Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 2 ธันวาคม 2567 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานพิธีเปิดปฐมนิเทศและการอบรมด้านพิธีการต้อนรับสำหรับเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officer) สำหรับการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (ASEAN Digital Ministers Meeting: ADGMIN) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมที่จะเกิดขึ้น โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT


นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,250,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินต่างประเทศ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นโอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น ช่วงแรกได้กำไรและสามารถถอนเงินได้ ต่อมามีการดึงเข้า Group Line และให้ลงทุนเทรดหุ้นเพิ่มแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องเสียค่าภาษี และค่าประกันบัญชีรับเงิน ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,350,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาอาหารเสริมผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่ามีสินค้าให้ทดลองทานฟรี แต่มีกิจกรรมให้ทำเป็นการโพรโมตแพลตฟอร์ม มีค่าคอมมิชชัน แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงิน เป็นค่าโพรโมต ช่วงแรกตนได้รับเงินค่าคอมมิชชันจริง จากนั้นตนโอนเงินเพิ่มแต่ไม่ได้รับเงินคืน มิจฉาชีพแจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาด ต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อให้ทางระบบเปิด ให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก    คดีที่ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,062,248 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร แจ้งว่ารายชื่อของผู้เสียหายถูกขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ และบัญชีพบความผิดปกติ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเดินบัญชี ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ต่อมามิจฉาชีพให้ผู้เสียหายกู้เงินสหกรณ์โอนให้ตรวจสอบเพิ่มเติม ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 653,201 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายพบโฆษณาแพ็กสินค้าหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องมีเครดิตก่อนเริ่มทำงาน โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าระบบเพื่อสร้างเครดิตแล้วจะได้รับค่าคอมมิชชันกลับมา ช่วงแรกได้รับค่าคอมมิชชันและสามารถถอนเงินได้จริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าทำรายการผิดพลาด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 336,390 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายทำการขายบัญชีม้า โดยให้บุคคลอื่นทำการเปิดบัญชีเป็นความผิดกฎหมายอาญา แจ้งขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากโอนเงินไป มิจฉาชีพติดต่อมาอีกครั้งให้ผู้เสียหายนำทรัพย์สินไปจำนำเพื่อโอนเงินไปตรวจสอบเพิ่ม และให้ผู้เสียหายเดินทางไปสถานีตำรวจหนองจอกเพื่อพบเจ้าหน้าที่สอบสวน ผู้เสียหายเดินทางไปสถานีตำรวจแต่ไม่พบเจ้าหน้าที่ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 10,651,839 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,255,144 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,178 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 403,979 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,144 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 120,065 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 29.72 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 98,803 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.46 (3) หลอกลวงลงทุน  60,793 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.05 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 35,001 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.66  (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 31,350 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.76 (และคดีอื่นๆ 57,967 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.35)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ การโพรโมตสินค้า หรือพบโฆษณาหลอกลวงเชิญชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และ Line ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการให้ข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย ในส่วนของการที่มิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการถูกข่มขู่ ควรติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                          --------------------------------------------------------------------------------------  

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี เตรียมเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อเพิ่มบทลงโทษและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันและปราบปรามอาชญกรรมออนไลน์ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น   สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไข ร่าง พ.ร.ก.จากฉบับเดิม ได้เพิ่มบทลงโทษกรณีการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล จากโทษจำคุก 1 ปี เป็น 5 ปี  รวมถึงการเพิ่มความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ หากละเลย ไม่ดูแลระบบ ปล่อยให้มีการหลอกลวง เกิดเป็นผลกระทบสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งการติดต่มเร่งรัดคืนเงินให้ผู้เสียหาย จากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง   ขณะนี้ ร่าง พ.ร.ก. ฉบับแก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา หากผ่านการตรวจร่างแล้ว นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี (ดีอี) จะเร่งเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือระหว่าง กระทรวง ดีอี และ Google ในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญในการป้องกันความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นด้านการใช้งานดิจิทัลให้กับประชาชน   ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นการป้องกัน การติดตั้งแอปพลิเคชันที่เป็นอันตราย และมีความเสี่ยงจากแหล่งที่มาที่ไม่รู้จักโดยอัตโนมัติ บนสมาร์ทโฟนระบบ Android ด้วยฟีเจอร์ Google Play Protect ซึ่งเป็นการสกัดช่องทางการก่อเหตุของมิจฉาชีพ ที่ต้องการจะเพื่อหวังดูดเงิน หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน Google  ในประเทศไทย   สำหรับจากสถิติ พบว่าตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ฟีเจอร์ Google Play Protect ได้ช่วยสกัดกั้นความพยายามของมิจฉาชีพ ในการติดตั้งแอปฯ ที่มีความเสี่ยงไปแล้วกว่า 4.8 ล้านครั้ง บนอุปกรณ์ Android กว่า 1 ล้านเครื่อง บล็อกแอปฯ ไปกว่า 41,000 รายการ จากแหล่งที่มาที่ไม่รู้จักบนอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บเบราว์เซอร์ แอปรับส่งข้อความ หรือโปรแกรมจัดการไฟล์ ซึ่งรวมไปถึงแอปฯ ปลอมที่มีการแอบอ้างเป็นแอปฯรับส่งข้อความ แอปฯเกม และแอปฯ อีคอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยม   “โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวง ดีอี และ Google ในการใช้ฟีเจอร์ Google Play Protect ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีให้กับคนไทย โดยฟีเจอร์ดังกล่าวทำหน้าที่ในการตรวจจับและบล็อกแอปฯ ที่เป็นอันตราย เช่น แอปฯ ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมโทรศัพท์ หรือแอปดูดเงิน ก่อนที่จะมีการติดตั้งลงในอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน ซึ่งช่วยให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับคนไทย เพื่อการก้าวสู่การมีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ที่ปลอดภัย เท่าเทียม และยั่งยืน”   อย่างไรก็ตาม กระทรวง ดีอี มุ่งมั่นดำเนินการสร้างความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในลักษณะโครงการความร่วมมือดังกล่าวกับบริษัทชั้นนำของโลก ตามข้อสั่งการของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบการป้องกันและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและทรัพย์สินของประชาชน หรือด้านการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนการเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) พร้อมก้าวสู่การเป็น Digital Nation


