Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

ดีอี ตำรวจ ปปส. ลงนาม MOU การปราบปรามการซื้อขายยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ . วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย พลตำรวจโทอัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโทภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการปราบปรามการซื้อขายยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยมี นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี พลตำรวจตรีอธิป พงษ์ศิวาภัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ร่วมลงนามเป็นพยาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ปลัดวิศิษฏ์    

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก สภาธุรกิจสหภาพยุโรป – อาเซียน (EU – ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ ประเทศไทย (EABC Thailand) เพื่อหารือประเด็นการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจดิจิทัลการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทย และสหภาพยุโรป EU โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

ดีอี จับมือ ตร.- ป.ป.ส. MOU ร่วมยกระดับปราบยาเสพติดออนไลน์ เตือนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เสี่ยงโทษหนัก   วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พลตำรวจโท อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ร่วมในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการปราบปรามการซื้อขายยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่าง ดีอี ตร. และ ป.ป.ส. โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการยกระดับการประสานงานร่วมกัน ระหว่าง กระทรวงดีอี ตร. และ ป.ป.ส. เพื่อสร้างระบบในการตรวจสอบการซื้อขายยาเสพติดผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของการสื่อสารในสังคม ที่เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่างๆ เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น   ทั้งนี้กระทรวงดีอี มีหน้าที่สนับสนุน และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการนำเข้าข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์  โดยทำการเชื่อมโยง ตรวจสอบข้อมูล ด้วยเครื่องมือและบุคลคากรของกระทรวงฯ ที่ปัจจุบันมีการดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังด้านอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มเติมเรื่องของขบวนการซื้อขายยาเสพติดผ่านทางออนไลน์ ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยเหลือในการวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลก่อนส่งต่อให้กับ ตร. และ ป.ป.ส. ดำเนินการขยายผลการจับกุมต่อไป    พร้อมกันนี้กระทรวงดีอี ยังทำหน้าที่ดำเนินการปิดกั้นบัญชีในแพลตฟอร์มต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายยาเสพติด ตามข้อมูลที่ได้รับการประสานงานจาก ตร. และ ป.ป.ส.   “วันนี้สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง นอกจากการใช้แพลตฟอร์มในการซื้อขายยาเสพติดแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือ การรับส่งสินค้า ซึ่งมีการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่เชื่อมโยงระหว่างคนส่งและคนรับ โดยที่บริษัทขนส่งเป็นเพียงผู้ให้บริการจัดระบบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎเกณฑ์เพิ่มเติมในการควบคุมแพลตฟอร์มให้มีส่วนเฝ้าระวังเรื่องดังกล่าว” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว    ด้าน พลตำรวจโท อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การปราบปรามยาเสพติด ถือเป็นนโยบายสำคัญของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงานร่วมกันในการเร่งรัดบังคับใช้กฎหมายปราบปรามอย่างเข้มข้น ซึ่ง ตร. ได้มอบหมายให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการด้านการเฝ้าระวังและปราบปรามการซื้อขายยาเสพติดออนไลน์    สำหรับปัจจุบันพบว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ได้เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่มีการปราบปรามอย่างรุนแรง ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น โดย บก.ปอท.ได้จำลองรูปแบบการซื้อขาย พบว่า มีการซื้อขายยาเสพติดในขั้นแรก ก่อนขยายเป็นการหลอกลวงการซื้อขายในครั้งที่ 2-3 ซึ่งกลายเป็นการก่ออาชญากรรมออนไลน์ที่ทับซ้อนกัน   ขณะที่ พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า ป.ป.ส.ได้ดำเนินการเร่งรัดปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณแนวชายแดน โดยพบว่าขบวนการค้ายาเสพติด ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายด้วยการใช้โดรนในการขนส่งข้ามแนวชายแดน หรือการซื้อขายผ่านทางออนไลน์ และใช้ระบบบริการจัดส่งสินค้า จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการรับพัสดุภัณฑ์ที่ต้องสงสัย ซึ่งอาจตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของขบวนการค้ายาเสพติดได้    อย่างไรก็ตามหากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่โทรสายด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชม. โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฯ ดังกล่าว จะมีความผิดตามกฎหมาย ดังนี้ - การส่งยาเสพติดให้ผู้ซื้อในประเทศ มีความผิดฐานจำหน่าย มีโทษสูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 – 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต - การส่งยาเสพติดไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศ มีความผิดฐานส่งออก - ผู้รับยาเสพติด มีความผิดฐานครอบครอง - การส่งสิ่งผิดกฎหมายทางไปรษณีย์ (สำหรับผู้ประกอบการ) หากตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง มีโทษปรับ ตั้งแต่ 10,000 - 50,000 บาท นอกจากนี้ยังถูกเพิกถอนใบอนุญาตชั่วคราว 30 วัน ในเบื้องต้น สามแปดถ้วนพอไหว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม --------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2567-2570 ในประเด็น วิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด แนวทางการพัฒนาไปสู่เป้าหมาย แผนงานโครงการสำคัญ (Flagship Project) และประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม  ณ โรงแรมเดอะไทด์ รีสอร์ท บางแสน จ.ชลบุรี

