Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วานนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2568) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดทำฐานข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ สำหรับแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-fence) ซึ่งเป็นการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลผู้จดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ และการแสดงผลข้อมูล Caller ID ร่วมกับผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยมีผู้แทนจาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี

ปลัดดีอี บรรยายพิเศษ “การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล” ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยกระดับทักษะการพัฒนาซอฟต์แวร์ของกำลังคนดิจิทัลภาครัฐ” ของกระทรวงดีอี  (Future Skill for Business) ณ โรงแรม เดอะ พาลาสโซ กรุงเทพฯ#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม#กระทรวงดีอี#DE#ปลัดวิศิษฏ์

ดีอี เร่งรัดปราบปราม “โจรออนไลน์” เผยผลระงับบัญชีม้า กว่า 1.5 ล้านบัญชี แจ้งเตือน Mobile banking แล้ว 1.8 ล้านหมายเลข   เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   นายประเสริฐ เปิดเผยว่าในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  6 เรื่องสำคัญ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 31 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้                1. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ เดือน มกราคม 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ม.ค. 68 มีจำนวน 2,590 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.81 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   - การจับกุมคดีพนันออนไลน์ ม.ค. 68 มีจำนวน 1,083 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.78 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ม.ค. 68 มีจำนวน 195 ราย ลดลงร้อยละ 18.75 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนัน กระทรวงดีอี ปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ/URLs ที่ไม่เหมาะสม (ปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 31 ม.ค.68 ระยะเวลา 4 เดือน) - การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 27,134 (URLs) หลอกลวงออนไลน์ 1,007 (URLs) เว็บไซต์ผิดกฎหมายอื่นๆ จำนวน 22,678 (URLs) รวมปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายแล้ว จำนวน 50,819 (URLs) - การประสานแพลตฟอร์มเพื่อขอปิดกั้น เกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 6,128 (URLs) ไม่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 17,689 (URLs) (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี)   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานที่สำคัญตั้งแต่ 1 พ.ย.66 - 31 ม.ค.68 มีดังนี้ - ระงับบัญชีต้องสงสัย รวมเป็นจำนวนกว่า 1,572,317 บัญชี (AOC จำนวน 317,317 บัญชี ธนาคาร จำนวน 1,255,000 บัญชี)  - ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วกว่า 694,376 บัญชี ( ณ วันที่ 11 ก.พ. 68 โดยจำนวนดังกล่าว เป็นจำนวนบัญชีที่ปปง.อายัด รวมกับบัญชีต้องสงสัยที่ AOC ส่งให้ ปปง.ตรวจสอบและทำการอายัดบัญชี)    4.การแก้ไขปัญหาซิมม้า และ ซิมม้าที่ผูกกับ Mobile banking  ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 31 ม.ค. 68 มีดังนี้   - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผลการดำเนินงาน มีดังนี้ (1) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 101 เลขหมายขึ้นไป โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5,078,283 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 4,246,142 เลขหมาย จำนวนที่ถูกระงับ 832,141 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 68) (2) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 3,981,251 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 2,385,311 เลขหมาย จำนวนที่ถูกระงับ 1,595,940 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.พ. 68)   - มาตรการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking ชื่อผู้ใช้โทรศัพท์มือถือตรงกับชื่อเปิดบัญชีธนาคาร เริ่มให้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าข่าย จำนวน 3,238,971 ราย ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.68 มีกำหนดภายใน 90 วัน จนถึงภายในวันที่ 30 เม.ย.68 โดยธนาคารแจ้งเตือนผู้ที่เข้าข่ายยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารแล้ว จำนวน 1,836,636 ราย เหลืออีกจำนวน 1,402,335 ราย   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ตามมาตรการ ตัดไฟ สัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในพื้นที่ 5 จุดชายแดนไทย-เมียนมา ในพื้นที่ จ.ตาก จ.กาญจนบุรี และจ.