Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการพบหารือระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นาง Helena Lersch รองประธานฝ่ายตลาดใหม่และนโยบายสาธารณะ บริษัท ติ๊กต๊อก พีทีอี แอลทีดี จำกัด ในงานเลี้ยงรับรอง และพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ด้านดิจิทัล ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัท ติ๊กต๊อก เทคโนโลยีส์ จำกัด ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่กระทรวงดีอี และ TikTok จะร่วมผลักดันความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลต่อไปในอนาคต ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

ดีอี ร่วมติดตาม นายกฯ ลงพื้นที่สระแก้ว เน้นย้ำมาตรการตัด ซิม-เสา-สาย รุกตัดตอน “แก๊งคอลเซ็นเตอร์”   วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีฯ และนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมคณะนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมออนไลน์   รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ร่วมลงพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วมกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะฝ่ายความมั่นคง เพื่อติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมออนไลน์   ทั้งนี้จากการดำเนินมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นในพื้นที่ชายแดน ไทย-เมียนมา ฝั่งอ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แม้ปรากฏผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ติดตามการดำเนินมาตรการด้วยตัวเอง พร้อมกับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง   สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการประชุมหารือบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายความมั่นคง กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ ก่อนที่จะมีการตรวจเยี่ยมศูนย์คัดแยกและให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์   ขณะเดียวกัน คณะฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ และติดตามการดำเนินการตัดสายสัญญาณการสื่อสารบริเวณด้านหลังสถานีรถไฟคลองลึก ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบการลดสัญญาณการสื่อสารบริเวณตลาดเบญจวรรณ อ.อรัญประเทศ   ในส่วนของกระทรวงดีอี และ สำนักงาน กสทช. นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มีการติดตามเรื่องการดูแล และตัดเสาสัญญาณโทรคมนาคม สายอินเทอร์เน็ต และสัญญาณสื่อสาร ที่มีการลักลอบเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพนำไปใช้หลอกลวงประชาชน และตรวจสอบสายสัญญาณที่ตัดไปแล้ว ไม่ให้มีการติดตั้งขึ้นมาใหม่อย่างเด็ดขาด   นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังขอให้หน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และศุลกากร กวดขันเรื่องการเข้าออกบริเวณแนวชายแดน โดยประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน เฝ้าระวังการลักลอบนำคนหรืออุปกรณ์ใดๆ เข้าออกตามแนวชายแดน โดยเฉพาะตามช่องทางธรรมชาติ   “ปัจจุบัน กระทรวงดีอี กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตัดสัญญาณสื่อสารผิดกฎหมายบริเวณชายแดนในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องสงสัยว่าเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และดำเนินการตรวจสอบเฝ้าระวังไม่ให้มีการเชื่อมต่อสัญญาณซ้ำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย ได้ร่วมกันตรวจสอบ โดยให้หันสายสัญญาณกลับเข้ามาในฝั่งประเทศไทย พร้อมกับลดความสูงของเสาส่งสัญญาณลง และจัดรถสายตรวจสแกนความถี่สัญญาณโทรศัพท์โทรศัพท์มือถือ โดยหากพบว่าเป็นการส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้ดำเนินการตัดการส่งสัญญาณในทันที” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #รมวประเสริฐ --------------------------------------------------------------------------------------    

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ออมสินปล่อยกู้ครัวเรือน สูงสุด 300,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน” รองลงมาคือเรื่อง “ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พบกันที่ขอบฟ้าของหาดป่าตอง” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสร้างความเข้าใจผิด ความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 21 – 27 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 836,289 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 569 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 548 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ และ ช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 184 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 71 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 81 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 54 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 15 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 26 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับธนาคารของรัฐ โครงการของรัฐ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ เรื่องสุขภาพและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ออมสินปล่อยกู้ครัวเรือน สูงสุด 300,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน อันดับที่ 2 : เรื่อง ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พบกันที่ขอบฟ้าของหาดป่าตอง อันดับที่ 3 : เรื่อง ออมสิน เปิดลงทะเบียนสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ วงเงิน 1 แสนบาท หมดเขต 28 ก.