Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 20 มกราคม 2568 นายเวทางค์  พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและป้องกันไม่ให้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ท มีการลงแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมาย หรือ มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ซื้อมือถือ    ทั้งนี้กระทรวงดีอี และ สคส. จึงได้เชิญบริษัทผู้จำหน่าย และให้บริการเกี่ยวกับมือถือทุกยี่ห้อ รวม 28 บริษัท พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (สคป.) เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้มือถืออย่างเคร่งครัด และชี้แจงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสรุปแนวทางป้องกันไม่ให้มือถือ และแท็บเล็ตที่วางจำหน่าย มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีแอปฯที่ผิดกฎหมายติดมาพร้อมกับตัวเครื่อง   ในที่ประชุม หน่วยงานกำกับดูแล ได้ให้ข้อมูล เรื่องกฎหมายและโทษที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ รวมทั้งสิทธิของผู้ซื้อสรุปได้ดังนี้   สำหรับกฏหมายและบทลงโทษสำหรับผู้ขายมือถือและแท็บเล็ต หรือ การลง แอปฯ สรุปได้ดังนี้ 1. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล      - กรณีไม่แจ้ง Privacy notice ผิด ม.23 (ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท)      - กรณีเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมอาจผิด ม.24 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้รับคำยินยอม(ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีไม่ลบ อาจผิด ม.21 เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย แตกต่างจากวัตถุประสงค์ (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ อาจเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเกินความจำเป็น ม.22 (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีมีการส่งโฆษณาเข้ามาอาจผิด ม.27 ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับคำยินยอม (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีผู้ควบคุมอยู่นอกราชอาณาจักรต้องแต่งตั้งตัวแทนผู้ควบคุมข้อมูลในราชอาณาจักร ม.37(5) (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)   2. กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์      - กรณีติดตั้งแอปฯ เพื่อยิงโฆษณา อาจเป็นความผิดฐานเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งสแปม(พรบ.คอม ม.11 ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท)      - กรณีติดตั้งแอปฯ ซึ่งมี virus malware อาจเป็นความผิดฐานเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมฯ ม.13 จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท)      - กรณีหลอกลวง บิดเบือน หรือนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ผ่านแอปฯ (พ.ร.บ.คอมฯ ม.14 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท)   3. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค      - ไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอ (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.39)      - ไม่ได้ทำสัญญาการกู้ยืม ไม่ได้ให้สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาหรือการทำสัญญาโดยไม่ถูกเอาเปรียบ (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.35 ทวิ ม.35 เบญจ ม.35 อัฏฐ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท)      - การแจ้งความ กองบังคับการการกระทำความผิดการคุ้มครองผู้บริโภค      -  กรณีที่มีการกู้ยืมโดยไม่ทำสัญญาอาจมีความผิด    4. กฎหมายเกี่ยวกับบริการทางการเงิน การคิดดอกเบี้ย       - ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต (ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5(7) และข้อ 16 จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท)      - การคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา 15% (พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม.4(1) จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท) - พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ กรณีที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่ 2 แสนบาท    สำหรับ สิทธิของเจ้าของข้อมูล หรือผู้ซื้อมือถือและแท็บเล็ต สรุปได้ดังนี้ 1. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล      - เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เห็นว่าแอปฯ มีการเก็บรวบรวมใช้และเปิดเผยข้อมูล ผิดวัตถุประสงค์การใช้งาน มีสิทธิ์ให้ผู้จำหน่ายโทรศัพท์ลบแอปฯ ที่ไม่ต้องการออกไปจากเครื่องได้ (ม.33)       - กรณีเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้คำยินยอมในแอปฯ ไปแล้ว มีสิทธิ์ถอนคำยินยอมในแอปฯได้ (ม.19)      - กรณีละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้เกิดความเสียหาย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถฟ้องทางแพ่งเพื่อให้ชดใช้ค่าสินไหนทดแทนได้เป็น 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง (ม.77, ม.78)      - กรณีผู้จำหน่ายหรือ ผู้ควบคุมดูแลแอปฯ แล้วแต่กรณี ไม่สามารถตอบสนองต่อสิทธิ์นั้นได้ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีสิทธิ์ร้องเรียนต่อ สคส. เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขเยียวยาและพิจารณา โทษทางปกครองได้ (ม.73)    2. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค      - มาตรการเยียวยาความเสียหายทางแพ่งแก่ผู้บริโภค (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.39)   3. กฎหมายเกี่ยวกับบริการทางการเงิน การคิดดอกเบี้ย      - สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาค่าชดเชยหากได้รับความเสียหาย      - สิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการทวงหนี้    นอกจากนี้ หน่วยงานได้รายงานเรื่องผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องเข้าร้องเรียนหรือขอใช้สิทธิ ถึงวันที่ 20 มกราคม 2568 ดังนี้ - มีผู้ติดต่อสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้สิทธิด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับมือถือ จำนวน 11 ราย  - มีผู้ติดต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อร้องเรียนเรื่องมือถือจำนวน 17 ราย  - สำหรับผู้เสียหายจากการใช้บริการด้านสินเชื่อ สภาองค์กรของผู้บริโภคอยู่ระหว่างการประสานงานและรับเรื่องเพื่อพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองบังคับการการกระทำความผิดการคุ้มครองผู้บริโภค (สคป.) ต่อไป   สำหรับการติดต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้อง      - สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โทร 02 1118800      - ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร 1213      - สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โทร 1166       - การแจ้งความ กองบังคับการการกระทำความผิดการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) 02 191 9191                              --------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้หารือทวิภาคีกับ นายเหงียน มั่นห์ ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ASEAN Digital Ministers Meeting: ADGMIN) ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่าง 2 ประเทศในระดับยุทธศาสตร์     ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่มั่นคงและยั่งยืนใน โดยได้มีการหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง อาทิ การพัฒนานโยบายและกฎระเบียบด้านไปรษณีย์ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญกรรมทางออนไลน์ การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการจับคู่สตาร์ทอัพและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือด้านนวัตรกรรมดิจิทัล เช่น 5G และ AI ความร่วมมือเกี่ยวกับโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ และการพัฒนาทักษะแก่บุคลากรในภาคส่วนดิจิทัล พร้อมได้หารือถึงการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันให้มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ     ในโอกาสนี้ เวียดนามได้แสดงความยินดีแก่ประเทศไทยที่ได้ทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และขอบคุณที่ให้การต้อนรับคณะฯ ได้อย่างดีเยี่ยม การหารือในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามในหลากหลายมิติ เพื่อสร้างอนาคตดิจิทัลที่มั่นคง เชื่อมโยง และยั่งยืนในระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายมาซาชิ อะดาชิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น (MIC) ได้ร่วมหารือทวิภาคี ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOC) ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2565   ในโอกาสนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมความร่วมมือภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOC) ระหว่าง ดีอี และ MIC ของญี่ปุ่น ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และดิจิทัล พร้อมทั้งได้หารือโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันได้ อาทิ 3D Printing AI การส่งเสริมสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมเกมส์และความบันเทิง (game and entertainment industries) และการพัฒนาทักษะดิจิทัลใหม่ ๆ แก่บุคลากร    นอกจากนี้ ไทยยังได้เน้นย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมได้เสนอความร่วมมือภายใต้โครงการ “Thailand Digital Valley” ในจังหวัดชลบุรี แก่ฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อพิจารณา   ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฯ ประเสริฐ ยังได้แสดงความขอบคุณญี่ปุ่นที่มาลงทุนและทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดย กระทรวงดีอี ยินดีอำนวยความสะดวกในประเด็นที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ รวมถึงให้ความร่วมมือกับ MIC ในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกันภายใต้ MOC เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างทั้งสองประเทศในระดับที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น


เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับนางโจเซฟิน เตียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ และคณะ ระหว่างการหารือทวิภาคี ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าระหว่างทั้งสองประเทศ   ทั้งนี้ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือด้านดิจิทัลมาอย่างยาวนาน ซึ่งการหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะได้ผลักดันความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล Digital ID และการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทาง ไซเบอร์    นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการเข้าร่วมความตกลง DEPA (Digital Economic Partnership Agreement) ของไทย ซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานและความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้สอดคล้องกับพัฒนาการระดับสากล    ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวโน้มกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงานด้านดิจิทัลของทั้งสองประเทศ การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์เพื่อป้องกันภัยคุกคามในยุคดิจิทัล พร้อมได้ร่วมแบ่งปันกรณีศึกษา และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของแต่ละประเทศ สำหรับการหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยและสิงคโปร์ในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสรรค์อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมด้วยโอกาสใหม่ ๆ สำหรับประชาชนในยุคดิจิทัล

นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดประชุม UK Ai Week in Bangkok ในหัวข้อ Thailand’s AI Landscape ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2568 โดยมีเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าร่วมกล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) วิทยากรจากต่างประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์   ทั้งนี้ การประชุม UK AI Week in Bangkok เป็นการจัดการประชุมครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กับกระทรวงดีอี (โดย สพธอ.หรือ ETDA และศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AIGC)) และหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้โครงการ Program Management Unit for Competitiveness : PMUC และแพลตฟอร์ม Techsauce เป็นต้น    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ผ่านการหารือด้านนโยบายสำคัญ กฎระเบียบและกรอบการทำงาน การลงทุน และแรงจูงใจ รวมทั้งผลที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในภาคส่วนต่าง ๆ และการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนรัฐบาลไทย ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีการสาธิตวิธีการและขั้นตอนการใช้งาน AI ของรัฐบาลอังกฤษในการให้บริการและตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ

วันที่ 21 มกราคม 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุมการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) เพื่อติดตามความคืบหน้าและให้ข้อเสนอแนะในการจัดทําฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ สําหรับแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) ร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยมีผู้แทนจาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 13 – 19 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,302,986 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ผู้เสียหายสนใจทักไปสอบถามข้อมูลเพิ่มผ่านทาง Messenger Facebook และเข้ากลุ่ม Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกก่อนจึงจะโพสต์ขายสินค้าได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ต่อมามีการชักชวนให้โอนเงินลงทุนเพื่อรับค่าคอมมิชชัน แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,959,500 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาสอนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากเว็บไซต์ ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นชักชวนให้เข้า Group Line สอนการลงทุนและให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อเปิดพอร์ตการลงทุน ครั้งแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้จริง มิจฉาชีพแนะนำให้โอนเงินลงทุนเพิ่มเพื่อได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ต่อมาผู้เสียหายต้องการถอนเงิน แต่ไม่สามารถถอนได้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,744,476 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นรวยง่ายผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจทักไป สอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแนะนำและสอนขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ในการเทรดหุ้น ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ เมื่อโอนเงินเพิ่มและเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ตรวจสอบทราบภายหลังจากหน้าเพจ พบว่ามีการแสดงความคิดเห็นด้วยไอคอนรูปหน้าอารมณ์โกรธ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,152,954บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านข้อความทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ บริษัท ออล เอ็กซ์เพลส แจ้งว่ามีกิจกรรมพิเศษแจกอุปกรณ์เครื่องครัว ให้เพิ่มเพื่อนทาง Line ชักชวนทำกิจกรรมโอนเงินเพื่อรับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินไป ช่วงแรกสามารถถอนเงินออกมาได้จริง จึงโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ เมื่อสอบถามไปยังมิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายทำการถอนเงินบ่อยเกินไปทำให้ระบบล็อค ต้องโอนเงินไป เพื่อเปิดระบบให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก     และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,999,929 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยการโอนเงินสำรองทุนในการสั่งสินค้ามาจำหน่ายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายสนใจจึง สอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook แล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line ทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินไปลงทุนเรื่อย ๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ายอดเงินมูลค่าสูงต้องชำระค่าภาษีก่อน จากนั้นโอนเงินไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 21,159,845 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 17 มกราคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,395,511 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,143 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 480,175 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,194 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 147,495 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 30.72 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 113,918 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.72 (3) หลอกลวงลงทุน  70,174 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.61 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 45,260 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.43 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 36,065 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.51 (และคดีอื่นๆ 67,263 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.01)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุน เพื่อหารายได้พิเศษ หรือหลอกลวงชวนเทรดหุ้น และซื้อสินค้าเพื่อการลงทุน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และส่วนใหญ่มีการให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสมัครเข้าร่วมลงทุน และมีการใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะกล่าวอ้างว่ามีการทำผิดกฎไม่สามารถถอนเงินได้ ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ โดยควรสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ ของ สป.ดศ.

วันที่ 22 มกราคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการเชื่อมโยงข้อมูลและแนวทางการทำงานร่วมกันของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พลตำรวจตรี เอกณัฐ ลิ่มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีเปิดงาน “CYBERSEC ASIA x Thailand International Cyber Week 2025” เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 โดยมี พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย อาทิ รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล ฯลฯ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์    สำหรับงาน CYBERSEC ASIA x Thailand International Cyber Week 2025 จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมกับบริษัท VNU Asia Pacific เป็นงานแสดงนิทรรศการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากบริษัทชั้นนำของโลก ภายในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่และนวัตกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์    นอกจากนี้ ยังมีงานสัมมนาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเสริมสร้างความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน

วันที่ 22 มกราคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) ร่วมสนทนาในรายการ “สถานีประชาชน” ทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เรื่องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมแนะนำการสร้างภูมิคุ้มกัน “ภัยออนไลน์” ให้กับประชาชน ณ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS ถ.วิภาวดี-รังสิต กรุงเทพฯ


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2568 โดยการประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Collaboration for the Intelligent Age" ซึ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือในด้านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ระบบประมวลผลแบบควอนตัม, เศรษฐกิจดิจิทัล, นวัตกรรมหุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในระหว่างวันที่ 20 - 24 มกราคม 2568 ณ เมืองดาวอส, สมาพันธรัฐสวิส สำหรับการประชุมในปีนี้มีผู้เข้าร่วมการประชุมจากทั่วโลก รวมทั้งผู้นำทางการเมือง, นักธุรกิจชั้นนำ, และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ซึ่งได้ร่วมอภิปรายถึงบทบาทของเทคโนโลยี AI และการเรียนรู้ของเครื่องในการพัฒนาสังคม รวมถึงการปรับตัวของธุรกิจในยุคที่เทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งนี้ ในวันที่ 21 มกราคม 2568 รองนายกฯ ประเสริฐ ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับ H.E. Abdullah AlSwaha รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของซาอุดีอาระเบีย โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การยกระดับทักษะด้านดิจิทัล และการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลในภูมิภาค นอกจากนี้ รองนายกฯ ประเสริฐ ยังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Cisco Systems เกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงการสร้างศูนย์ฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับการประชุม WEF 2025 เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้นในระดับโลก 

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.