เชียงราย กระทรวงดีอี กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ปฏิบัติการตามมาตรการระงับเสาสัญญาณโทรศัพท์ในการแก้ไขเสาสัญญาณฯ ให้เป็นไปตามมาตรการฯ ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จำนวน 24 ต้น อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จำนวน 8 ต้น อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 10 ต้น การปฏิบัติการตามมาตรการระงับสายอินเทอร์เน็ต พบการเชื่อมต่ออุปกรณ์แปลงสัญญาณเป็น Fiber optic จากบ้านหลังหนึ่งข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี จำนวน 1กรณี พบการลักลอบสาย fiber optic อำเภอเมือง จ. กาญจนบุรี จำนวน 4 เส้น อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 1 เส้น   6. มาตรการส่งดี (Dee-Delivery) การให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทาง (COD)    จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ภายหลังจากการดำเนินมาตรการฯ ของผู้ให้บริการขนส่งจำนวน 9 ราย พบว่า มาตรการดังกล่าวได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น โดยมีการส่งสินค้าเก็บเงินปลายทางเพิ่มมากขึ้น มีการเปิดตรวจสอบสินค้าก่อนชำระเงินเพิ่มขึ้น ในส่วนของการขอคืนสินค้า และขอคืนเงินพบว่ามีจำนวนลดลง    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ได้รับมอบหมายให้ติดตามผลการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เป็นรายสัปดาห์ เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรี รับทราบความเคลื่อนไหว โดยภาพรวม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ โดยในส่วนของการระงับบัญชีม้าที่มีตัวเลขลดลงนั้น เป็นผลมาจากการปลดล็อคบัญชีธนาคารที่มีการตรวจสอบแล้วว่าไม่เข้าข่ายเป็นบัญชีม้า    “นอกจากนี้ คกก.ฯ ยังได้เสนอการแก้ไข พ.ร.ก.อาชญากรรมออนไลน์ ใหม่ เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามอาชญากกรมออนไลน์ มีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ ร่าง พ.รก. อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อมีการพิจารณาแล้วเสร็จ จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.68 นี้ โดยหวังว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามภัยออนไลน์ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ลดลงโดยเร็ว ช่วยลดความเดือนร้อนให้กับประชาชน” รองนายกประเสริฐ กล่าว       หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                              --------------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) กลับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สำหรับ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลได้ดำเนินโครงการอัญเชิญมาประดิษฐานในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนในปี 2568

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการร่วมไทยและยูเนสโกด้านสารัตถะ เพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” (Program Committee) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการฯ และทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมฯ ร่วมกับ Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ  โดยมี Ms. Gabriela Ramos ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งยูเนสโก ผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโก พร้อมด้วย ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เข้าร่วมการประชุมฯ ณ สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ และผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยที่ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการด้านสารัตถะ ภาพรวมของการประชุมฯ และกิจกรรมต่าง ๆ ของการประชุม Global Forum on the Ethics of AI ครั้งที่ 3 ในเดือนมิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งประเทศไทยร่วมกับ UNESCO จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เช็กสถานะรับเงินดิจิทัลฯ เฟส 3 เฟส 4 ในแอปฯ ทางรัฐได้แล้ว” รองลงมาคือเรื่อง “ดื่มน้ำมะกรูดโซดา ลดไขมันในเลือด ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเข้าใจผิด ความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 7 – 13 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 825,786 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 529 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 492 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 30 ข้อความ และ ช่องทาง Facebook จำนวน 81 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 175 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 44 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 88 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 54 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 3 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 