พ. 68 อันดับที่ 4 : เรื่อง ใบกระเจี๊ยบแดง มีสรรพคุณช่วยทำให้ตับแข็งแรง และลดความเสี่ยงโรคตับ อันดับที่ 5 : เรื่อง ลูกอมเจลน้ำมันคริลล์แอนตาร์กติกา บรรเทามือเท้าชา อันดับที่ 6 : เรื่อง ธอส. เปิดจุดลงทะเบียนเงินดิจิทัล เฟส 3 สำหรับกลุ่มคนไม่มีสมาร์ตโฟน อันดับที่ 7 : เรื่อง หากมีกลิ่นตัวให้ดูที่ขี้หู ถ้าขี้หูแห้งจะมีกลิ่นตัวอ่อน ๆ ถ้าขี้หูเปียกจะมีกลิ่นตัวแรง อันดับที่ 8 : เรื่อง กินเนื้อวัว เสี่ยงรับฮอร์โมนวัวเข้าสู่ร่างกาย อันดับที่ 9 : เรื่อง VitaKit เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเครียด ต้านการอักเสบ และปรับปรุงสติปัญญา อันดับที่ 10 : เรื่อง ยืนปัสสาวะบ่อย เสี่ยงต่อมลูกหมากโตและมะเร็ง! “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการของรัฐ โครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ เรื่องปรากฎการณ์ธรรมชาติ สุขภาพและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน โดยในส่วนของข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับโครงการสินเชื่อของธนาคารัฐนั้น ขอให้ประชาชนระมัดระวัง การแอบอ้างของมิจฉาชีพ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ออมสินปล่อยกู้ครัวเรือน สูงสุด 300,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ธนาคารออมสินไม่มีโครงการปล่อยสินเชื่อช่วยครัวเรือน 300,000 บาท ซึ่งเพจที่เผยแพร่ข้อมูล รวมถึง TikTok gsb.society.mymo4 ไม่ใช่บัญชีอย่างเป็นทางการของธนาคาร และไม่มีความเกี่ยวข้องกับธนาคารออมสิน ดังนั้นขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ อาจถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน หรือหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พบกันที่ขอบฟ้าของหาดป่าตอง” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม และภาพที่ใช้อ้างอิงได้มีการเผยแพร่ซ้ำมาหลายครั้งแล้ว และไม่ใช่ภาพที่บันทึกจากหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต แต่อย่างใด นอกจากนี้ ในกรณีที่ดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าพร้อม ๆ กับดวงอาทิตย์นั้น ควรจะเป็นดวงจันทร์ที่ปรากฏเป็นเสี้ยวบาง หรือดวงจันทร์ดับเท่านั้น หากเป็นดวงจันทร์ที่เสี้ยวใหญ่หรือเต็มดวง หมายความว่า ต้องมีมุมห่างจากดวงอาทิตย์ค่อนข้างมาก หรืออยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

DE The Idol 2024 รางวัลบุคคลแห่งปีของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปี 2567 เพื่อยกย่องบุคลากรที่มีผลงานโดดเด่น และสนับสนุนบุคลากรที่มีศักยภาพให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนตามนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงดีอีต่อไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านเพจเฟซบุ๊ก” รองลงมาคือเรื่อง “บริการทำใบขับขี่ออนไลน์! แค่ 1 ชั่วโมง ได้รับบัตรรับรองโดยกรมการขนส่งทางบก” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 21 – 27 กุมภาพันธ์ 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 836,289 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 569 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 548 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ และ ช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 184 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 71 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านเพจเฟซบุ๊ก อันดับที่ 2 : เรื่อง บริการทำใบขับขี่ออนไลน์! แค่ 1 ชั่วโมง ได้รับบัตรรับรองโดยกรมการขนส่งทางบก อันดับที่ 3 : เรื่อง ทำใบขับขี่ใหม่หรือต่ออายุ ไม่ต้องไปขนส่ง แค่ติดต่อผ่านไลน์ อันดับที่ 4 : เรื่อง ปปง. เปิดให้แจ้งความ กรณีโดนโกงทุกรูปแบบ ผ่านเพจ ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับสมัครคนแพ็กยางมัดผม ผ่านเพจ จัดหางาน แห่งประเทศไทย อันดับที่ 6 : เรื่อง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเปิดรับสมัครงานไปทำที่บ้าน เป็นช่องทางการสร้างเงินแบบใหม่ อันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดบัญชี TikTok ktb42715 เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์สินเชื่อ อันดับที่ 8 : เรื่อง กฟภ. เปิดให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนเปลี่ยนมิเตอร์ทางไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง บัญชีไลน์เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมการจัดหางาน รับสมัครนักพิมพ์อิสระ ผ่านช่องทาง TikTok tpkth1 “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับการการอ้างอิงการให้บริการของหน่วยงานรัฐ การเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และการชักชวนให้ลงทุนต่างๆ อาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านเพจเฟซบุ๊ก” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับปปง. ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชีเพจดังกล่าวเป็น “มิจฉาชีพ” ที่อ้างเป็น ปปง. โดยเปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนรับเงินคืนผ่านเพจ Protect digital security programs ทั้งนี้ ปปง. ขอยืนยันว่า ไม่เคยเปิดเพจเฟซบุ๊กอื่นเพื่อรับคำร้องหรือช่วยเหลือผู้เสียหาย และ ปปง. มีเพจเฟซบุ๊กเพียงเพจเดียวเท่านั้น คือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน – ปปง. ที่มีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้าหลังชื่อเพจ (https://www.facebook.com/AMLOTHAILAND/) อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 3 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment-ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี “กระทรวงดิจิทัลฯ ใสสะอาด ปราศจากทุจริต” โดยมีบุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น   นายเอกพงษ์ กล่าวว่า การประเมิน ITA เป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้บุคลากรของกระทรวงฯ มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการประเมิน ITA และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยกระทรวงดีอี มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และจะนำผลการประเมิน ITA ไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน   สำหรับกิจกรรมนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรสำนักงาน ป.ป.ช. มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางการประเมิน ITA รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสในการทำงาน


AOC 1441 เตือนภัย “โจรออนไลน์” ใช้โพรไฟล์หล่อ หลอกให้รัก – ข่มขู่เป็น DSI อ้างมีเอี่ยวคดีฟอกเงิน พบสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท   นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,352,100 บาท โดย ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ Shopee แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลพิเศษ แต่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรับรางวัล ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพดึงเข้า Group Line แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงิน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมกดติดตามร้านค้าและจะได้รับผลตอบแทนกลับมา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาให้โอนเงินไปอีกหลายครั้ง อ้างว่าต้องทำให้ถึงตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้เสียหายจึงจะได้รับเงินโบนัสสำหรับซื้อสินค้าพร้อมทั้งส่วนลดพิเศษ ภายหลังทำถึงเป้าหมายที่กำหนดไม่สามารถติดต่อได้ ไม่ได้รับเงินโบนัสและไม่ได้รับส่วนลดพิเศษ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 6,530,860 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีมีฐานะ อยากมีเพื่อนคุยและอยากทำความรู้จัก จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยกันจนสนิทใจแต่ไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังเดือดร้อนเนื่องจากมีหนี้สินจำนวนมาก จึงขอยืมเงินเพื่อไปชำระหนี้สินและจะคืนเงินให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมามิจฉาชีพขอยืมเงินอีกหลายครั้ง ในครั้งสุดท้ายเป็นยอดเงินจำนวนที่สูงมาก ผู้เสียหายเริ่มสงสัยจึงขอ VDO Call ฝ่ายชายปฏิเสธและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 8,423,727 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ DSI แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ถ้าไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมายขั้นร้ายแรง หากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงจะทำการคืนเงินให้ หลังจากนั้นมีการเพิ่มเพื่อนทาง Line แนะนำให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอน มีการสแกนใบหน้าและให้ข้อมูลเลขที่บัญชี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,994,292 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จาก Shopee จากนั้นให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการหารายได้พิเศษพร้อมค่าตอบแทนสูง โดยกดไลก์สินค้าผ่านลิงก์ที่ส่งผ่านข้อความ Line ซึ่งผู้เสียหายได้กดลิงก์เพื่อกรอกข้อมูลและมีการโอนเงินทุนสำรอง ในระยะแรกได้รับค่าตอบแทนจริง จึงลงทุนไปเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ จากนั้นผู้เสียหายทักไปสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ระบบ ปรากฏว่าไม่ได้รับการติดต่อ ไม่อ่าน ไม่ตอบข้อความ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,819,333 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ เป็นการขายภาพถ่ายสถานที่ท่องเที่ยว ผู้เสียหายสนใจจึงเข้า Group Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่ามีกิจกรรมให้ร่วมทำเป็นการโพรโมตภาพถ่าย โดยให้เลือกภาพถ่ายที่สนใจเพื่อลงทุน และจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ในช่วงแรกทดลองลงทุนและได้รับเงินจริง ต่อมามีกิจกรรมอื่นให้ลงทุนอีก จึงโอนเงินไปลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังต้องการถอนเงินออกจากระบบแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพอ้างว่าผู้เสียหายทำรายการผิดพลาดจะต้องโอนเงิน เพื่อแก้ไขก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก     สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 21,120,312 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,516,792 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,121 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 547,558 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,233 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 170,413 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.12 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 128,633 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.49 (3) หลอกลวงลงทุน 79,382 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.50 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 56,067 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.24 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 39,350 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 73,713 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.46)   “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหาย ทั้งการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือหารายได้พิเศษ คดีหลอกให้รักแล้วโอนเงิน และคดีข่มขู่ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน โดยโดยส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการหลอกลวง โดยการให้แอดเพื่อน เข้ากลุ่ม Line โดยในรายที่สูญเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการข่มขู่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ DSI แล้วข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรงหรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #AOC1441 --------------------------------------------------------------------------------------    

