Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา



ดีอี ส่งความสุขปีใหม่ มอบ 9 ของขวัญ ให้คนไทยทั่วประเทศ . นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบนโยบายหน่วยงานในสังกัด 9 หน่วยงาน จัดทำมาตรการและโครงการ เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ ปี 2568 ให้กับประชาชนทั่วประเทศ ดังนี้

ดีอี ส่งความสุขปีใหม่ มอบ 9 ของขวัญ ให้คนไทยทั่วประเทศ   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัด ได้จัดเตรียมของขวัญ เพื่อมอบให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2568 เพื่อเป็นการส่งเสริมสร้างความตระหนักรู้การใช้งานดิจิทัล ส่งเสริมการพัฒนาทักษะ สร้างความเชื่อมั่น และความปลอดภัยในการใช้งานดิจิทัลให้กับประชาชน ตามภารกิจหลักของกระทรวงดีอี โดยประกอบด้วยของขวัญจากหน่วยงานในสังกัด จำนวน 9 โครงการ    1.สำนักปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) จัดทำโครงการ DE-fence แพลตฟอร์มป้องกันการโทรและส่ง SMS หลอกลวง จาก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” โดยจุดเด่นของ DE-fence platform คือ การเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อให้ได้ข้อมูลเลขหมายที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ ตร. สำนักงาน ปปง. ศูนย์ AOC 1441 และ กระทรวงดีอี เพื่อใช้ในการเตือนประชาชน ทำให้ประชาชนทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่า เป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ความเสี่ยงของเบอร์โทรอยู่ระดับใด ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS รวมถึงสามารถตรวจหาความผิดปกติของ Link ที่แนบมากับ SMS ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบการแจ้งความออนไลน์ และการแจ้งอายัดบัญชีคนร้าย ผ่านโทรสายด่วน AOC 1441 พร้อมระบบการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลให้กับ ตร. ดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดของมิจฉาชีพได้ทันที   2.สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดโครงการ สร้างทักษะ เสริมรายได้ พัฒนาทุนมนุษย์ บุคลากรด้านดิจิทัล โดยการอบรมผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชน จำนวน 250,000 คน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนขยายองค์ความรู้และทักษะดิจิทัลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (Digital Divide) ให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด    3. สำนักปลัดกระทรวงดีอี ฯ เร่งรัดดำเนินการขยายการใช้งานระบบ Paper Less การจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ( e-Document) โดยดำเนินการการจัดทำและพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบงานต่าง ๆ ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ ได้แก่ ระบบ e-Office ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้สามารถบูรณาการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การให้บริการประชาชน ของหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 1 ล้าน Users ภายใต้แผนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ที่เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงดีอี    4. บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า NT  - บริการ NT Voice (Fixed Line/IP Phone) ยกเว้นค่าโทรที่โทรไปยังเลขหมายปลายทางทุกหมายเลขในโครงข่าย NT , สิทธิยกเว้นค่าโทรต่างประเทศทุกเครือข่าย (30 ธ.ค.67- 2 ม.ค.68)  - บริการ NT Broadband (FTTx) ส่วนลด 30% จำนวน 3 รอบบิลแรก (เงื่อนไขการใช้บริการ NT Broadband (FTTx)) สำหรับลูกค้าใหม่ เป็นไปตามรายการ (เฉพาะผู้สมัครใช้บริการตั้งแต่ 16 ธ.ค.67 -16 ม.ค.68) - บริการ NT Mobile โทร, ส่ง SMS ฟรีทุกโครงข่าย และใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ความเร็วสูงสุดไม่จำกัดปริมาณ (31 ธ.ค.67-1 ม.ค.67) - บริการ my โทร,ส่ง SMS ฟรีในเครือข่าย NT ตลอด 24 ชม. และใช้งาน Application LINE ฟรี ตลอด 24 ชม. (31 ธ.ค.67-1 ม.ค.68) 5.ไปรษณีย์ไทย มอบ 3 สิทธิพิเศษ - “ส่งไกล...ใจถึง” ส่งพัสดุต่างประเทศ ผ่าน 3 บริการ Courier Post ,EMS World , ePacket ลุ้นตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศ จำนวน 4 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง   -ส่วนลดค่าบริการส่ง EMS ในประเทศ (ไม่เกิน 5 กก.) ไม่จำกัด ช่วงเทศกาลปีใหม่ -โค้ดส่วนลด HAPPY25 : ซื้อ 500 ลด 10 % บน ThailandPostMart.com ระหว่าง 1 ธ.ค.67-31 ม.ค.68   6.