Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารออมสิน เปิดให้สินเชื่อทางบัญชี TikTok” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok Government Savinggs Bank ออมสิน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 7 – 13 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 831,525 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 655 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 617 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 36 ข้อความ และผ่านชองทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 206 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 79 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เปิดให้สินเชื่อทางบัญชี TikTok อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสินให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok Government Savinggs Bankออมสิน อันดับที่ 3 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเปิดบัญชี Tiktok ใหม่ ใช้สำหรับแจ้งข่าวประชาชน อันดับที่ 4 : เรื่อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเพจเฟซบุ๊ก Thailand Lottery Help Center อันดับที่ 5 : เรื่อง กรมอนามัย เปิดบัญชี TikTok ชื่อ anamai_official อันดับที่ 6 : เรื่อง ธ.ก.ส. บัญชี TikTok เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร อันดับที่ 7 : เรื่อง เพจ Help with human trafficking เปิดให้เหยื่อมิจฉาชีพลงทะเบียนขอรับเงินคืน อันดับที่ 8 : เรื่อง บัญชี X ชื่อ ถ่ายทอดสดผลหวย เป็นบัญชีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อันดับที่ 9 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮงที่เปิดทำการลงทุนแบบรายวัน ผ่านการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง OHKAJHU เปิดลงทุน! ซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ปลอดภัย เริ่มเพียง 1,000 บาท! “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวที่อ้างอิงถึงโครงการสินเชื่อของธนาคารรัฐ รวมถึงการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน TikTok นอกจากนี้ยังมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยอ้างหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคารออมสิน เปิดให้สินเชื่อทางบัญชี TikTok” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ @gsb.social.bank34 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา โดยแอบอ้างใช้โลโก้ของธนาคารไปสร้างบัญชี TikTok ใหม่ ซึ่งทางธนาคารออมสินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับบัญชีดังกล่าว ขอประชาชนโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อบัญชีปลอมดังกล่าว และระมัดระวังอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 17 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายให้ นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดีอี เป็นสักขีพยานและผู้แทนกระทรวงฯ นำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ จังหวัดพิจิตร มามอบให้นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ร่วมลงนาม และมีนายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นสักขีพยาน โดยมี นางสาวรวีวัลย์  บุญยะกลัมพะ สถิติจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมโรงแรมมีพรสวรรค์แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร   โดยการลงนาม MOU ดังกล่าว จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดพิจิตรสู่การทำงานแบบไร้กระดาษ (Paperless) ที่มีความรวดเร็ว ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน นอกจากนี้ นางสาวพิยะดา ได้ถ่ายทอดนโยบายการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้บริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) รวมถึงมีการอบรมการใช้งานระบบ e-Office ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจังหวัดพิจิตร ด้วย

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่  10 – 16 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 5,183,946 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่าน Messenger Facebook เป็นงานกดไลก์สินค้าเพื่อแลกกับเงินค่าคอมมิชชัน จากนั้นมิจฉาชีพส่งลิงก์ให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลทำการโอนเงินค่าสินค้า และค่าดำเนินการต่าง ๆ แนะนำขั้นตอนที่ได้รับค่าตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินเข้าไปสำรองสินค้าเพิ่มขึ้นและได้ผลกำไรมากขึ้น แต่เมื่อต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพอ้างว่ากรอกข้อมูลส่วนตัวผิด ต้องทำการโอนเงินไปแก้ไขระบบถึงจะสามารถถอนเงินได้ หลังจากโอนเงินไปแล้วไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 1,199,798 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Messenger Facebook อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายมีเงินค้างอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นระบบของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากประสงค์ถอนเงินออกมาใช้ให้ผู้เสียหายทำการโอนเงินเข้าไปปลดล็อกระบบจึงจะถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไปหลายยอด หลังจากโอนเงินไปไม่สามารถถอนเงินได้ และถูกบล็อกช่องทางการติดต่อ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นกระบวนการ มูลค่าความเสียหาย 3,248,000บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาครีมทาผิวกระจ่างใสผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามผ่านทาง Messenger Facebook มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินไปร่วมทำกิจกรรม และยังเป็นค่ามัดจำสินค้า จะได้ทั้งสินค้าที่สั่งและได้ขายสินค้าอีกด้วย ช่วงแรกโอนเงินค่าสินค้าและค่าร้านค้าไปสักระยะ ได้ผลกำไรการขายกลับมาจริง ภายหลังผู้เสียหายโอนเงินไป มิจฉาชีพแจ้งว่า ผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิดพลาด ทักไปสอบถามข้อมูลมีการบ่ายเบี่ยงและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,250,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อ้างตนเป็นนักร้องดังในประเทศจีน และได้เพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน มิจฉาชีพชวนให้โอนเงินไปเพื่อไปลงทุนในธุรกิจจะได้มีเงินเก็บเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมามิจฉาชีพอ้างว่ากำลังป่วยต้องการเงินมารักษาจึงขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้อีกหลายครั้ง ยอดเงินครั้งสุดท้ายเป็นเงินจำนวนสูงมากจนน่าสงสัย ผู้เสียหายจึงขอโทรวิดีโอคอล แต่ฝ่ายชายปฏิเสธและทำการบล็อกไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 628,484 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายใช้บัญชีม้าฟอกเงินมีความผิดทางกฎหมายมีโทษสถานหนัก จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อคุยรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่พบการกระทำผิดจะโอนเงินคืนทันที ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,510,228 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 14 มีนาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,553,520 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,107 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 557,624 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,218 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 176,901 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.72 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 133,271 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.91 (3) หลอกลวงลงทุน 82,462 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.79 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 59,916 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.74 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 40,664 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.29 (และคดีอื่นๆ 64,410 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.55)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ผ่านสื่อโซเชียล โดยผ่านแอปฯ Messenger Facebook โดยให้กดไลก์สินค้า เพื่อแลกค่าคอมฯ ก่อนหลอกให้โอนเงินค่าสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวนมากกว่า 5 ล้านบาท ขณะที่ยังตรวจพบเคสที่มิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีเงินเหลือในเว็บของตำรวจ ให้โอนเงินเพื่อปลดล็อกรับเงินคืน    ทั้งนี้ขอย้ำว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรงหรือผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อ ให้ประเมินว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com       --------------------------------------------------------------------------------------



ดีอี ประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-ยูเนสโก เตรียมจัดงาน Global Forum on AI Ethics 2025   วันที่ 17 มีนาคม 2568 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานกรรมการร่วม ของคณะกรรมการร่วมไทยและยูเนสโกด้านสารัตถะ เพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” (Program Committee) ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการฯ และทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมฯ ครั้งที่ 2/2568 ร่วมกับ Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ  โดยมี Ms. Gabriela Ramos ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งยูเนสโก ผู้เชี่ยวชาญของยูเนสโก พร้อมด้วย ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เข้าร่วมการประชุมฯ ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยที่ประชุมฯ ได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการด้านสารัตถะ ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ความคืบหน้าของการจัดทำร่างกำหนดการการประชุมและกิจกรรมคู่ขนานในระหว่างการประชุมฯ  การพิจารณารายชื่อวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการจัดทำเว็บไซต์การจัดการประชุมฯ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การจัดการประชุมฯ ดังกล่าว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 17 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 กับแนวคิด “เพราะทุกคนสำคัญ ทุกข้อมูลมีความหมาย ร่วมสร้างอนาคตไทยให้ดีขึ้น” (Everyone Counts, Everyone Matter) พร้อมด้วยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงาน 3 ส่วนสำคัญ และการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ คุณป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการฯ ซึ่งจัดโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) กระทรวงดีอี โดยมี นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ   ทั้งนี้ รองนายกฯ ประเสริฐ เน้นย้ำถึงการเดินหน้าปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล ผ่านนโยบาย Cloud First Policy, e-Office และระบบ Paperless เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ โดยโครงการนี้ เป็นอีกโครงการที่ได้มีการปรับเปลี่ยนการจัดเก็บข้อมูลด้วยรูปแบบดิจิทัลเป็นครั้งแรก และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการให้ข้อมูล โดยมั่นใจได้ว่าจะไม่ใช่การหลอกลวงจากมิจฉาชีพ เพราะทุกข้อมูลสำคัญ เป็นเครื่องมือในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศต่อไป   ภายในงานยังได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 3 หน่วยงานสำคัญ ประกอบไปด้วยการลงนาม MOU การใช้แอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการตอบแบบสอบถามออนไลน์ ของโครงการสำมะโนประชากรฯ ระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), MOU การประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ และเก็บรวบรวมข้อมูลโครงการสำมะโนประชากรฯ ระหว่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ กับ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และ MOU การส่งข้อความสั้น (SMS) เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตอบแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่าง สำนักงานสถิติ แห่งชาติ กับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS) บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TRUE) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT)   ทั้งนี้ประชาชนคนไทยรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักในไทยตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป สามารถให้ข้อมูลกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่ วันที่ 1 – 20 เมษายน 2568 เป็นต้นไป โดยสามารถให้ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เว็บไซต์ “ทางรัฐ.com” หรือ เว็บไซต์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ www.nso.go.th และพบกับ 'คุณมาดี' ลงพื้นที่เก็บข้อมูลทั่วประเทศ ตั้งแต่ 21 เมษายน - 19 มิถุนายน 2568 โดยข้อมูลของประชาชนจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากรายงาน Digital 2025 ของ We Are Social เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เปิดเผยถึงผลสำรวจความเร็วดาวน์โหลดอินเทอร์เน็ตประจำที่ (Fixed Broadband) หรือ “เน็ตบ้าน” ของไทย ครองอันดับ 8 ของโลก    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งที่ผ่านมา ดีอี ได้ทำงานร่วมกับ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)  โดย ดีอี ได้ดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้ “โครงการเน็ตสาธารณะ” (เน็ตประชารัฐ เดิม) โดยการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) ที่การให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานยังไม่ทั่วถึง หรือเป็นพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และจัดให้มีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะแบบไร้สาย (Free Wi-Fi) โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หมู่บ้านละ 1 จุด ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมให้กับประชาชนในหมู่บ้านพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารผ่านจุดบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ และนำมาต่อยอดการใช้ประโยชน์จากบริการอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนได้อย่างยั่งยืน โดยการันตีจากการคว้ารางวัลระดับโลก “World Summit on the Information Society (WSIS) Prizes 2019” ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศและการสื่อสาร จาก ITU (International Telecommunication Union) ซึ่งเป็นองค์กรในเครือสหประชาชาติ (UN) โดยมีโครงการเข้าแข่งขันกว่า 90 โครงการจากทั่วโลก   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE)  ให้ข้อมูลเพิ่มว่าปัจจุบัน BDE ยังคงให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะแบบ Free Wi-Fi  แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้ว จำนวน 13.6 ล้านคน และใช้บริการเดือนมกราคม 2568 จำนวน 16.8 ล้านครั้ง โดย BDE ยังมีแผนที่จะปรับเพิ่มความเร็วในแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานของประชาชน   นอกจากนี้ กระทรวง ดีอี ยังมีการขยายโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงต่อจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ไปยังโรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสุขศาลาพระราชทานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ยังไม่มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มากกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ สามารถรองรับระดับความเร็วได้ถึง 1 Gbps ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนใช้ประโยชน์จากโครงข่ายที่ภาครัฐได้ลงทุนไปแล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนบริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ในหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยบริการขั้นพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง   “รัฐบาลเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และการวางโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านและชุมชน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งกระทรวงดีอี มีนโยบายเร่งขยายผลและการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ ของ กระทรวงดีอี อาทิ ศูนย์ดิจิทัลชุมชน หนึ่งอำเภอ หนึ่งคนไอที และ โครงการ Learn to earn เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อล้ำ ทั้งโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี รวมทั้งเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดีนี้ ยังได้ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปพร้อมๆ กัน” นายประเสริฐ กล่าวสรุป   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 18 มีนาคม 2568 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA ลงนามในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการบริการข้อมูลความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล ความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอมแก่ประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA เป็นผู้ร่วมลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม MDES1 ชั้น 9 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบจากปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์และข่าวปลอม ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้นการให้ความรู้และการแจ้งเตือนภัยจึงเป็นมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและทั่วถึง    