Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงดีอี ได้เตรียมความพร้อมประเทศไทย เพื่อการภาคยานุวัติ (การเข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญา และผูกพันตามสนธิสัญญาที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว) เป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการใช้การสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ (United Nations Convention on the Use of Electronic Communications in International Contracts: ECC) ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา   สำหรับภาคีอนุสัญญา ECC เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ยอมรับการใช้เอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการลดข้อจำกัดทางกฎหมาย และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในสัญญาการค้าระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือด้านการทำธุรกรรมดิจิทัล รองรับการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ และสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย   “ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับข้อผูกพันตามอนุสัญญา ECC  ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจไทย รองรับการค้าระหว่างประเทศผ่านวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโลก” ปลัดดีอี กล่าว   นอกจากนี้ การเข้าร่วมภาคีอนุสัญญา ECC ยังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ได้ดังนี้ (1) สร้างความมั่นคงทางกฎหมาย: การยอมรับเอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในระดับสากล ช่วยลดความซับซ้อนและข้อพิพาททางการค้า โดยสัญญาการค้าที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องและบังคับใช้ได้เทียบเท่ากับการใช้กระดาษแบบดั้งเดิม (2) เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน: การใช้เอกสารดิจิทัลลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม (3) การขยายโอกาสทางการค้า: เพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ สร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน ยกระดับการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในการค้าระหว่างประเทศให้เป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น (4) สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล: ยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในด้านดิจิทัล สอดคล้องกับนโยบาย DigiTal Economy Hub เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน   อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับกฎหมายไทยและการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญา ECC อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยได้มีการจัดทำร่างคำประกาศเพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ECC ใน 3 ประเด็น ได้แก่ (1) ไม่ใช้บังคับแก่การติดต่อสื่อสารหรือธุรกรรมตามมาตรา 3 แห่งกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำหนดยกเว้นไว้ (ครอบครัวและมรดก) (2) ไม่ใช้บังคับแก่สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐไทย และ (3) ไม่ใช้บังคับแก่ธุรกรรมที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายไทยกำหนด (ร่างประกาศดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามข้อ 19 วรรคสอง ที่ระบุให้รัฐผู้ทำสัญญาอาจประกาศยกเว้นจากขอบเขตการใช้บังคับของอนุสัญญานี้เรื่องใด ๆ ที่ตนระบุได้)

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการดำเนินคดีความผิดทางพินัย โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินคดี ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมตรวจเยี่ยมการฝึกเพื่อทดสอบขีดความสามารถทางไซเบอร์ (Command Post Exercise : CPX) และเข้าร่วมการฝึกเพื่อทดสอบขีดความสามารถทางไซเบอร์ (Thailand's National Cyber Exercise 2024) โดยมี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เป็นประธานการฝึกฯ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   -------------------------------------------------------



ดีอี หารือแนวทางแก้อาชญากรรมออนไลน์ ตามมติครม.   วันที่ 20 ธ.ค.67 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ตามมติ ครม. โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 702 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


ดีอี เตือน ข่าวปลอม “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Vistanix วิสตานิกซ์ ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นได้ถึง 95-100% โดยไม่ต้องผ่าตัด” อย่าเชื่อ-แชร์ หวั่นสร้างความสับสนในสังคม   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Vistanix วิสตานิกซ์ ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นได้ถึง 95-100% โดยไม่ต้องผ่าตัด” รองลงมาคือเรื่อง “พบเด็กนักเรียนในประเทศไทยติดเชื้อโนโรไวรัสแล้วกว่า 1,400 ราย” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 826,945 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 733 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 701 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 26 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และ Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 264 เรื่อง และจาก การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 83 เรื่อง   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคง ภายในประเทศ จำนวน 99 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 90 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 20 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 43 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ และหน่วยงานของรัฐ รวมถึงเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Vistanix วิสตานิกซ์ ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นได้ถึง 95-100% โดยไม่ต้อง ผ่าตัดอันดับที่ 2 : เรื่อง พบเด็กนักเรียนในประเทศไทยติดเชื้อโนโรไวรัสแล้วกว่า 1,400 รายอันดับที่ 3 : เรื่อง หลอดเลือดโป่งที่หลังมือ และอาการชานิ้วมือ เป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดภาวะสมองขาดเลือดอันดับที่ 4 : เรื่อง เมฆเตือนภัย จะเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เฝ้าระวังถึงวันที่ 5 ม.ค. 68อันดับที่ 5 : เรื่อง สัญลักษณ์กบบนซองช็อกโกแลต หมายถึงช็อกโกแลตที่ทำจากหนอนอันดับที่ 6 : เรื่อง จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีพายุอีกหนึ่งลูกช่วงเดือนธันวาคมอันดับที่ 7 : เรื่อง แผ่นดินไหวขนาด 7.4 ที่วานูอาตู ไทยควรหลีกเลี่ยงทะเลและเฝ้าระวังสึนามิ คลื่นทะเล ปั่นป่วนทั่วโลกอันดับที่ 8 : เรื่อง เผยเอกสารกระทรวงยุติธรรม แจ้งเลขล็อกรางวัลสลากกินแบ่งอันดับที่ 9 : เรื่อง PEA รับแจ้งเปลี่ยนหม้อมิเตอร์ และรับเงินประกันหม้อเก่า ผ่านไลน์อันดับที่ 10 : เรื่อง พายุปาบึกเข้าประเทศไทยในวันที่ 20 ธ.ค. 67“เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่ เกี่ยวข้องกับ สุขภาพ หน่วยงานรัฐ และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นาย เวทางค์ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบน สื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคม เป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  