ปลัดดีอี ให้การต้อนรับคณะผู้แทนธ. Sberbank หารือการรับมือกับ Online Scams และการป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงิน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยผู้คณะผู้แทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับนาย Timur Kozintsev รองประธานกรรมการอาวุโส ธนาคาร Sberbank (Sber) และหัวหน้ากลุ่มงานการต่างประเทศ (Sbarbank International) สหพันธรัฐรัสเซีย และคณะผู้แทน ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านการรับมือกับ online scams และการป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงิน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงการให้ความสนับสนุนความร่วมมือในด้านปัญญาประดิษฐ์และการป้องกันการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ และการทำงานกันอย่างใกล้ชิดในระดับทวิภาคีระหว่างไทยและรัสเซีย   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ปลัดวิศิษฏ์    

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “หั่นมะนาวใส่น้ำร้อนกลายเป็นน้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ” รองลงมาคือเรื่อง “ลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.พ. 68” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความเข้าใจผิด ความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 14 –20กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,495 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 506 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 484 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 16 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 171 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 53 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 73 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 60 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 7 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 23 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเรื่องสุขภาพ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมทั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง หั่นมะนาวใส่น้ำร้อนกลายเป็นน้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อันดับที่ 2 : เรื่อง เลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.พ. 68 อันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม อีซี่, ไอ-โคพอต, ไทร่า, บอนนี่ และวิตตี้ บรรเทาอาการป่วยยอดฮิตของวัยทำงาน อันดับที่ 4 : เรื่อง ลือสะพัด! พบพิรุธล็อกเลขรางวัลสลากกินแบ่งฯ งวด 16 ก.พ. 68 อันดับที่ 5 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม DRL 4 สูตร ลดน้ำหนัก 10 โล+ สำหรับสายดื้อยา อันดับที่ 6 : เรื่อง ไทยสร้างรั้วกั้นชายแดนไทยและกัมพูชา ระยะทางความยาว 55 กิโลเมตร อันดับที่ 7 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์น้ำมันดอกกานพลู ช่วยแก้อาการปวดฟันผุ ฟันโยก และเหงือกอักเสบ ใน 3 นาที อันดับที่ 8 : เรื่อง เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าติดต่อแจ้งเปลี่ยนมิเตอร์ผ่านบัญชีไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง ปอกเปลือกว่านหางจระเข้แช่แข็งไว้ ใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ช่วยให้ริดสีดวงหดและฝ่อ อันดับที่ 10 : เรื่อง พบเฮลิคอปเตอร์ยกรถบรรทุกขนส่งน้ำมันจากฝั่งไทยข้ามไปยังเมียวดี “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพและผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความเชื่อผิดๆ และความวิตกกังวลได้ โดยในส่วนของข่าวปลอมขอให้ประชาชนระมัดระวัง การแอบอ้างของมิจฉาชีพ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน ซึ่งหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “หั่นมะนาวใส่น้ำร้อนกลายเป็นน้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า การหั่นมะนาวใส่น้ำร้อนกลายเป็นน้ำด่าง ดื่มแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ทำให้น้ำปกติมีค่า PH ลดลง ไม่สามารถเป็นน้ำด่างได้ และน้ำด่างยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สิ่งที่อาจจะได้รับเพิ่มเติมจากน้ำด่างคือ แร่ธาตุและสารประกอบต่าง ๆ ซึ่งอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไต หรือผู้ป่วยที่ต้องมีการควบคุมสารอาหาร ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.พ. 68” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ  โดยขอขี้แจงว่า กรณีที่มีการโพสต์แจกเลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.พ. 68 บนสื่อโซเชียล ไม่เป็นความจริง โดยการออกรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน และไม่มีผู้ใดสามารถทราบผลรางวัลล่วงหน้า หรือกำหนดผลสลากกินแบ่งรัฐบาลล่วงหน้าได้ จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