โดยกระทรวงดีอี ได้ร่วมกับ DGA บูรณาการข้อมูลสร้างความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล ความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และการแจ้งเตือนภัยข่าวปลอมแก่ประชาชน ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนประสบปัญหาการถูกหลอกลวงทางออนไลน์จากมิจฉาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล รวมทั้งข้อมูลข่าวสารและบริการต่าง ๆ    สำหรับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นแอปฯที่รวบรวมช่องทางการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องของหน่วยงานรัฐ แจ้งเตือนข่าวปลอม การหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้วยการบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างกระทรวงดีอี และ DGA ซึ่งจะประกอบไปด้วยบริการดังนี้   1. ให้บริการข้อมูลความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งประชาชนสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล   2. ให้บริการข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับข่าวปลอม การแจ้งเตือนภัยจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ และข่าวปลอม   3. สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำระบบงานจัดเก็บข้อมูลแอปฯ Cyber Community Thailand ให้สามารถใช้บริการผ่านแอปฯ "ทางรัฐ" โดยมีมาตรการรักษา ความปลอดภัยที่เหมาะสมในการเข้าถึงบริการของประชาชน และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน   “การให้ความรู้ด้านดิจิทัล การแจ้งเตือนข่าวปลอม และภัยออนไลน์ ผ่านทางแอปฯ “ทางรัฐ” ถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อป้องกันประชาชนจากภัยคุกคามทางออนไลน์ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน ถือเป็น 1 ในช่องทางที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วประเทศ” โฆษกกระทรวงดีอี กล่าว   ด้าน นางไอรดา เหลืองวิไล กล่าวว่า จากสถานการณ์การหลอกลวงทางสื่อออนไลน์หรือการปล่อยข่าวปลอมจากมิจฉาชีพยังคงรุนแรงและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการ MOU ในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการทวีความเข้มข้นในการป้องกันภัยที่เกิดจากปัญหาการหลอกลวงประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ในเชิงรุกได้อย่างแท้จริง โดยการให้ความรู้ และแจ้งเตือนภัยผ่านแอปฯทางรัฐ ซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 41 ล้านดาวน์โหลด ทำให้มั่นใจได้ว่าแอปฯ ทางรัฐจะเป็นช่องทางการสื่อสารของรัฐที่มีประสิทธิภาพ สามารถสื่อสารข้อมูลและการแจ้งเตือนต่างๆ เข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังเป็นช่องทางจากรัฐโดยตรงประชาชนเชื่อใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นเป็นข้อเท็จจริง   ปัจจุบันแอปพลิเคชันทางรัฐมีบริการภาครัฐกว่า 179 บริการ รวมถึงบริการประเภทแจ้งเรื่องร้องเรียนต่างๆ อาทิ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 / แจ้งเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสกับศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย 1567 /การแจ้งเหตุคดีพิเศษ DSI 1202 หรือ แจ้งอายัดบัญชีธนาคารได้ที่แอปฯ ทางรัฐ เป็นต้น ซึ่งในขณะนี้แอปฯทางรัฐ กำลังพัฒนาบริการแจ้งเบาะแสยาเสพติดรวมถึงการแจ้งเบาะแสบุหรี่ไฟฟ้าอีกด้วย   สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการเสริมภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมของหน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกันภัยจากข่าวปลอม และจากการหลอกลวงทางสื่อออนไลน์ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง   --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 18 มีนาคม 2568 นายนคพล เอื้อทวีทรัพย์ รองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี ร่วมส่งมอบปฏิทินเก่า หนังสือเก่า ที่รับบริจาคในกิจกรรม "ปฏิทินเก่า หนังสือเก่า เราขอ" ภายใต้แนวคิด "การให้ คือ ความสุข" แก่ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดฯ เพื่อใช้ในการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา และเข้าชมวิธีการผลิตหนังสืออักษรเบรลล์ ณ ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอดฯ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

วันที่ 18 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานร่วมการประชุมหารือเพื่อเตรียมการจัดประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 19 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว “สถานการณ์และแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัล 2568” (Thailand’s Digital Economy and Development 2025) พร้อมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายและแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล 2568” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ร่วมแถลงผล พร้อมด้วย นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ

วันที่ 19 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุม “The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025” ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 10 สำนักงานใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

วันที่ 19 มีนาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) NT

วันที่ 20 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในพิธีเปิดงานพร้อมมอบเกียรติบัตรเนื่องใน วันอุตุนิยมวิทยาโลก ประจำปี 2568 “จับมือร่วมใจ ปิดช่องว่างการเตือนภัยล่วงหน้า (Closing the Early Warning Gap Together)” พร้อมด้วย นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยมี นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา และผู้บริหารกรมอุตุนิยมวิทยาให้การต้อนรับ ณ หอประชุมกรมอุตุนิยมวิทยา บางนา กรุงเทพฯ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.