Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ดีอี ย้ำ มาตรการ “Mobile Banking” แจ้งเตือนปชช. ผ่าน แอปฯ ธนาคาร เท่านั้น “ไม่มีการโทร-ส่งข้อความ SMS”   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากกรณีที่ กระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking” ซึ่งเริ่มดำเนินมาตรการฯ ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 โดยการแจ้งเตือน “กลุ่มที่ต้องยืนยันตัวตน” ให้มายืนยันตัวตน ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงภายในวันที่ 30 เมษายน 2568   ทั้งนี้ขั้นตอนการดำเนินมาตรการฯ ทางธนาคารจะแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของแต่ละธนาคารเท่านั้น โดยไม่มีการแจ้งเตือนผ่านทางช่องทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการโทรติดต่อโดยตรง หรือการแจ้งผ่านข้อความ SMS เพื่อป้องกันการแอบอ้างของมิจฉาชีพ โดยกลุ่มที่ต้องยืนยันตัวตน ซึ่งจะได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ Mobile Banking มี 2 กลุ่ม ได้แก่   1.กลุ่มลูกค้าที่ไม่พบข้อมูลชื่อเจ้าของซิม ซึ่งเปิดบัญชีตั้งแต่เดือน ม.ค.2565 = 2,364,370 ราย   2.กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ชื่อเจ้าของซิม/Mobile Banking ไม่ตรงกัน ซึ่งเปิดบัญชีตั้งแต่เดือน ม.ค.2565 = 811,645 ราย   สำหรับ 2 กลุ่มดังกล่าว จะได้รับแจ้งเตือนผ่าน แอปฯ ธนาคาร Mobile Banking เท่านั้น โดยจะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือการส่งข้อความทาง SMS และแพลตฟอร์มอื่นๆ   “อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และความวิตกกังวลต่อประชาชน กระทรวงดีอีขอแจ้งว่า ธนาคารได้ส่งข้อความแจ้งเตือนกลุ่มที่ต้องยืนยันตัวตน ทั้ง 2 กลุ่มไปแล้วทั้งหมด ซึ่งหากบุคคลใดไม่ได้รับการแจ้งเตือนผ่านแอปฯ Mobile Banking จากธนาคารโดยตรง บุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆทั้งสิ้น โดยขอย้ำว่าธนาคารไม่มีนโยบายแจ้งเตือนโดยการโทรติดต่อโดยตรง หรือการส่งข้อความ SMS แนบลิงก์ ซึ่งหากพบการกระทำดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ขอให้หลีกเลี่ยงการพูดคุยหรือการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายประเสริฐ กล่าว   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #ดีอี #รมวประเสริฐ #MobileBanking --------------------------------------------------------------------------------------

ปลัดดีอี ปาฐกถาพิเศษ งาน Thailand Rule of Law Fair 2025    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ร่วมปาฐกถาพิเศษ งาน Thailand Rule of Law Fair 2025 งานแฟร์เพื่อความแฟร์ ในหัวข้อ "Investing in the Rule of Law for a Sustainable Future" เปิดวิสัยทัศน์ผู้นำ “ลงทุน” กับ นิติธรรม หลักประกันอนาคตที่ยั่งยืน โดยมี ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมปาฐกถา พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ TIJ Common Ground สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  

ดีอี ร่วมคณะ รองนายกฯ ภูมิธรรม ลงพื้นที่ จ.ตาก ติดตามสถานการณ์ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์”   วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี เข้าร่วมการประชุมติดตามสถานการณ์และผลการปฏิบัติ ในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดบริเวณพื้นที่ชายแดน จังหวัดตาก และแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา ที่มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเทอร์มินอล ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก    สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย จังหวัดตาก กระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร สำนักงาน กสทช. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตามผลการปฏิบัติภายหลังจากรัฐบาลได้มีมาตรการตัดไฟชายแดนเมียนมา มาตรการห้ามส่งน้ำมันข้ามแดน และการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณชายแดนที่ฝั่งเมียนมาเชื่อมมาจากฝั่งไทย พร้อมทั้งตรวจจุดจำหน่ายและตัดไฟฟ้า บริเวณชายแดน 4 จุด 1.บ้านแม่กุใหม่ อ.แม่สอด 2.บ้านห้วยม่วง อ.แม่สอด 3.บริเวณสะพานมิตรภาพไทย - เมียนมา แห่งที่ 2 และ 4.บ้านวังผา อ.แม่ระมาด    ทั้งนี้ รองนายกฯ ภูมิธรรม ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการอย่างเข้มงวด ในการคัดกรอง ตรวจสอบ และสกัดกั้น อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับบริเวณชายแดนไทย - เมียนมา อาทิ ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์  

ดีอี ร่วมมอบใบประกาศนียบัตร งานอบรมฯ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมฯ   วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมมอบใบประกาศนียบัตรในงานจัดอบรมเตรียมความพร้อมผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ หรือผู้ที่เคยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ มาไม่น้อยกว่า 2 ปี และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนรวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้อง BB 201 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ  


