Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


  วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ผนึกกำลังเครือข่ายป้องกันและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ” (PDPC’s Alliance moving forward on PDPA 2024) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีฯ กระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม  ณ ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพคเมืองทองธานี   โดยรองนายกฯ ประเสริฐ หวังอนาคตข้อมูลรั่วไหลต้องเป็น “ 0 ” โดยสถิติการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลของไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 1.48% ตั้งเป้าปีหน้าต้องไม่เกิน 1% และจะเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้เป็น 0 ในอนาคต วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย โดยเป็นการรวมพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และแก้ไขปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางดิจิทัลของประชาชน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวเปิดสัมมนาวิชาการ SEC Capital Market Symposium 2024 เวทีแห่งการพัฒนาความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง สำนักงาน ก.ล.ต. นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ผู้ลงทุน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at Central World กรุงเทพฯ   ทั้งนี้ภายในงานมีการเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันและการปรับตัวของตลาดทุนไทย พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยด้านตลาดทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. และนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดทุนไทยให้ตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

  วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในการอบรมหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ประเด็นภารกิจสำคัญ ของ กระทรวงดีอี ในหัวข้อ “ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ Anti-Online-Scam Operation Center (AOC 1441)” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และบทบาทหน้าที่ของกระทรวงดีอี เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญในปัจจุบัน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้อง NT Auditorium บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคาร ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนกู้ปิดหนี้ วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท ไม่เช็กเครดิตบูโร” รองลงมาคือเรื่อง “เพจเฟซบุ๊กทางรัฐ ติจิทัล เป็นเพจประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับเงินดิจิทัลวอลเล็ต” โดยขอให้ประชาชน ระวังการหลอกลวงของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหาย ความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 8-14 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,065  ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 773 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 735 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 27 ข้อความ Website จำนวน 10 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 286 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 112 เรื่อง    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 108 เรื่อง    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 73 เรื่อง   กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 29 เรื่อง    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 28 เรื่อง    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 48 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับสถาบันการเงินของรัฐ หน่วยงานรัฐ และนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการสินเชื่อ และโครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงเรื่องภัยพิบัติ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเสียต่อทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคล สร้างความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคาร ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนกู้ปิดหนี้ วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท ไม่เช็กเครดิตบูโร   อันดับที่ 2 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กทางรัฐ ติจิทัล เป็นเพจประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับเงินดิจิทัลวอลเล็ต   อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วงเงินสูงถึง 5,000,000 บาท   อันดับที่ 4 : เรื่อง รับสมัครตัวแทนจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ รายได้ 15,000 บาทต่อเดือน ลงทะเบียนผ่านเพจ THAI Communications   อันดับที่ 5 : เรื่อง ท่านอนคว่ำ ทำให้เสี่ยงเสียชีวิตเฉียบพลัน   อันดับที่ 6 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ABERA ลดอาการบวม ลบเลือนริ้วรอย ป้องกันหนังตาตก   อันดับที่ 7 : เรื่อง ภาคเหนือตอนบนเฝ้าระวังน้ำท่วมเชิงเนินเขา และภาคใต้ฝนตกต่อเนื่อง จากเส้นทางพายุหยินซิ่ง   อันดับที่ 8 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ONEO ป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะสำหรับผู้ปัสสาวะบ่อยช่วงกลางคืน ด้วยเทคโนโลยี Go-less ของสวิตเซอร์แลนด์   อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารออมสินเปิดสินเชื่อให้กู้ยืมเงินผ่านไลน์ ขั้นต่ำ 30,000 บาท รับเงินภายใน 5 นาที   อันดับที่ 10 : เรื่อง ผลไม้สีแดง และสีเหลือง มีเบต้าแคโรทีนช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินของรัฐ คือ ธ.