Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Senior Officials Meeting: ADGSOM) และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ และโรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ    สำหรับการประชุมในวันนี้ เป็นการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง ADGSOM และคู่เจรจา ได้แก่ จีน สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย และองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asia-Pacific Telecommunity - APT) โดยมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย กิจกรรม/โครงการความร่วมมือในแผนการดำเนินการด้านดิจิทัลระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา ในปี 2568 โดยที่ประชุมมุ่งหวังที่จะกระชับความร่วมมือกับคู่เจรจา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เป็นต้น

ปลัดดีอี ร่วมหารือทวิภาคี ไทย-สหรัฐฯ ในการประชุม ADGSOM ครั้งที่ 5   วันที่ 15 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นายสตีฟ แลง เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา พร้อมคณะ เข้าพบเพื่อหารือในฐานะคู่เจรจากับอาเซียน ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ    สำหรับการประชุมทวิภาคีระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในหลายประเด็น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงความเข้มแข็งในเศรษฐกิจดิจิทัลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ของการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 คือ “Secure, Innovation, Inclusive: Shaping ASEAN’s Digital Future” อีกทั้งประเด็นการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความปลอดภัยทางไซเบอร์ซึ่งไทยได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะด้าน Cloud Computing    ทั้งนี้เทคโนโลยี AI ถือเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่ยังคงต้องใช้อย่างระมัดระวังและเป็นไปตามกฏระเบียบ รวมถึงประเด็นด้านการแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ โดยไทยได้มีการหารือร่วมกับ META บนแพลตฟอร์ม Facebook และแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อป้องกันการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น    ขณะเดียวกันในด้านประเด็นความร่วมมืออื่น ๆ นั้น สหรัฐฯ ได้มีการเสนอความร่วมมือด้าน 5G ผ่านดาวเทียม และ Cloud Computing โดยไทยได้รายงานว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีการให้บริการ 5G ผ่านดาวเทียมซึ่งสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลและส่งเสริมความครอบคลุมทางดิจิทัล รวมทั้งประเด็นการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union : UPU) ซึ่งไทยขอการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ซึ่งจะขึ้นในช่วงเดือนกันยายนนี้ สำหรับความคืบหน้าด้านกรอบความตกลงทางเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ the ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) นั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา โดยตั้งเป้าหมายสรุปผล ภายในสิ้นปี 2025    นอกจากนี้ทางสหรัฐฯ ได้ชื่นชมไทยที่เปิดโอกาสให้คณะผู้แทน US-ASEAN Business Council  (USABC) ซึ่งเป็นคณะผู้แทนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินทางมาไทยได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยถือเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติ  ---------------------------



นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ให้การต้อนรับ Mr. PHUANGPASERT KEOSOUVANH ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าเยี่ยมชมศูนย์ AOC และรับฟังคำบรรยายเรื่อง “การทำงานในการบูรณาการความร่วมมือของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC)” ณ ศูนย์ AOC

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Senior Officials Meeting: ADGSOM) และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นวันที่ 2 ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ และโรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   สำหรับการประชุมในวันนี้ เป็นการประชุมหารือร่วมกันระหว่าง ADGSOM และคู่เจรจา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหภาพยุโรป สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union – ITU)  และญี่ปุ่น โดยมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย กิจกรรม/โครงการความร่วมมือในแผนการดำเนินการด้านดิจิทัลระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา ในปี 2568 และการพิจารณาแผนการดำเนินการด้านดิจิทัลระหว่างอาเซียนและคู่เจรจาในปีถัดไป โดยที่ประชุมมุ่งหวังที่จะกระชับความร่วมมือกับคู่เจรจา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องปัญญาประดิษฐ์  ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เป็นต้น

  เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และศาสตราจารย์บ่อเวียงคำ วงดาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร สปป.ลาว ได้ร่วมประชุมหารือระดับรัฐมนตรี ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขับเคลื่อนความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างทั้งสองประเทศการประชุมครั้งนี้มีการทบทวนความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านไปรษณีย์ โทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามไปเมื่อปี 2565 พร้อมได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาแผนงานหรือกิจกรรมความร่วมมือที่ประสงค์จะดำเนินร่วมกันในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การไปรษณีย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการต่อต้านและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านช่องทางต่าง ๆ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่ประชาชนและบุคลากร เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันเสนอแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานที่เป็นธรรมและยั่งยืนตามแผนแม่บทดิจิทัลอาเซียน 2025ทั้งนี้ไทยได้ขอรับการสนับสนุนเสียงในการลงสมัครเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาบริหารและสมาชิกสภาปฏิบัติการไปรษณีย์ ในที่ประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ สมัยที่ 28 ที่จะมาถึงในช่วงเดือนกันยายนนี้ และสปป.ลาว ยินดีให้การสนับสนุนไทยในประเด็นดังกล่าวในโอกาสนี้ รัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงความประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอย่างต่อเนื่องในมิติที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและ สปป.ลาว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ยั่งยืนในภูมิภาค  

วันที่ 16 มกราคม 2568 - นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: ADGMIN) ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมคู่เจรจาสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) รวมถึงผู้แทนติมอร์-เลสเต เข้าร่วมกว่า 300 คน   สำหรับการประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนาดิจิทัลอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมั่นคง โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ มีความยินดีที่ได้ร่วมขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียนสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก พร้อมเน้นหัวข้อสำคัญ “Secure, Innovative, Inclusive: Shaping ASEAN's Digital Future” ซึ่งมุ่งสร้างระบบดิจิทัลที่ปลอดภัย ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ และได้หยิบยกประเด็นสำคัญสามด้านสำหรับความร่วมมือด้านดิจิทัลในอาเซียน คือ (1) การจัดการปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศและจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับภูมิภาคเพื่อสร้างระบบนิเวศทางดิจิทัลให้มั่นคงปลอดภัย และมีมาตรฐานในการรับมือและต่อสู้กับภัยหลอกลวงออนไลน์ (2) การแก้ไขปัญหาข้อมูลบิดเบือนซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในโลกไซเบอร์  โดยเสนอแนะอาเซียนในเรื่องกลไกการติดตามและตรวจสอบเนื้อหาออนไลน์ ส่งเสริมการรู้เท่าทันดิจิทัลแก่ประชาชน และ (3) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นในปัจจุบัน และนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ตระหนักถึง ความเสี่ยง และจริยธรรมในการใช้ AI  ทั้งนี้ อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำและกำหนดมาตรฐาน AI ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานโลก  โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Forum on the Ethics of AI ของยูเนสโกในปีนี้   การประชุมรัฐมนตรีดิจิทัลอาเซียนครั้งที่ 5 นี้ มีเป้าหมายสร้างอนาคตดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ครอบคลุม และนำสมัย พร้อมก้าวข้ามความท้าทายสู่โอกาสใหม่ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการแสดงศักยภาพในฐานะศูนย์กลางด้านดิจิทัลของอาเซียน โดยเฉพาะในประเด็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศในหลายมิติ   “ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ในหลายด้านจากการประชุมครั้งนี้ ทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านดิจิทัลกับประเทศสมาชิกอาเซียนและคู่เจรจา ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทย นอกจากนี้การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายประเสริฐ กล่าว   การประชุมครั้งนี้ยังมีการหารือและรับรองเอกสารในประเด็นสำคัญ อาทิ มาตรฐานการไหลเวียนข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การพัฒนาเทคโนโลยีอุบัติใหม่โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ การเสริมสร้างความมั่นคงไซเบอร์ และข้อแนะนำอาเซียนในการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์  ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลในภูมิภาค พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล ASEAN Digital Awards 2025 เพื่อเชิดชูความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาค อย่างไรก็ตามการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัลครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาดิจิทัลของอาเซียน และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะยกระดับความสามารถทางดิจิทัลในระดับสากล พร้อมสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาคนี้   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 16 มกราคม 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะ ให้การต้อนรับ ดร.