ดีอี รุกตัดตอน “โจรออนไลน์” ออกมาตรการสกัดกั้น “บัญชีม้า-สัญญาณเน็ต” ชายแดนไทย-เมียนมา   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากกรณีที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติให้ตัดไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต และการส่งออกน้ำมัน ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา รวม 5 จุด ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจเป็นฐานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไปนั้น กระทรวงดีอีได้ติดตามความคืบหน้าของมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ร่วมเดินทางพร้อมกับคณะนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อประชุมหารือติดตามการปฏิบัติงานการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ณ อ.แม่สอด จ.ตาก    ทั้งนี้ผลจากการหารือร่วมระหว่างกระทรวงดีอี และสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ตรวจพบว่ามีการลักลอบปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตบริเวณชายแดนไปยังพื้นที่ต้องสงสัย ดังนั้นที่ประชุมจึงได้ร่วมกำหนดมาตรการการป้องกัน ดังนี้   1.เพิ่มการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และสกัดปิดกั้นสัญญาณอย่างเข้มข้น โดยปิดกั้นสัญญาณอินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ทั้งหมด รวมทั้งการตัดกระแสไฟฟ้าตู้กระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตในจุดที่มีความเสี่ยงการส่งสัญญาณไปยังพื้นที่ต้องสงสัย และมอบหมายให้ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตในความดูแลอย่างเข้มงวด   2.ตรวจสอบและระงับการใช้งาน Mobile Banking ที่ขึ้นบัญชีต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า ในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ทันที ซึ่งจะมีการตรวจสอบสัญญาณจาก IP Address ที่มีการใช้งานในพื้นที่ โดยกระบวนการนี้จะแบ่งเป็น (1) การร่วมกันตรวจสอบโดย ศูนย์ AOC กสทช. ธนาคาร (2) จากการแจ้งเบาะแสของประชาชน ผ่านศูนย์ AOC - ตำรวจ ก่อนส่งเรื่องให้กับธนาคาร กสทช. ตรวจสอบ และดำเนินการระงับสัญญาณและบัญชีธนาคารต่อไป   “กระทรวงดีอีไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว โดยได้มีการทำงานบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์บริเวณชายแดน ได้มอบหมายให้ ผอ.ศูนย์ AOC พร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวโดยตรง ลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานทันที สำหรับปัญหาที่พบในระหว่างปฏิบัติการตัดไฟฟ้า และสัญญาณอินเตอร์เน็ตบริเวณพื้นที่คือ การคำนึงถึงเรื่องของมนุษยธรรม เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่นอกจากจะมีการเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นฐานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้ว ยังได้เชื่อมต่อไปยังชุมชน โรงพยาบาลและโรงเรียนอีกด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน” นายประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตาม การป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล โดยกระทรวงดีอี ได้ดำเนินการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นี้ ได้มีการบรรจุวาระการติดตามความคืบหน้า และมาตรการการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษ   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441   --------------------------------------------------------------------------------------  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ลูกแม็กเย็บกระดาษสามารถทำเป็นขาเทียมได้” รองลงมาคือเรื่อง “น้ำดื่มมีกลิ่นคลอรีน อาจเป็นสัญญาณของน้ำไม่สะอาด” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเข้าใจผิด ความสับสน ความเชื่อผิดๆในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 831,692 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 418 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 382 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 36 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 146 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 66 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 66 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 42 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 11 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 19 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ รองลงมาเป็นเรื่องของการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ลูกแม็กเย็บกระดาษสามารถทำเป็นขาเทียมได้ อันดับที่ 2 : เรื่อง น้ำดื่มมีกลิ่นคลอรีน อาจเป็นสัญญาณของน้ำไม่สะอาด อันดับที่ 3 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่ง SMS แจ้ง QR Code รับเงินคืนค่าประกันมิเตอร์ อันดับที่ 4 : เรื่อง เปิดทำใบขับขี่ออนไลน์ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน ผ่านเพจ DLT E-Learning อันดับที่ 5 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ออกบัตรโดยเจ้าหน้าที่ขนส่ง ราคาเริ่มต้น 1,500 บาท อันดับที่ 6 : เรื่อง ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อผ่านแอปฯ กู๊ดมันนี่ กู้ 10,000 บาท ผ่อน 500 บาท อันดับที่ 7 : เรื่อง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมจัดงาน Miss One Earth 2026 อันดับที่ 8 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ACTIVE HERBALS hair promoting shampoo และ ACTIVE HERBALS hair promoting tonic กระตุ้นผมงอกใหม่ เสกลูกผมขึ้นใหม่ทดแทนการใช้ยา อันดับที่ 9 : เรื่อง ออมสิน ประกาศยกเลิกเครดิตบูโร ช่วยปิดหนี้สูงสุด 2 ล้านบาท อันดับที่ 10 : เรื่อง +6971065899704647 เป็นเบอร์โทรของไปรษณีย์ไทย “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ รองลงมาเป็นเรื่องการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความเชื่อผิดๆ และความวิตกกังวลได้ โดยในส่วนของข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของหน่วยรัฐ อาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน ซึ่งหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม อาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ลูกแม็กเย็บกระดาษสามารถทำเป็นขาเทียมได้” กระทรวงดีอี ได้ร่วมประสานงานกับ สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล ร่วมตรวจสอบ พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ลูกแม็กเย็บกระดาษไม่สามารถทำเป็นขาเทียมได้ ซึ่งในส่วนที่สมาคมขอรับบริจาคไส้ลูกแม็ก ห่วงอะลูมิเนียมมานั้น เพื่อนำไปขายแก่บริษัทที่มารับซื้อ โดยทางบริษัทรับซื้อจะนำไปหลอมแล้วส่งขายกับบริษัทที่ผลิตและขายอุปกรณ์ ไม้เท้า ไม้ค้ำที่มีส่วนผสมเป็นอะลูมิเนียม ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “น้ำดื่มมีกลิ่นคลอรีน เป็นสัญญาณของน้ำไม่สะอาด” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับการประปานครหลวง กระทรวงมหาดไทย ร่วมตรวจสอบ พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอให้ข้อมูลว่า คลอรีน (Chlorine) คือ สารเคมีประสิทธิภาพสูงที่นานาประเทศทั่วโลก ใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรคในระบบการผลิตน้ำประปา โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์แนะนำว่าจะต้องมีปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือ ตั้งแต่ 0.2 – 2 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงจะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิด ตลอดจนสิ่งปนเปื้อน ไปจนถึงบ้านของผู้ใช้น้ำ ทั้งยังเป็นปริมาณที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้น การได้กลิ่นคลอรีน จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าน้ำประปาที่บ้านของท่านสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com            --------------------------------------------------------------------------------------


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธ.ก.ส. ร่วมกับ กสิกร ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ลงทะเบียนผ่าน TikTok” รองลงมาคือเรื่อง “ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ baacthailand09” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 831,692 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 418 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 382 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 36 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 146 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 66 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธ.ก.ส. ร่วมกับ กสิกร ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ลงทะเบียนผ่าน TikTok อันดับที่ 2 : เรื่อง ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ baacthailand09 อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดบัญชี TikTok polkigukkrd อันดับที่ 4 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดบัญชีไลน์เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีการเงิน อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดบัญชี TikTok ชื่อ agriculturalextension_11 อันดับที่ 6 : เรื่อง พม. เปิดบัญชีติ๊กต็อก บอกเลขเด็ด อันดับที่ 7 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดบัญชี TikTok dy18ozezoiod จัดหางาน อันดับที่ 8 : เรื่อง ลงทุนตราสารหุ้นกับ ‘โบรกเกอร์แจน’ เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน อันดับที่ 9 : เรื่อง สำนักงานกิจการยุติธรรมเปิดเพจเฟซบุ๊ก Helpprevent and Suppress Cyber Fraud. อันดับที่ 10 : เรื่อง กองทุนหุ้น GOLD เปิดให้คนไทยในต่างประเทศเป็นเจ้าของพอร์ต ปันผลสูง 30% “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ ช่องทางติดต่อของหน่วยงานรัฐในการให้บริการประชาชน และการชักชวนให้ลงทุนต่างๆ อาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธ.ก.ส. ร่วมกับ กสิกร ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ลงทะเบียนผ่าน TikTok” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง โดยพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ธ.ก.ส. ไม่มีการปล่อยสินเชื่อร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย ผ่านบัญชี TikTok ชื่อ “ksikrzehbl9kbank” แต่อย่างใด ซึ่งบัญชีดังกล่าวเป็นการแอบอ้างโดยมิจฉาชีพ และธนาคารได้ดำเนินการแจ้งระงับบัญชีแล้ว ดังนั้นขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และโปรดตรวจสอบข้อมูลจากธนาคารโดยตรงก่อนทำธุรกรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------