สำนักปลัดกระทรวงดีอี ร่วมกับ BDE เร่งพัฒนายกระดับบุคลากรดิจิทัลระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ ในโครงการ “1 อำเภอ 1 คนไอที”   7.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ส่งมอบแอปพลิเคชัน “Smart PDPA” ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ด้วยระบบยืนยันตัวตนผ่าน ThaID สำหรับการเข้าอาคารโดยไม่ต้องแลกบัตรประชาชน Cookie Checker สำหรับตรวจสอบการใช้งานคุกกี้ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ระบบเข้ารหัส PDF และแปลงข้อมูลบน Windows เช่น การปกปิดเลขบัตรประชาชนบางส่วน รวมทั้งPDPA Book แหล่งรวมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 8.กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดตัวแอปฯพลิเคชัน TMD แอปฯแสดงข้อมูลพยากรณ์อากาศ ณ ตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบัน พร้อมความสามารถในการค้นหาข้อมูลสภาพอากาศในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดได้ นอกจากนี้ยังสามารถค้นหาพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 126 วัน โดยเลือกตำแหน่งและช่วงเวลา พร้อมเปิดการแจ้งเตือนสภาพอากาศ บันทึกสถานที่ที่ต้องการทราบ ได้ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ   9. โครงการอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล จาก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA), สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ได้แก่ DEPA :  เปิดหลักสูตรการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฟรี ให้กับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านหลักสูตร Online กว่า 86 หลักสูตร บน HackaThailand Learning Platform เพื่อพัฒนาความรู้ ส่งเสริมอาชีพด้านดิจิทัลให้คนไทยโดยแบ่งออกเป็นหัวข้อหลักที่น่าสนใจ เช่น ทักษะดิจิทัลสำหรับเยาวชน (Youth), ทักษะดิจิทัลสำหรับอนาคต (Future Career), ทักษะดิจิทัลเพื่อเป็นผู้ประกอบการ (Digi-Preneur), ทักษะดิจิทัลสำหรับประกอบธุรกิจ, ทักษะดิจิทัลเพื่อเกษตรวิถีใหม่, ทักษะดิจิทัลเพื่อเป็นอินฟลูเอนเซอร์ (Digital Social Media Influencer), Digital Transformation, ทักษะดิจิทัลคอนเท้น (Digital-Content Creator), Digital Visual Graphic, Startup Crash Course, Program Development Logistic and Mobility และ 1 Tambon 1 Digital เป็นต้น   BDI : เปิดหลักสูตรสอนการใช้งาน AI (Prompt Engineering) ฟรี จำนวน 10,000 สิทธิ์ เปิดลงทะเบียนวันที่ 1 – 31 ม.ค.68 เริ่มเรียน 1 ก.พ.-1 มิ.ย.68  โดยจะมีหลักสูตรการสอน Prompt Engineering สำหรับ AI ต่างๆ เช่น ChatGPT และ Claude เป็นต้น   ETDA : พัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทั้งการทำงาน และการใช้ชีวิตมากขึ้น รวมถึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปพัฒนาต่อยอดเพิ่มขีดความสามารถทางด้านดิจิทัลได้ในระยะยาว ช่วยสร้างโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ ลดปัญหาจากภัยคุกคามทางออนไลน์ ที่เกิดขึ้นตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี และพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน และได้รับวุฒิบัตรเมื่อผ่านการสอบฟรี ให้กับประชาชน ผ่านการสร้างความตระหนักรู้ในการใช้อินเทอร์เน็ต EDC Plus ปลอดภัย รู้เท่าทันภัยออนไลน์    รวมทั้งการเพิ่มทักษะการขายออนไลน์แบบครบวงจร “คอร์สพิชิตธุรกิจออนไลน์ กับ 11 Checklist” สำหรับประชาชนที่ต้องการ Upskill หรือ Reskill พร้อมกับการขยายตลาดสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ผ่านรูปแบบการเรียนผ่านออนไลน์ และรับใบประกาศนียบัตรเมื่อสอบผ่านในระบบ DSD Online Training ได้ฟรี   “นอกจากนี้ กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน พร้อมเดินหน้าแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างเร่งด่วน และเข้มข้น ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อแก้ไขปัญหาภัยออนไลน์ ลดความสูญเสียและผลกระทบที่มีต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------

