Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย เปิดลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท รอบใหม่” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารกรุงไทย ส่งเอกสารแจ้งตรวจพบความผิดปกติแอปพลิเคชัน Krung NEXT” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความวิตกกังวล ความสับสน ความเข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 854,009 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 579 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 564 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 229 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 79 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 97 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 66 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 25 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 14 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 27 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ และนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และสิทธิประกันสังคม ทั้งในเรื่องการเปิดสินเชื่อ และเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ สร้างความเข้าใจผิด สร้างความวิตกกังวล และอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย เปิดลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท รอบใหม่ อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ส่งเอกสารแจ้งตรวจพบความผิดปกติแอปพลิเคชัน Krung NEXT อันดับที่ 3 : เรื่อง ผู้ประกันตนสามารถกู้เงินประกันสังคมได้ ผ่านเพจ Carroll Reyes อันดับที่ 4 : เรื่อง ตำรายาแก้โรคมะเร็งหายใน 6 วัน อันดับที่ 5 : เรื่อง โรงพยาบาลเอกชน 70 แห่ง เตรียมถอนตัวจากการเป็นคู่สัญญากับประกันสังคม เนื่องจากอัตราการจ่ายปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุน ทำให้ขาดทุน อันดับที่ 6 : เรื่อง จะเกิดทอร์นาโด ระดับ 4 ในพื้นที่ แปดริ้ว กรุงเทพ และปริมณฑล อันดับที่ 7 : เรื่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกเอกสารวงในบอกเลขก่อนวันออกรางวัล อันดับที่ 8 : เรื่อง คลิกลิงก์ เพื่อแก้ไขแอปฯ ทางรัฐค้างอยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 อันดับที่ 9 : เรื่อง ไปรษณีย์ไทยส่งอีเมลแจ้งให้อัปเดตข้อมูลการเรียกเก็บเงิน เพื่อขอจัดส่งพัสดุใหม่ อันดับที่ 10 : เรื่อง จำหน่ายบัตรราคาพิเศษพร้อมการเดินทางไม่จำกัดบนระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทในกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบเป็นเวลา 6 เดือน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐและโครงการของรัฐถึง 8 อันดับ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล สำหรับข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการรัฐ โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ สิทธิประกันสังคม และข่าวเกี่ยวกับโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต อาจทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคารกรุงไทย เปิดลงทะเบียนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท รอบใหม่” ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยธนาคารไม่ได้เปิดลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ตแต่อย่างใด เป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างถึงธนาคารกรุงไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อสร้างความสับสนแก่ประชาชน ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนควรระมัดระวังในการกรอกข้อมูลและไม่ควรกดลิงก์แปลก น่าสงสัยที่ส่งโดยไม่ทราบที่มาชัดเจน สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารกรุงไทย ได้ที่ www.krungthai.com หรือติดต่อ Krungthai Contact Center 02-111-1111 หรือแจ้งผ่าน Facebook : Krungthai Care ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “ธนาคารกรุงไทย ส่งเอกสารแจ้งตรวจพบความผิดปกติแอปพลิเคชัน Krung NEXT” โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างถึงธนาคารกรุงไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมที่ไม่ได้ออกโดยธนาคารกรุงไทยแต่อย่างใด จึงขอเตือนประชาชนควรระมัดระวังในการกรอกข้อมูลและไม่ควรกดลิงก์แปลก น่าสงสัยที่ส่งโดยไม่ทราบที่มาชัดเจน อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                           --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ผ่านบัญชี Tiktok baac.thailand5” รองลงมาคือเรื่อง “ป.ป.ท. เปิดให้ลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ ผ่านเพจ สำนักงานรัฐภาคที่ 2” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความวิตกกังวล ความสับสน ความเข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 854,009 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 579 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 564 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 229 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 79 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok baac.thailand5 อันดับที่ 2 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดให้ลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ ผ่านเพจ สำนักงานรัฐภาคที่ 2 อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดบัญชีไลน์ Admin BAAC Thailand อันดับที่ 4 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพิ่มช่องทางการติดต่อ ไอดีไลน์ pea1143 อันดับที่ 5 : เรื่อง ธนาคารออมสินเปิดเพจเฟซบุ๊ก สินเชื่อ ฉุกเฉิน อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิ เพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนผู้เสียหาย ผ่านเพจ Notify the public อันดับที่ 7 : เรื่อง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดเพจ News releases for the economy and society รับให้คำปรึกษาออนไลน์ อันดับที่ 8 : เรื่อง กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดให้ประชาชนยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์คืนผ่านเพจ เพื่อพี่น้องไทย อันดับที่ 9 : เรื่อง สมัครกรุงไทยใจป้ำ สินเชื่อเพื่อเดอะแบก อนุมัติไวใน 1 วัน ดอกเบี้ย 5.50-11% อันดับที่ 10 : เรื่อง CIB ร่วมกับเพจศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เปิดช่องทางให้ประชาชนติดต่อขอรับเงินคืนจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล และอาจทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธ.ก.ส. เปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ผ่านบัญชี Tiktok baac.thailand5” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็นการแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากธนาคารไม่มีการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวแก่ลูกค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ใดๆทั้งสิ้น และบัญชี Tiktok ที่ใช้ชื่อว่า baac.thailand5 ไม่ใช่ช่องทางการติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับ ธ.ก.ส. จึงขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจาก ธ.ก.ส. สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.baac.or.th หรือโทร. 0-2555-0555 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                                  --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการบูรณาการ การทำงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปราม เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 4 – 10 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,486,777 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อน ทาง Line สอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแนะนำและสอนขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ การเทรดหุ้นแก่ตน ตนจึงโอนเงินเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ ตนจึงโอนเงินเพิ่มและเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องโอนเงินเพิ่มอีกเพื่อเป็นค่าดำเนินการ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,587,872 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook เป็นการรีวิวสินค้าเสื้อผ้าเด็ก และมีการชักชวนให้ทำกิจกรรมระหว่างช่วงรอสินค้า โดยให้ตนโอนเงิน เพื่อซื้อสินค้าหลากหลายประเภท ในช่วงแรกได้รับค่าตอบแทนกลับมา ช่วงหลังมิจฉาชีพ ให้โอนเงินซื้อสินค้าด้วยราคาที่สูงขึ้น ตนหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มแต่ไม่ได้รับค่าตอบแทน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 578,218 บาท ผู้เสียหายได้พบโฆษณาชักชวนทำงานต่างประเทศผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจ จึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งให้ตนโอนเงินเพื่อเป็น ค่าดำเนินการ ค่าเอกสาร ค่าภาษี และค่าแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังตนได้นำข้อมูลในโฆษณาไปตรวจสอบกับบริษัทจัดหางาน พบว่าทางบริษัท โดนมิจฉาชีพนำชื่อบริษัทไปแอบอ้าง บริษัทจัดหางานแจ้งว่าไม่มีการโฆษณาเพื่อชักชวนคนไปทำงานต่างประเทศแต่อย่างใด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 300,946 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ แจ้งว่ามีเด็กถูกรถชนบาดเจ็บสาหัส โดยมีชื่อผู้เสียหายเป็นคนนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาล มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องลงชื่อยินยอม ให้ทำการผ่าตัดและเป็นผู้รับผิดชอบค่าผ่าตัดทั้งหมด จากนั้นได้โอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ อีกท่านอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรขอนแก่น แจ้งว่าจากการตรวจสอบประวัติพบว่ามีการค้ามนุษย์และฟอกเงินผิดกฎหมาย จึงขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน ในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังโอนเงินเสร็จเรียบร้อย ได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องที่เกิดขึ้น จึงทราบว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 226,599 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง TikTok ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษตนสนใจจึงทักข้อความไปสอบถาม มิจฉาชีพแจ้งว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายและได้กำไร เป็นค่าคอมมิชชัน จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line ส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลแล้วแนะนำขั้นตอน การทำงานจากนั้นดึงเข้า Group Line โดยให้โอนเงินค่าสินค้าเข้าไปในระบบก่อนและ จะได้รับคืนภายหลัง ในระยะแรกได้ผลตอบแทนจริง ต่อมาภายหลังให้ลงทุนราคาสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่ไหว ตนต้องการยกเลิก