วันที่ 3 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสร้างจิตสำนึก ด้านคุณธรรม จริยธรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ โดยมี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวง พร้อมด้วย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัด เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ NT Auditorrium อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT

  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวง ดีอี มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้  โดยได้มอบหมายให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เร่งช่วยเหลือประชาชนเป็นการด่วน โดยให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมในพื้นที่ประสบอุทกภัยตลอด 24 ชม. เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการในสถานการณ์ฉุกเฉิน   พร้อมส่งมอบความช่วยเหลือแก่ประชาชน ผู้ใช้บริการและพนักงานที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล พัทลุง และตรัง อย่างทั่วถึง   ทั้งนี้ NT ได้จัดแนวทางให้ความช่วยเหลือในหลากหลายช่องทาง ประกอบด้วย จัดพื้นที่จอดรถภายในศูนย์บริการลูกค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน พร้อมจัดส่งรถบรรทุกขนาดใหญ่ ร่วมกิจกรรมช่วยเหลือด้านต่าง ๆ รวมถึงจัดส่งน้ำดื่มเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค ผ่านทางองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเร่งดำเนินการจัดทำถุงยังชีพแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน   สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ NT ได้ขยายเวลาชำระค่าบริการใน 2 กลุ่มบริการ ประกอบด้วย 1.บริการ NT Broadband และบริการโทรศัพท์ประจำที่ (Fixed Line) เปิดขยายเวลาชำระค่าบริการรอบบิลเดือนธันวาคม 2567 ออกไป 30 วัน 2.บริการ my by NT และ NT Mobile แบบเติมเงิน เปิดขยายเวลาใช้บริการเพิ่มจากปกติเป็นเวลา 15 วัน และแบบรายเดือน เปิดขยายเวลาชำระค่าบริการเพิ่มอีก 15 วัน และรับสิทธิยกเว้นการระงับบริการชั่วคราวในรอบบิลเดือนธันวาคม 2567   สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมการขยายระยะเวลาการให้บริการหรือการชำระค่าใช้บริการ ได้ที่ NT Contact Center โทร.1888

วันที่ 3 ธันวาคม 2567 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ เรื่อง ความร่วมมือในการกำกับดูแลการโฆษณาสินค้าและบริการ การโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือการดำเนินการในลักษณะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ระหว่างกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรม เดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

วันนี้ (3 ธันวาคม 2567) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์  วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมจิตสำนึกดานคุณธรรม จริยธรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และมอบนโยบายในการขับเคลื่อนองค์กรในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ณ ห้อง Auditorium อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก     ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตให้เกิดขึ้นในองค์กร สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โปร่งใส  ตรวจสอบได้ และปราศจากทุจริต เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานของภาครัฐให้สูงขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน     โดยปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า "การสร้างจิตสำนึกที่ดีเป็น DNA ตัวแรกของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ การที่องค์กรมีข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการป้องกันจะสามารถช่วยลดการเกิดการทุจริต ทำให้การปฏิบัติงานโปร่งใสหรือการปฏิบัติงานในที่แจ้งก็จะลดขั้นตอนการกระทำการทุจริตได้ ตลอดจนการประกาศนโยบาย No Gift Policy จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในวันนี้เป็นเพียงหนึ่งในมาตรการสำคัญที่เราได้ดำเนินการเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงดีอีในการต่อต้านการรับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ในทุกกรณี  ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ การสร้างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นต้นแบบขององค์กรที่ีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการเสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน"