22 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับโครงการของรัฐ เรื่องสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เช็กสถานะรับเงินดิจิทัลฯ เฟส 3 เฟส 4 ในแอปฯ ทางรัฐได้แล้ว อันดับที่ 2 : เรื่อง ดื่มน้ำมะกรูดโซดา ลดไขมันในเลือด ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น อันดับที่ 3 : เรื่อง เช็กสุขภาพเลือดได้จากเส้นผม อันดับที่ 4 : เรื่อง เครื่องดื่มป้องกันการตั้งครรภ์ อันดับที่ 5 : เรื่อง พะยูนไทยจะสูญพันธุ์ ใน 3 เดือน เกยตื้นตายไปแล้ว 29 ตัว อันดับที่ 6 : เรื่อง ภูมิปัญญาชาวบ้านรักษาฟันผุ สมุนไพรช่วยขับหนอนชอนรากฟันได้ อันดับที่ 7 : เรื่อง ออมสินยกเลิกแบล็คลิสต์ ปล่อยกู้ 100,000 บาท ผ่อนเพียง 2,167 บาท/เดือน อันดับที่ 8 : เรื่อง ดาวเทียมธีออส-2 ถูกใช้สำรวจพิกัดจุดตำแหน่งวัตถุในคดีแตงโม อันดับที่ 9 : เรื่อง เงินกู้ด่วน ประกันสังคมจับมือเฮงลิสซิ่ง ปล่อยกู้ 30,000 บาท ผ่อนแค่ 238 บาท/เดือน อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจ LEASE it PCL 743 ปล่อยสินเชื่อ ธ.ออมสิน วงเงินสูงสุด 1,000,000 บาท “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการรัฐบาล และผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเรื่องของโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความเชื่อผิดๆ และความวิตกกังวลได้ โดยในส่วนของข่าวปลอมขอให้ประชาชนระมัดระวัง การแอบอ้างของมิจฉาชีพ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน ซึ่งหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เช็กสถานะรับเงินดิจิทัลฯ เฟส 3 เฟส 4 ในแอปฯ ทางรัฐได้แล้ว” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ช่องทางที่ให้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ไม่ใช่ช่องทางการติดต่อสื่อสารเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลการดำเนินงานตามภารกิจที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการของ DGA และปัจจุบัน ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 และ เฟส 4 อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของโครงการฯ ต่อไป ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ดื่มน้ำมะกรูดโซดา ลดไขมันในเลือด ช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ  โดยขอชี้แจงว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันถึงการดื่มน้ำดังกล่าวว่าจะสามารถลดไขมันในเลือด หรือช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้ และโซดายังมีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร หรือปัญหาลำไส้แปรปรวนได้ อีกทั้งอาจทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำไม่เพียงพอ หากดื่มแทนน้ำเปล่า อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิด TikTok ใหม่ ชื่อ กระทรวงส่งเสริมราย ในครัวเรือน” รองลงมาคือเรื่อง “โอ้กะจู๋ เข้าร่วมจดทะเบียนใน SET เปิดระดมทุนขยายธุรกิจร้านอาหารเพื่อสุขภาพ” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 7 – 13 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 825,786 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 529 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 492 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 31 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 175 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 44 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิด TikTok ใหม่ ชื่อ กระทรวงส่งเสริมราย ในครัวเรือน อันดับที่ 2 : เรื่อง โอ้กะจู๋ เข้าร่วมจดทะเบียนใน SET เปิดระดมทุนขยายธุรกิจร้านอาหารเพื่อสุขภาพ อันดับที่ 3 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียน เหยื่อมิจฉาชีพขอรับเงินคืนผ่านเพจ Fighting dangers online อันดับที่ 4 : เรื่อง หัวหน้ากลุ่มงานบัญชีการเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดบัญชีไลน์ให้บริการประชาชน อันดับที่ 5 : เรื่อง เว็บไซต์ปรากฏข้อมูลชื่อและภาพผู้บริหาร SET ชักชวนให้ลงทุน อันดับที่ 6 : เรื่อง ก.ล.ต. ขายหุ้นผ่านเพจ Ohkajhu ปลูกผักเพราะรักแม่ เปิดพอร์ตเริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 390 บาท อันดับที่ 7 : เรื่อง เปิดบัญชีไลน์ ผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ วิเคราะห์หลักทรัพย์ ของ ก.ล.ต. อันดับที่ 8 : เรื่อง บัญชีไลน์ okj-online เป็นเจ้าหน้าที่ปรึกษาด้านการลงทุน จาก ก.ล.ต. อันดับที่ 9 : เรื่อง ผู้เชี่ยวชาญจาก ก.ล.