ดีอี รับมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2567 (DG Awards 2024)     ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัลหน่วยงานระดับกรมที่จัดทำนโยบายประสานงาน กำกับดูแล หรืออื่นๆ อันดับที่ 3 จากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในงานมอบนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล และมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2567 (DG Awards 2024)  ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA โดยมีนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล   สำหรับพิธีมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล ประจำปี 2567 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่มีความพร้อมในการพัฒนาด้านรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานและการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันสถานการณ์ -----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ดีอี เตือน ข่าวปลอม “เงินช่วยเหลือน้ำท่วม ช่วยทุกครัวเรือน ครัวเรือนละ 9,000 บาท” อย่าเชื่อ-แชร์ หวั่นสร้างความเข้าใจผิดให้กับปชช.   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เงินช่วยเหลือน้ำท่วม ช่วยทุกครัวเรือน ครัวเรือนละ 9,000 บาท” รองลงมาคือเรื่อง “ประเทศไทยจะหนาวถึง 6 องศา และมีหิมะตก” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 20-26 ธันวาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 835,680 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 566 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 544 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 228 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 76 เรื่อง    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 94 เรื่อง    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 79 เรื่อง   กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 15 เรื่อง    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 32 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับโครงการของรัฐบาล และหน่วยงานรัฐ เรื่องภัยพิบัติ เรื่องสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง เงินช่วยเหลือน้ำท่วม ช่วยทุกครัวเรือน ครัวเรือนละ 9,000 บาท   อันดับที่ 2 : เรื่อง ประเทศไทยจะหนาวถึง 6 องศา และมีหิมะตก   อันดับที่ 3 : เรื่อง หากมองเห็นภาพเป็นชามหงายทุกใบ แสดงว่าสมองส่วนหน้ายังใช้งานได้ดีอยู่ และหากยังมองเห็นชามคว่ำอยู่ ควรรีบพบแพทย์   อันดับที่ 4 : เรื่อง การไฟฟ้าเปิดให้ลงทะเบียนมิเตอร์ใหม่ โดยลงชื่อผ่านไลน์เพื่อรับเงินคืนค่ามิเตอร์เก่า 3,500 บาท   อันดับที่ 5 : เรื่อง แนะนำผู้ฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้ตรวจวัดระดับ Homocysteine ในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด   อันดับที่ 6 : เรื่อง กระทรวงสาธารณสุข เปิดเพจเฟซบุ๊ก ให้ข้อมูลยาสมุนไพรปึ๋งปั๋ง   อันดับที่ 7 : เรื่อง คนไทยถูกหักเงินประกันสังคม 750 บาท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว   อันดับที่ 8 : เรื่อง รัฐขึ้นภาษี 15% ไม่ได้ จึงปรับประกันสังคมขึ้นเป็น 1,150 บาทต่อเดือน   อันดับที่ 9 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ดวงดรุณี ช่วยรักษาริดสีดวงเห็นผลภายใน 7 วัน   อันดับที่ 10 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพิ่มช่องทางติดต่อผ่านไลน์ ไอดี 1129065   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ หน่วยงานรัฐ เรื่องของภัยพิบัติ และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เงินช่วยเหลือน้ำท่วม ช่วยทุกครัวเรือน ครัวเรือนละ 9,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใน 2 กรณี ดังนี้ 1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมไม่เกิน 7 วัน และมีทรัพย์สินเสียหาย 2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมเกิน 7 วัน ซึ่งที่อยู่อาศัยประจำดังกล่าวจะต้องอยู่ในจังหวัดที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัย และ/หรือ ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน    โดยหากตรวจสอบแล้ว ประชาชนที่ยื่นคำร้องฯ ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์กำหนด จะได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท โดยธนาคารออมสินจะเป็นผู้โอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยโดยตรง   ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะหน่วยรับงบประมาณและหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้กำชับจังหวัดที่ได้รับจัดสรรเงินช่วยเหลือฯ กรณีพิเศษ ตามมติ ครม. ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบความข้อมูลให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ครม.