ดีอี ร่วมประชุม Summit for Action on Artificial Intelligence (SAIA) ณ ประเทศฝรั่งเศส   9 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุม Summit for Action on Artificial Intelligence (SAIA) และกิจกรรมคู่ขนาน ภายใต้งาน SAIA โดยมีผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เข้าร่วม ระหว่างวันที่ 9 - 11 กุมภาพันธ์ 2568 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส    ทั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วย ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้เข้าร่วมงาน AI and Society House ณ Center Events Paris จัดโดย Humane Intelligence ซึ่งเป็นเวทีการอภิปรายและการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับมุมมองด้าน AI ที่หลากหลายจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การใช้ AI ที่มั่นคงและปลอดภัย และเทคโนโลยีที่มีความรับผิดชอบ ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในด้านความปลอดภัยของ AI และผลกระทบต่อการสร้างความเกลียดชังออนไลน์  การจัดการกับ Generative AI และความรุนแรงทางเพศทางออนไลน์ การลงทุนและความรับผิดชอบการใช้เทคโนโลยี AI   พร้อมกันนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ยังได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีสำหรับประเทศสมาชิก Global Partnership for Artificial Intelligence (GPAI) และประเทศที่สนใจ ณ กระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส จัดร่วมกันโดยรัฐบาลฝรั่งเศส เซอร์เบีย และสโลวาเกีย ซึ่งเป็นเวทีการหารือเกี่ยวกับแนวทางในการกำกับดูแล AI เพื่อแสวงหาโอกาสและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องธรรมาภิบาล AI  

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมและบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety) และการจัดการระงับ หรือบรรเทาความเสียหายอันเกิดจากเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยออนไลน์ SID THAILAND: SAFER INTERNET DAY THAILAND 2025 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายด้านความปลอดภัยออนไลน์ และแนวทางการจัดการปัญหาที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ประชาชนสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย ณ ห้อง 701 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดีอี เร่งขับเคลื่อน e-Office จัดกิจกรรมชวน อปท. สมุทรสงคราม 37 แห่ง ทดสอบใช้ระบบ   10 กุมภาพันธ์ 2568  นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 1 จังหวัดสมุทรสงคราม ภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนการใช้งาน e-Document ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น76 จังหวัด” พร้อมด้วยนางสาวมนปภพ สงวนสัตย์ สถิติจังหวัดสมุทรสงคราม นายสาธิต ตั้งฐานันดร โทรคมนาคมจังหวัดสมุทรสงคราม นายพิเชษฐ์ สาตร์กลิ่น โทรคมนาคมจังหวัดสมุทรสาคร นางสาวนัทธมน ฉิมมี รักษาราชการแทนท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรม ริเวอร์ตัน ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม    สำหรับกิจกรรมการอบรมฯ ในครั้งนี้ เป็นการจัดอบรมให้แก่ อปท. ในจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดใกล้เคียงที่มีความสนใจ โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 1 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จำนวน 35 แห่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 1 แห่ง เข้าร่วมกิจกรรม รวมจำนวนกว่า 200 คน รวมถึงมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์สำหรับเจ้าหน้าที่ อปท. ที่มีความสนใจ    นอกจากนี้ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารฯ ยังได้ร่วมประชุมหารือการขับเคลื่อนการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ร่วมกับสถิติจังหวัดสมุทรสงคราม และโทรคมนาคมจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อติดตามสถานะการดําเนินงานการขับเคลื่อนระบบ e-Office รวมถึงหารือแนวทางการขับเคลื่อนระบบ e-Office ในจังหวัดสมุทรสงครามด้วย ทั้งนี้ กระทรวงฯ มีกำหนดจัดกิจกรรมฯ ครั้งที่ 2 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568   