ต. ชักชวนลงทุน ผ่านไอดีไลน์ pimnara_9 อันดับที่ 10 : เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดบัญชี TikTok ชื่อ vawenckhzj8 “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการการอ้างอิงการให้บริการของหน่วยงานรัฐ การเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และการชักชวนให้ลงทุนต่างๆ อาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิด TikTok ใหม่ ชื่อ กระทรวงส่งเสริมราย ในครัวเรือน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าเป็นบัญชีปลอม โดยบัญชี TikTok ดังกล่าวเป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลอกลวงประชาชน ซึ่งมีการอ้างอิงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดใบ้หวย โดยบัญชีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ แต่อย่างใด ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ มี 4 ช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการให้ติดตาม ได้แก่ 1) youtube : MOAC Thailand 2) Facebook : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3) เว็บไซต์ www.moac.go.th 4) Twitter : กระทรวงเกษตรฯ @PR_MOACอย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com ----------------------------------------------------------------------------------

ดีอี ประชุมคณะอนุฯ ด้านพิธีการและอำนวยการ เตรียมงาน Global Forum on the Ethics of AI 2025   วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ เพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้แทนจากสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. หรือ ETDA) พร้อมด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 สำนักงานปลัดกระทรวงฯ และผ่านระบบการประชุมทางไกล   โดยที่ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการด้านสถานที่จัดประชุมรูปแบบ Key Visual แผนการประชาสัมพันธ์ แผนการทำงาน และการมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินการตามภารกิจของคณะอนุพิธีการฯ สำหรับการจัดการประชุม Global Forum on the Ethics of AI ครั้งที่ 3 ในเดือนมิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งประเทศไทยร่วมกับ UNESCO จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รองนายกฯ ประเสริฐ ตรวจเยี่ยมศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ เชื่อมั่นระบบคัดแยกพัสดุที่ทันสมัย มีมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการลักลอบฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมทั้งหนุนระบบโลจิสติกส์ภาคใต้   นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และคณะทำงานฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และระบบคัดแยกพัสดุของไปรษณีย์ไทย โดยมีนางทัทยา อนันตะเศรษฐกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการภูมิภาค บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากสำนักงานไปรษณีย์เขต 9 และศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่   จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฯ พร้อมรับฟังรายงานจากนายไชยพงศ์ ศรีทอง ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์เขต 9 และนายลิขิต กิจวานิชเสถียร หัวหน้าศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ซึ่งได้ นำเสนอแนวทางการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งพัสดุในพื้นที่ รวมถึงแผนการพัฒนาศูนย์ฯ ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของภาคใต้ โดยได้ย้ำถึงมาตรการสิ่งของห้ามส่งทางไปรษณีย์โดยเด็ดขาด ได้แก่ ยาเสพติด อาวุธ และสิ่งผิดกฎหมายผ่านเส้นทางไปรษณีย์ว่า ไปรษณีย์ไทยมีมาตรการรักษาความปลอดภัยและป้องกันการลักลอบฝากส่งสิ่งของผิดกฎหมายที่เคร่งครัด ขณะเดียวกัน มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมใช้เครื่องสแกนวัตถุระเบิดแบบ X-ray ณ ศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้มีการเสนอปรับปรุงกฎหมายไปรษณีย์ไทยให้มีความทันสมัย และรองรับเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของไปรษณีย์ไทยให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล เนื่องจากกฎหมายเดิมที่ใช้มานานกว่า 77 ปี   ทั้งนี้ ในช่วงของน้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ได้มีการขนส่งสินค้าทางอากาศ เนื่องจากเส้นทางบางเส้นทางน้ำท่วม เพื่อไม่ให้สินค้าตกค้างและได้รับสินค้าตรง เวลา ขณะเดียวกัน ในช่วงฤดูกาลผลไม้ ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ยังช่วยในการขนส่งกระจายผลไม้ไปยังภูมิภาคต่างๆ ให้ทันต่อเวลา ไม่ให้ผลไม้เน่า หรือเสียหาย โดยได้เพิ่มขนาดและจำนวนรถให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ในอนาคตหากเกิดอุทกภัยในการขนถ่ายสินค้าจนเกิดความล่าช้า ได้มีแผนการขนสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบให้แก่ประชาชน ซึ่งที่ผ่านมามีการขนส่งทางอากาศจำนวน 33,000 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าออนไลน์ และเป็นสินค้าที่ฝากส่งหน้าเคาน์เตอร์ไปรษณีย์ ส่วนการคัดแยกสินค้าในแต่ละวันประมาณ  7 หมื่นชิ้น  ที่เป็นส่วนพิเศษจะใช้กำลังคนและสายพานลำเลียงในการคัดแยก อีกทั้งก่อนจะมีการกระจายสินค้าไปยังจังหวัดต่างๆได้มีการเอกซเรย์ หรือ สแกน ตรวจสอบสินค้า หากเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายจะมีการอายัดเอาไว้ โดยมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 38 ล้านบาท   สำหรับ ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญของภาคใต้ตอนล่าง เชื่อมโยงการขนส่งพัสดุกับศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ และให้บริการกระจายพัสดุครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยเปิดทำการตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 เป็นต้นมา รวมระยะเวลา 27 ปี มีเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ ถ.