กำหนด ก่อนส่งข้อมูลให้ธนาคารออมสินโอนเงินให้ผู้ประสบภัยต่อไป ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารของ ปภ. ได้ที่เว็บไซต์ www.disaster.go.th และ http://newdisaster.disaster.go.th หรือ โทร. 02-637-3000 สายด่วน 1784   ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 “ประเทศไทยจะหนาวถึง 6 องศา และมีหิมะตก” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้มีสภาพอากาศร้อนสลับกับฝนตกชุกตลอดปี ไม่เอื้อต่อการก่อตัวของหิมะ เนื่องจากหิมะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในชั้นบรรยากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส จึงทำให้โอกาสการเกิดหิมะในประเทศไทยนั้นถือว่าน้อยมาก ดังนั้น ขอเตือนให้ประชาชนอย่าแชร์หรือส่งต่อข่าวปลอมนี้ และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกขึ้นในสังคม โดยสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา www.tmd.go.th, Facebook กรมอุตุนิยมวิทยา Application Thai weather หรือสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง)   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” สร้างเพจปลอม “เพจ กู้เงินด่วน กับสินเชื่อกรุงไทย เปิดช่องทางให้กู้เงิน ไม่มีมัดจำ และมีรีวิวจริง” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เพจ กู้เงินด่วน กับสินเชื่อกรุงไทย เปิดช่องทางให้กู้เงิน ไม่มีมัดจำ และมีรีวิวจริง” รองลงมาคือเรื่อง “ธ.ก.ส. เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ ธกส” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 20-26 ธันวาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 835,680 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 566 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 544 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 21 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 228 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 76 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง เพจ กู้เงินด่วน กับสินเชื่อกรุงไทย เปิดช่องทางให้กู้เงิน ไม่มีมัดจำ และมีรีวิวจริง   อันดับที่ 2 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ ธกส   อันดับที่ 3 : เรื่อง ปปง. เปิด TikTok รับเเจ้งเรื่องร้องทุกข์ออนไลน์   อันดับที่ 4 : เรื่อง ธ.ก.ส. จับมือ ออมสิน ออก 3 สินเชื่อแก้หนี้นอกระบบ ปล่อยกู้ 50,000 บาท ดอกเบี้ย 0.75%   อันดับที่ 5 : เรื่อง ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok baacbank   อันดับที่ 6 : เรื่อง กระทรวงการคลังเปิดให้ยืมเงิน สูงสุดรายละ 50,000 บาท   อันดับที่ 7 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับสมัครคนพับถุงหรือแพ็กถุงจำนวนมาก ผ่านเพจสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ   อันดับที่ 8 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดโครงการลุยแก้หนี้นอกระบบ อนุมัติทันที วงเงิน 50,000 บ. ผ่านบัญชี Tiktok scbblankth1   อันดับที่ 9 : เรื่อง ธ.ออมสิน ติดต่อแจ้งลูกค้าถูกแอบอ้างเปิดบัญชี   อันดับที่ 10 : เรื่อง รับสมัครพนักงานเสริม บริษัท งานฝีมือ จำกัด พับถุงกระดาษ รายได้ 1,200-2,200 บาทต่อวัน   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ โครงการสินเชื่อของหน่วยงานรัฐ และช่องทางเยียวยาผู้เสียหายจากคดีอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความสับสน ทำให้ประชาชน ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เพจ กู้เงินด่วน กับสินเชื่อกรุงไทย เปิดช่องทางให้กู้เงิน ไม่มีมัดจำ และมีรีวิวจริง” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เพจเฟซบุ๊ก กู้เงินด่วน กับสินเชื่อกรุงไทย ไม่ใช่บัญชีทางการของธ.กรุงไทย และธ.กรุงไทยไม่ได้มีการปล่อยสินเชื่อผ่านเพจดังกล่าวทั้งสิ้น โดยเพจทางการของธนาคารกรุงไทยมีชื่อว่า Krungthai Care (https://www.facebook.com/krungthaibank) และมีสัญลักษณ์ติ๊กถูกสีฟ้าอยู่หลังชื่อเพจ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ผ่านการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนควรระมัดระวังในการกรอกข้อมูลและไม่ควรกดลิงก์แปลก น่าสงสัยที่ส่งโดยไม่ทราบที่มา ซึ่งประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากธ.กรุงไทย ได้ที่ www.krungthai.com และหากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ Krungthai Contact Center 02-111-1111 หรือแจ้งผ่าน Facebook : Krungthai Care   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