ปลัดดีอี เป็นประธานเปิดงาน Econmass Sport Day 2024   วันที่ 21 ธันวาคม 2567 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Econmass Sport Day 2024 กิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ องค์กรภาครัฐ และเอกชน ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยมีสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และตัวแทนภาครัฐ-เอกชน เข้าร่วม ณ สนามแบดมินตัน บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) หลักสี่ กทม.

ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” สร้างเพจปลอม “ลงทะเบียนสินเชื่อล้างหนี้นอกระบบ ให้กู้ 50,000 บาท คืน 1,083 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok nongbdwo314” หวั่น ปชช.สูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ลงทะเบียนสินเชื่อล้างหนี้นอกระบบ ให้กู้ 50,000 บาท คืน 1,083 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok nongbdwo314” รองลงมาคือเรื่อง “ผู้ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกเงินทางออนไลน์ ลงทะเบียนเพื่อรับเงินคืน ผ่านเพจ Development of rice fields” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 826,945 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 733 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 701 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 26 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และ Facebook จำนวน 4 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 264 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 83 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง ลงทะเบียนสินเชื่อล้างหนี้นอกระบบ ให้กู้ 50,000 บาท คืน 1,083 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok nongbdwo314   อันดับที่ 2 : เรื่อง ผู้ที่ถูกมิจฉาชีพหลอกเงินทางออนไลน์ ลงทะเบียนเพื่อรับเงินคืน ผ่านเพจ Development of rice fields   อันดับที่ 3 : เรื่อง ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถสอบถามรายละเอียดการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ผ่านเพจ กอ รมน ISOC News   อันดับที่ 4 : เรื่อง บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ (จำกัด) มี ป.ต.ท ร่วมถือหุ้น 20% เปิดให้นักลงทุนซื้อหุ้นผ่าน TikTok แล้ว   อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับสมัครคนงานทำงานฝีมือ ค่าแรง 3,500-5,000 บาทต่อสัปดาห์   อันดับที่ 6 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับเพจ CS Inves เปิดคอร์สสอนเรียนหุ้น   อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจ ครูกร ที่ปรึกษาสอนขับ เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ รับรองโดย กรมการขนส่งทางบก   อันดับที่ 8 : เรื่อง เปิดขั้นตอนรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เช็กสิทธิคุ้มครองเพื่อรับคืนค่าเสียหาย สอบถามได้ที่เพจ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม Crime Suppression Cente   อันดับที่ 9 : เรื่อง โฆษณาชวนลงทุนตามแผนเทรดหุ้นรายวัน ดูแลผ่านไลน์โดยผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 2   อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจ Areeya เปิดรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ในการควบคุมของกรมการขนส่งทางบก   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ หน่วยงานด้านการลงทุนที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการเปิดช่องทางให้ลงทะเบียนกู้ยืมเงิน หรือช่องทางเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมออนไลน์ และการชวนลงทุน ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความสับสน ทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ลงทะเบียนสินเชื่อล้างหนี้นอกระบบ ให้กู้ 50,000 บาท คืน 1,083 บาทต่อเดือน ผ่าน TikTok nongbdwo314” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยบัญชี TikTok ชื่อ nongbdwo314 ไม่ใช่บัญชีของธนาคารกรุงไทย และธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางดังกล่าวและช่องทางออนไลน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนควรระมัดระวังในการกรอกข้อมูลและไม่ควรกดลิงก์แปลกน่าสงสัยที่ส่งโดยไม่ทราบที่มาชัดเจน ซึ่งประชาชนที่สนใจรับข้อมูลข่าวสารจากธนาคารกรุงไทย สามารถติดตามได้ที่ www.krungthai.com และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ Krungthai Contact Center 02-111-1111 หรือแจ้งผ่าน Facebook : Krungthai Care   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