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 3-9 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam)  มูลค่าความเสียหาย 3,561,505 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่ม หน้าตาดีทักมาทำความรู้จักผ่านทาง Messenger Facebook และได้เพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินไปร่วม ลงทุนเทรดหุ้นเพื่อเป็นเงินในการสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังป่วยต้องการเงินมารักษา จึงขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้อีกหลายครั้ง  ยอดเงินครั้งสุดท้ายเป็นเงินจำนวนสูงมากจนน่าสงสัย จึงขอพูดคุยผ่านวิดีโอคอล แต่อีกฝ่ายปฏิเสธและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 5,700,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาลงทุนเทรดเงินดิจิทัลผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนผ่านทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพให้ทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวและติดตั้งแอปพลิเคชันที่ใช้ในการลงทุน โดยแจ้งว่าให้โอนเงินตามที่แนะนำเพื่อรับผลตอบแทนคืนกลับมาเร็ว หลังจากโอนเงินไปแล้วทำการเทรดอีกหลายครั้ง ช่วงแรกได้กำไรจากการเทรดและถอนได้จริง ต่อมา ผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าหากต้องการถอนเงินต้องโอนเงินเพื่อเป็นค่าใช้บริการแอปพลิเคชันก่อนจึงสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงิน ไป ภายหลังจากโอนเงินไปไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน มูลค่าความเสียหาย 3,505,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นหลาน แจ้งให้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นแจ้งให้ลบเบอร์โทรศัพท์เเละ Line เก่าทิ้ง เนื่องจากทำโทรศัพท์สูญหาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามที่มิจฉาชีพบอก ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่าขอยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนเทรดหุ้น หากได้ผลตอบแทนกลับมาจะนำมาแบ่งปัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ภายหลังไม่สามารถติดต่อได้ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติที่อยู่กับหลานพบว่าโทรศัพท์ของหลานไม่ได้สูญหาย และไม่ได้ติดต่อมา ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 7,423,305 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนหารายได้พิเศษ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วถูกดึงเข้าร่วม Group Line เพื่อลงขายสินค้าของตนเอง จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องโอนเงินเพื่อเป็นค่าสมัครใช้บริการก่อนจึงจะสามารถลงขายสินค้าได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ในช่วงแรกสามารถขายสินค้าและได้รับเงินจริง ต่อมามีการให้เข้าร่วมกิจกรรมโดยให้โอนเงินลงทุนเพื่อซื้อสินค้าหลากหลายประเภท มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินซื้อสินค้าราคาสูงเพื่อจะได้รับค่าตอบแทนจำนวนมากและรวดเร็ว ภายหลังผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถติดต่อกับทางมิจฉาชีพได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 8,061,259 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัท ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลสินค้าจากทางบริษัท จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line และส่งรางวัลสินค้าให้เลือก ต่อมาดึงเข้า Group Line เพื่อให้ยืนยันสิทธิ์และร่วมทำภารกิจกลุ่ม โดยให้กดติดตามเพจที่บริษัทกำหนด มีการให้โอนเงินเข้าไปในระบบก่อนและหากทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดจะได้รับเงินรางวัลจำนวนมาก พร้อมทั้งส่วนลดราคาสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ผู้เสียหายจึงเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้และไม่ได้รับรางวัลหรือส่วนลด ตนเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 28,251,069 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,461,074 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,142 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 517,954 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,224 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 160,655 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 30.94 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 122,086 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.62 (3) หลอกลวงลงทุน 75,076 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.53 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 51,128 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.69 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 37,964 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.39 (และคดีอื่นๆ 71,045 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.83)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หลอกให้ลงทุนซื้อสินค้า เพื่อหารายได้พิเศษ หรือหลอกลวงชวนเทรดหุ้น ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย คือ Facebook และส่วนใหญ่มีการให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสมัครเข้าร่วมลงทุน และมีการใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังพบเคสที่หลอกลวงว่าเป็นญาติผู้เสียหาย ยืมเงินเพื่อไปลงทุนแล้วอ้างให้ผลตอบแทน ทั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด รวมทั้งหากมีการอ้างว่าเป็นญาติ ควรตรวจสอบกับกับญาติหรือคนใกล้ชิดให้แน่ใจ ก่อนมีการโอนเงิน หรือทำธุรกรรมใดๆ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com     --------------------------------------------------------------------------------------  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.