AOC 1441 เตือนภัยส่งท้ายปีเก่า “โจรออนไลน์” ลวงลงทุน –หลอกเป็น จนท.ขนส่ง ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน สูญเงินกว่า 18 ล้านบาท   นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 23 – 29 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 10,430,360 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาลงทุนผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงิน ต่างประเทศ ตนสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียดและสมัครสมาชิก จากนั้น มิจฉาชีพส่งลิงก์เว็บไซต์เพื่อทำการลงทุนและดึงเข้า Group Line ช่วงแรกได้ผลตอบแทน สามารถถอนเงินได้จริง ต่อมาให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังตนต้องการถอนเงินแต่มิจฉาชีพ แจ้งว่าตนทำรายการผิดพลาดจะต้องโอนเงินไปเพื่อให้ทางระบบเปิดให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 หลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบโทรศัพท์ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 1,999,960 บาท โดยผู้เสียหายได้รับข้อความ SMS จากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ Flash Express แจ้งว่าสินค้าที่สั่งไว้จัดส่งไม่สำเร็จและมีลิงก์ให้เพิ่มเพื่อนผ่าน Line จากนั้นให้ ติดตั้งแอปพลิเคชันและกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อตรวจสอบสถานะการจัดส่งพัสดุ ต่อมา ภายหลังตนจะชำระสินค้าโดยโอนเงินผ่าน Mobile Banking จึงพบว่ายอดเงินในบัญชีได้ถูก โอนเงินออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ  มูลค่าความเสียหาย 1,999,603บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ Shopee แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลใหญ่ส่งท้ายปี จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และส่ง รางวัลสินค้าให้เลือก ต่อมาดึงเข้า Group Line เพื่อให้ยืนยันสิทธิ์และร่วมทำกิจกรรมกด ติดตามเพจที่กำหนด โดยให้โอนเงินเข้าไปในระบบก่อนและจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการ ตอบแทน ในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ผู้เสียหายจึงเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปในระบบมาก ขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้และไม่ได้รับรางวัลสินค้า ตนเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพ หลอก       คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,671,000 บาท ทั้งนี้ ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่ม หน้าตาดีทำงานอยู่ต่างประเทศ และได้เพิ่มเพื่อนทาง WhatsApp พูดคุยสนทนากันจนสนิท ใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังเดือดร้อนเนื่องจากบัญชีธนาคารถูก ระงับไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว จำเป็นต้องโอนเงินไปให้เพื่อนเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย จึงขอร้องให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้ก่อนและจะคืนเงินให้เมื่อบัญชีธนาคารสามารถใช้งานได้ ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ต่อมาตนเริ่มสงสัยจึงขอ VDO Call ฝ่ายชายปฏิเสธและ ทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 2,460,768 บาท โดยผู้เสียหายถูกชักชวนลงทุนหารายได้พิเศษอ้างผลตอบแทนดีผ่านช่องทาง Tiktok จากนั้น เพิ่มเพื่อนทาง Line มีการส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัว และให้โอนเงินลงทุนซื้อสินค้าโดยจะ ได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ามีกิจกรรมต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ให้เข้าร่วม เป็นการกดติดตามเพจที่แนะนำ หากทำตามจนครบที่กำหนดจะได้รับเงินจำนวน มาก ระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังมิจฉาชีพให้ลงทุนมากขึ้น ตนต้องการขอ ยกเลิกภารกิจและถอนเงินคืน มิจฉาชีพอ้างว่าต้องทำกิจกรรมให้ผ่านช่วงเทศกาลปีใหม่ก่อน จึงจะได้รับเงินทั้งหมดคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 18,561,691 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 27 ธันวาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,339,271 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,166 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 449,335 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,179 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 135,853 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 30.23 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 108,157 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.07 (3) หลอกลวงลงทุน  66,246 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.74 