Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงพาณิชย์ ด้านการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการเอกสารของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้กระดาษ และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมี นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี และนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี เป็นสักขีพยานในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ณ ห้องศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงพาณิชย์ 1 ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษ ในงาน SEC Digital Services 2024 หัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคตลาดทุน” โดยมี นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท กรุงเทพฯ   ทั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคตลาดทุนไทย โดยเน้นย้ำถึงการที่เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างนวัตกรรมทางการเงิน และการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน พร้อมทั้งกล่าวถึงนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากกระทรวงดีอี และภาครัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้าง "ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล" ให้กับสังคมไทย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่มั่นคงและยั่งยืน   สำหรับงาน SEC Digital Services 2024 เป็นการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษในงาน “GC Sustainable Living Symposium 2024 : GEN S GATHERING ภายใต้แนวคิด “ยั่งยืนไม่ยาก” รวมพลังสำคัญของคนหัวใจรักษ์โลก โดยมี นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จัดโดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ณ พารากอนฮอลล์ สยาม พารากอน   โดยงานนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 เพื่อให้ทุกภาคส่วน ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาความร่วมมือ เพื่อบรรเทาปัญหาโลกเดือด และสร้างความยั่งยืนให้กับโลก พร้อมชวนทุกคนร่วมเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ Net Zoro Lifestyles รวมถึงนิทรรศการผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลุกพลังสร้างสรรค์และผสานกับ GEN S เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและโลกให้ยั่งยืน

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 9/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง ดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมภาณุพันธุวงศ์ อาคารภาณุรังษีไปรษณียาคาร ชั้น 2 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (สำนักงานใหญ่)


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ตั้งแต่ต้นปีมีพายุเข้าไทยมาแล้ว 11 ลูก คาดการณ์ว่าทั้งปีจะเข้ามาทั้งหมด 24 ลูก” รองลงมาคือเรื่อง “ข้อมูลพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ที่จะถูกน้ำท่วม” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความวิตกกังวล ความสับสน และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11-17 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 821,389 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 399 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 365 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 24 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 10 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 229 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 87 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 104 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 50 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 30 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 39 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเรื่องภัยพิบัติ และข่าวด้านนโยบายรัฐ หน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องต่อการใช้ชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ตั้งแต่ต้นปีมีพายุเข้าไทยมาแล้ว 11 ลูก คาดการณ์ว่าทั้งปีจะเข้ามาทั้งหมด 24 ลูก อันดับที่ 2 : เรื่อง ข้อมูลพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ที่จะถูกน้ำท่วม อันดับที่ 3 : เรื่อง ติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ทางไอดีไลน์ pea1125 อันดับที่ 4 : เรื่อง ผู้พิการที่ลงทะเบียนเงิน 10,000 บาท ไม่ทัน สามารถลงทะเบียนได้ในวันที่ 10 ต.ค. และรับเงินวันที่ 22 ต.