เกา คิม ฮอร์น เลขาธิการอาเซียน และคณะ ในโอกาสการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม โดยถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอาเซียน ทั้งยังเป็นการขยายความร่วมมือด้านดิจิทัลในภูมิภาค   ทั้งนี้ในการหารือทวิภาคีระหว่างไทยและเลขาธิการอาเซียนครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางดิจิทัลทั้งการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam) และการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง พร้อมทั้งกำหนดแนวทางและมาตรฐานในการดำเนินงานด้าน AI โดยเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน UNESCO Global Forum ครั้งที่ 3 ว่าด้วยจริยธรรมของ AI ในเดือนมิถุนายน 2568 และได้เชิญเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมงานดังกล่าว   นอกจากนี้ประเทศไทยยังแสดงจุดยืนในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์อย่างจิงจัง ซึ่งปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนอย่างมาก โดยเลขาธิการอาเซียนได้เน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันผ่านกลไกคณะทำงานอาเซียนด้านการป้องกันปัญหาการหลอกลวงผ่านสื่อออนไลน์ (ASEAN Working Group on Anti-Online Scam หรือ WG-AS) พร้อมสนับสนุนการแบ่งปันข้อมูลและแนวทางปฏิบัติที่ดี เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในระดับภูมิภาค   ขณะเดียวกันประเทศไทยสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมผลักดันและสนับสนุนการดำเนินงานของ DEFA ที่มีความต่อเนื่อง โดยประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการผลักดัน AI ในวาระการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (ADGSOM) ตามข้อเสนอของประเทศมาเลเซีย และสนับสนุนให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ASEAN AI Safe รวมถึงผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในภูมิภาค   สำหรับการหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและอาเซียนในด้านดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ การพัฒนามาตรการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ และการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ครอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืนในภูมิภาคต่อไป

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และพลเอกเมีย ตุน โอ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารของเมียนมา พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างไทยและเมียนมา ในประเด็นความมั่นคงด้านดิจิทัล ระหว่างงานการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (The 5th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: The 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   ในการประชุมครั้งนี้ได้มุ่งเน้นความร่วมมือระดับภูมิภาคในมิติความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และน่าเชื่อถือแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ   ทั้งนี้ระหว่างการประชุมฯ ไทยและเมียนมา ได้ทำการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยได้นำเสนอการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) และการใช้เทคโนโลยี Big Data ผ่านระบบ Central Fraud Registry (CFR) ช่วยลดปัญหาการฉ้อโกงทางออนไลน์ และสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว โดยการจัดตั้งศูนย์ AOC ของประเทศไทยนั้นได้รับความสนใจและชื่นชมอย่างยิ่งจากเมียนมา เนื่องจากจะสร้างประโยชน์อย่างมากแก่พลเมืองเมียนมาที่กำลังเผชิญปัญหาการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่นกัน โดยรองนายกและรัฐมนตรีฯ เมียนมาจะนำประเด็นการตั้งศูนย์ AOC ไปรายงานแก่รัฐบาล และจะขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงาน นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องระหว่างกันต่อไป  ซึ่งกระทรวงดีอี มีความยินดีสนับสนุนเมียนมาอย่างเต็มที่ในประเด็นดังกล่าว   ในโอกาสนี้ทางเมียนมาได้แสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ช่วยประสานและให้ความช่วยเหลือในกรณีปัญหาการทำลายสายไฟเบอร์ของเมียนมาในแนวชายแดนโดยผู้ไม่หวังดี และขอความอนุเคราะห์ประเทศไทยสนับสนุนในประเด็นดังกล่าวต่อไป รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือที่ต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน การหารือทวิภาคีครั้งนี้ได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ต่อไป ---------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ H.E.Gobind Singh Deo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคี ในโอกาสการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (the 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   ทั้งนี้การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่าง 2 ประเทศและสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยประเทศไทยได้แสดงการสนับสนุนบทบาทของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนประจำปี 2025 ซึ่งมุ่งเน้นแนวคิด "Inclusivity and Sustainability" เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค   ในขณะเดียวกัน มาเลเซียได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่ให้ความสนใจในปี 2568 ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) การจัดการข้อมูล เมืองอัจฉริยะ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Govtech) และอุตสาหกรรมเกมและแอนิเมชัน ซึ่งเป็นหัวข้อที่ประเทศไทยเห็นความสำคัญและยินดีส่งเสริมร่วมกัน   สำหรับการหารือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งจะนำมาซึ่งความร่วมมือด้านดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนระหว่างกัน

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย และนาย Pemmasani Chandra Sekhar รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและพัฒนาชนบทของอินเดีย ร่วมหารือทวิภาคีเพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ในโอกาสการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 (the 5th ADGMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   ทั้งนี้การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางปฏิบัติที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ โดยอินเดียในฐานะประเทศที่มีพัฒนาการด้านดิจิทัลในระดับแนวหน้าของโลกได้แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ เช่น การพัฒนาระบบ Unique ID (UID) ที่เพิ่มการเข้าถึงการให้บริการดิจิทัลแก่ประชาชนกว่า 1 พันล้านคน การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (สายเคเบิลใต้น้ำ และ5G) และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลโดยการสนับสนุนสตาร์ทอัพกว่า 150,000 ราย   อย่างไรก็ตาม รองนายกฯ ประเสริฐ ได้แสดงความพร้อมที่จะยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีไอซีทีกับอินเดีย ผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างกันต่อไป  