วันที่ 4 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีน้อมลำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วม ณ สถาบันวิชาการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ - นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแถลงข่าว การเตรียมเป็นเจ้าภาพ จัดงาน “The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025” ชูแนวคิด “Ethical Governance of AI in Motion”  โดย กระทรวง ดีอี ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ร่วมกันจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ร่วมการสนทนาพิเศษในหัวข้อ "Thailand Readiness to Host the Global Forum and to Conduct RAM on the Ethics of AI" พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ   สำหรับงาน The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 เป็นการจัดการประชุมนานาชาติด้าน เทคโนโลยี AI ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิกของ UNESCO  โดยงานนี้จะเป็นการแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นผู้นำร่วมขับเคลื่อนจริยธรรม รวมถึงยกระดับการกำกับดูแลการประยุกต์ใช้ AI ของโลก อย่างมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลของประเทศไทย ตามกรอบ UNESCO AI Readiness Assessment (UNESCO RAM) ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะมีผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกยูเนสโก กว่า 194 ประเทศ รวมกว่า 800 คน เข้าร่วมงาน

วันที่ 4 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด (Top Executives) ครั้งที่ 14/2567 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวง ดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคาร NT สำนักงานใหญ่ ---------------------------------------------------

วันที่ 5 ธันวาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณพิธีท้องสนามหลวง 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยถึง ผลการเร่งรัดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ ในปีงบประมาณ 2567 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2566 – พ.ย. 2567 (14 เดือน) ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้ว 178,609 รายการ หรือ เฉลี่ย 12,757 รายการต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.6 เท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2566 ตั้งแต่ ต.ค. 2565 – ก.ย. 2566 (12 เดือน) ที่ปิดกั้น 17,670 รายการ หรือ เฉลี่ย 1,472 รายการต่อเดือน สำหรับสถิติตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2567 ทุกเดือนนั้น เนื่องจากการปรับกระบวนการทำงานให้มีความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งการดำเนินการกับเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่มีลักษณะหลอกลงทุนเป็นการกระทำความผิดที่เข้าข่าย ตามมาตรา 14 (1) พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ  โดยกระทรวงดีอี มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายในการระงับการทำให้แพร่หลายของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รับแจ้งข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือผู้เสียหาย พร้อมนำส่งพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับเว็บไซต์ที่เข้าข่ายเป็นความผิด หรือในกรณีที่กระทรวงดีอี ทำการตรวจสอบและพบเว็บไซต์ดังกล่าวเอง ในขั้นตอนนี้ กระทรวงฯ จะต้องทำการตรวจสอบ เก็บหลักฐานและรวบรวม URLs เสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกับข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ได้ทำการตรวจสอบ เพื่อใช้เป็นพยาน หลักฐานประกอบการยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำสั่งระงับ / ปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูล (หลอกลงทุน) โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ขณะที่เมื่อศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นแล้ว กระทรวงฯ จะแจ้งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต สำนักงาน กสทช. และแพลตฟอร์ม เพื่อดำเนินการระงับ / ปิดกั้นเว็บไซต์ต่อไป ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 – 3 วัน พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ได้มีกระบวนการตรวจสอบติดตามการระงับ / ปิดกั้นเว็บไซต์ ภายหลังจากการแจ้งคำสั่งให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และแพลตฟอร์มทราบด้วย เพื่อให้การปิดกั้นเว็บไซต์เป็นไปตามคำสั่งศาล กรณีที่ยังพบเว็บไซต์บางรายการที่ยังไม่ปิดกั้น / ระงับการเผยแพร่ ภายหลังกระทรวงดีอีได้แจ้งคำสั่งศาลให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มทราบแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล มีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งหากพบการฝ่าฝืนดังกล่าว กระทรวงฯ จะนำผลการตรวจสอบการไม่ระงับ / ไม่ปิดกั้นเว็บไซต์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มด้วยระบบการจัดเก็บทางคอมพิวเตอร์ ไปทำการปรับพินัยฐานไม่ปิด “เว็บผิดกฎหมาย” ปัจจุบันกระทรวงดีอีได้มีคำสั่งแจ้งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในแต่ละคราวของคำสั่งศาลที่ไม่ระงับ / ไม่ปิดกั้นเว็บไซต์ เป็นการปรับตามคำสั่งศาล และสั่งปรับรายวัน โดยมีคำสั่งปรับเป็นพินัยกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาล เหตุไม่ชำระค่าปรับตามคำสั่งศาล   อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าว กระทรวงฯ ได้ดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น เว้นแต่เฉพาะในขั้นตอนการตรวจสอบพยานหลักฐาน ที่ยังมีความจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากพยาน หลักฐานต้องมีองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับข้อมูลเว็บไซต์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอยู่แล้วนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดไปพร้อมกัน “ในส่วนกรณีของหมอบุญ ซึ่งเป็นการหลอกให้ร่วมลงทุน สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการออกสื่อ การให้สัมภาษณ์  และให้โบรกเกอร์แจ้งระดมทุนผ่านบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อ้างการระดมทุนจะให้ค่าตอบแทนมากกว่าสถาบันการเงินนั้น อยู่ในอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดี โดยการปิดกั้นเว็บไซต์ในลักษณะหลอกลงทุนที่มีลักษณะเช่นนี้ ภายหลังจากการรับแจ้งความและดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนแล้ว กระทรวงดีอี ได้ประสานพนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณานำส่งพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าวโดยทันทีด้วยเช่นกัน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว--------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.