ค. อันดับที่ 5 : เรื่อง หากเกิดอาการหัวใจวาย ให้เคี้ยวยาแอสไพริน ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเลือด และป้องกันการแข็งตัวของเลือดเพิ่มขึ้น อันดับที่ 6 : เรื่อง โครงการตรวจเช็กมิเตอร์ไฟประจำปี โดยดำเนินการติดต่อทางไลน์ PEA.E-Service อันดับที่ 7 : เรื่อง เตือนให้อพยพทันที เนื่องจากพายุมิลตันทวีกำลัง กลายเป็นพายุรุนแรงที่สุดในโลกของปีนี้ อันดับที่ 8 : เรื่อง PEA แจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ไฟ ลงทะเบียนรับสิทธิเงินประกันคืน 3,500 บาท ผ่านไลน์ส่วนตัว PEA THAILAND อันดับที่ 9 : เรื่อง น้ำทะเลชายฝั่ง จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี ลดลงเป็นระยะทาง 2 กม. อาจทำให้เกิดสึนามิ อันดับที่ 10 : เรื่อง เตรียมเฝ้าระวังภัยสึนามิบริเวณอ่าวไทย “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ มากถึง 5 อันดับ และข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA รวมทั้งข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการสวัสดิการ สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล ความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด ให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ตั้งแต่ต้นปีมีพายุเข้าไทยมาแล้ว 11 ลูก คาดการณ์ว่าทั้งปีจะเข้ามาทั้งหมด 24 ลูก” พบเป็นข้อมูลเท็จ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการนำข้อมูลจากแบบจำลอง (ในคลิปวิดีโอไม่ได้กล่าวถึงแหล่งข้อมูล) มานำเสนอ ซึ่งแบบจำลองได้คาดการณ์จำนวนพายุที่เกิดขึ้นบริเวณฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ) แต่ในความเป็นจริงแล้วพายุที่เกิดขึ้นบริเวณดังกล่าวเคลื่อนที่ตามทิศทางลมที่พัดในขณะนั้น ไม่ได้เคลื่อนมาประเทศไทยทั้งหมด โดยมีพายุหมุนเขตร้อนที่เข้าประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน เพียงมี 1 ลูก คือ พายุโซนร้อน “ซูลิก (SOULIK,2415)” และได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันก่อนเคลื่อนเข้าประเทศไทยบริเวณจังหวัดนครพนม ในช่วงเช้าของวันที่ 20 ก.ย. 67 จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในช่วงเย็นของวันเดียวกัน และจากการคาดการณ์คาดว่าในปี 2567 จะมีพายุหมุนเขตร้อน เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยจำนวน 1-2 ลูก ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าได้แชร์หรือส่งต่อข่าวปลอมนี้ และติดตามข่าว พยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น ซึ่งสามารถติดตามได้ที่ www.tmd.go.th, Facebook กรมอุตุนิยมวิทยา Application Thai weather หรือสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง) ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “ข้อมูลพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ที่จะถูกน้ำท่วม” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สืบเนื่องจากวันที่ 10 ตุลาคม 2567 กทม. มีการแจ้งเตือนประชาชนเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำจำนวน 7 เขต เท่านั้น ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร ได้ที่เว็บไซต์ www.prbangkok.com หรือโทร 0-2221-2141-69 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด อันดับที่ 1 เรื่อง “กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก รับแจ้งความร้องทุกข์ออนไลน์” รองลงมาคือเรื่อง “กรมการขนส่งทางบกเปิดช่องทางทำใบขับขี่ออนไลน์แบบถูกกฎหมาย ผ่านเพจนางสาวออมทรัพย์” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11-17 ตุลาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 821,389 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 399 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 365 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 24 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 10 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 229 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 87 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มีข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด จำนวน 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก รับแจ้งความร้องทุกข์ออนไลน์ อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบกเปิดช่องทางทำใบขับขี่ออนไลน์แบบถูกกฎหมาย ผ่านเพจนางสาวออมทรัพย์ อันดับที่ 3 : เรื่อง PEA เปิดบัญชีไลน์การไฟฟ้าฝ่ายบริการ อันดับที่ 4 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ กระทรวงยุติธรรมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อันดับที่ 5 : เรื่อง กระทรวงสาธารณสุข เปิดเพจใหม่ชื่อนครเชียงรายนิวส์ เพื่อขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์ดิจิทัล เพจใหม่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชักชวนให้ร่วมลงทุน สร้างผลตอบแทนดี กำกับดูแลโดยสำนักงาน ก.ล.ต. อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมการจัดหางานเปิดเพจเฟซบุ๊ก จัดหางานกระทรวงแรงงาน อันดับที่ 9 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรมร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัล เปิดช่องทางลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านเพจ รู้ทันเหตุการณ์ สื่อสังคมออนไลน์ อันดับที่ 10 : เรื่อง ลงทุนหุ้นผ่านเพจ Bankok Dusit Hospital เลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงได้ ปลอดภัยเพราะกำกับดูแลโดย ก.ล.