ก.ส. ธ.ออมสิน ถึง 4 อันดับ รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ อาจทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคาร ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนกู้ปิดหนี้ วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท ไม่เช็กเครดิตบูโร” พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยกระทรวงดีอีประสานงานร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง ตรวจสอบและชี้แจงว่า มิจฉาชีพได้จัดทำสื่อโฆษณาชวนเชื่อให้กู้เงินดังกล่าวขึ้นมา และแอบอ้างนำโลโก้ของ ธ.ก.ส. ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทาง ธ.ก.ส. ไม่มีผลิตภัณฑ์การกู้เงินตามเงื่อนไขดังกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนที่สนใจข้อมูลข่าวสารจาก ธ.ก.ส. สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.baac.or.th หรือโทร. 0-2555-0555   ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 “เพจเฟซบุ๊กทางรัฐ ติจิทัล เป็นเพจประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับเงินดิจิทัลวอลเล็ต” โดยกระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และ DGA ช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการคือ . 1. เว็บไซต์ DGA (https://www.dga.or.th/) 2. เว็บไซต์ ทางรัฐ (ทางรัhttp://xn--h3c.com/) 3. Line Official : DGAThailand (@dgathailand) ( https://lin.ee/PJzPxQm) 4. Facebook : DGAThailand (https://www.facebook.com/DGAThailand) 5. YouTube : DGAThailand (https://www.youtube.com/@DGAThailand) 6. TikTok : DGAThailand (https://www.tiktok.com/@dgathailand) 7. Instagram : DGAThailand (https://www.instagram.com/dgathailand/) 8. X : DGAThailand (https://x.com/DGAThailand) 9. เบอร์โทร : 02-6126060 10. อีเมล : contact@dga.or.th โดยช่องทางอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากนี้นั้นไม่ใช่ช่องทางการติดต่อสื่อสารของ สพร. อย่างเป็นทางการ หากพบเจอช่องทางอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้นับว่าเป็นช่องทางปลอมที่มิจฉาชีพจัดทำขึ้นมา   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                            --------------------------------------------------------------------------------------  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์รายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ Government Office Region” รองลงมาคือเรื่อง “บางจากฯ เปิดจองหุ้น รับปันผลสูงถึง 20% ต่อวัน รับรองโดย ก.ล.ต.” โดยขอให้ประชาชน ระวังการหลอกลวงของมิจฉาชีพ อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเสียหาย ความสับสน เข้าใจผิด และส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 8-14 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,065  ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 773 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 735 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 27 ข้อความ Website จำนวน 10 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 286 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 112 เรื่อง โดยเป็นข่าวปลอมที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ Government Office Region อันดับที่ 2 : เรื่อง บางจากฯ เปิดจองหุ้น รับปันผลสูงถึง 20% ต่อวัน รับรองโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 3 : เรื่อง ติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ทางไอดีไลน์ pea1168 อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทยเปิดเฟซบุ๊ก สินเชื่อ เพื่อธุรกิจ อันดับที่ 5 : เรื่อง บัญชีไลน์ฝ่ายบริการ1 เป็นไลน์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนยื่นคำร้องขอรับเงินคืน ผ่านเพจ Publicize news online 3.0 อันดับที่ 7 : เรื่อง ปปง. เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ Anti-Money Laundering Office อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเปิดเว็บไซต์ใหม่ อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดเฟซบุ๊ก สำนักงานจัดหางานแห่งประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดเพจเฟซบุ๊ก DLT.Online.PR รับทำใบขับขี่ออนไลน์ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานที่น่าเชื่อถือทั้งหมด ซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะการอ้างเป็นสถาบันการเงินของรัฐ เปิดช่องทางบริการด้านสินเชื่อ หรืออ้างเป็นหน่วยงานรัฐ เปิดบริการให้ความช่วยเหลือ อาจทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ Government Office Region” ซึ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงดีอีโดยตรง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยเพจดังกล่าวมีการแอบอ้างชื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม MDES ซึ่งเป็นเพจปลอมที่มิจฉาชีพจัดทำขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย มีเพจเฟซบุ๊กเดียวเท่านั้น คือ เพจชื่อ Anti-Fake News Center Thailand ที่มีสัญลักษณ์ติ๊กถูกสีฟ้าต่อท้ายชื่อเพจ (https://www.facebook.com/AntiFakeNewsCenter).ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และหากประชาชนสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.mdes.go.th หรือโทร. 02-141-6747 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                  --------------------------------------------------------------------------------------

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการก่ออาชญาการรมทางเทคโนโลยี ผ่านการร่วมดำเนินโครงการ “DE-fence platform” (หรือ แพลตฟอร์มกันลวง) เพื่อป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โทรหลอกลวงประชาชน   จากสถิติของศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ ตร. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 - 30 ก.ย. 2567 (12 เดือน) พบว่า มีการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จำนวนทั้งสิ้น 3.3 แสนคดี หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่า 3.7 หมื่นล้านบาท  ซึ่งถือเป็นความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชน และปัจจุบันยังคงเกิดการหลอกลวงโดย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” อยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการที่มิจฉาชีพได้พัฒนาการก่อเหตุโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการโทรศัพท์และส่ง SMS ถึงผู้เสียหาย   ทั้งนี้จากการหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระหว่างกระทรวงดีอี กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ  สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นชอบในการจัดตั้งโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง “DE-fence platform” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง รวมทั้ง ส่ง SMS หลอกลวง เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการแจ้งเตือนประชาชน ช่วยในการคัดกรองสายเรียกเข้า และข้อความสั้น ของคนร้าย รวมถึงช่วยยืนยันเบอร์จากหน่วยงานสำคัญ เช่น ตำรวจ หรือ สถาบันการเงิน เป็นต้น ภายใต้ชื่อ “DE-fence platform” (หรือ แพลตฟอร์มกันลวง) ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการใช้งานป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   สำหรับ DE-fence platform เป็นการบูรณาการการทำงานผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม กสทช ผู้บังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตำรวจ และ กระทรวงดีอี เพื่อสอดรับกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแก๊งคอลเตอร์ และข้อความสั้น (SMS) หลอกลวง   รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าวว่า มาตรการนี้ เป็นการป้องกัน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่ใช้การโทรและ ส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ ภายในปี 2567 นี้ และต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่า ผู้ให้บริการ และ ผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความ และลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่าย ตรวจสอบลิงก์ ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ (End user)   ด้านนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) ได้กล่าวว่า เมื่อสิ้นเดือน ตุลาคม 2567 รองนายกฯ ประเสริฐ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) เร่งพัฒนา DE-fence platform ให้พร้อมใช้ในต้นปี 2568   สำหรับจุดเด่น ของ DE-fence platform คือ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. สำนักงาน ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และ กระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชน ทำให้ประชาชนทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่า เป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ เมื่อผู้รับต้องการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีระบบการแจ้งความออนไลน์ และการแจ้งอายัดบัญชีคนร้าย ผ่านโทรสายด่วน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับ ตร. ดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้ทันที   DE-fence platform จะใช้หลักการในการแบ่งสายโทรเข้า รวมถึง SMS ที่ได้รับ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มสี คือ  1) Blacklist หรือ สีดำ ซึ่งเป็นหมายเลขการติดต่อจากคนร้ายที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และแนะนำให้ผู้ใช้บริการเลือก Block หรือ ปิดกั้นแบบอัตโนมัติ  2) Greylist หรือ สีเทา เป็นการติดต่อจากหมายเลขที่ต้องสงสัย ซึ่งติดต่อจากต่างประเทศ หรือ ติดต่อจากอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการได้รู้ถึงระดับความเสี่ยงของสายโทรเข้า