Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET ชักชวนลงทุน” รองลงมาคือเรื่อง “เปิดรับสมัครงานเกษตรในออสเตรเลีย ผ่านเพจ บริษัทจัดหางาน จิงไซ Thailand” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 24 – 30 มกราคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 620 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 571 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 218 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 84 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET ชักชวนลงทุน อันดับที่ 2 : เรื่อง เปิดรับสมัครงานเกษตรในออสเตรเลีย ผ่านเพจ บริษัทจัดหางาน จิงไซ Thailand อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารออมสินเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ กู้ออมสิน อันดับที่ 4 : เรื่อง เปิดรับสมัครทำงานต่างประเทศถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านเพจ Work Australia agency 040 อันดับที่ 5 : เรื่อง สร้างโอกาสด้วยกองทุนรวมผสม เปิดพอร์ตเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท  กำกับโดย ก.ล.ต. อันดับที่ 6 : เรื่อง สวนผักโอ้กะจู๋ เปิดให้ลงทุนภายใต้คอนเซ็ปท์ Be Organic from Farm to Table ให้ปันผลสูง อันดับที่ 7 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดยื่นสิทธิรับเงินคืนจากอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านเพจ The country's Ministry of Justice อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดเพจเฟซบุ๊ก Pattavear รับทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง ลงทุนกับฮั่วเซ่งเฮง กองทุนหุ้น GOLD เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท รับปันผล 12-30% อันดับที่ 10 : เรื่อง วเซ่งเฮง เปิดโครงการใหม่ ให้คนไทยลงทุน กำกับดูแลโดย ก.ล.ต. “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ การชักชวนให้ลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ โครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ และชักชวนทำงานในต่างประเทศ อาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเพจเฟซบุ๊ก SET ชักชวนลงทุน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอยืนยันว่า เพจดังกล่าวเป็นเพจปลอม มีการแอบอ้างนำโลโก้ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ไปใช้เป็นภาพโปรไฟล์และภาพหน้าปกเฟซบุ๊ก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจงใจหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีการเปิดเพจเฟซบุ๊กเพื่อชักชวนลงทุนใด ๆ ทั้งสิ้น โดยหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามโดยตรงได้ที่ SET Contact Center 0 2009 9999 หรืออีเมล SETContactCenter@set.or.th อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ     ทั้งนี้กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าจนถึง ธันวาคม 2567 จำนวนรวมกว่า 1,660,000 กว่าบัญชี (ปปง. 630,537 บัญชี ธนาคารระงับ 581,637 บัญชี และ ศูนย์ AOC ระงับ 455,241 บัญชี)     พร้อมกับการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น โดยมีสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าในปี 2567 ตั้งแต่เดือน มกราคม – ธันวาคม  (12 เดือน) มีการจับกุมบัญชีม้าจำนวนรวม 2,495 ราย เฉพาะในเดือนธันวาคม 2567 มีผลการจับกุมจำนวน 328 ราย   ปัจจุบัน ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล เพื่อลดปัญหา พยายามหยุดการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายจากบัญชีม้า โดยตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย     นอกจากนี้ที่ประชุมฯ ยังได้พิจารณายกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. ได้ออกเป็นหนังสือเวียน เลขที่ ธปท.ฝตท. (01) ว. 384/2567 แจ้งต่อสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่ง ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติเดียวกัน เรื่อง การเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีลูกค้ามีความเสี่ยงสูงหรือใช้บัญชีที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมผิดปกติ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 เพื่อเป็นการจัดกลุ่มบัญชีม้า โดยยกระดับการจัดการ “บัญชี” เป็นระดับ “บุคคล” (ระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกบัญชี ทุกธนาคาร ถ้ามีชื่อว่าเป็นผู้ขายบัญชี ให้คนร้าย หรือ บัญชีม้า) และดำเนินการเข้มข้นขึ้นทั้งบัญชีในปัจจุบันและการเปิดบัญชีใหม่     “ปัจจุบัน กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีธนาคารใหม่ในธนาคารทุกสาขา ซึ่งหากพบความผิดปกติจะดำเนินการตรวจสอบทันที ให้ดังนั้นขอเตือนประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษหนักจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” นายประเสริฐกล่าว     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                                             --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงานการจัดอบรมเตรียมความพร้อมผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย จริยธรรม และเทคนิคการสืบสวนคดีคอมพิวเตอร์ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ให้มีความรู้ความเข้าใจและเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆในการปฏิบัติงาน




วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC) ให้สัมภาษณ์พิเศษ ประเด็น การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “ปิดซิมผี ปราบบัญชีม้า” ในรายการสถานีประชาชน ThaiPBS ณ สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ถนนวิภาวดี-รังสิต กรุงเทพฯ

ประกาศการขึ้นบัญชีและการยกเลิกบัญชีผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,335,051บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งให้ผู้เสียหายยืนยันการคุ้มครองเงินบำนาญ โดยสอบถามข้อมูลส่วนตัว และให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนต่าง ๆ จนถึงการสแกนใบหน้า ต่อมาผู้เสียหายต้องการตรวจสอบยอดเงินในบัญชี จึงพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 3,404,953 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นสกุลเงินดิจิทัล ผู้เสียหายสนใจจึงทดลองลงทุนทีละน้อยๆ ก็ได้ทุนและกำไรคืนมา จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีมูลค่าสูง แต่ไม่สามารถถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่ายังไม่ถึงเวลาถอน ให้โอนเงินลงทุนเพิ่มไปเรื่อยๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 5,729,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ใช้โพรไฟล์เป็นรูปชายหนุ่มหน้าตาดี ชวนพูดคุยสนทนากันจนสนิทใจ แต่ไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้ซื้อหวยสิงคโปร์ จากนั้นแจ้งว่าผู้เสียหายถูกรางวัลใหญ่ ให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อชำระภาษีก่อนจึงจะถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป แต่มิจฉาชีพอ้างข้อผิดพลาดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินเรื่อยๆ ผู้เสียหายนึกเฉลียวใจ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 4,315,810 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร เมืองสุรินทร์ แจ้งว่าพี่ชายของผู้เสียหายถูกตำรวจจับกุมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด โดยพี่ชายถูกยึดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ให้ไว้เพียงข้อมูลของผู้เสียหายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อได้เท่านั้น จากนั้นแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเป็นค่าปิดคดี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ผู้เสียหายได้โทรหาภรรยาของพี่ชายเพื่อสอบถาม ภรรยาของพี่ชายบอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่ได้โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5  คดีหลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบ เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์ มูลค่าความเสียหาย 8,395,639 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์อ้างเป็นพนักงานบริษัทขนส่ง Flash Express แจ้งว่าพัสดุของผู้เสียหายได้รับความเสียหาย ทางบริษัทจะทำการชดเชยค่าเสียหายคืนให้ จากนั้นมีการเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบัญชีธนาคารทั้งหมด พร้อมทั้งให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ ต่อมาได้รับข้อความแจ้งเตือนอัตโนมัติจากแอปพลิเคชัน Mobile Banking แจ้งว่าเงินโอนออกจากบัญชีจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 25,180,453 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 31 มกราคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,438,603 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,141 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 504,909 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,214 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 156,233 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 30.94 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 119,242 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.62 (3) หลอกลวงลงทุน 73,365 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.53 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 48,929 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.69 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 37,289 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.39 (และคดีอื่นๆ 69,851 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.83)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกให้ลงทุน เพื่อหารายได้พิเศษ หรือหลอกลวงชวนเทรดหุ้น ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และส่วนใหญ่มีการให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสมัครเข้าร่วมลงทุน และมีการใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพจะกล่าวอ้างว่ามีการทำผิดกฎไม่สามารถถอนเงินได้ ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง    นอกจากนี้ยังพบการถูกหลอกลวงผ่านแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อช่วยเหลือญาติ หรือแจ้งการคุ้มครองเงินบำนาญ โดยมีการหลอกลวงให้ติดตั้งแอปฯ เพื่อรับเงินคืน ขอเน้นย้ำว่าหน่วยงานรัฐ ไม่มีนโยบายในการโทรแจ้งให้โอนเงิน หรือโหลดแอปฯ ต่างๆแต่อย่างใด ซึ่งหากสงสัยขอให้หยุดทำธุรกรรมก่อน และติดต่อสอบถามรายละเอียดจากหน่วยงานรัฐนั้นๆโดยตรง ” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com       --------------------------------------------------------------------------------------



วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับผู้แทนจากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชันสำหรับผู้พิการทางสายตา ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าเทียม สำหรับทุกกลุ่มในสังคม ณ ห้องประชุม ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#กระทรวงดิจิทัล #กระทรวงดีอี #ดีอี

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้ดำเนินนโยบายการปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยดำเนินการยกระดับหน่วยงานภาครัฐใช้ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ในระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ซึ่งจัดทำและให้บริการ โดยกระทรวงดีอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านเอกสาร และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในองค์กร สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ลดการใช้กระดาษ ลดการตัดต้นไม้ และลดขยะที่ต้องเผาทำลาย ซึ่งเป็น 1 ในสาเหตุการเกิดมลพิษทางอากาศ และ PM 2.5 นอกจากนี้จุดเด่นของระบบ e-Office ยังสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้ทุกที่ (Work From Anywhere) สะดวก รวดเร็ว ลดการเดินทาง ลดการใช้พลังงานในสำนักงาน ลดการลงทุนภาครัฐที่ซ้ำซ้อน และมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ปัจจุบันมีหน่วยงานใช้งานระบบแล้วราว 100,000 users และขยายการใช้งานในหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยมีกรอบแนวทางการขับเคลื่อนภาครัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless Government) สู่รัฐบาลดิจิทัลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ดังนี้1.กลไกส่วนภูมิภาค : โดยกระทรวงดีอี ได้ขับเคลื่อน ระบบ e-Office ในส่วนภูมิภาค ภายใต้โครงการ “Digital Korat: The Future Starts now - โคราช มหานครดิจิทัลแห่งอนาคต” จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดต้นแบบในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดชลบุรี ฯลฯ โดยมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำนักงานสถิติจังหวัด) เป็นผู้ประสานการขอใช้งานในระดับจังหวัด2.กลไกส่วนกลาง : กระทรวงดีอีได้ร่วมขับเคลื่อนระบบ e-Office ในระดับกระทรวงและหน่วยงานราชการส่วนกลาง โดยมีการจัดทำ MOU ขับเคลื่อนการใช้งานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานศาลยุติธรรม “ขณะนี้มีหน่วยงานรัฐ ได้ดำเนินการเปิดใช้งานระบบ e-Office แล้วประมาณ 100,000 User และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2568 สามารถรองรับการใช้งานของหน่วยงานรัฐที่จะเข้าร่วมการยกระดับการทำงานผ่านระบบ e-Office ได้ถึง 1,000,000 User โดยการยกระดับหน่วยงานภาครัฐผ่านระบบ e-Office จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการประชาชนเพิ่มมากขึ้น ผ่านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อก้าวสู่สังคมไทยไร้กระดาษ” นายประเสริฐ กล่าวอย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐ (ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และสถานศึกษาของรัฐ) สามารถขอรับการสนับสนุนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC พร้อมทั้งให้ CA (Certification Authority) สำหรับผู้มีอำนาจลงนามหนังสือภายนอก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mdes.go.th#กระทรวงดิจิทัล #กระทรวงดีอี #ดีอี #รมวประเสริฐ--------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ( MOU) การใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ร่วมกับ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้ลงนาม MOU เพื่อยกระดับการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ที่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่และบุคลากร รวมกว่า 400,000 คน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารงานและการให้บริการประชาชน ผ่านระบบการยืนยันตัวตน (Digital ID) ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการลดการใช้งานกระดาษ ลดระยะเวลาการส่งหนังสือ พร้อมทั้งการประยุกต์การทำงานร่วมกับระบบ AI ที่ทำให้สามารถทำงานได้ทุกที่ (Work From Anywhere) โดยเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับจากทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และหน่วยงานทางด้านการเงิน   สำหรับปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่ใช้งานระบบแล้วราว 100,000 users อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ และกำลังขยายการใช้งานในหน่วยงานภาครัฐอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวทางการขับเคลื่อนภาครัฐผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless Government) สู่รัฐบาลดิจิทัลทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค#กระทรวงดิจิทัล #กระทรวงดีอี #ดีอี

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาโครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ตรวจราชการระดับกระทรวง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จัดโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ – 18 มีนาคม 2568 โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ   #กระทรวงดิจิทัล #กระทรวงดีอี #ดีอี #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.