รองนายกฯ ประเสริฐ มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ปฏิบัติงานจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5   วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่ ผู้ปฏิบัติงานในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัล ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (The 5th ASEAN Digital Ministers’ Meeting: ADGMIN) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officer) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ (Local Secretariat) เข้ารับประกาศนียบัตรโดยพร้อมเพรียง ณ ห้องเจ้าพระยาบอลรูม โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #รมวประเสริฐ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2567 – 2570 ณ โรงแรมเดอะไทด์ รีสอร์ท บางแสน จังหวัดชลบุรี โดยมี นายธนนท์ พรรพีภาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน   เข้าร่วมการประชุมฯ กว่า 200 คน และรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์ กว่า 1,400 วิว ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่การรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC ได้ร่วมกล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 5 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่ EECให้ดีขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า กระทรวงดีอี และ EEC ได้ร่วมจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2567 – 2570 โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รองรับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัล ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัล เตรียมความพร้อมกับการลงทุนในด้านดิจิทัลในอนาคต อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแล้ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของประเทศ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากข้อมูล ประกอบกับการให้สิทธิพิเศษ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อเร่งผลักดันการปรับเปลี่ยนพื้นที่ EEC ให้เป็น “Smart Region” ทั้งนี้ร่างแผนปฏิบัติการฯ ปี 67 – 70 เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากแผนปฏิบัติการฯ ระยะที่ 1 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในพื้นที่ EEC ให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้มีการขยายโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่แล้ว 95% และมีการวางโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ สำหรับแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ มีแนวทางในการพัฒนา 2 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ทันสมัย รองรับการเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การเติบโตของเมืองและการลงทุน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านดิจิทัล ให้เป็นระบบ มีมาตรฐาน ประกอบด้วยแผนงาน/โครงการสำคัญ อาทิ โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) แผนงานพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับอุตสาหกรรม การลงทุน และการเติบโตของเมือง และแนวทางที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับการบริหารจัดการเมืองให้มีประสิทธิภาพ อย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล และส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการภาครัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ประกอบด้วยแผนงาน/โครงการสำคัญ อาทิ โครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเล่ย์ (Thailand Digital Valley) พัฒนาศูนย์ทดสอบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยดำเนินการต่อเนื่องจากแผนระยะที่ 1 และแผนงานยกระดับเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุนการยกระดับประสิทธิภาพของหน่วยงานระดับท้องถิ่น มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยการพัฒนาระบบการทำงานของหน่วยงานราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการบริหารจัดการและการอำนวยความสะดวกในการให้บริการประชานในพื้นที่ ด้วยระบบ e-Office “การปรับเปลี่ยนการทำงานของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ EEC ไปสู่การเป็น “Smart Region” โดยยกระดับการทำงานของระบบราชการเป็นอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ 3 จังหวัดของ EEC สามารถประสานงานร่วมกับสำนักงานสถิติจังหวัดในการนำระบบ e-Office มาใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมี บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) เป็นหน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งหากหน่วยงานใน EEC สามารถเชื่อมโยงบูรณาการกันได้ จะทำให้มีประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ การให้บริการภาคประชาชนมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น รองรับการลงทุนของภาคเอกชนอย่างเต็มศักยภาพ มีความมั่นคงปลอดภัย ภายใต้ความโปร่งใสและตรวจสอบได้” ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของกรอบการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล ผ่านการเทรนนิ่งในกระบวนการของ “Digital Valley” ด้วยการพัฒนาบุคลากร สร้างกระบวนการความคิดให้มีความเข้าใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่นในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน ซึ่งจะทำให้ในพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ที่เป็นหมุดหมายของการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ----------------------‐----------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เจ้าหน้าที่ ธ.กรุงไทย โทรติดต่อสอบถามประชาชนเรื่องการทำธุรกรรมผิดปกติ” รองลงมาคือเรื่อง “กรมการขนส่งทางบก เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ กรมการขนส่ง กระทรวงคมนาคม” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 14 –20กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 851,495 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 506 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 484 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 16 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 6 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 171 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 53 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เจ้าหน้าที่ ธ.กรุงไทย โทรติดต่อสอบถามประชาชนเรื่องการทำธุรกรรมผิดปกติ อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ชื่อ กรมการขนส่ง กระทรวงคมนาคม อันดับที่ 3 : เรื่อง ออมสินร่วมกับ ธอส. เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อต่อเติมบ้าน ผ่านบัญชี TikTok ghbank5 อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok @gsb.thailand55 อันดับที่ 5 : เรื่อง ติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี ของ ก.ล.ต. ได้ที่ไอดีไลน์ @130rdmfp อันดับที่ 6 : เรื่อง ก.ล.ต. เปิดเว็บไซต์ the-max-profits เพื่อการลงทุน อันดับที่ 7 : เรื่อง รับสมัครเเรงงานถูกกฎหมาย นายจ้างสำรองค่าใช้จ่ายให้ก่อน ผ่านเพจ IEO AgencyWorktravel อันดับที่ 8 : เรื่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แจกเลขวงใน ผ่านบัญชี TikTok sanubaeylui อันดับที่ 9 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดลงทะเบียนขอเงินคืน ผ่าน TikTok ศูนย์กฎหมาย กระทรวงยุติธรรม อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมการจัดหางาน เปิดรับตัวแทนแพ็กสินค้า ผ่านช่องทาง TikTok job.223366 “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ การชักชวนลงทุนโดยอ้างหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งการเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย อาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เจ้าหน้าที่ ธ.กรุงไทย โทรติดต่อสอบถามประชาชนเรื่องการทำธุรกรรมผิดปกติ” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า หมายเลขโทรศัพท์ 066-095-2909 ไม่ใช่หมายเลขโทรศัพท์ของธนาคารกรุงไทย และทางธนาคารไม่มีนโยบายโทรสอบถามข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ดังนั้นขอให้ประชาชนระมัดระวังอย่าหลงเชื่อและอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารจากธนาคารกรุงไทยได้ที่ www.krungthai.com หรือติดต่อ Krungthai Contact Center 02-111-1111 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------


AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” หลอกลงทุนเทรดหุ้น – ข่มขู่โอนเงิน อ้างเป็นตำรวจ พบสูญเงินกว่า 16 ล้านบาท   นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 17 - 23 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์  มูลค่าความเสียหาย 4,500,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อชักชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านทาง Line อ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของธนาคาร ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม จากนั้นมิจฉาชีพส่งลิงก์สำหรับการลงทุนเทรดหุ้นและให้กรอกข้อมูลส่วนตัว พร้อมทั้งให้โอนเงินตามคำแนะนำ ในช่วงแรกได้รับผลตอบเเทนจริง ต่อมาจึงโอนเงินเพิ่มมากขึ้น ภายหลังต้องการถอนเงินออกจากระบบ แต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าให้ลงทุนเพิ่มขึ้นอีก เมื่อถึงเป้าหมายที่กำหนด ระบบจะทำการโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีธนาคารของผู้เสียหายโดยอัตโนมัติ หลังจากลงทุนถึงเป้าหมายแล้วไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก     คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,320,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ เป็นการกดจองที่พักผ่านแอปพลิเคชัน โดยจะต้องโอนเงินสำรองทุนไปก่อน และจะได้ค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ในช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินเพิ่มมากขึ้น ต่อมาต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพอ้างว่าทำไม่ครบกำหนดเงื่อนไขของบริษัทจึงไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก      คดีที่ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 6,646,298 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้า ขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมายขั้นร้ายแรง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป หลังจากนั้นมิจฉาชีพติดต่อมาอีกครั้งให้ผู้เสียหายส่งรูปถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนและเอกสารบัญชีธนาคารเพิ่มเติม และให้โอนเงินไปอีกหลายครั้ง ภายหลังไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก     คดีที่ 4 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,965,497 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการชักชวนลงทุนเทรดเงินดิจิทัลผ่านช่องทาง Line โดยพูดคุยสนทนากันจนสนิทใจจึงตัดสินใจลงทุน มิจฉาชีพส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและติดตั้งแอปพลิเคชัน ต่อมาให้โอนเงินเข้าไปเพื่อแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล จากนั้นให้ดำเนินการเริ่มลงทุน ในครั้งแรกได้กำไรจากการเทรดและถอนได้จริง จึงโอนเงินเข้าไปลงทุนมูลค่าสูงขึ้น ต่อมาผู้เสียหายต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพแจ้งว่ามีกำไรสะสมเป็นเหรียญจำนวนมาก หากต้องการถอนเงินต้องโอนเงินเพื่อเป็นค่าภาษีและค่าธรรมเนียมก่อนจึงสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,884,205 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook โดยใช้รูปโพรไฟล์เป็นหญิงสาวหน้าตาดี จากนั้นพูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพขอให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลือในการลงทุนออมทอง โดยอ้างว่าหากได้ผลตอบแทนจะนำเงินมาสร้างครอบครัวด้วยกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ภายหลังผู้เสียหายต้องการนัดพบเจอกัน ฝ่ายหญิงปฏิเสธและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 16,316,000 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,498,244 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,128 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 537,341 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,230 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 167,362 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.15 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 126,104 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.47 (3) หลอกลวงลงทุน 77,964 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.51 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 54,167 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.08 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 38,924 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.24 (และคดีอื่นๆ 72,820 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.55)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น ผ่าน line ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อสูญเงินกว่า 4 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการหลอกลวงรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แอบอ้างบัญชีธนาคารผู้เสียหายเป็นบัญชีม้า และจะต้องทำการโอนเงินเพื่อตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นวิธีหลอกลวงที่พบเห็นมากขึ้น ทั้งนี้ขอย้ำว่า การติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามาขอให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #AOC1441 --------------------------------------------------------------------------------------  

