Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) และ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ติดตาม ตรวจสอบ การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยตรวจพบว่า การเผยแพร่ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนที่เกี่ยวข้องกับ โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต”  ระยะที่ 3 รวมทั้งยังตรวจพบ บัญชีแพลตฟอร์ม “ทางรัฐ” ปลอม ร่วมด้วย   ภายหลังจากที่รัฐบาล เตรียมดำเนินโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต”   ในระยะที่ 3 ในระหว่างนี้ มิจฉาชีพ ได้ใช้วิธีการหลอกลวงประชาชน ส่งข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน ที่เกี่ยวข้องกับ โครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” อย่างต่อเนื่อง    ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 มีนาคม 2568  ศูนย์ข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” จำนวน 59 เรื่อง โดยพบว่า เป็นข่าวปลอม 13 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 6 เรื่อง และตรวจพบบัญชี แอปพลิเคชันปลอม “ทางรัฐ” จำนวน 5 บัญชี ซึ่งได้ดำเนินการแจ้งปิดกั้นแล้ว   ที่ผ่านมา ศูนย์ข่าวปลอมฯ และ สกมช. ได้ตรวจสอบ และเฝ้าระวัง การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ตั้งแต่เริ่มดำเนินการโครงการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 – 12 มี.ค.2568  โดยทำการปิดกั้นแพลตฟอร์มปลอมแล้ว จำนวน 341 บัญชี  เป็นบัญชี Facebook จำนวน 308  บัญชี และบัญชี Tiktok จำนวน 33 บัญชี (แบ่งเป็นการดำเนินการของ ดีอี จำนวน 219 บัญชี และ สกมช. จำนวน 122 บัญชี)    สำหรับประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ “แอปฯ ทางรัฐ” ได้จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) หรือ DGA โดยติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th หรือ โทร. 02-612-6060 หรือสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Call Center) สายด่วน โทร. 1111 กด 1 (ดิจิทัลวอลเล็ต)   “กระทรวงดีอีมีความห่วงใยประชาชน ต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวข้องกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งกระทรวงฯ จะตรวจสอบข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่กระทำอย่างถึงที่สุด เนื่องจากการกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง และขอให้ประชาชน ยึด “หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน” พร้อมกับไม่แชร์ข้อมูลที่บิดเบือนในทุกช่องทางสังคมออนไลน์” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 13 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือการใช้บริการ Header Enrichment API ครั้งที่ 2/2568 เพื่อติดตามการดำเนินงานในการยกระดับความปลอดภัย การตรวจสอบตัวตนและเบอร์โทรศัพท์ ให้สอดคล้องกับมาตรการ “การยกระดับความปลอดภัยในการใช้งาน Mobile Banking” เพื่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม MDES 1 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 13 มีนาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าพบนายสุทธิรักษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นางสาวร่มปรางค์ สวมประคำ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และเจ้าหน้าที่จากสำนักเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อหารือการให้บริการระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ของกระทรวงดีอี แบบไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนภาครัฐสู่การดำเนินงานแบบไร้กระดาษ (Paperless Government) สนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ


วันที่ 14 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อม ในการดำเนินการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) ของประเทศไทย ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 14 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือการจัดการบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาภัยทุจริตทางการเงิน บูรณาการทำงานอย่างครบวงจร การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลการสืบสวนสอบสวนและนำนิติบุคคลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่กระทำความผิดมาลงโทษ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ดังนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ห้องภัทรรวมใจ ธนาคารแห่งประเทศไทย



วันที่ 14 มีนาคม 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับแนวทางการประเมินความเสี่ยงการทุจริต FRAs : FRAUD RISK – ASSESSMENTS ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากรของกระทรวงดีอี ในการประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริต อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

วันที่ 14 มีนาคม 2568 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานพิธีมอบใบประกาศนียบัตรในงานจัดอบรมเตรียมความพร้อมผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ หรือผู้ที่เคยเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และผู้ที่เกี่ยวกับการสืบสวน สอบสวน รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้อง BB201 โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนแวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะผู้แทนจาก สำนักปลัดกระทรวงดีอี สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)  จัดกิจกรรมการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 3 ภายใต้โครงการขับเคลื่อนการใช้งาน e-Document ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 76 จังหวัด ณ โรงแรม การ์เด้นคลิฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา จังหวัดชลบุรี และผ่านระบบการประชุมทางไกล สำหรับกิจกรรมดังกล่าว เป็นการสร้างความเข้าใจในการร่วมกันขับเคลื่อนการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใน จ.ชลบุรี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐ ผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างแพร่หลายเพื่อมุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล นอกจากนี้ยังได้ร่วมหารือกับ นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานจังหวัดชลบุรี เพื่อร่วมขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ภายหลังจากที่ จ.ชลบุรีได้มีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU เรื่อง ความร่วมมือในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2567 เพื่อขับเคลื่อนจ.ชลบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีศักยภาพ รวมทั้งยังอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ EEC สู่การให้บริการประชาชนในรูปแบบไร้กระดาษต่อไป