มิจฉาชีพอ้างว่าทำผิดกฎทางบริษัทจะต้องชำระค่าปรับและเสียค่าภาษีจำนวนสินค้าทั้งหมดก่อน ตนจึงเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 8,180,412 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,199,174 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,206 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 375,066 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,130 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 111,173 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.63 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 91,916 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.51 (3) หลอกลวงลงทุน  57,419 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.31 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 31,305 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.35  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 29,363 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.83 (และคดีอื่นๆ 53,890 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.37)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ การโปรโมทสินค้า หรือพบโฆษณาหลอกลวงเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook ,Line และ TikTok ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ และความปลอดภัย ต่อการถูกหลอกลวง ด้านกรณีการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                          --------------------------------------------------------------------------------------

  วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ให้การต้อนรับ Her Excellency Mrs. Anna Hammargren เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย และ Mr. Per Linnér รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของสวีเดน พร้อมคณะผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรอง 701 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   สำหรับการร่วมหารือระหว่างกระทรวงดีอี และเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นด้านการส่งเสริมการค้าและการลงทุนของธุรกิจ Start-ups เนื่องจากขณะนี้ประเทศสวีเดน มี Unicorns หรือธุรกิจ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทด้านเกมส์ (Gaming companies)   นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงดีอี และเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ยังได้หารือแลกเปลี่ยนความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายความมั่นคงและความปลอดภัยทางดิจิทัล (Digital Safety and Security) การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเครือข่าย 5G (5G Infrastructure and 5G Coverage) สำหรับภาครัฐ เอกชนและประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมโอกาสความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างไทยและสวีเดนในอนาคตต่อไป


วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดงาน POST TODAY THAILAND SMART CITY 2025 ปีที่ 3 "การจัดการเมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีและ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต" จัดโดย โพสต์ทูเดย์ ร่วมกับ สปริงนิวส์ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  โดยมี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ   สำหรับงาน POST TODAY THAILAND SMART CITY 2025 ปีที่ 3 เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเรียนรู้แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย จากวิสัยทัศน์และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างเมืองอัจฉริยะที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสิ่งแวดล้อมและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็น Smart City ที่ยั่งยืน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงดีอี ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ แพลตฟอร์ม "มังกรฟ้า ล็อตเตอรี่” ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2565 โดยศาลชั้นต้นได้ไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมานั้น   ต่อมากระทรวงดีอี ได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2565 ขอให้ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและขอให้ระงับการทำให้แพร่หลายฯ แพลตฟอร์มดังกล่าว ตามคำร้องนั้น   ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พ.ย.  2567 ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ โดยศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้น จึงได้มีคำพิพากษาแก้ เป็นว่าให้ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ แพลตฟอร์ม "มังกรฟ้า ล็อตเตอรี่" ออกจากระบบคอมพิวเตอร์   ทั้งนี้ศาลเห็นว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวมีพฤติการณ์ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ซึ่งขัดต่อพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยมิพักพิจารณาว่า ผู้รับผิดชอบหรือผู้ดูแลระบบแพลตฟอร์ม "มังกรฟ้า ล็อตเตอรี่" จะเป็นผู้เสนอขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาเอง หรือไม่   “กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน โดยขอให้หลีกเลี่ยงและอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บไซต์ลอตเตอรี่ออนไลน์ผิดกฎหมาย เพราะอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนบุคคล และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้ หากต้องการซื้อลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอให้ซื้อกับแพลตฟอร์มของรัฐ หรือแพลตฟอร์มที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น” รองนายกฯ ประเสริฐกล่าว   ---------------------------------------------------------------------------