ต. “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการตามนโยบายของรัฐบาล หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการรับเรื่องร้องทุกข์ และการเปิดให้ลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยข่าวปลอมอันดับ 1 เรื่อง “กระทรวงยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก รับแจ้งความร้องทุกข์ออนไลน์” ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ” นายเวทางค์ กล่าว กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม พบว่า เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่ใช่เพจของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นการแอบอ้างและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เสมือนเป็นเพจของกระทรวงยุติธรรมเพจจริง เป็นการนําเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยหากประชาชนสนใจรับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.moj.go.th หรือโทร. 02-141-5100 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน สร้างความเสียหาย การเข้าใจผิด เกิดการหลงเชื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด โดยสามารถสอบถามผ่าน สายด่วน 1111 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน”สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

  เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   นายประเสริฐ เปิดเผยว่าในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  9 เรื่องที่สำคัญ โดยสรุปได้ดังนี้               1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ ในเดือนกันยายน 2567 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีออนไลน์รวมทุกประเภท ก.ย.67 มีจำนวน 2,860 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค.67 ที่มีจำนวน 1,945 ราย - การจับกุมคดีเว็บพนันออนไลน์ ก.ย.67 มีจำนวน 972 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค.67 ที่มีจำนวน 732 ราย - การจับกุมคดีซิมม้า บัญชีม้า ก.ย.67 มีจำนวน 497 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค.67 ที่มีจำนวน 122 ราย   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน กระทรวงดีอี ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม ตั้งแต่ 1 ต.ค.66 – 30 ก.ย.67  (ระยะเวลา 12 เดือน) 1) ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ผิดกฎหมายโดยรวมทุกประเภท จำนวน 150,425 รายการ เพิ่มขึ้น 8.51 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566 2) ปิดกั้นเพจ/URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จำนวน 62,213 รายการ เพิ่มขึ้น 30.22 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบ 2566 3) ปิดกั้น Line ID ที่เกี่ยวข้องกับการพนันแล้ว จำนวน 2,898 รายการ   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานถึง 17 ต.ค.67 มีการระงับบัญชีม้ารวมกว่า 1,100,000 บัญชี แบ่งเป็น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ปิด 559,843 บัญชี ธนาคาร 300,000 บัญชี และศูนย์ AOC 1441 ระงับ 324,192 บัญชี   4. การแก้ปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล จากการเร่งปิดบัญชี และจับกุมบัญชีม้าอย่างเข้มข้น คนร้ายจึงใช้วิธีจดทะเบียนนิติบุคคลและทำการเปิดบัญชีเพื่อใช้ทำผิดกฎหมาย โดยคณะกรรมการฯ ได้ขอให้ กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเร่งเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบกรรมการที่มีชื่อในนิติบุคคลว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือไม่   5.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมม้าที่ผูกกับ mobile banking ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 15 ต.ค.67 มีดังนี้ - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้ระงับซิมม้าแล้ว จำนวนกว่า 2.7 ล้านเลขหมาย - การระงับหมายเลขโทรออกเกิน 100 ครั้ง/วัน แล้ว 101,117 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตน 418 เลขหมาย ไม่มายืนยันตัวตน 100,699 เลขหมาย - มาตรการคัดกรองผู้ใช้งาน Mobile Banking โดยดำเนินการตรวจสอบข้อมูล Cleansing Mobile Banking จำนวน 120.3 ล้านบัญชี มีรายละเอียด ดังนี้ -กลุ่มหมายเลขบัตรประชาชน ตรงกันกับเบอร์มือถือและบัญชี Mobile Banking มีจำนวน 70.0 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ 58 -กลุ่มหมายเลขบัตรประชาชน ไม่ตรงกันกับเบอร์มือถือและบัญชี Mobile Banking มีจำนวน 28.6 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ 24 -กลุ่มที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากไม่พบฐานข้อมูล มีจำนวน 21.7 ล้านบัญชี คิดเป็นร้อยละ18    6. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน   สำนักงาน กสทช. แจ้งดำเนินการรื้อถอนเสาสัญญาณ (สถานี) ในพื้นที่ 7 จังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ตาก สระแก้ว จันทบุรี ระนอง บุรีรัมย์ สุรินทร์ รวม 393 สถานี คิดเป็น 100 % นอกจากนี้ยังมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยสำหรับการส่ง SMS แนบลิงก์ โดยใช้แนวทางการ Cleansing Sender Name โดย Sender Name ที่ประสงค์ SMS แนบลิงก์ จะต้องลงทะเบียนกับผู้ให้บริการทุกครั้ง โดยต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ก่อนส่ง SMS และผู้ให้บริการต้องตรวจสอบข้อความและลิงก์ทุกครั้ง ก่อนส่ง SMS ให้กับผู้รับ   7. มาตรการการป้องกันการโทรหลอกลวง ภายใต้โครงการ DE-fence platform เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสายเรียกเข้า และ SMS ที่มีลักษณะก่อกวน หรือหลอกลวงของมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในมูลค่าที่สูงมาก พร้อมทั้งการที่คนร้ายใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว กระทรวง ดีอี จึงได้มีการประชุมหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง เพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชนก่อนจะรับสาย ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้าและข้อความสั้น ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลว่า สายเรียกเข้าเป็นเบอร์คนร้ายโทร หรือ เบอร์ต้องสงสัย เป็นต้น เพื่อป้องกันปัญหาการโทรหลอกลวง   8.