ดีอี ร่วมงาน “Mobile World Congress Barcelona 2025” มุ่งเปลี่ยนผ่านศก.ดิจิทัลสู่ ศก.อัจฉริยะ    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุม Digital Economy Forum ในระหว่างงาน Mobile World Congress Barcelona 2025 ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน   ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงนโยบายของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจดิจิทัลไปสู่เศรษฐกิจอัจฉริยะ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประชาชน ธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งมุ่งเน้นเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับแรงงานอัจฉริยะ    นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในยุคดิจิทัล 
โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (AOC) และส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน ผ่านกลุ่มทำงาน ASEAN ว่าด้วยการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจอัจฉริยะของประเทศไทย และได้เข้าร่วมการประชุมGSMA Ministerial Programme 2025    สำหรับการประชุม Ministerial Programme ในปี 2025 กำหนดจัดขึ้น 3 วัน มุ่งเน้นการอภิปรายและแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของโทรศัพท์เคลื่อนที่ และถือเป็นกิจกรรมสำคัญของงาน GSMA Mobile World Congress ซึ่งเป็นงานประจำปีที่มีชื่อเสียงที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และได้เข้าร่วมการประชุม
ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น New Digital Economy, Global Tech Governance, In AI We Trust, Building Ethical Intelligence เป็นต้น    ขณะที่งาน GSMA Mobile World Congress 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Converge, Connect, Create" โดยมีเป้าหมายเป็นเวทีระดับโลก สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้นำจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับการสร้างอนาคตดิจิทัลที่แข็งแกร่ง แบ่งปันประสบการณ์ส่งเสริมความร่วมมือ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียวในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #ปลัดวิศิษฏ์

         วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเป็นข้าราชการที่ดี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รุ่นที่ 1  ซึ่งกิจกรรมนี้จะจัดต่อเนื่องในระหว่างวันที่ 8 - 9 และ 11-15 พศจิกายน 2567 เพื่อให้ข้าราชการบรรจุใหม่มีความรู้ ความเข้าใจในกฎระเบียบ แบบแผนในการปฏิบัติราชการ พร้อมเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นในระบบราชการให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของความเป็นข้าราชการที่ดี โดยมีข้าราชการบรรจุใหม่ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และข้าราชการใหม่ในสังกัดกระทรวงฯ รวมทั้งหมด 55 คน ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม           ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการบรรจุใหม่ของสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และข้าราชการในสังกัดกระทรวงฯ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย แนวคิด และวิธีการปฏิบัติงานราชการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการสร้างเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน อันจะส่งผลต่อเนื่องก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการต่อไปในอนาคต โดยโครงการนี้เป็นหลักสูตรฝึกอบรมสัมมนาเพื่อปลูกฝังปรัชญาการเป็นข้าราชการที่ดี เสริมสร้างสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานราชการ ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม การทำงานเป็นทีมและพัฒนาเครือข่ายในการทำงาน รวมถึงการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี และการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือการปฏิบัติจริง ตามแนวทาง ที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด โดยประยุกต์หัวข้อรายวิชาต่างๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย 4 ชุดกิจกรรม ดังนี้     1)  การประเมินระดับความรู้ผู้เข้ารับการอบรม ได้แก่ ทดสอบความรู้ความเข้าใจก่อน-หลัง การอบรม (Pre – Test , Post - Test))     2) ปรัชญาของการเป็นข้าราชการที่ดี และคุณลักษณะข้าราชการยุคใหม่  ได้แก่ คุณลักษณะข้าราชการยุคใหม่และการให้บริการประชาชน  วินัยและจรรยาของข้าราชการพลเรือนสามัญ และจิตอาสาพัฒนาประเทศ     3) ความรู้ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติราชการ ได้แก่ ระเบียบงานสารบรรณและการเขียนหนังสือราชการเบื้องต้น การใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในยุคดิจิทัล การปฏิบัติงานด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ และหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา    4) ความรู้และทักษะเพื่อการดำรงตนอย่างสมดุลในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ทิศทางการพัฒนากำลังคนดิจิทัลเพื่อการพัฒนาสู่การเป็นผู้นำด้านดิจิทัลของประเทศไทย สิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคระหว่างเพศ  การวางแผนทางการเงินอย่างชาญฉลาด กับ กบข. กิจกรรมการสร้างทีมงาน และมนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผ่านมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ  ทั้งนี้กระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ได้ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าตั้งแต่ พฤศจิกายน 2566 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 จำนวนรวม 547,558 บัญชี โดยในปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 ระงับบัญชีม้าแล้วจำนวน 92,321 บัญชี (ไม่รวมสถิติระงับหรืออายัติบัญชีม้าของ ปปง. และ ของธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการ) นอกจากนี้ยังได้มีการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น โดยมีสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าในเดือนธันวาคม 2567 มีผลการจับกุมจำนวน 328 ราย เดือนมกราคม 2568 มีผลการจับกุมจำนวน  195 ราย รวม 2 เดือน เป็นจำนวน 587 ราย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย “กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษหนักจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” นายประเสริฐกล่าว


วันที่ 5 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการใช้บริการ Header Enrichment API เพื่อยกระดับความปลอดภัย การตรวจสอบตัวตนและเบอร์โทรศัพท์ การตรวจสอบความถูกต้องของเบอร์และการยืนยันข้อมูลจดทะเบียนผู้ใช้ ให้สอดคล้องกับมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้งาน Mobile Banking” เพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 5 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 2/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี (เข้าประชุม ผ่านระบบ Video Conference)  นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านระบบ Video Conference   นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงดีอี ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการให้บริการประชาชน ตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันกระทรวงดีอี เตรียมที่จะร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการเชื่อมโยงการใช้ระบบ e-Office เพื่อบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless) สนับสนุนระบบการทำงานและบริหารจัดการภายในองค์กรของ สปน.    ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) หรือ BDE ได้หารือร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เตรียมขยายโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในสาขาของปณท. ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เรียนรู้ และใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการสร้างรายได้ สร้างอาชีพเพิ่มขึ้น   สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระในการร่วมพิจารณา 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่   1.การพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data กองทุนหมู่บ้าน    โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จะดำเนินการสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เพื่อการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นได้มีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจากกองทุนหมู่บ้าน 79,610 แห่งทั่วประเทศ สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบ dashboard ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Big Data เช่น City Data Platform (CDP) ที่ใช้ในการบริหารจัดการและการพัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน    2. การดำเนินงานของศูนย์กลางข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digital Data Center (TDDC)) ภายใต้คณะทำงานจัดทำข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย    โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดทำศูนย์ TDDC ขึ้น ในรูปแบบของบัญชีรายการข้อมูล (Data Catalog Concept) บนเว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจะประกอบด้วย การรวบรวมรายการข้อมูล ดัชนี/ตัวชี้วัดตามชุดตัวชี้วัดสากลหน่วยงานรัฐต่างๆ เช่น WDCR ADIX OECD Toolkits เป็นต้น รวมทั้งรวบรวมรายการตัวชี้วัดตามแผนระดับต่าง ๆ ด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ Dashboard เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละชุดตัวชี้วัด ซึ่งทั้งรายการข้อมูล และ Dashboard ดังกล่าว ได้ทำการเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ Website “tddc.gdcatalog.go.th” (ปัจจุบันมีชุดข้อมูลทั้งหมด 237 ชุดข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2568)   3.การดำเนินโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568    สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เตรียมจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศ ตามที่อยู่จริง เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร โครงสร้างอายุและเพศ การกระจายตัว และลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญของประชากร รวมถึงลักษณะของที่อยู่อาศัยของประชากร โดยใช้เป็นฐานข้อมูลด้านประชากรและเคหะ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงจัดหาสาธารณูปโภค และบริการภาครัฐให้แก่ประชาชนได้ตรงตามความต้องการอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ   ทั้งนี้ สสช.จะดำเนินการจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568 ในรูปแบบ Digital Census โดยประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ ร่วมกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ระหว่างวันที่ 1 – 20 เมษายน 2568 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการให้ข้อมูล ซึ่งจะมีการชี้แจงรายละเอียดช่องทางการเก็บข้อมูล และวิธีการร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ  รวมทั้งร่วมกับ บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 19 มิถุนายน 2568 เพื่อจัดเก็บข้อมูลของประชาชน ที่อาจจะไม่สะดวก หรือมีปัญหา/อุปสรรคในการตอบแบบสอบถามผ่านออนไลน์     4.