เลี่ยงเมือง-สายเซีย ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งปัจจุบันมีระบบคัดแยกพัสดุที่ทันสมัย รองรับปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการค้าดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #รมวประเสริฐ

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 10 - 16 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 2,592,850 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนให้ลงทุนฝากเงินในบัญชีธนาคารต่างประเทศ แจ้งได้ดอกเบี้ยสูงและรวดเร็วสามารถยกเลิกได้ทันที ผู้เสียหายสนใจจึงพูดคุยสอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพส่งลิงก์เว็บไซต์ที่ใช้สำหรับการลงทุน และแจ้งว่าจะต้องมีค่าสมัครการใช้บริการ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในช่วงเเรกได้รับผลตอบแทนจริง จึงโอนเงินลงทุนไปหลายครั้ง ภายหลังต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพอ้างว่ามี ยอดเงินในบัญชีสูงจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีในการถอนเงินออกมา จึงโอนเงินไปเพื่อดำเนินการ หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อกับมิจฉาชีพได้อีกและไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,037,652 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทาง Messenger Facebook อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แจ้งว่าผู้เสียหายจะได้รับค่าภาษีรายได้ส่วนบุคคลคืน แล้วให้เพิ่มเพื่อนทาง Line ให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อยืนยันสิทธิ์ ต่อมาให้สแกน QR Code และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ จากนั้นได้รับข้อความจาก Mobile Banking แจ้งว่ายอดเงินในบัญชีถูกโอนออกไปจนหมด ผู้เสียหายติดต่อมิจฉาชีพแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 39,116,981 บาท โดยผู้เสียหายได้พบโฆษณาชักชวนเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพส่งลิงก์สำหรับการลงทุนเทรดหุ้นและแนะนำขั้นตอนต่างๆ จากนั้นให้โอนเงินเพื่อทำการเริ่มลงทุน ในช่วงแรกได้รับผลตอบเเทนจริง ต่อมาแจ้งว่าให้โอนเงินเทรดหุ้นเพิ่ม เนื่องจากหุ้นที่ผู้เสียหายกำลังสนใจมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีมูลค่าสูงขึ้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินเพิ่มไปหลายครั้ง ภายหลังไม่สามารถติดต่อกับทางมิจฉาชีพได้ จึงได้ติดต่อสอบถามกับ บริษัทที่ลงทุน ทราบว่าบริษัทถูกมิจฉาชีพนำชื่อไปแอบอ้าง ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,339,612บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่โทรคมนาคม แห่งชาติ แจ้งว่าบัตรประจำตัวประชาชนของผู้เสียหายถูกนำไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้า จากนั้นมีการโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับคดี และให้โอนเงินตรวจสอบเส้นทางการเงิน อ้างว่าจะมีการโอนเงินคืนให้หลังจากตรวจสอบเสร็จสิ้น หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีโทษตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังไม่มีการโอนเงินคืนและไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,303,893 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line มิจฉาชีพส่งภาพถ่ายหน้าร้านค้าออนไลน์ของผู้เสียหาย และชักชวนให้เปิดร้านค้าเพิ่มใน Group Line โดยจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกการขายสินค้า ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินไปและถูกดึงเข้า Group Line ในช่วงแรกสามารถขายสินค้าและได้รับเงินจริง ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ารหัสการใช้งานของผู้เสียหายจะหมดอายุต้องโอนเงินเพื่อเป็นการต่ออายุสมาชิก จึงโอนเงินไปอีกหลายครั้ง ภายหลังต้องการถอนเงินออกจากระบบ มิจฉาชีพอ้างว่ารหัสสมาชิกของผู้เสียหายเกิดข้อผิดพลาด ต้องโอนเงินเพื่อแก้ไขในระบบก่อนจึงจะสามารถถอนเงินออกมาได้ หลังจากโอนเงินไปไม่สามารถถอนเงินได้ และถูกลบออกจาก Group Line ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 47,390,988 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,479,942 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,135 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 528,201 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,228 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 164,173 