Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผ่านมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ  ทั้งนี้กระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ได้ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าตั้งแต่ พฤศจิกายน 2566 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 จำนวนรวม 547,558 บัญชี โดยในปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 ระงับบัญชีม้าแล้วจำนวน 92,321 บัญชี (ไม่รวมสถิติระงับหรืออายัติบัญชีม้าของ ปปง. และ ของธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการ) นอกจากนี้ยังได้มีการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น โดยมีสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้าที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 พบว่าในเดือนธันวาคม 2567 มีผลการจับกุมจำนวน 328 ราย เดือนมกราคม 2568 มีผลการจับกุมจำนวน  195 ราย รวม 2 เดือน เป็นจำนวน 587 ราย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย “กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่า การขายบัญชีธนาคารไม่ว่าจะในรูปแบบใด มีโทษหนักจำคุกถึง 3 ปี ทั้งนี้หากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด” นายประเสริฐกล่าว


วันที่ 5 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการใช้บริการ Header Enrichment API เพื่อยกระดับความปลอดภัย การตรวจสอบตัวตนและเบอร์โทรศัพท์ การตรวจสอบความถูกต้องของเบอร์และการยืนยันข้อมูลจดทะเบียนผู้ใช้ ให้สอดคล้องกับมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้งาน Mobile Banking” เพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 5 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 2/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี (เข้าประชุม ผ่านระบบ Video Conference)  นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านระบบ Video Conference   นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงดีอี ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการให้บริการประชาชน ตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันกระทรวงดีอี เตรียมที่จะร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ดำเนินการเชื่อมโยงการใช้ระบบ e-Office เพื่อบูรณาการการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลแบบไร้กระดาษ ( Paperless) สนับสนุนระบบการทำงานและบริหารจัดการภายในองค์กรของ สปน.    ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) หรือ BDE ได้หารือร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เตรียมขยายโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนเพื่อการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในสาขาของปณท. ที่มีศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เรียนรู้ และใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการสร้างรายได้ สร้างอาชีพเพิ่มขึ้น   สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระในการร่วมพิจารณา 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่   1.การพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data กองทุนหมู่บ้าน    โดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จะดำเนินการสนับสนุนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เพื่อการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นได้มีการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลจากกองทุนหมู่บ้าน 79,610 แห่งทั่วประเทศ สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการในรูปแบบ dashboard ซึ่งจะใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม Big Data เช่น City Data Platform (CDP) ที่ใช้ในการบริหารจัดการและการพัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์กองทุนหมู่บ้าน    2. การดำเนินงานของศูนย์กลางข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digital Data Center (TDDC)) ภายใต้คณะทำงานจัดทำข้อมูลสถิติด้านดิจิทัลของประเทศไทย    โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดทำศูนย์ TDDC ขึ้น ในรูปแบบของบัญชีรายการข้อมูล (Data Catalog Concept) บนเว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจะประกอบด้วย การรวบรวมรายการข้อมูล ดัชนี/ตัวชี้วัดตามชุดตัวชี้วัดสากลหน่วยงานรัฐต่างๆ เช่น WDCR ADIX OECD Toolkits เป็นต้น รวมทั้งรวบรวมรายการตัวชี้วัดตามแผนระดับต่าง ๆ ด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ Dashboard เพื่อใช้วิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละชุดตัวชี้วัด ซึ่งทั้งรายการข้อมูล และ Dashboard ดังกล่าว ได้ทำการเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ Website “tddc.gdcatalog.go.th” (ปัจจุบันมีชุดข้อมูลทั้งหมด 237 ชุดข้อมูล ณ วันที่ 28 มกราคม 2568)   3.การดำเนินโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568    สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เตรียมจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากรทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศ ตามที่อยู่จริง เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร โครงสร้างอายุและเพศ การกระจายตัว และลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญของประชากร รวมถึงลักษณะของที่อยู่อาศัยของประชากร โดยใช้เป็นฐานข้อมูลด้านประชากรและเคหะ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงจัดหาสาธารณูปโภค และบริการภาครัฐให้แก่ประชาชนได้ตรงตามความต้องการอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ   ทั้งนี้ สสช.จะดำเนินการจัดทำโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2568 ในรูปแบบ Digital Census โดยประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามผ่านทางออนไลน์ ร่วมกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ระหว่างวันที่ 1 – 20 เมษายน 2568 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการให้ข้อมูล ซึ่งจะมีการชี้แจงรายละเอียดช่องทางการเก็บข้อมูล และวิธีการร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ  รวมทั้งร่วมกับ บ.ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ในช่วงระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 19 มิถุนายน 2568 เพื่อจัดเก็บข้อมูลของประชาชน ที่อาจจะไม่สะดวก หรือมีปัญหา/อุปสรรคในการตอบแบบสอบถามผ่านออนไลน์     4.การขับเคลื่อน (ร่าง) พ.ร.บ. ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกม พ.ศ. ....    ตามที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้า ได้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมเกม แอนิเมชัน คาแรคเตอร์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ ในปี พ.ศ.2566 มีสูงถึง 44,236 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการบริโภคในอุตสาหกรรมเกมถึง 34,288 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 77.5 โดยเป็นการนำเข้าสินค้าและบริการเกมเข้ามาบริโภคแทบทั้งสิ้น มีสัดส่วนที่ผลิตในประเทศเพื่อบริโภคและส่งออกมีเพียง 886 ล้านบาท ในขณะเดียวกันตลาดเกมไทยถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของอาเซียนและมีอัตราการเติบโตสูง    ดังนั้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกมให้เป็นอุตสาหกรรม New S-curve และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น จำเป็นต้องมีการวางกลไกและแนวทางการขึ้นทะเบียน กำกับ และการส่งเสริมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ โดยแยกจาก (ร่าง) พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ฉบับใหม่    5.ความคืบหน้าของบัญชีบริการดิจิทัล    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (สศด.) หรือ ดีป้า  ได้จัดทำบัญชีบริการดิจิทัล และเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัล (วิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น (Digital Startup)) และบริการดิจิทัล ที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล โดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ผลักดันเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเป็นหนึ่งในหมวดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดิจิทัลร่วมพัฒนาระบบราชการไทย   สำหรับการขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัล ดีป้า จะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการดิจิทัลไทย รวมถึงสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขอรับการขึ้นทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น Software, Software as a Service, Digital Content Service, Smart Devices และ Hardware and Firmware ฯลฯ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐานตามที่สำนักงานฯ กำหนด เช่น CMMI, ISO สำหรับ Software และ dSURE สำหรับ Smart Devices ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย การใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มั่นใจข้อมูลถูกจัดเก็บในประเทศไทย ไม่รั่วไหล โดยจะต้องมีการระบุราคาที่ชัดเจน เชื่อถือได้ เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัลไทย    ขณะเดียวกัน ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากบริการภาครัฐที่ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นของคนไทย สอดรับกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น   พร้อมกันนี้ ดีป้า ยังจัดเตรียมแพลตฟอร์ม TECHHUNT ที่ได้รวบรวมสินค้าและบริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการไทยที่มีคุณภาพ และมีข้อมูลชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมีสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 615 สินค้าและบริการ จาก 91 บริษัท และอยู่ระหว่างการเชิญชวนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เข้ามาใช้บริการผ่านบัญชีบริการดิจิทัลแล้ว 5,515 หน่วยงาน     อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความคืบหน้าการประกาศใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการร่วมรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล สื่อโซเชียล ในการชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมออนไลน์ หากมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้น โดยทางประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีหนังสือแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มต่างๆ    “ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยกระทรวงดีอี ได้เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือ และชี้แจงรายละเอียดของข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. โดยยืนยันจะดำเนินการให้เป็นไปตามความเหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่มีผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับประชาชน” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว

ดีอี หารือ ธนาคารไทย เชื่อมระบบ 1441 ลดขั้นตอนช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์   วันที่ 6 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประชุมหารือแนวทางรูปแบบการโอนสาย Call Center จากธนาคารเข้ามายังสายด่วน 1441 เพื่อความสะดวกและรวดเร็วแก่ประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ในการแจ้งความดำเนินคดี โดยมี ผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพานิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   การประชุมครั้งนี้เป็นไปตามที่สมาคมธนาคารไทยได้กำหนดแนวทางให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ออนไลน์ (ศูนย์ AOC 1441) เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการข้อมูลของประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ของแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ประชาชนที่โทรไปธนาคารด้วยตนเองเมื่อได้ Bank case ID มาแล้ว ธนาคารจะโอนสายประชาชนมายังศูนย์ AOC 1441 และให้ทางศูนย์ AOC 1441 ดำเนินการบันทึกเคส รวมทั้งรับแจ้งความ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วแก่ประชาชน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #AOC1441 

วันที่ 6 มีนาคม 2568 นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวพิยะดา สุดกังวาน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี เข้าเยี่ยมชมศูนย์ดิจิทัลชุมชน โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ โดยมีผู้บริหารศูนย์ดิจิทัลชุมชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ ณ เขตบางเขน กรุงเทพ   การเยี่ยมชมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าการใช้ระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ ให้ประชาชนเข้าถึงการอำนวยความยุติธรรมทางปกครองผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน ในพื้นที่ห่างไกล และกลุ่มเปราะบาง ในการดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อให้บริการประชาชน ระหว่างสำนักงานศาลปกครองกับกระทรวงดีอี มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการบริการประชาชน

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3! โอนตามลำดับเลขท้ายบัตรประชาชน เช็กสิทธิ์ด่วน!” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือครอบครัว ครอบครัวละ 100,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสร้างความเข้าใจผิด ความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 824,742 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 435 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 432 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 145 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 53 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 67 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 41 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 10 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 3 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 24 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับโครงการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัล วอลเล็ต กองทุนประกันสังคม การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ปรากฎการณ์ธรรมชาติ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3! โอนตามลำดับเลขท้ายบัตรประชาชน เช็กสิทธิ์ด่วน! อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือครอบครัว ครอบครัวละ 100,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน อันดับที่ 3 : เรื่อง ประกันสังคมวิกฤติ! เก็บเงินคนไทยเดือนละ 18,472 ล้าน แต่กองทุนเสี่ยงล้มละลาย! อันดับที่ 4 : เรื่อง ประกันสังคม เพิ่มค่าทำฟันจาก 900 บาท เป็น 1,200 บาท อันดับที่ 5 : เรื่อง หากพบฝูงปลาจำนวนมากขึ้นฝั่งบนชายหาด หมายความว่า อาจจะเกิดสึนามิ อันดับที่ 6 : เรื่อง อาบน้ำรุนแรง-ใช้น้ำร้อนจัด เสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบ อัมพาตได้! อันดับที่ 7 : เรื่อง รับทำใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิดให้คนไทยและคนต่างชาติ ผ่านเพจ รับทำใบขับขี่ออนไลน์ อันดับที่ 8 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ง่าย เร็ว ได้จริง! อันดับที่ 9 : เรื่อง เปิดให้ลงทะเบียนทำใบขับขี่ออนไลน์ ปี 2568 บัตรออกจากกรมการขนส่งทางบกโดยตรง ทำได้ทั่วประเทศ อันดับที่ 10 : เรื่อง ใบขับขี่ออนไลน์ บัตรออกจากกรมขนส่งโดยตรง ทำได้ทั่วประเทศ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัล วอลเล็ต กองทุนประกันสังคม การให้บริการทำใบขับขี่ของกรมขนส่งทางบก เรื่องปรากฎการณ์ธรรมชาติ และเรื่องของสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน โดยในส่วนของข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับโครงการดิจิทัล วอลเล็ต กองทุนประกันสังคม และการให้บริการทำใบขับขี่ออนไลน์นั้น ขอให้ประชาชนระมัดระวัง การแอบอ้างของมิจฉาชีพ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินได้ โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3! โอนตามลำดับเลขท้ายบัตรประชาชน เช็กสิทธิ์ด่วน!” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 ตามเลขบัตรประชาชน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 เม.ย. 68) ซึ่งปัจจุบันรัฐบาล ได้ดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขั้นตอนของกลุ่มผู้สูงอายุ และอยู่ในช่วงการจ่ายเงินซ้ำสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ แต่ไม่สามารถรับเงินได้ในครั้งแรก และขอย้ำเตือนว่า ยังไม่มีโครงการ “เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3” และไม่มีการจ่ายเงินตามเลขท้ายบัตรประชาชน แต่อย่างใด ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ออมสินปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือครอบครัว ครอบครัวละ 100,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ธ.