การขับเคลื่อน (ร่าง) พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม พ.ศ. ....    ตามที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้า ได้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมเกม แอนิเมชัน คาแรคเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ ในปี พ.ศ.2566 มีสูงถึง 44,236 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการบริโภคในอุตสาหกรรมเกมถึง 34,288 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 77.5 โดยเป็นการนำเข้าสินค้าและบริการเกมเข้ามาบริโภคแทบทั้งสิ้น มีสัดส่วนที่ผลิตในประเทศเพื่อบริโภคและส่งออกมีเพียง 886 ล้านบาท ในขณะเดียวกันตลาดเกมไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของอาเซียนและมีอัตราการเติบโตสูง    ดังนั้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมให้เป็นอุตสาหกรรม New S-curve และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น จำเป็นต้องมีการวางกลไกและแนวทางการขึ้นทะเบียน กำกับ และการส่งเสริมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ โดยแยกจาก (ร่าง) พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ฉบับใหม่    5.ความคืบหน้าของบัญชีบริการดิจิทัล    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้า  ได้จัดทำบัญชีบริการดิจิทัล และเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัล (วิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (Digital Startup)) และบริการดิจิทัล ที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเป็นหนึ่งในหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดิจิทัลร่วมพัฒนาระบบราชการไทย   สำหรับการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล ดีป้า จะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัลไทย รวมถึงสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขอรับการขึ้นทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น Software, Software as a Service, Digital Content Service, Smart Devices และ Hardware and Firmware ฯลฯ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานตามที่สำนักงานฯ กำหนด เช่น CMMI, ISO สำหรับ Software และ dSURE สำหรับ Smart Devices ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย การใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มั่นใจข้อมูลถูกจัดเก็บในประเทศไทย ไม่รั่วไหล โดยจะต้องมีการระบุราคาที่ชัดเจน เชื่อถือได้ เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัลไทย    ขณะเดียวกัน ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากบริการภาครัฐที่ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นของคนไทย สอดรับกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น   พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังจัดเตรียมแพลตฟอร์ม TECHHUNT ที่ได้รวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพ และมีข้อมูลชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมีสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 615 สินค้าและบริการ จาก 91 บริษัท และอยู่ระหว่างการเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาใช้บริการผ่านบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 5,515 หน่วยงาน     อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าการประกาศใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการร่วมรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อโซเชียล ในการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมออนไลน์ หากมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้น โดยทางประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีหนังสือแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มต่างๆ    “ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยกระทรวงดีอี ได้เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือ และชี้แจงรายละเอียดของข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. โดยยืนยันจะดำเนินการให้เป็นไปตามความเหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่มีผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับประชาชน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

ดีอี หารือ ธนาคารไทย เชื่อมระบบ 1441 ลดขั้นตอนช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์   วันที่ 6 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือแนวทางรูปแบบการโอนสาย Call Center จากธนาคารเข้ามายังสายด่วน 1441 เพื่อความสะดวกและรวดเร็วแก่ประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ในการแจ้งความดำเนินคดี โดยมี ผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพานิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   การประชุมครั้งนี้เป็นไปตามที่สมาคมธนาคารไทยได้กำหนดแนวทางให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ออนไลน์ (ศูนย์ AOC 1441) เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ของแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ประชาชนที่โทรไปธนาคารด้วยตนเองเมื่อได้ Bank case ID มาแล้ว ธนาคารจะโอนสายประชาชนมายังศูนย์ AOC 1441 และให้ทางศูนย์ AOC 1441 ดำเนินการบันทึกเคส รวมทั้งรับแจ้งความ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วแก่ประชาชน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #AOC1441 

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.