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “รีบยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ก่อนโดนตัดสิทธิ์” รองลงมาคือเรื่อง “เพจใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิด ลดราคาใบขับขี่ ผู้ใช้งานใหม่ 1,500 บาท” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งสร้างความเข้าใจผิด ความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 7 – 13 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 831,525 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 655 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 617 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 36 ข้อความ และผ่านชองทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 206 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 79 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 102 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 63 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 4 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 23 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับโครงการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัล วอลเล็ต การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ การรับสมัครงาน ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง รีบยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ก่อนโดนตัดสิทธิ์ อันดับที่ 2 : เรื่อง เพจใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิด ลดราคาใบขับขี่ ผู้ใช้งานใหม่ 1,500 บาท อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ออมสิน ปล่อยกู้รายละ 800,000 บาท ดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน เปิดลงทะเบียนถึงวันที่ 31 มี.ค. 68 อันดับที่ 4 : เรื่อง เรือนจำไทย มีขาใหญ่ นช.สมเด็จ ดูแลนักโทษ เงินหมุนเวียน เข้าบัญชีม้า 10-20 ล้านบาท อันดับที่ 5 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้กู้ทุกอาชีพ วงเงิน 100,000 บาท ติดต่อผ่าน TikTok amy1994_16 อันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครงานเกษตร ประเทศออสเตรเลีย ติดต่อผ่านเพจ บริษัทจัดหางานเอกชน อันดับที่ 7 : เรื่อง สามารถติดต่อ กฟภ. ได้ผ่านช่องทาง Line ID pea214414 อันดับที่ 8 : เรื่อง เพจชนิชา /รับทำใบอนุญาตขับรถทุกชนิด พื้นที่.4 รับทำใบขับขี่ผ่านระบบออนไลน์ เฉพาะผู้ที่ไม่สะดวกมาขนส่ง อันดับที่ 9 : เรื่อง ปลอมอีเมลกระทรวงดิจิทัลแจ้งออกใบอนุญาตก่อตั้งกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย อันดับที่ 10 : เรื่อง กฟภ. เปิดให้บริการออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ https://pea-th.com/ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัล วอลเล็ต การให้บริการทำใบขับขี่ของกรมขนส่งทางบก การรับสมัครงาน ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน โดยในส่วนของข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับโครงการดิจิทัล วอลเล็ต และการให้บริการทำใบขับขี่ออนไลน์นั้น ขอให้ประชาชนระมัดระวัง การแอบอ้างของมิจฉาชีพ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินได้ โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “รีบยืนยันตัวตนรับเงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 ก่อนโดนตัดสิทธิ์” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA สำนักนายกรัฐมนตรี ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า การยืนยันตัวตนของประชาชนบนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สามารถทำได้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2567 เท่านั้น ทั้งนี้หากประชาชนเข้า “แอปฯ ทางรัฐ” และกดลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วมีหน้าจอยืนยันตัวตนแสดงขึ้นมา อาจเกิดจากการไม่ได้เข้าแอปฯ เป็นเวลานาน หรือเคยลบแอปฯ ไปหลังจากลงทะเบียนและยืนยันตัวตนเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ไม่สามารถยืนยันตัวตนใหม่ได้ ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เพจใบขับขี่ออนไลน์ทุกชนิด ลดราคาใบขับขี่ ผู้ใช้งานใหม่ 1,500 บาท”กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอมที่เชื่อถือไม่ได้ โดยการขอรับใบอนุญาตขับรถทุกชนิดมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ คือ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถจะต้องดำเนินการด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย การอบรม การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ และการถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับรถทั้งนี้ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัวโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารออมสิน เปิดให้สินเชื่อทางบัญชี TikTok” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok Government Savinggs Bank ออมสิน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 7 – 13 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 831,525 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 655 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 617 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 36 ข้อความ และผ่านชองทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 206 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 79 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้สินเชื่อทางบัญชี TikTok อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok Government Savinggs Bankออมสิน อันดับที่ 3 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเปิดบัญชี Tiktok ใหม่ ใช้สำหรับแจ้งข่าวประชาชน อันดับที่ 4 : เรื่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเพจเฟซบุ๊ก Thailand Lottery Help Center อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมอนามัย เปิดบัญชี TikTok ชื่อ anamai_official อันดับที่ 6 : เรื่อง ธ.ก.ส. บัญชี TikTok เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจ Help with human trafficking เปิดให้เหยื่อมิจฉาชีพลงทะเบียนขอรับเงินคืน อันดับที่ 8 : เรื่อง บัญชี X ชื่อ ถ่ายทอดสดผลหวย เป็นบัญชีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อันดับที่ 9 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮงที่เปิดทำการลงทุนแบบรายวัน ผ่านการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง OHKAJHU เปิดลงทุน! ซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ปลอดภัย เริ่มเพียง 1,000 บาท! “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่อ้างอิงถึงโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ รวมถึงการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok นอกจากนี้ยังมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยอ้างหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคารออมสิน เปิดให้สินเชื่อทางบัญชี TikTok” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ @gsb.social.bank34 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา โดยแอบอ้างใช้โลโก้ของธนาคารไปสร้างบัญชี TikTok ใหม่ ซึ่งทางธนาคารออมสินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับบัญชีดังกล่าว ขอประชาชนโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อบัญชีปลอมดังกล่าว และระมัดระวังอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 17 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายให้ นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี เป็นสักขีพยานและผู้แทนกระทรวงฯ นำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ จังหวัดพิจิตร มามอบให้นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ร่วมลงนาม และมีนายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นสักขีพยาน โดยมี นางสาวรวีวัลย์  บุญยะกลัมพะ สถิติจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมโรงแรมมีพรสวรรค์แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร   โดยการลงนาม MOU ดังกล่าว จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดพิจิตรสู่การทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) ที่มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน นอกจากนี้ นางสาวพิยะดา ได้ถ่ายทอดนโยบายการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) รวมถึงมีการอบรมการใช้งานระบบ e-Office ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดพิจิตร ด้วย

