Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 18 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เป็นประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีไทย - จีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านดิจิทัล (The 2nd Thai–China Ministerial Dialogue on Digital Economy Cooperation) ครั้งที่ 2 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย H.E. Mr. Zhang YunMing ตำแหน่ง Vice Minister of Industry and Information Technology (MIIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานร่วมการประชุมฯ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วม ณ โรงแรมอนันตราริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   ทั้งนี้การประชุมฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านนโยบายและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างไทย-จีน ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจนและต่อเนื่อง และยกระดับความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างสองประเทศให้เพิ่มพูนก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และยึดประโยชน์ในรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายได้รับ (Win to Win)    นอกจากนี้ในการประชุมฯ รัฐมนตรี MIIT ของจีนได้นำภาคเอกชนจีน ที่ดำเนินกิจการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล ร่วมคณะเยือนไทยพร้อมกัน จำนวน 21 บริษัท โดยภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและจีนจะได้ร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ รวมถึงข้อเสนอกิจกรรม/ โครงการความร่วมมือระหว่างกันในการประชุม “Thailand - China Public and Private sectors Joint Business Dialogues” เพื่อแสวงหาและส่งเสริมความร่วมมือและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนระหว่างภาคเอกชนให้เพิ่มมากขึ้น

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ไวรัส hMPV ที่ระบาดหนักในประเทศจีน มีการผสมพันธุ์กับโควิด 19” รองลงมาคือเรื่อง “เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน ความเข้าใจผิด และมีผลกระทบต่อประชาชนและสังคมเป็นวงกว้าง   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 10 – 16 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,172 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 510 ข้อความ   สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 474 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 3 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 207 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 64 เรื่อง   ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย   กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 90 เรื่อง   กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 55 เรื่อง   กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่อง   กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10 เรื่อง   กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 38 เรื่อง   นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ และเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ ข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่   อันดับที่ 1 : เรื่อง ไวรัส hMPV ที่ระบาดหนักในประเทศจีน มีการผสมพันธุ์กับโควิด 19   อันดับที่ 2 : เรื่อง เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568   อันดับที่ 3 : เรื่อง หิมะแรกตกแล้วที่จังหวัดชัยภูมิ   อันดับที่ 4 : เรื่อง ทางรัฐ เปิด TikTok thangratnew สำหรับแจ้งข่าวสวัสดิการแห่งรัฐ   อันดับที่ 5 : เรื่อง กฟภ. เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ใช้ไฟฟรีผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ และแอปพลิเคชัน   อันดับที่ 6 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดกลุ่มแบ่งปันหุ้น เรียนรู้ฟรี   อันดับที่ 7 : เรื่อง ธนาคารออมสินส่งเอกสาร แจ้งเตือนการกรอกหมายเลขบัญชีธนาคารไม่ถูกต้อง   อันดับที่ 8 : เรื่อง ติดต่อ กฟภ. ผ่านไลน์ เพิ่มเพื่อนด้วยหมายเลข 099-191-3170   อันดับที่ 9 : เรื่อง มิเตอร์ไฟฟ้าแบบดิจิตอล ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น   อันดับที่ 10 : เรื่อง ทางรัฐ เปิด TikTok ใหม่สำหรับประชาสัมพันธ์ข่าวดิจิทัลวอลเล็ต   “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และเรื่องของภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของโครงการของรัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งมีส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลต่อประชาชนส่วนใหญ่” นายเวทางค์ กล่าว   สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ไวรัส hMPV ที่ระบาดหนักในประเทศจีน มีการผสมพันธุ์กับโควิด 19” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ยังไม่มีรายงานการผสมพันธุ์ระหว่างไวรัส hMPV กับ โควิด 19 แต่อย่างใด โดยในส่วนของเชื้อ hMPV สามารถแพร่กระจายจากคนที่ติดเชื้อไปยังผู้อื่นผ่านการไอหรือจาม การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ การสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วเชื้อเข้าทางปาก จมูก หรือดวงตา ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้นาน 1-2 สัปดาห์หลังจากแสดงอาการ ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่เป็นแบบประคับประคองตามอาการ ไม่ได้ร้ายแรง สามารถหายเองได้   ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กระทรวงศึกษาธิการ พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการสร้างความปั่นป่วน โดยเอาประกาศเก่าเกี่ยวกับแนวทางในการป้องกันและดูแลครูและนักเรียนภายใต้สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 มาเผยแพร่ ซึ่งตามข้อเท็จจริง สพฐ. ไม่ได้ดำเนินการประกาศสั่งปิดสถานศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศอันเนื่องมาจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในปีการศึกษา 2568 แต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com      