การแก้ปัญหาหลอกลวงขายสินค้าออนไลน์ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดำเนินการออก “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการบริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ.2567 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 ต.ค.67 นั้น พบว่าได้รับความร่วมมือและการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการขนส่งสินค้า และประชาชนผู้บริโภค โดยสามารถป้องกันปัญหาการได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามที่สั่ง หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพได้ และพบว่ามีสถิติการร้องเรียนเรื่องได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่สั่งลดลงร้อยละ 10 จากก่อนหน้านี้   9. การบูรณาการข้อมูล โดยศูนย์ AOC 1441 เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ศูนย์ AOC 1441 เป็นแพลตฟอร์มรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลบูรณาการข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการจัดการบัญชีม้า ซิมม้า และคนร้ายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  โดยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมด้านข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) เพื่อทำหน้าที่ประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ AOC 1441 และการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมกับการบูรณาการ วิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ จัดทำสถิติ และประมวลผลข้อมูลการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้เห็นแนวโน้มสถานการณ์ ผลสำเร็จการดำเนินการมาตรการ ปัญหา อุปสรรค และนำไปสู่การกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพเป็นไปตามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์มอบหมาย   “ในภาพรวม กระทรวง ดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้แก่ประชาชน ซึ่งส่งผลให้มูลค่าความเสียหายในเดือนกันยายน 2567 จากคดีออนไลน์ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเหลือจำนวน 1,974 ล้านบาท โดยแม้ตัวเลขจะยังสูงอยู่ แต่ก็ลดลงกว่า 1,500 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับ 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. – มิ.ย.67) ที่มีความเสียหายเฉลี่ย 3,514 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม คกก. ได้หารือถึงการเร่งรัดการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาสำหรับประชาชนให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายรัฐบาลของรัฐบาลต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------



วันที่ 21 ตุลาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ “Silver Economy & AI Disruption” ซึ่งจัดขึ้นโดย หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาธุรกิจและทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เพื่อเป็นการให้ความรู้เชิงวิชาการเกี่ยวกับ เศรษฐกิจสูงวัยและการเปลี่ยนแปลงด้าน Ai สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ และบุคคลทั่วไป โดยมี ผศ.ดร. สิทธิพร ประวัติรุ่งเรื่อง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ารวมเป็นจำนวนมาก ณ ห้องสัตตบงกช อาคาร 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ   ทั้งนี้ นายณัฐพล ได้กล่าวถึงความสำคัญของการผสานแนวคิด Silver Economy และเทคโนโลยี AI ในบริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น Telemedicine และการใช้ AI ในการดูแล งานสัมมนาวิชาการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการพัฒนาเศรษฐกิจผู้สูงอายุควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างสังคมไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน

วันนี้ 21 ตุลาคม 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเสวนา "ปลดล็อกกลโกง ป้องกันภัยจากแก๊ง Call Center" ในงาน NT Cyber Security Day 2024 โดยมี พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการ/กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง Auditorium ชั้น 2 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)   การจัดเสวนาครั้งนี้มี เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันภัยจากแก๊ง Call Center ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทย ปลดล็อคกลโกงต่างๆ ที่แก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบต่างๆ

  วันนี้ 21 ตุลาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ครั้งที่ 8/2567 โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงดีอี, นางอำไพ จิตรแจ่มใส รองเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 601 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.