ออมสิน ไม่มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อช่วยเหลือครอบครัว ครอบครัวละ 100,000 บาท ผ่อนนาน 60 เดือน โดยบัญชีที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว เป็นบัญชีปลอมของมิจฉาชีพ ซึ่งได้แอบอ้างชื่อและโลโก้ของทางธนาคารไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัวโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 8 มีนาคม 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมงานวันสตรีสากล ประจำปี 2568 (International Women's Day) “3 ทศวรรษปฏิญญาปักกิ่งฯ : โอกาสและความท้าทาย สู่ความเสมอภาคของสตรีและเด็กหญิง” โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมปกรณ์อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. สะพานขาว กรุงเทพฯ โดยในงานมีการนำเสนอคำปราศรัยเนื่องในวันสตรีสากลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และวีดิทัศน์ เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2568 และ กิจกรรมเปิดตัวโครงการกล่องของขวัญ (Pink box) แทนความห่วงใย เสริมพลังใจ เพื่อสตรีไทยมั่นคง พร้อมการมอบโล่แสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนกล่องของขวัญ (Pink box) และพิธีรับมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สตรี บุคคล และหน่วยงานองค์กรดีเด่น จำนวน 16 สาขา 84 รางวัล และรางวัลเกียรติคุณพิเศษ 3 รางวัล รวมเป็น 87 รางวัล 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ออมสินเปิดบัญชี TikTok govrnment.savings ให้บริการสินเชื่อออนไลน์” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok lazadxoy29c” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 824,742 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 435 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 432 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 3 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 145 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 53เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ออมสินเปิดบัญชี TikTok govrnment.savings ให้บริการสินเชื่อออนไลน์ อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok lazadxoy29c อันดับที่ 3 : เรื่อง กระทรวงวัฒนธรรม เปิดบัญชี TikTok roblox08159 อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้ลงทะเบียนสินเชื่อที่ Tiktok @gsb.social.bank35 อันดับที่ 5 : เรื่อง ลงทุนหุ้น OHKAJHU ผ่าน TikTok Salad_okj ปลอดภัยภายใต้การดูแล ก.ล.ต. อันดับที่ 6 : เรื่อง กรมการขนส่ง เปิดทำใบขับขี่ออนไลน์ ผ่านเพจ Department Online 333 อันดับที่ 7 : เรื่อง บัญชีเฟซบุ๊กปรากฏข้อมูลชื่อและภาพผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 8 : เรื่อง เปิดจองสิทธิ์ทำใบขับขี่ออนไลน์ได้ง่าย ๆ ผ่านเพจ Kanokporn อันดับที่ 9 : เรื่อง ออมสิน เปิดรับลงทะเบียนสินเชื่อ ทาง TikTok nobcoknlwsa อันดับที่ 10 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบัญชี TikTok ใหม่ เพื่อแจ้งข่าวสาร “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่อ้างอิงถึงโครงการสินเชื่อของธนาคารออมสิน โดยมีการแอบอ้างชื่อธนาคารและโลโก้ของธนาคารเปิดบัญชีปลอม ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok นอกจากนี้ยังมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ออมสินเปิดบัญชี TikTok govrnment.savings ให้บริการสินเชื่อออนไลน์” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok ดังกล่าว เป็นบัญชีปลอมของมิจฉาชีพ ที่มีการแอบอ้างชื่อของธนาคารและนำโลโก้ของธนาคารไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต  ซึ่งธนาคารออมสินขอยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อและระมัดระวังอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี โดย ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) ได้ติดตาม ตรวจสอบ การกระทำความผิดที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแอบอ้างหน่วยงานรัฐ โดยมีมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างถึงกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ดังนี้ 1. “กระทรวงดิจิทัลออกใบอนุญาตก่อตั้งกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย” โดยเรียกเก็บค่าลงทะเบียนกับตัวแทนผู้ที่ได้รับอนุญาตพร้อมเรียกวางมัดจำ เป็นเงิน 47,074 บาทนั้น ขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม ซึ่งกระทรวงดีอีไม่ได้มีการออกใบอนุญาตก่อตั้งกาสิโนใด ๆ ทั้งสิ้น 2. “การส่งอีเมลแจ้งเรื่องจ่ายภาษีและเงินบริจาคให้กับกองทุนในปี 2025” โดยอีเมลดังกล่าวแอบอ้างภาพตราสัญลักษณ์ของกระทรวงดิจิทัล และชื่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในการส่งข้อความผ่านช่องทางอีเมล โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้กระทรวงดีอี จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน ไม่เป็นความจริง เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีเจตนาหลอกลวงประชาชน โดยการแอบอ้างหน่วยงานรัฐ ถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง โดยกระทรวง ดีอี จะติดตามตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลข่าวปลอมดังกล่าว และจะดำเนินคดีกับมิจฉาชีพอย่างถึงที่สุด “กระทรวงดีอี ขอเตือนภัยจากมิจฉาชีพที่ได้อาศัยการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนในการหลอกลวงเพื่อหวังผลต่อทรัพยสินและข้อมูลส่วนบุคคล ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือแชร์ส่งต่อข้อมูลดังกล่าว และขอให้ยึด “หลัก 4 ไม่” คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” โฆษกกระทรวงดีอี กล่าว แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 10 มีนาคม 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานกล่าวเปิดงานจัดอบรมเตรียมความพร้อมผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 10 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วันที่ 10 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ หรือศูนย์ AOC 1441 ประชุมหารือการดำเนินงานด้านการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC 1441) กับผู้แทนจาก AIS ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ณ ศูนย์ AOC กรุงเทพฯ