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ASEAN Digital Ministers Meeting: ADGMIN) ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 มกราคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุม และมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนและคู่เจรจาร่วมประชุมอย่างคับคั่ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่มั่นคงและยั่งยืน โดยที่ประชุมได้หารือและรับรองประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ : ที่ประชุมรับรองรายงานการสำรวจการหลอกลวงออนไลน์ในอาเซียน (พ.ศ. 2566–2567) และข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินงานระดับชาติและภูมิภาค พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนในการจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะปัญหาการหลอกลวงที่มีต้นตอจากประเทศแนวเขตชายแดน เช่น การหลอกลวงทางโทรศัพท์และการใช้โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือในการโกงเงิน ที่มักพบการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้กระทำผิดในประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว การหารือจึงให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างศักยภาพเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังได้เสนอการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการหลอกลวงในภูมิภาค 2.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ : รับทราบการจัดตั้งศูนย์ ASEAN Cert ณ สิงคโปร์ และรับรองเอกสาร ASEAN Checklist on Cyberspace Norms เพื่อสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยงานประสานงานเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ในลักษณะเร่งด่วน 3.เศรษฐกิจดิจิทัล : สนับสนุนการจัดทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ โดยที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค 4.ธรรมาภิบาลข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ : รับรองแผนปฏิบัติการสำหรับ Global CBPR และเอกสารธรรมาภิบาล AI ที่ครอบคลุมถึง Generative AI เพื่อส่งเสริมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคอย่างรับผิดชอบ โดยเน้นความโปร่งใส และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ พร้อมผลักดันการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม AI ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในภูมิภาค 5.5G และการเชื่อมโยง : รับทราบความก้าวหน้าการใช้งาน 5G และหารือแนวทางลดค่าบริการข้ามแดน พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการควบคุมซิมการ์ด เพื่อป้องกันการหลอกลวงข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะการใช้งานซิมการ์ดที่ไม่ได้ลงทะเบียนในประเทศแนวเขตชายแดนที่มีการเคลื่อนไหวข้ามแดนบ่อยครั้ง เช่น ไทย - กัมพูชา และ ไทย - เมียนมา 6.ปฏิญญาดิจิทัลกรุงเทพ : รับรองปฏิญญาฉบับนี้เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตดิจิทัลของอาเซียนที่เน้นความมั่นคงปลอดภัย ไร้รอยต่อ และครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยเน้นการขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสทางดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้การประชุมครั้งนี้ยังได้หารือกับคู่เจรจา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) โดยมุ่งส่งเสริมมาตรฐานดิจิทัลและความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นอกจากนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเพื่อต่อสู้กับการหลอกลวงออนไลน์ในระดับสากล รวมถึงการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่สามารถใช้ร่วมกันได้ในภูมิภาค นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา และไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลในระดับภูมิภาค โดยเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล ธรรมาภิบาลภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันและการต่อสู้กับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ด้วย สำหรับ MOU ไทย-กัมพูชา เป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการไปรษณีย์และโทรคมนาคมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ เช่น บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล สินค้าและบริการของรัฐบาลดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การสร้างโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล และความปลอดภัยออนไลน์ รวมถึงการป้องกันการหลอกลวงทางดิจิทัล ขณะที่ MOU ไทย-ฟิลิปปินส์ เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ธรรมาภิบาลภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง IoT และข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการฝึกอบรมร่วมกัน ทั้งนี้การประชุม ADGMIN ครั้งที่ 6 จะจัดขึ้นที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในปี 2569 ซึ่งประเทศสมาชิกมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือเพื่อสร้างภูมิภาคดิจิทัลที่เข้มแข็ง และยั่งยืนอีกด้วย                           --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 18 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เป็นประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีไทย - จีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านดิจิทัล (The 2nd Thai–China Ministerial Dialogue on Digital Economy Cooperation) ครั้งที่ 2 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย H.E. Mr. Zhang YunMing ตำแหน่ง Vice Minister of Industry and Information Technology (MIIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานร่วมการประชุมฯ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วม ณ โรงแรมอนันตราริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   ทั้งนี้การประชุมฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านนโยบายและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทย-จีน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจนและต่อเนื่อง และยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างสองประเทศให้เพิ่มพูนก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และยึดประโยชน์ในรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายได้รับ (Win to Win)    นอกจากนี้ในการประชุมฯ รัฐมนตรี MIIT ของจีนได้นำภาคเอกชนจีน ที่ดำเนินกิจการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมคณะเยือนไทยพร้อมกัน จำนวน 21 บริษัท โดยภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและจีนจะได้ร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ รวมถึงข้อเสนอกิจกรรม/ โครงการความร่วมมือระหว่างกันในการประชุม “Thailand - China Public and Private sectors Joint Business Dialogues” เพื่อแสวงหาและส่งเสริมความร่วมมือและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนระหว่างภาคเอกชนให้เพิ่มมากขึ้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ไวรัส hMPV ที่ระบาดหนักในประเทศจีน มีการผสมพันธุ์กับโควิด 19” รองลงมาคือเรื่อง “เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน ความเข้าใจผิด และมีผลกระทบต่อประชาชนและสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 10 – 16 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,172 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 510 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 474 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 3 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 207 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 64 เรื่อง   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 90 เรื่อง   กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 55 เรื่อง   กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่อง   กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10 เรื่อง   กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 38 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ และเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ ข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง ไวรัส hMPV ที่ระบาดหนักในประเทศจีน มีการผสมพันธุ์กับโควิด 19   อันดับที่ 2 : เรื่อง เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568   อันดับที่ 3 : เรื่อง หิมะแรกตกแล้วที่จังหวัดชัยภูมิ   อันดับที่ 4 : เรื่อง ทางรัฐ เปิด TikTok thangratnew สำหรับแจ้งข่าวสวัสดิการแห่งรัฐ   อันดับที่ 5 : เรื่อง กฟภ. เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ใช้ไฟฟรีผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ และแอปพลิเคชัน   อันดับที่ 6 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดกลุ่มแบ่งปันหุ้น เรียนรู้ฟรี   อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสินส่งเอกสาร แจ้งเตือนการกรอกหมายเลขบัญชีธนาคารไม่ถูกต้อง   อันดับที่ 8 : เรื่อง ติดต่อ กฟภ. ผ่านไลน์ เพิ่มเพื่อนด้วยหมายเลข 099-191-3170   อันดับที่ 9 : เรื่อง มิเตอร์ไฟฟ้าแบบดิจิตอล ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น   อันดับที่ 10 : เรื่อง ทางรัฐ เปิด TikTok ใหม่สำหรับประชาสัมพันธ์ข่าวดิจิทัลวอลเล็ต   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และเรื่องของภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโครงการของรัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งมีส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลต่อประชาชนส่วนใหญ่” นายเวทางค์ กล่าว   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ไวรัส hMPV ที่ระบาดหนักในประเทศจีน มีการผสมพันธุ์กับโควิด 19” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ยังไม่มีรายงานการผสมพันธุ์ระหว่างไวรัส hMPV กับ โควิด 19 แต่อย่างใด โดยในส่วนของเชื้อ hMPV สามารถแพร่กระจายจากคนที่ติดเชื้อไปยังผู้อื่นผ่านการไอหรือจาม การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ การสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วเชื้อเข้าทางปาก จมูก หรือดวงตา ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้นาน 1-2 สัปดาห์หลังจากแสดงอาการ ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่เป็นแบบประคับประคองตามอาการ ไม่ได้ร้ายแรง สามารถหายเองได้   ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสร้างความปั่นป่วน โดยเอาประกาศเก่าเกี่ยวกับแนวทางในการป้องกันและดูแลครูและนักเรียนภายใต้สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 มาเผยแพร่ ซึ่งตามข้อเท็จจริง สพฐ. ไม่ได้ดำเนินการประกาศสั่งปิดสถานศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศอันเนื่องมาจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในปีการศึกษา 2568 แต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.