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่  10 – 16 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 5,183,946 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่าน Messenger Facebook เป็นงานกดไลก์สินค้าเพื่อแลกกับเงินค่าคอมมิชชัน จากนั้นมิจฉาชีพส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลทำการโอนเงินค่าสินค้า และค่าดำเนินการต่าง ๆ แนะนำขั้นตอนที่ได้รับค่าตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินเข้าไปสำรองสินค้าเพิ่มขึ้นและได้ผลกำไรมากขึ้น แต่เมื่อต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพอ้างว่ากรอกข้อมูลส่วนตัวผิด ต้องทำการโอนเงินไปแก้ไขระบบถึงจะสามารถถอนเงินได้ หลังจากโอนเงินไปแล้วไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 1,199,798 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Messenger Facebook อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายมีเงินค้างอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นระบบของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากประสงค์ถอนเงินออกมาใช้ให้ผู้เสียหายทำการโอนเงินเข้าไปปลดล็อกระบบจึงจะถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไปหลายยอด หลังจากโอนเงินไปไม่สามารถถอนเงินได้ และถูกบล็อกช่องทางการติดต่อ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นกระบวนการ มูลค่าความเสียหาย 3,248,000บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาครีมทาผิวกระจ่างใสผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามผ่านทาง Messenger Facebook มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินไปร่วมทำกิจกรรม และยังเป็นค่ามัดจำสินค้า จะได้ทั้งสินค้าที่สั่งและได้ขายสินค้าอีกด้วย ช่วงแรกโอนเงินค่าสินค้าและค่าร้านค้าไปสักระยะ ได้ผลกำไรการขายกลับมาจริง ภายหลังผู้เสียหายโอนเงินไป มิจฉาชีพแจ้งว่า ผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิดพลาด ทักไปสอบถามข้อมูลมีการบ่ายเบี่ยงและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,250,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อ้างตนเป็นนักร้องดังในประเทศจีน และได้เพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน มิจฉาชีพชวนให้โอนเงินไปเพื่อไปลงทุนในธุรกิจจะได้มีเงินเก็บเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมามิจฉาชีพอ้างว่ากำลังป่วยต้องการเงินมารักษาจึงขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้อีกหลายครั้ง ยอดเงินครั้งสุดท้ายเป็นเงินจำนวนสูงมากจนน่าสงสัย ผู้เสียหายจึงขอโทรวิดีโอคอล แต่ฝ่ายชายปฏิเสธและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 628,484 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายใช้บัญชีม้าฟอกเงินมีความผิดทางกฎหมายมีโทษสถานหนัก จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อคุยรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่พบการกระทำผิดจะโอนเงินคืนทันที ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,510,228 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 14 มีนาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,553,520 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,107 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 557,624 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,218 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 176,901 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.72 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 133,271 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.91 (3) หลอกลวงลงทุน 82,462 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.79 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 59,916 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.74 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 40,664 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.29 (และคดีอื่นๆ 64,410 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.55)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ผ่านสื่อโซเชียล โดยผ่านแอปฯ Messenger Facebook โดยให้กดไลก์สินค้า เพื่อแลกค่าคอมฯ ก่อนหลอกให้โอนเงินค่าสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวนมากกว่า 5 ล้านบาท ขณะที่ยังตรวจพบเคสที่มิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีเงินเหลือในเว็บของตำรวจ ให้โอนเงินเพื่อปลดล็อกรับเงินคืน    ทั้งนี้ขอย้ำว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรงหรือผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อ ให้ประเมินว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com       --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.