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.08 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 124,355 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.55 (3) หลอกลวงลงทุน 76,640 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.51 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 52,567 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.95 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 38,463 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.28 (และคดีอื่นๆ 72,003 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.63)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น โดยโฆษณาผ่าน TikTok ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อสูญเงินกว่า 39 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการหลอกลวงรูปแบบอื่นๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook และ Line โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร เพื่อทำเรื่องขอคืนเงินภาษี หรือข่มขู่ว่าผู้เสียหายพัวพันกับบัญชีม้า ทั้งนี้ขอย้ำว่า การติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรงหรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามาขอให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com     --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานประชุมสัมมนา "Government Data Catalog Day 2024: The Power of Data in Driving Thailand’s Future” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และพิธีมอบโล่รางวัล GD Catalog Award 2567 พร้อมเยี่ยมชมบูทกิจกรรมนําเสนอการใช้ประโยชน์บัญชีข้อมูลภาครัฐกว่า 50 หน่วยงาน โดยมีนายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้บริหารกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารบี ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   การประชุมฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อ มุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดทำและบูรณาการบัญชีข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของบัญชีข้อมูลภาครัฐ โดยมี วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนกว่า 1,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน   สำหรับระบบบัญชีข้อมูลภาครัฐ เปิดให้ผู้สนใจเข้าสืบค้นข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐถึง 8,390 ชุดข้อมูล จาก 276 หน่วยงานรัฐ ได้แล้วที่ https://gdcatalog.go.th/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ สำนักงานสถิติแห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2141 7408-9 อีเมล gsic@nso.go.th

ดีอี จัดกิจกรรม “รู้เท่าทัน-รับมือข่าวปลอม” ในสถานศึกษา ครั้งที่ 1   วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการจัดกิจกรรม “เสริมสร้างการรับรู้เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ในสถานศึกษา ครั้งที่ 1” ภายใต้ “โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC)” ณ โรงเรียนวัดผาสุกมณีจักร อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี   สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความเข้าใจในการวิเคราะห์ข้อมูล เนื้อหาและข่าวสารที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต รู้จักแยกแยะข้อความที่เป็นข่าวจริง ข่าวปลอม และข่าวบิดเบือน ผ่านการจัดนิทรรศการให้ความรู้ และกิจกรรมเกมเสริมทักษะ เพื่อให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม เรื่อง นักสืบตัวจิ๋วในยุคดิจิทัล : แยกข่าวจริง ข่าวปลอม จากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญ   

ปลัดดีอี ร่วมบรรยาย “ดิจิทัล-ไซเบอร์ สู่ความเชื่อมั่น” ในงาน “Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย”   วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมบรรยายพิเศษ ภายในงานสัมมนา “Matichon Leadership Forum 2025 : Trust Thailand เชื่อมั่นประเทศไทย” ที่มี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เชื่อมั่นประเทศไทย” ณ ห้อง Ballroom 1 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ    สำหรับศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ดิจิทัล-ไซเบอร์ สู่ความเชื่อมั่น” โดยกล่าวถึงการพัฒนาโครงสร้างด้านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งมีการพัฒนาอยู่ในลำดับต้นของโลก ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยกระทรวงดีอี ได้เดินหน้าพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยพัฒนาระบบ e-Office เพื่อใช้ในการบริหารจัดการองค์กร และการให้บริการประชาชน การส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนด้าน Data Center พร้อมกับการพัฒนากำลังคนดิจิทัล การลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล  


icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.