หรือ SMS ดังกล่าว  3) Whitelist หรือ สีขาว เป็นหมายเลขที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือ หมายเลขหน่วยงานที่ลงทะเบียนถูกต้อง รวมถึงเป็นหมายเลขที่ผู้ใช้บริการ platform ยืนยันว่าเป็นหมายเลขที่ต้องการรับสาย หรือ ยินยอมรับข้อความ ทั้งนี้ ระบบ จะมีการทำงานแบบ Real time เพื่อเป็นข้อมูลให้กับ ตร. และ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในการวิเคราะห์ และวางแผนในการปราบปรามและป้องกันการหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการพัฒนา DE-fence platform ในระยะแรกจะเน้นที่เบอร์โทร และ SMS ก่อน โดยเฉพาะ whitelist ที่เป็นของหน่วยงานรัฐ ที่คนร้ายชอบใช้ก่อน และในระยะต่อไปจะขยาย whitelist ให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมทั้งขยายการป้องกันและแจ้งเตือนสำหรับการติดต่อทางโซเชียลมีเดีย

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์ กระทำความผิด การสื่อสารหรือแสดงออกในลักษณะยุยงหรือส่งเสริมความเกลียดชังผ่านสื่อออนไลน์ โดยมี นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9


  วันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นเกียรติเข้าร่วมงานพร้อมรับโล่เกียรติคุณแทนคำขอบคุณ ในงานประกาศความสำเร็จ โครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอประชุมราชแพทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของกระทรวงดีอีและรัฐบาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระทรวงดีอี และกระทรวงยุติธรรม จึงได้ร่วมลงนาม (MOU) เรื่อง “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์กระทำความผิด การสื่อสารหรือแสดงออกในลักษณะยุยงหรือส่งเสริมความเกลียดชังผ่านสื่อออนไลน์” เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทุกรูปแบบที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการกระทำผิด   ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่า ประเด็นของการสื่อสารหรือการแสดงออกในลักษณะยุยงและสร้างความเกลียดชัง โดยให้ช่องทางโซเชียลมีเดีย มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยในเรื่องดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมในหลายด้าน อาทิ สิทธิมนุษยชน เรื่องของการใช้คำพูดเหยียบหยาม การด้อยค่า ซึ่งกระทรวงยุติธรรม มีหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานยุติธรรมจังหวัด ที่จะสามารถส่งต่อข้อมูลมายังกระทรวงดีอี เพื่อตรวจสอบและดำเนินการปิดกั้น URL ที่กระทำความผิด   ขณะเดียวกัน การจัดการกับปัญหาออนไลน์ ด้วยการดําเนินคดีอาญาค่อนข้างจะยากลําบาก เนื่องจากบางครั้งผู้ที่กระทำความผิด ไม่ได้อยู่ในประเทศ เมื่อประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่ได้รับการเยียวยา ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงยุติธรรมมีกลไกทางทนายและนักกฎหมายที่สามารถช่วยหรือประชาชนได้ในการฟ้องร้องคดีแพ่ง พร้อมกับการใช้กลไกผ่านทางกองทุนยุติธรรม และสำนักงานยุติธรรมจังหวัด และการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังอยู่ในกระบวนการของการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม โดยจะช่วยให้การดูแลเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้วยความมั่นคงปลอดภัย ไม่ถูกคุมคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว และเท่าเทียม พริ้อมกันนี้กระทรวงดีอี จะให้การสนับสนุนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานระบบการบริหารจัดการข้อมูล รวมถึงการพัฒนาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบคลาวด์   ด้านนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของ MOU ฉบับนี้ คือการสร้างความปลอดภัยทางสังคมให้กับประชาชน ซึ่งการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ได้นำเอาจุดแข็งของทั้งสองกระทรวงมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ให้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเฟกนิวส์ หรือ ข่าวปลอม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ โดยรัฐบาลเองได้มอบนโยบายให้เป็นวาระแห่งชาติ รวมไปถึงการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับซิมผี บัญชีม้า   --------------------------------------------------------------------------------------

  นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 11 – 17 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,982,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แจ้งว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติดจากคำซัดทอดของผู้ต้องหา จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มีการสนทนาผ่าน VDO Call และขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ตนหลงเชื่อ จึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป ภายหลังการโอนเงินเสร็จไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 652,068 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ Shopee ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ ตนสนใจจากนั้นเพิ่มเพื่อน ทาง Line มิจฉาชีพแจ้งให้ตนเลือกสินค้าเพื่อนำมาโพรโมต ช่วงระหว่างรอสินค้ามีกิจกรรมให้เข้าร่วมเป็นการโอนเงินลงทุน