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดหนึ่งในช่องทางการก่ออาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญของมิจฉาชีพ พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยออนไลน์   ทั้งนี้ จากสถิติการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ของกระทรวงดีอี ตั้งแต่วันที่ 1-30 ตุลาคม 2567 พบว่า มีการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 13,220 รายการ เพิ่มขึ้น 1.36 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ ( 1 – 30 ตุลาคม 2566) ที่มีจำนวน 9,728 รายการ   สำหรับประเภทของ โซเชียลมีเดีย เพจ/URL ที่มีการปิดกั้นในระยะเวลา 1 เดือน ( 1 – 30 ตุลาคม 2567) มีดังนี้ - พนันออนไลน์ จำนวน 2,974 รายการ เพิ่มขึ้น 1.33 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 - 30 ต.ค.66) ที่มีจำนวน 2,236 รายการ - บิดเบือน/หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 4,884 รายการ ลดลง 0.31 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ ( 1– 30 ต.ค.66) ที่มีจำนวน 7,070 รายการ - อื่นๆ จำนวน 5,362 รายการ เพิ่มขึ้น 12.71 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 – 30 ต.ค.66) ที่มีจำนวน 422 รายการ   ขณะที่ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมายทุกประเภทแล้ว จำนวน 150,425 รายการ เพิ่มขึ้น 8.51 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566) ที่มีจำนวน 17,670 รายการ   “กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URL ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติตั้งแต่วันที่ 1-30 ตุลาคม 2567 มีการปิดกั้น URL ผิดกฎหมายรวมทุกประเภทไปแล้วกว่า 13,000 รายการ ซึ่งสถิติที่เพิ่มขึ้นในทุกเดือนนั้น เนื่องจากกระทรวงดีอีได้มีการปรับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พร้อมทั้งการบูรณาการข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส ข้อมูลข่าวปลอม เว็บไซต์ผิดกฎหมายผ่านทางสายด่วน 1111” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชน ขออย่าหลงเชื่อ ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน หรือกลโกงของมิจฉาชีพที่หลอกให้เข้าไปลงทุน หรือกดลิงก์แพลตฟอร์มต้องสงสัยภายในโซเชียลมีเดีย เพจ และ URL ผิดกฎหมาย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินได้ หรือหากมีการเชื่อ และแชร์ข้อมูลที่อยู่ใน URL ผิดกฎหมายต่อๆกัน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้     แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมการทำงานของระบบการบริหารจัดการข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ (AOC 1441) เพื่อติดตามความคืบหน้าการทำงานของระบบบริหารจัดการข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และภาพรวมของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปี (1 พ.ย.66- 14 พ.ย.67) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ AOC ร่วมด้วย นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นางสาวดารณี แซ่จู  ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พลตำรวจตรี มนเทียร พันธ์อิ่ม ปฏิบัติราชการ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) นายเขมชาติ ประกายหงษ์มณี  ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุธีระ พึ่งธรรม  ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้อง NT Auditorium บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)   นายประเสริฐ เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกสทช. ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล   กระทรวงดีอี ได้ออกพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการตามพระราชกำหนดฉบับนี้ขึ้น ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว ได้มีมติให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ AOC1441 โดยกระทรวงดีอีได้จัดตั้งศูนย์ AOC 1441 และเปิดรับสายเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งมีบทบาทและการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้   1.ศูนย์ AOC สายด่วน 1441 จำนวน 100 คู่สาย ให้บริการแบบ One Stop Service ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถระงับ/อายัดบัญชีของคนร้าย (บัญชีม้า) ให้แก่ผู้เสียหายได้ทันทีภายหลังจากรับสาย เฉลี่ยภายใน 10 นาที และส่งข้อมูลต่อให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้เสียหาย ไม่ต้องติดต่อหรือเดินทางไปแจ้งอายัดกับธนาคาร รวมถึงการติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาให้ผู้เสียหาย   2.ศูนย์ AOC เป็นศูนย์กลางในการประสาน เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อทำการวิเคราะห์และบูรณาการข้อมูลเพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆไปวิเคราะห์ เช่น หาบัญชีม้าแถว 2 แถว 3 หารายชื่อผู้ขายบัญชีม้า และ คนร้ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทำงานเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชน เศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง   3.