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 40,932 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.11 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 34,237 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.62 (และคดีอื่นๆ 63,910 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.23)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกให้ลงทุนชวนเทรดหุ้น-ซื้อสินค้า อ้างได้ผลตอบแทนดี หรือได้รับของรางวัล ผ่านช่องทาง Facebook , TikTok ,Line รวมทั้งหลอกให้รัก ก่อนติดตั้งแอปฯดูดเงิน ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการ ร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ  หรือถูกอ้างว่ามีได้รับรางวัลโดยไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ และความปลอดภัย ต่อการถูกหลอกลวง ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และทำการเพิ่มเพื่อนหรือดำเนินการใดๆ ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ควรติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                 --------------------------------------------------------------------------------------

ดีอี ร่วมกิจกรรมตักบาตร เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ 2568 1 ม.ค.68 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมกิจกรรมตักบาตรรับปีใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล พุทธศักราช 2568 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และ พิธีลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมหาราชวัง

ดีอี ร่วมลงนามพระถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ 2568   เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีตักบาตรในวันปีใหม่ พร้อมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2568 ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง  

รองนายกฯ ประเสริฐ เผย ไทย พร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 หวังอาเซียนร่วมจับมือปราบ “ภัยออนไลน์”   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในช่วงระหว่าง 13-17 มกราคม 2568 ประเทศไทย โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ และโรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ    สำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGMIN) กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจะจัดต่อเนื่องกับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัล (ADGSOM) เพื่อเป็นเวทีสำหรับรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านดิจิทัลของอาเซียน ได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นที่สำคัญ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาด้านดิจิทัลในอาเซียน และส่งเสริมความร่วมมือกับคู่เจรจาอาเซียน ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) รวมถึงการรับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานในกรอบอาเซียนด้านดิจิทัลในปีถัดไป   ทั้งนี้ การประชุม ADGMIN ในครั้งนี้ มีหัวข้อหลักคือ “Secure, Innovative, Inclusive: Shaping ASEAN's Digital Future” หมายถึง การมุ่งเน้นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่มั่นคงปลอดภัย ตอบสนองและรับมือต่อภัยคุกคามและอาชญากรรมไซเบอร์ การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุบัติใหม่ และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทั่วถึงและเท่าเทียม ผ่านแกนหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมั่นคง นวัตกรรม และความครอบคลุม ที่จะเป็นเสาหลักที่จะพัฒนาอนาคตด้านดิจิทัลและนำอาเซียนไปสู่ความก้าวหน้าและเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ เลขาธิการอาเซียน คู่เจรจาของอาเซียน ผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากประเทศติมอร์ - เลสเต เข้าร่วมการประชุมฯ โดยมีการพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่  - การหารือระดับรัฐมนตรีด้านดิจิทัล เพื่อแลกเปลี่ยนความก้าวหน้าและการพัฒนาด้านดิจิทัล โดยเฉพาะพัฒนาการที่สอดคล้องกับหัวข้อหลักของการประชุม  - การรายงานผลสำเร็จของโครงการปี 2567 ภายใต้การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (ADGSOM) และหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาม (ATRC) - การติดตามผลการดำเนินการตามแผนแม่บท ASEAN Digital Masterplan (ADM) 2025  - การอนุมัติงบประมาณจากกองทุน ASEAN ICT Fund