ของรัฐบาลไทยในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ แนวปฏิบัติ ร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ของสหรัฐฯ และประเทศลุ่มน้ำโขง ที่เข้าร่วมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นดังกล่าวในกรอบ MUSP ต่อไป

วันที่ 17 ตุลาคม 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ เลขานุการเอก และเจ้าหน้าที่ประสานงานอาวุโสฝ่ายตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย พร้อมคณะนักศึกษา ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศึกษาดูงาน ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC 1441 หลักสี่ กรุงเทพฯ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.