ศูนย์ AOC เป็นกลไกสำคัญของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในการประสานงาน บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทยยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน หรือ มาตรการสกัดบัญชีม้า จัดกลุ่ม ม้าดำตามฐานข้อมูล HR03 สำนักงาน ปปง. ม้าเทาตามฐานข้อมูล CFR และม้าน้ำตาลตามบัญชีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องสงสัย และสำนักงาน กสทช. ได้ออกมาตรการจัดการซิมผีหรือซิมม้า และการจัดการเสาโทรคมนาคมหรือสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตตามเขตชายแดนที่มีการลักลอบปล่อยสัญญาณเถื่อน จากการดำเนินงานของศูนย์ AOC ที่ผ่านมา ทำให้ได้รับข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผน วิเคราะห์ และกำหนดนโยบายหรือมาตรการในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ได้อย่างตรงจุด โดยจากข้อมูลสถิติการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC ที่รวบรวมตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 31 ตุลาคม 2567 มีรายละเอียด ที่สำคัญดังนี้   สถิติการแจ้งเหตุและผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC   ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 - ตุลาคม 2567 ศูนย์ AOC มีจำนวนการโทรเข้า 1441 ทั้งหมด 1,176,512 สาย และจำนวนการระงับบัญชีที่ต้องสงสัยอยู่ที่ 348,006 เคส ซึ่งแสดงถึงปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ที่รุนแรงและขยายวงกว้าง โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 19,000 ล้านบาท   กลุ่มอายุของผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ   •กลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี คิดเป็น 9,800 เคส มูลค่าความเสียหาย 193 ล้านบาท โดยผู้หญิงมีสัดส่วน 61.44 % ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกขายสินค้า/บริการที่ไม่เป็นขบวนการ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ •กลุ่มอายุ 20-49 ปี มีจำนวนสูงสุด 145,302 เคส มูลค่าความเสียหาย 8,223 ล้านบาท โดยผู้หญิงเป็นเหยื่อประมาณ 64.05% ซึ่งในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกโอนเงินเพื่อการหารายได้พิเศษ และการหลอกลงทุนออนไลน์ •กลุ่มอายุ 50-64 ปี และ อายุ 65 ปีขึ้นไป คิดรวมเป็น 41,901 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 7,769 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลงทุนออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้สูงอายุยังคงมีความเสี่ยงสูงในการถูกหลอกในลักษณะนี้   ทั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่ม 20-49 ปี ซึ่งมีจำนวนเคสสูงถึง 145,302 เคส รองลงมาคือกลุ่ม 50-64 ปี โดยพบว่าคดีที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้คือ คดีหลอกโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และ คดีหลอกลงทุนออนไลน์ ซึ่งบ่งบอกถึงความสนใจและความเชื่อมั่นในโอกาสในการหารายได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่มในวัยนี้ และทำให้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพ   ด้านช่องทางการหลอกลวงที่พบมากที่สุด พบว่าเป็นช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook จำนวน 26,804 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 718 ล้านบาท ตามมาด้วย Call Center มี 22,299 เคส มีมูลค่าความเสียหาย 945 ล้านบาท รวมทั้งช่องทาง เว็บไซต์ (16,510 เคส, 1,148 ล้านบาท), TikTok (994 เคส, 65 ล้านบาท) และช่องทางอื่น ๆ (20,518 เคส, 1,262 ล้านบาท)   ขณะที่จังหวัดที่มีการรับแจ้งเหตุและระงับบัญชีมากที่สุด ได้แก่ • กรุงเทพมหานคร - มีการแจ้งเหตุ 84,241 ครั้ง และระงับบัญชี 48,558 บัญชี • สมุทรปราการ - แจ้งเหตุ 17,853 ครั้ง และระงับบัญชี 10,968 บัญชี • นนทบุรี, ชลบุรี, ปทุมธานี ตามลำดับ   สถิติการแจ้งความคดีอาชญากรรมออนไลน์รวมทุกประเภท ในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ถึงเดือนกันยายน 2567   ในภาพรวม พบว่า สถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเดือน ส.ค. และ ก.ย. 2567 ที่มีการแจ้งความคดีออนไลน์ 32,266 และ 29,579 คดี ซึ่งลดลงจากช่วง พ.ค – ก.ค 67 ที่มีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 35,000 คดี ต่อเดือน ซึ่งสามารถประเมินได้ว่าเกิดจากการความร่วมมือในการขับเคลื่อนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเข้มข้น โดยมี ศูนย์ฯ AOC เป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานหลากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน กสทช. และสมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ให้เกิดเป็นรูปธรรม อาทิ การเฝ้าระวังบัญชีต้องสงสัย การระงับบัญชีที่ต้องสงสัยชั่วคราว การติดตามและนำผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี   อย่างไรก็ตามกระทรวงดีอี มุ่งมั่นที่ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพื่อลดจำนวนและผลกระทบจากขบวนการมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากการภัยคุกคามทางออนไลน์ และการหลอกลวงในทุกรูปแบบที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน   --------------------------------------------------------------------------------------





icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.