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่  3 – 9 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 823,166 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนหารายได้พิเศษ มีการเพิ่มเพื่อนทาง Line แล้วถูกดึงเข้า Group Line เพื่อดูรายละเอียดงาน เป็นการแพ็กสินค้าของ THE NEWYORK' S จากนั้นให้กดลิงก์กรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัว แล้วให้โอนเงินเพื่อทำกิจกรรมกดถูกใจสินค้า ช่วงแรกสามารถถอนเงินออกมาได้ ภายหลังมีการโอนเงินในยอดที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ เมื่อสอบถามไม่มีการตอบกลับใดๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,445,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาการลงทุนผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนผ่าน Line คุยรายละเอียดการลงทุนเป็นการเทรดหุ้นบริษัทในไทย หลังจากนั้นมิจฉาชีพให้โหลดแอปพลิเคชัน Gbemax เพื่อลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายโอนเงินเข้าไปในระบบเรื่อย ๆ และได้กำไรตามที่มิจฉาชีพแจ้ง จากนั้นผู้เสียหายจึงโอนเงินเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นและต้องการถอนกำไรนั้นออกจากระบบ มิจฉาชีพอ้างว่าไม่สามารถถอนได้ แจ้งว่ายังไม่ถึงเวลาที่กำหนด และเสนอให้ซื้อหุ้นตัวอื่นเพิ่มที่ยอดสูงขึ้นอีก ผู้เสียหายเกิดความสงสัยจึงขอถอนเงินทุนและกำไรที่ได้ แต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,622,460 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ใช้ภาพโพรไฟล์เป็นหนุ่มหน้าตาดี โดยมิจฉาชีพอ้างเป็นวิศวกรขุดเจาะน้ำมันอยู่ต่างประเทศ ผู้เสียหายสนใจจึงได้พูดคุยทำความรู้จักกันมาสักระยะ จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และได้สนทนากันต่อจนมีความสนิทใจ แต่ไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่ามีของขวัญเป็นของมีค่าและสินค้าในร้านค้ามากมายจะส่งให้ผู้เสียหาย ขอให้ผู้เสียหายช่วยเหลือโอนเงินค่าส่งสินค้าและค่าประกันสินค้า และอ้างเหตุผลต่างๆ ให้หลงเชื่อ ผู้เสียหายทำการโอนเงินไปหลายยอด จนกลายเป็นยอดสะสมหลักล้าน ผู้เสียหายขอคุยกันผ่าน VDO Call แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 2,030,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ได้รู้จักกันสักระยะหนึ่ง มิจฉาชีพได้ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อคุยรายละเอียด จากนั้นถูกดึงเข้า Group Line มิจฉาชีพส่งลิงก์เว็บไซต์สำหรับการลงทุนเทรดหุ้นและแนะนำขั้นตอนต่างๆ ต่อมาให้โอนเงินเพื่อทำการลงทุน ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินลงทุนเพิ่ม ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวนมากขึ้น ภายหลังต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องชำระค่าภาษีและค่าบริการต่างๆ ก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 4,050,512บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ DSI แจ้งว่าชื่อผู้เสียหายถูกนำไปเปิดบัญชีม้าเพื่อหลอกลวงประชาชน จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย จะส่งเจ้าหน้าที่ไปทำร้าย หากผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะทำการโอนเงินคืน ผู้เสียหายเกิดความกลัวจึงโอนเงินไปให้ตรวจสอบ จากนั้นไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 9,971,138 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 7 มีนาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,535,078 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,114 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 558,306 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,238 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 173,767 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.12 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 130,872 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.44 (3) หลอกลวงลงทุน 81,041 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.52 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 58,077 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.40 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 39,976 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.16 (และคดีอื่นๆ 74,573 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.36)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ผ่านสื่อโซเชียล ทั้ง TikTok และ Facebook ก่อนที่จะแอดเพื่อนเข้ากลุ่ม Line โดยในรายที่สูญเงินกว่า 4 ล้านบาท เป็นการข่มขู่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ DSI แล้วข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรงหรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com       --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 10 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายภาสกร บุญญลักษณ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เรื่อง การใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการเอกสารของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดการใช้กระดาษ และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้วยความรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.