ดีอี ร่วมประชุมหารือคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภาวันที่ 23 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานร่วมการประชุมหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา โดยมีนายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธาน กมธ.ฯ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี คณะ กมธ.ฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี ณ ห้องประชุม 801 บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ

ดีอี เร่งพัฒนาระบบดำเนินคดีความผิดทางพินัยออนไลน์ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมดิจิทัล   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการพัฒนาระบบการดำเนินคดีความผิดทางพินัย ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับนายสราวุธ ปิตุเตชะ เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด นายวิญูญู พิชัย ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา และ นายสมเกียรติ เส็งประเสริฐ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของกระทรวงดีอี สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม ในการเชื่อมโยงระบบยื่นคำร้องขอปิดกั้นเว็บไซต์ทางออนไลน์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ด้วยการนำส่งพยานหลักฐานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งศาลได้มีกระบวนการพิจารณาคำร้อง การไต่สวนคำร้องผ่านช่องทางออนไลน์ และคำสั่งศาลลงนามโดยใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) ทั้งนี้ กระบวนการตั้งแต่ยื่นคำร้องจนศาลมีคำสั่งเป็นการดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ทำให้สามารถรับคำสั่งศาลได้ภายในวันที่ยื่น     รวมถึงกระบวนการแจ้งคำสั่งศาลไปยังผู้ให้บริการเพื่อให้ทำการระงับปิดกั้น การทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ให้เป็นไปตามคำสั่งศาล ได้ดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเช่นกัน   ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี ได้มีระบบตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ให้บริการระงับปิดกั้นไปแล้ว แต่ยังพบว่ามีการแพร่หลายอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ตอยู่  พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งคำสั่งปรับพินัยสำหรับกรณีที่ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องบางรายเพิกเฉย หรือไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด และต่อมาผู้ให้บริการได้ใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้าน กรณีนี้จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีความผิดทางพินัย เพื่อให้การระงับ/ปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด     ทั้งนี้ในการประชุมได้มีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินคดีความผิดทางพินัยเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว สามารถรองรับปริมาณคดีและพยานเอกสารจำนวนมาก พร้อมทั้งขยายผลการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์อื่นๆ ช่วยยกระดับการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   “ขณะนี้สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานอัยการสูงสุด มีความพร้อมด้านระบบ Back Office การเชื่อมโยงระบบข้อมูลพิจารณาการดำเนินคดีความผิดทางพินัยร่วมกัน โดยกระทรวงดีอี จะร่วมกับทั้ง 2 หน่วยงานในการทดลองเชื่อมโยงระบบการดำเนินคดีความผิดทางพินัยในช่วงเดือน ม.ค.68 นี้ โดยมุ่งเน้นความสำคัญของเอกสาร และพยานหลักฐานทางคดี ซึ่งกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์จะต้องมีความน่าเชื่อถือในความถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับระหว่างหน่วยงาน พร้อมกับระบบความปลอดภัยที่จะใช้การยืนยันตัวตนผ่านระบบ ThaiD โดยหากสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ด้วย ” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี พร้อมที่จะสนับสนุนการขับเคลื่อนหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารจัดการกระบวนการทำงานภายในหน่วยงาน ( Back Office) ไปในรูปแบบเดียวกัน โดยให้การส่งเสริมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) แบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันในการให้บริการประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของแต่ละหน่วยงาน   --------------------------------------------------------------------------------------

AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” ข่มขู่ช่วยเหลือคดี – หลอกให้รัก ลวงลงทุน พบสูญเงินเกือบ 40 ล้านบาท   นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 16 – 22 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 10,696,232 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายสนใจและเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นถูกดึงเข้า Group Line มิจฉาชีพส่งลิงก์เว็บไซต์สำหรับการลงทุนเทรดหุ้นและแนะนำขั้นตอนต่างๆ ต่อมาให้โอนเงินเพื่อทำการเทรดหุ้น ในครั้งแรกจะยังไม่ได้รับผลตอบแทน มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเทรดหุ้นเพิ่มมากขึ้นและจะได้รับผลตอบแทนจำนวนมากในภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจำนวนมากขึ้น ต่อมาผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ จึงนำลิงก์เว็บไซต์ไปตรวจสอบพบว่าเป็นลิงก์เว็บไซต์ปลอม ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 9,611,361 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาชักชวนลงทุนหารายได้พิเศษอ้างผลตอบแทนดีผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ทักไปสอบถามรายละเอียด จากนั้นให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อเริ่มทำงาน โดยจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกและต้องโอนเงินทำกิจกรรม จะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ช่วงแรกได้รับค่าคอมมิชชันและสามารถถอนเงินได้จริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าทำรายการผิดพลาด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,570,168 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดบิตคอยน์อ้างได้ผลตอบแทนดี ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและติดตั้งแอปพลิเคชัน มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินลงทุนในจำนวนที่มากเพื่อจะได้รับผลตอบแทนดีและรวดเร็วมากขึ้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมาเห็นว่ามีกำไรสะสมเป็นเหรียญจำนวนมากจึงต้องการถอนเงิน แต่มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายได้ทำรายการผิดพลาด ระบบระงับรายการถอนเงินไว้ชั่วคราว จะต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่มเพื่อแก้ไขข้อมูล ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 7,154,589 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook อ้างตนเป็นทนายสามารถช่วยเหลือดำเนินคดีอาชญากรรมออนไลน์ จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line มีการสอบถามรายละเอียดทางคดีและติดต่อสนทนาผ่าน VDO Call โดยให้พูดคุยกับอีกบุคคลหนึ่งซึ่งอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งว่าเงินของผู้เสียหายอยู่ในเว็บไซต์การลงทุน เทรดหุ้นที่ผิดกฎหมาย หากไม่ทำตามคำแนะนำจะมีความผิดขั้นร้ายแรง ให้โอนเงินเป็นค่าดำเนินการและจะโอนเงินกลับ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังการโอนเงินไม่ได้รับเงินคืนตามที่แจ้งไว้และให้โอนเพิ่มอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 4,727,506 บาท โดยผู้เสียหายได้รู้จักกับมิจฉาชีพผ่านช่องทางแอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์ Tinder จากนั้นพูดคุยกันจนสนิทใจแต่ไม่เคยพบเจอกัน ต่อมาภายหลังชักชวนให้ลงทุนหุ้นบริษัทน้ำมัน แจ้งผลตอบแทนสูงเพื่อเป็นเงินในการสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อทำตามคำแนะนำ ลงทุนในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น ตนต้องการถอนเงินออกแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องจ่ายค่าภาษีก่อนจึงสามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ตนเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 39,759,856 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 20 ธันวาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,317,746 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,168 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 437,409 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,170 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 131,580 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 30.08 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 105,674 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.16 (3) หลอกลวงลงทุน  64,814 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.81 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 39,351 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.00 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 33,529 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.67 (และคดีอื่นๆ 62,461 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.28)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกให้ลงทุนชวนเทรดหุ้น-บิตคอยน์ ได้ผลตอบแทนดี ผ่านช่องทาง Facebook , Line และแอปพลิเคชันหาคู่ออนไลน์ Tinder เพื่อหารายได้พิเศษ และข่มขู่หลอกผู้เสียหายว่ามีโทษความผิดในคดีอาชญากรรมออนไลน์ อ้างเป็นทนายให้ความช่วยเหลือ ติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการ ร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ  หรือถูกอ้างว่ามีคดีติดตัว ที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ และความปลอดภัย ต่อการถูกหลอกลวง ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ และการถูกข่มขู่จากมิจฉาชีพอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ควรติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      ---------------------------------------------

ดีอี ประชุมประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2568วันที่ 24 ธันวาคม 2567 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานการประชุม คณะทำงานดำเนินการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ครั้งที่ 3/2567 (ITA) ณ ห้องประชุม 702 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.