สำหรับดำเนินการในปี 2568  - การรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุมฯ อาทิ ร่างปฏิญญาดิจิทัลกรุงเทพ (Bangkok Digital Declaration) ร่างแถลงข่าวร่วมสำหรับการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (Joint Media Statement) ร่างเอกสารสำคัญที่เป็นแนวทางการดำเนินงานด้านต่างๆ ของอาเซียน อาทิ ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ แผนปฏิบัติการสำหรับความเป็นส่วนตัวข้ามพรมแดนระดับสากล การพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล แนวปฏิบัติธรรมาภิบาลและจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นต้น    “ประเทศไทย พร้อมแล้ว สำหรับการจัดประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 โดยรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสนี้กระทรวงดีอี จะเสนอและผลักดันประเด็นสำคัญ คือ การดำเนินการของคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (WG – AS) ซึ่งไทยทำหน้าที่ประธาน พร้อมผลักดันรายงานและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาแนวทางเพื่อประสานงานและรับมือกับภัยออนไลน์ระหว่างอาเซียน โดยจะมีการรับรองเอกสารข้อแนะนำของอาเซียนในการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (ASEAN Recommendations on Anti – Online Scam) เพื่อจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ผ่านช่องทางดิจิทัลและโทรคมนาคม ซึ่งจะถูกบรรจุอยู่ในร่างปฏิญญาดิจิทัลกรุงเทพ (Bangkok Digital Declaration) โดยจะมีการรับรองในระหว่างการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 นี้” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   ----------------------------------------------------

ดีอี ประชุม คกก.เตรียมการจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ และผ่านทางออนไลน์

ดีอี ประชุมคณะกรรมการสรรหา คณะการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสรรหา คณะการตรวจสอบและประเมินผล (ค.ต.ป.) ประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2568 (ครั้งที่ 2) ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สป.ดศ.

ดีอี เตือน ข่าวปลอม “โนโรไวรัส คืออหิวาตกโรคที่กลายพันธุ์รักษาไม่หาย” อย่าเชื่อ-แชร์ หวั่นสร้างความกังวลให้กับปชช.   กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “โนโรไวรัสคืออหิวาตกโรคที่กลายพันธุ์รักษาไม่หาย” รองลงมาคือเรื่อง “ผลิตภัณฑ์ Meteor คืนค่าความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด ป้องกันหัวใจวายและสโตรก” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความวิตกกังวล ความสับสน เข้าใจผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 – 2 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 832,367 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 302 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 278 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 140 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 42 เรื่อง    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 59 เรื่อง    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 46 เรื่อง   กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 3 เรื่อง    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10 เรื่อง    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 22 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เรื่องของหน่วยงานรัฐ และเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน  และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง โนโรไวรัสคืออหิวาตกโรคที่กลายพันธุ์รักษาไม่หาย   อันดับที่ 2 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Meteor คืนค่าความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด ป้องกันหัวใจวายและสโตรก   อันดับที่ 3 : เรื่อง ตอนนี้ทั่วโลกไม่มีโรคโควิด-19 อีกแล้ว   อันดับที่ 4 : เรื่อง ไข่ขาวใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ โดยทาทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออก   อันดับที่ 5 : เรื่อง อาการหูแดงกว่าหน้าคือสิ่งสะท้อนว่า ไตทำงานหนัก   อันดับที่ 6 : เรื่อง ลูกใต้ใบใช้ช่วยบำบัดโรคต่อมลูกหมากโต   อันดับที่ 7 : เรื่อง SMS แนบลิงก์แจ้งยืนยันสิทธิ์เปลี่ยนหม้อมิเตอร์ใหม่ และรับส่วนลดค่าไฟ 3 เดือน   อันดับที่ 8 : เรื่อง กฟภ. เพิ่มช่องทางติดต่อผ่านไลน์ การไฟฟ้า E-Service   อันดับที่ 9 : เรื่อง เมฆเตือนภัย จะเกิดเหตุเครื่องบินโดยสารประสบอุบัติเหตุ   อันดับที่ 10 : เรื่อง ลักษณะเมฆเป็นเรือสปีดโบ๊ท เป็นสัญญาณเตือนภัยที่เรือสปีดโบ๊ทจะล่ม   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ มากที่สุด รองลงมาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ และเรื่องของภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “โนโรไวรัสคืออหิวาตกโรคที่กลายพันธุ์รักษาไม่หาย” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า โนโรไวรัส เป็นเพียงหนึ่งในเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารที่มีมานานมากแล้ว แพร่ระบาดได้ง่ายช่วงอากาศเย็นในฤดูหนาวและฤดูฝน มักพบการระบาดในสถานที่ที่มีคนหนาแน่น ระยะฟักตัวเร็วเพียง 12-48 ชม. ผู้ป่วยมักมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งท้อง อาจมีไข้ต่ำ ๆ ได้ อาการจะค่อย ๆ หายไปภายใน 1-3 วัน สำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจมีอาการรุนแรงได้ หลังหายแล้วเชื้อยังคงอยู่ในอุจจาระได้นาน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้ ดังนั้น ขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เว็บไซต์ https://ddc.moph.go.th/ หรือโทร 02-590-3000   ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 “ผลิตภัณฑ์ Meteor คืนค่าความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด ป้องกันหัวใจวายและสโตรก” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้มีการโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร โดยหากหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเสียโอกาสในการรักษาและอาจทำให้โรคลุกลามขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้น ขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1556   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

ดีอี เตือนภัย เพจปลอม “ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ..baac.thailand5” ระวังสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ..baac.thailand5” รองลงมาคือเรื่อง “กองทุนรวมไทย เพื่อความยั่งยืน เปิดพอร์ต 1,000 บาท รับรองโดย ก.ล.ต.” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2567 – 2 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 832,367 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 302 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 278 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 140 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 42 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ..baac.thailand5   อันดับที่ 2 : เรื่อง กองทุนรวมไทย เพื่อความยั่งยืน เปิดพอร์ต 1,000 บาท รับรองโดย ก.ล.ต.   อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ. ออมสินเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ สินเชื่อเงินด่วน ธ. ออมสิน   อันดับที่ 4 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้บริการสินเชื่อผ่าน Tiktok @kk1122334441   อันดับที่ 5 : เรื่อง เพจ Online.DLT.777 ของกรมการขนส่งเปิดให้ทำใบขับขี่และต่ออายุ   อันดับที่ 6 : เรื่อง เพจ มาตรฐานฝีมือแรงงาน แห่งชาติ เปิดรับตัวแทนรับงานฝีมือ คนท้อง แม่ลูกอ่อน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ สามารถเข้าทำได้   อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสินเปิดให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี Tiktok @gsb..thailand7   อันดับที่ 8 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชักชวนลงทุนโดยมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผน ให้ผลตอบแทน 35%   อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจ Driving license DLT Online 82 เปิดขึ้นมาสำหรับผู้ที่ต้องการทำใบขับขี่ใหม่ หรือต่ออายุใหม่ โดยเฉพาะ   อันดับที่ 10 : เรื่อง เปิดให้วัยเกษียณร่วมกองทุน หุ้นฮั่วเซ่งเฮง ระยะสั้นและระยะยาวรับรองโดย ก.ล.ต.   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ โครงการสินเชื่อของหน่วยงานรัฐ และการร่วมลงทุนในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ..baac.thailand5” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok ดังกล่าว ไม่ใช่ของธนาคาร ธ.ก.ส. และ ธนาคารได้มีการรายงานเพื่อปิดการใช้งานบัญชี TikTok ดังกล่าวแล้ว   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                     --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.