วันที่ 18 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้เกียรติกล่าวเปิดการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย – จีน ครั้งที่ 2 (Thailand - China Public and Private sectors Joint Business Dialogues) ร่วมกับ H.E. Mr. Zhang YunMing ตำแหน่ง Vice Minister of Industry and Information Technology (MIIT) สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี ทำหน้าที่ประธานร่วมกับ Ms Zheng Hong, Director General, Center for International Economic and Technological Cooperation โดยมีนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชนไทย-จีน เข้าร่วม ณ โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   สำหรับการประชุมจัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมทั้งหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทันสมัย อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น   นอกจากนี้ กระทรวงดีอี สนับสนุนบริษัท ด้านเทคโนโลยีและ ICT ของจีนที่ประสงค์จะมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ไทยแลนด์ดิจิทัล วัลเล่ย์(Thailand Digital Valley) ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa และตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งบริษัทที่มาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI   ขณะเดียวกันการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญในด้านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-จีน หรือ “Golden Year of Friendship”

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ทางรัฐ เปิด TikTok thangratnew สำหรับแจ้งข่าวสวัสดิการแห่งรัฐ” รองลงมาคือเรื่อง “กฟภ. เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ใช้ไฟฟรีผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ และแอปพลิเคชัน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 10 – 16 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,172 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 510 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 474 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 30 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 3 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 207 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 64 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ทางรัฐ เปิด TikTok thangratnew สำหรับแจ้งข่าวสวัสดิการแห่งรัฐ อันดับที่ 2 : เรื่อง กฟภ. เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ใช้ไฟฟรีผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ และแอปพลิเคชัน อันดับที่ 3 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดกลุ่มแบ่งปันหุ้น เรียนรู้ฟรี อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารออมสินส่งเอกสาร แจ้งเตือนการกรอกหมายเลขบัญชีธนาคารไม่ถูกต้อง อันดับที่ 5 : เรื่อง ติดต่อ กฟภ. ผ่านไลน์ เพิ่มเพื่อนด้วยหมายเลข 099-191-3170 อันดับที่ 6 : เรื่อง ทางรัฐ เปิด TikTok ใหม่สำหรับประชาสัมพันธ์ข่าวดิจิทัลวอลเล็ต อันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.กรุงไทย ปล่อยเงินกู้ผ่านไลน์ วงเงิน 5,000-500,000 บาท ไม่จำกัดอาชีพ อันดับที่ 8 : เรื่อง เปิดจองนักเทรดมือใหม่ สอนปั้นพอร์ตจากหลักพันสู่หลักแสน โดย ก.ล.ต. อันดับที่ 9 : เรื่อง ออมสิน ออกสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ และใช้หนี้นอกระบบ อันดับที่ 10 : เรื่อง ออมสินปล่อยสินเชื่อเพื่อประชาชน ผ่าน TikTok kmnvcuotu1pttamosin “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการสวัสดิการของรัฐบาล โครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ การชักชวนให้ลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อ และแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไป อาจส่งผลกระทบต่อเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ทางรัฐ เปิด TikTok thangratnew สำหรับแจ้งข่าวสวัสดิการแห่งรัฐ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี Tiktok ดังกล่าว ไม่ใช่บัญชีของ DGA ทั้งนี้ DGA มีช่องทาง Tiktok อย่างเป็นทางการ คือ DGAThailand (https://www.tiktok.com/@dgathailand) เท่านั้น ส่วนบัญชีอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้ไม่ใช่ช่องทางการติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการของ สพร. หากประชาชนหลงเชื่อ เข้าไปกดติดตาม อาจทำให้ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                                                                           --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 20 มกราคม 2568 นายเวทางค์  พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและป้องกันไม่ให้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ท มีการลงแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมาย หรือ มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ซื้อมือถือ    ทั้งนี้กระทรวงดีอี และ สคส. จึงได้เชิญบริษัทผู้จำหน่าย และให้บริการเกี่ยวกับมือถือทุกยี่ห้อ รวม 28 บริษัท พร้อมด้วยตัวแทนหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (สคป.) เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้มือถืออย่างเคร่งครัด และชี้แจงกฎหมายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนสรุปแนวทางป้องกันไม่ให้มือถือ และแท็บเล็ตที่วางจำหน่าย มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีแอปฯที่ผิดกฎหมายติดมาพร้อมกับตัวเครื่อง   ในที่ประชุม หน่วยงานกำกับดูแล ได้ให้ข้อมูล เรื่องกฎหมายและโทษที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ รวมทั้งสิทธิของผู้ซื้อสรุปได้ดังนี้   สำหรับกฏหมายและบทลงโทษสำหรับผู้ขายมือถือและแท็บเล็ต หรือ การลง แอปฯ สรุปได้ดังนี้ 1. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล      - กรณีไม่แจ้ง Privacy notice ผิด ม.23 (ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท)      - กรณีเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมอาจผิด ม.24 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยไม่ได้รับคำยินยอม(ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีไม่ลบ อาจผิด ม.21 เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย แตกต่างจากวัตถุประสงค์ (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ อาจเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเกินความจำเป็น ม.22 (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีมีการส่งโฆษณาเข้ามาอาจผิด ม.27 ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับคำยินยอม (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)      -กรณีผู้ควบคุมอยู่นอกราชอาณาจักรต้องแต่งตั้งตัวแทนผู้ควบคุมข้อมูลในราชอาณาจักร ม.37(5) (ปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท)   2. กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์      - กรณีติดตั้งแอปฯ เพื่อยิงโฆษณา อาจเป็นความผิดฐานเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งสแปม(พรบ.คอม ม.11 ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท)      - กรณีติดตั้งแอปฯ ซึ่งมี virus malware อาจเป็นความผิดฐานเผยแพร่ชุดคำสั่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมฯ ม.13 จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท)      - กรณีหลอกลวง บิดเบือน หรือนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ผ่านแอปฯ (พ.ร.บ.คอมฯ ม.14 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท)   3. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค      - ไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอ (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.39)      - ไม่ได้ทำสัญญาการกู้ยืม ไม่ได้ให้สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาหรือการทำสัญญาโดยไม่ถูกเอาเปรียบ (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.35 ทวิ ม.35 เบญจ ม.35 อัฏฐ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท)      - การแจ้งความ กองบังคับการการกระทำความผิดการคุ้มครองผู้บริโภค      -  กรณีที่มีการกู้ยืมโดยไม่ทำสัญญาอาจมีความผิด    4. กฎหมายเกี่ยวกับบริการทางการเงิน การคิดดอกเบี้ย       - ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต (ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5(7) และข้อ 16 จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท)      - การคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา 15% (พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ม.4(1) จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท) - พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ กรณีที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่ 2 แสนบาท    สำหรับ สิทธิของเจ้าของข้อมูล หรือผู้ซื้อมือถือและแท็บเล็ต สรุปได้ดังนี้ 1. กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล      - เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เห็นว่าแอปฯ มีการเก็บรวบรวมใช้และเปิดเผยข้อมูล ผิดวัตถุประสงค์การใช้งาน มีสิทธิ์ให้ผู้จำหน่ายโทรศัพท์ลบแอปฯ ที่ไม่ต้องการออกไปจากเครื่องได้ (ม.33)       - กรณีเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ให้คำยินยอมในแอปฯ ไปแล้ว มีสิทธิ์ถอนคำยินยอมในแอปฯได้ (ม.19)      - กรณีละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้เกิดความเสียหาย เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถฟ้องทางแพ่งเพื่อให้ชดใช้ค่าสินไหนทดแทนได้เป็น 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง (ม.77, ม.78)      - กรณีผู้จำหน่ายหรือ ผู้ควบคุมดูแลแอปฯ แล้วแต่กรณี ไม่สามารถตอบสนองต่อสิทธิ์นั้นได้ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีสิทธิ์ร้องเรียนต่อ สคส. เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขเยียวยาและพิจารณา โทษทางปกครองได้ (ม.73)    2. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค      - มาตรการเยียวยาความเสียหายทางแพ่งแก่ผู้บริโภค (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม.39)   3. กฎหมายเกี่ยวกับบริการทางการเงิน การคิดดอกเบี้ย      - สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาค่าชดเชยหากได้รับความเสียหาย      - สิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการทวงหนี้    นอกจากนี้ หน่วยงานได้รายงานเรื่องผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องเข้าร้องเรียนหรือขอใช้สิทธิ ถึงวันที่ 20 มกราคม 2568 ดังนี้ - มีผู้ติดต่อสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้สิทธิด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับมือถือ จำนวน 11 ราย  - มีผู้ติดต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อร้องเรียนเรื่องมือถือจำนวน 17 ราย  - สำหรับผู้เสียหายจากการใช้บริการด้านสินเชื่อ สภาองค์กรของผู้บริโภคอยู่ระหว่างการประสานงานและรับเรื่องเพื่อพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองบังคับการการกระทำความผิดการคุ้มครองผู้บริโภค (สคป.) ต่อไป   สำหรับการติดต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้อง      - สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โทร 02 1118800      - ธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร 1213      - สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โทร 1166       - การแจ้งความ กองบังคับการการกระทำความผิดการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) 02 191 9191                              --------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้หารือทวิภาคีกับ นายเหงียน มั่นห์ ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล (ASEAN Digital Ministers Meeting: ADGMIN) ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่าง 2 ประเทศในระดับยุทธศาสตร์     ในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันสร้างสังคมดิจิทัลที่มั่นคงและยั่งยืนใน โดยได้มีการหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง อาทิ การพัฒนานโยบายและกฎระเบียบด้านไปรษณีย์ โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญกรรมทางออนไลน์ การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการจับคู่สตาร์ทอัพและการจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือด้านนวัตรกรรมดิจิทัล เช่น 5G และ AI ความร่วมมือเกี่ยวกับโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ และการพัฒนาทักษะแก่บุคลากรในภาคส่วนดิจิทัล พร้อมได้หารือถึงการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และผลักดันให้มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ     ในโอกาสนี้ เวียดนามได้แสดงความยินดีแก่ประเทศไทยที่ได้ทำหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุม ADGMIN ครั้งที่ 5 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และขอบคุณที่ให้การต้อนรับคณะฯ ได้อย่างดีเยี่ยม การหารือในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามในหลากหลายมิติ เพื่อสร้างอนาคตดิจิทัลที่มั่นคง เชื่อมโยง และยั่งยืนในระดับภูมิภาค

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และนายมาซาชิ อะดาชิ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารแห่งประเทศญี่ปุ่น (MIC) ได้ร่วมหารือทวิภาคี ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOC) ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2565   ในโอกาสนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมความร่วมมือภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOC) ระหว่าง ดีอี และ MIC ของญี่ปุ่น ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และดิจิทัล พร้อมทั้งได้หารือโอกาสใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันได้ อาทิ 3D Printing AI การส่งเสริมสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมเกมส์และความบันเทิง (game and entertainment industries) และการพัฒนาทักษะดิจิทัลใหม่ ๆ แก่บุคลากร    นอกจากนี้ ไทยยังได้เน้นย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมได้เสนอความร่วมมือภายใต้โครงการ “Thailand Digital Valley” ในจังหวัดชลบุรี แก่ฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อพิจารณา   ขณะเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฯ ประเสริฐ ยังได้แสดงความขอบคุณญี่ปุ่นที่มาลงทุนและทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดย กระทรวงดีอี ยินดีอำนวยความสะดวกในประเด็นที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ รวมถึงให้ความร่วมมือกับ MIC ในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกันภายใต้ MOC เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างทั้งสองประเทศในระดับที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น


เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับนางโจเซฟิน เตียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ และคณะ ระหว่างการหารือทวิภาคี ณ โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าระหว่างทั้งสองประเทศ   ทั้งนี้ไทยและสิงคโปร์มีความร่วมมือด้านดิจิทัลมาอย่างยาวนาน ซึ่งการหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะได้ผลักดันความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล Digital ID และการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทาง ไซเบอร์    นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการเข้าร่วมความตกลง DEPA (Digital Economic Partnership Agreement) ของไทย ซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานและความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้สอดคล้องกับพัฒนาการระดับสากล    ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวโน้มกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงานด้านดิจิทัลของทั้งสองประเทศ การสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์เพื่อป้องกันภัยคุกคามในยุคดิจิทัล พร้อมได้ร่วมแบ่งปันกรณีศึกษา และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของแต่ละประเทศ สำหรับการหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยและสิงคโปร์ในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสรรค์อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมด้วยโอกาสใหม่ ๆ สำหรับประชาชนในยุคดิจิทัล

นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวเปิดประชุม UK Ai Week in Bangkok ในหัวข้อ Thailand’s AI Landscape ระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2568 โดยมีเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเข้าร่วมกล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) วิทยากรจากต่างประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์   ทั้งนี้ การประชุม UK AI Week in Bangkok เป็นการจัดการประชุมครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กับกระทรวงดีอี (โดย สพธอ.หรือ ETDA และศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AIGC)) และหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้โครงการ Program Management Unit for Competitiveness : PMUC และแพลตฟอร์ม Techsauce เป็นต้น    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร ผ่านการหารือด้านนโยบายสำคัญ กฎระเบียบและกรอบการทำงาน การลงทุน และแรงจูงใจ รวมทั้งผลที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในภาคส่วนต่าง ๆ และการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนรัฐบาลไทย ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีการสาธิตวิธีการและขั้นตอนการใช้งาน AI ของรัฐบาลอังกฤษในการให้บริการและตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ

วันที่ 21 มกราคม 2568 นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุมการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) เพื่อติดตามความคืบหน้าและให้ข้อเสนอแนะในการจัดทําฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ สําหรับแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) ร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยมีผู้แทนจาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 13 – 19 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,302,986 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ผู้เสียหายสนใจทักไปสอบถามข้อมูลเพิ่มผ่านทาง Messenger Facebook และเข้ากลุ่ม Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกก่อนจึงจะโพสต์ขายสินค้าได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ต่อมามีการชักชวนให้โอนเงินลงทุนเพื่อรับค่าคอมมิชชัน แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,959,500 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาสอนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากเว็บไซต์ ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นชักชวนให้เข้า Group Line สอนการลงทุนและให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อเปิดพอร์ตการลงทุน ครั้งแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้จริง มิจฉาชีพแนะนำให้โอนเงินลงทุนเพิ่มเพื่อได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ต่อมาผู้เสียหายต้องการถอนเงิน แต่ไม่สามารถถอนได้ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 7,744,476 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเชิญชวนเทรดหุ้นรวยง่ายผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจทักไป สอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแนะนำและสอนขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ในการเทรดหุ้น ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพื่อเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ เมื่อโอนเงินเพิ่มและเทรดหุ้นได้จำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ตรวจสอบทราบภายหลังจากหน้าเพจ พบว่ามีการแสดงความคิดเห็นด้วยไอคอนรูปหน้าอารมณ์โกรธ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,152,954บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านข้อความทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ บริษัท ออล เอ็กซ์เพลส แจ้งว่ามีกิจกรรมพิเศษแจกอุปกรณ์เครื่องครัว ให้เพิ่มเพื่อนทาง Line ชักชวนทำกิจกรรมโอนเงินเพื่อรับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินไป ช่วงแรกสามารถถอนเงินออกมาได้จริง จึงโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ เมื่อสอบถามไปยังมิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายทำการถอนเงินบ่อยเกินไปทำให้ระบบล็อค ต้องโอนเงินไป เพื่อเปิดระบบให้ทำการแก้ไข ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก     และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,999,929 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยการโอนเงินสำรองทุนในการสั่งสินค้ามาจำหน่ายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายสนใจจึง สอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook แล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line ทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินไปลงทุนเรื่อย ๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ายอดเงินมูลค่าสูงต้องชำระค่าภาษีก่อน จากนั้นโอนเงินไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 21,159,845 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 17 มกราคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,395,511 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,143 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 480,175 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,194 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 147,495 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 30.72 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 113,918 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.72 (3) หลอกลวงลงทุน  70,174 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.61 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 45,260 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.43 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 36,065 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.51 (และคดีอื่นๆ 67,263 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.01)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการหลอกให้ลงทุน เพื่อหารายได้พิเศษ หรือหลอกลวงชวนเทรดหุ้น และซื้อสินค้าเพื่อการลงทุน ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และส่วนใหญ่มีการให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสมัครเข้าร่วมลงทุน และมีการใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะกล่าวอ้างว่ามีการทำผิดกฎไม่สามารถถอนเงินได้ ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ โดยควรสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพิ่มเติม และกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบสัมภาษณ์ เพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ ของ สป.ดศ.

วันที่ 22 มกราคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการเชื่อมโยงข้อมูลและแนวทางการทำงานร่วมกันของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พลตำรวจตรี เอกณัฐ ลิ่มสังกาศ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.