ดีอี ร่วมพิธีทำบุญเปิดอาคารสถาบันฯ BDI แห่งใหม่ มุ่งสู่องค์กรหลักขับเคลื่อนประเทศด้วย Big Data   วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสเปิดอาคารสำนักงานแห่งใหม่ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) โดยมี นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นประธานประกอบพิธีสงฆ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ประกอบด้วย นายธีรนันท์ ศรีหงส์, น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย, ผศ. ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์  เข้าร่วมพิธี โดยมีรศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่, นพ.ธนกฤต จินตวร First Executive Vice President ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ BDI ร่วมให้การต้อนรับ ณ ซอยลาดพร้าว 12 กรุงเทพฯ #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมกล่าวเปิดงานฝึกอบรม Binance Asia-Pacific Regional Law Enforcement Day โดยมีผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เชี่ยวชาญ UNODC ผู้แทนจากหน่วยงานต่างประเทศ และภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือกับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งจัดโดยบริษัท Binance  ณ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท    โดยนางสาวกัลยา ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอี ในการป้องกันและรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์

รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่งนักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ กำหนดวัน เวลา และสถานที่เข้ารับการประเมินฯ และระเบียบเกี่ยวกับการเข้ารับการประเมินฯ ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ดีอี - มมร. ร่วมขับเคลื่อนการเผยแพร่พระพุทธศาสนา พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ยกระดับการเข้าถึงประชาชน   วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสังคมดิจิทัล ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และพระธรรมวชิรจินดาภรณ์, รศ.ดร. อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี หน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ณ พระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ   นายประเสริฐ กล่าวว่า MOU ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบูรณาการเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ทางพระพุทธศาสนา อาทิ ระบบแชตบอตและอินเทอร์เฟซ ที่สามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการเข้าถึงข้อมูลทางพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ตรงตามหลักพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บนพื้นฐานแห่งพระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเถรวาทฉบับมาตรฐาน พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญในรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถนำไปประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ    ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนา และการพัฒนาและเชื่อมโยงหลักสูตรการอบรมออนไลน์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา กับ แพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัลเรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิตผ่านรูปแบบ Learn to Earn ซึ่งสามารถจัดเก็บข้อมูลการฝึกอบรมในรูปแบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้หรือธนาคารหน่วยกิต (Credit bank) รวมถึงการร่วมกันออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (E - learning) ที่มีความน่าสนใจ และใช้งานง่าย สามารถดึงดูดผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับวิถีการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ด้วยความมุ่งหวังให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนา สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น    ทั้งนี้กระทรวงดีอี จะร่วมสนับสนุน บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้าร่วมเพื่อร่วมดำเนินการและให้คำปรึกษาในโครงการฯ พร้อมทั้งสนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยี AI รวมถึงการพัฒนาระบบแชตบอต อินเทอร์เฟซ และเครื่องมือดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง   นอกจากนี้ยังรวมไปถึงให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และระบบต่างๆ ที่จำเป็น และการติดตามประเมินผลวิเคราะห์ข้อมูลด้านการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีความสอดคล้องกับหลักการและแนวทางที่กำหนดไว้   “MOU ฉบับนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงสังคมวงกว้าง ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินกิจการของคณะสงฆ์ ในการธำรงรักษาและเผยแผ่พระธรรมคำสอนไปสู่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง ทันยุค ทันสมัย อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว  

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.