ช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังตนลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่ได้รับเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาด ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อให้ทางระบบเปิดให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 441,978 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณารับสอนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Tiktok ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสอบถามรายละเอียดและสมัครสมาชิก จากนั้นมิจฉาชีพให้ตนทดลองเทรดหุ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและสามารถถอนเงินออกมาได้ ต่อมามีการดึงข้า Group Line และให้ลงทุนเทรดหุ้นเพิ่ม รอบแรกได้เงินคืน ภายหลังลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่สามารถ ถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาดจะต้องโอนเงินไปเพื่อให้ทางระบบ เปิดให้ทำการแก้ไข หลังจากโอนเงินเสร็จยังไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเอง ถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 414,570 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้พบโฆษณาชักชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Facebook ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อน ทาง Line จากนั้นถูกดึงเข้า Group Line มิจฉาชีพแนะนำและสอนขั้นตอนต่างๆ แล้วให้โอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น ในครั้งแรกจะยังไม่ได้รับผลตอบแทน มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงิน เทรดหุ้นเพิ่มขึ้นก่อน ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินเพิ่ม ต่อมาได้ถูกลบออกจาก Group Line จึงได้ติดต่อสอบถามกับบริษัทที่ได้ลงทุน จึงทราบว่าบริษัทถูกมิจฉาชีพนำชื่อไปแอบอ้าง ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 187,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok อ้างตนว่ามีอาชีพเป็นวิศวกร อยู่ต่างประเทศ ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี และได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นพูดคุยกันจนสนิทใจ ต่อมามิจฉาชีพแจ้งกับตนว่ากำลังจะหมดสัญญากับทางบริษัทได้เซ็นใบลาออกและรับเงินชดเชย ระหว่างเดินทางไปรับเงินได้ถูกควบคุมตัว จึงขอให้ตนช่วยเหลือโอนเงินค่าประกันตัวให้ โดยอ้างว่าจะคืนเงินให้ภายหลัง ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าได้โอนเงินคืนให้แล้วผ่านสำนักงานรับโอนเงินระหว่างประเทศ Western Union ตนจึงเดินทางไปตรวจสอบแต่กลับไม่พบข้อมูล ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 4,677,616 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,219,066 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,200 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 384,397 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,134 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 114,034 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.67 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 94,044 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.47 (3) หลอกลวงลงทุน 58,595 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.24 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 32,488 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.45  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 29,957 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.79 (และคดีอื่นๆ 55,279 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.38)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจข่มขู่ ผู้เสียหายเกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติดและให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย คือ Line เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมทั้งหลอกลวงชวนหารายได้พิเศษและชักชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการข่มขู่ผู้เสียหายอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่ามีการกระทำผิดในการลักลอบค้ายาเสพติด ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบข้อมูลจากศูนย์ AOC 1441 เพื่อความแน่ใจ ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ เพื่อความปลอดภัย   ด้านกรณีการร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ ทั้งการให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัพโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                        --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกล่าวในงานสัมมนานานาชาติ Telecoms World Asia 2024  (TWA2024) ในหัวข้อ STRENGTHENING THE DIGITAL ECONOMY IN ASIA: INSIGHT FROM THAILAND การพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย ณ เซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์   งานสัมมนา TWA2024 ถือเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านดิจิทัลจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล



icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.