Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 20 มีนาคม 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) พระราชบัญญัติการประกอบกิจการไปรษณีย์ พ.ศ. ..... เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรม อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

วันที่ 20 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อขับเคลื่อนการเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก (Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific: CPTA) ภายใต้ UNESCAP ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์   โดยที่ประชุมฯ ได้มีการหารือแนวทางการขับเคลื่อนการเข้าร่วมเป็นภาคี CPTA ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการยอมรับร่วมกันของข้อมูลและเอกสารทางการค้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก


เมื่อวันที่ 19  มีนาคม 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (BDE) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี   นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยนายกฯ ได้ตอบกระทู้ข้อซักถามของสมาชิกผู้แทนราษฎร ในสภาฯ เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันในการเยือนต่างประเทศ นายกฯ ได้ร่วมหารือเรื่องดังกล่าวกับผู้แทนประเทศต่างๆมาโดยตลอด รวมทั้งยังลงพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เพื่อติดตามการดำเนินมาตรการปราบปรามฯ    สำหรับในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  6 เรื่องสำคัญ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 17 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้     1.การปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ เดือน กุมภาพันธ์ 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) - การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ก.พ. 68 มีจำนวน 4,505 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 80.56 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 2,495 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567   - การจับกุมคดีพนันออนไลน์ ก.พ. 68 มีจำนวน 2,069 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 94.45 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 1,064 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567 - การจับกุมคดีบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ก.พ. 68 มีจำนวน 325 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.42 เทียบกับ การจับกุมเฉลี่ย 240 คนต่อเดือน ช่วงมกราคม - มีนาคม 2567             2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ (ปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 28 ก.พ.  68) - การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 33,094 (URLs) หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 1,130 (URLs) - การประสานแพลตฟอร์มเพื่อขอปิดกั้นเกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ ที่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 7,338 (URLs) ที่ไม่มีคำสั่งศาล มีจำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 21,335 (URLs) (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี)   3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน          ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 28 ก.พ. 68 มีดังนี้   - AOC ระงับบัญชีชั่วคราว จำนวน 337,690 บัญชี ธนาคารระงับบัญชี 997,600 รวม 1,335,290 บัญชี - ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วจำนวน 732,798  บัญชี (ณ วันที่ 18 มี.ค. 68)   - มาตรการปลดบัญชีม้า ที่ประชุมได้เห็นชอบ ให้ ปปง. มีอำนาจให้การปลดล็อกบัญชี “ม้าดำ” ได้เพียงหน่วยงานเดียว ขณะที่การดำเนินการ ปลดล็อกบัญชี “ม้าเทา” จะเป็นหน้าที่ของ บช.สอท. โดยได้พิจารณาอนุญาตให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า หากมีมากกว่า 1 บัญชี สามารถยื่นเรื่องให้ บช.สอท. ดำเนินการปลดล็อกได้ หรือขอเปิดบัญชีใหม่ได้ 1 บัญชี เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เรียกว่า “บัญชีเพื่อการยังชีพ” ซึ่งบัญชีดังกล่าวจะไม่สามารถทำธุรกรรมทางออนไลน์ได้ โดยจะต้องโอน-เบิก-ถอนเงิน ที่ธนาคารเท่านั้น   - มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของกลุ่มธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ปปง. ก.ล.ต. และ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ได้ร่วมหารือทำความเข้าใจเพื่อการบูรณาการเชื่อมต่อข้อมูลบัญชีม้า การประกาศรายชื่อ HR-03และแนวทางการพิจารณาการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องสงสัย เพื่อควบคุมการทำธุรกรรมของมิจฉาชีพผ่านธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล   4.การแก้ไขปัญหาซิมม้า ซิมบุคคลต่างด้าว    ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 28 ก.พ. 68 มีดังนี้   - การกวาดล้างซิมม้าและซิมต้องสงสัย โดย สำนักงาน กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และผลการดำเนินงาน มีดังนี้   (1)   รายงานผลการดำเนินการตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ บุคคลธรรมดา แบบเติมเงิน (Prepaid) ที่มีการโทรออกตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป/วัน ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2566 – 17 มีนาคม 2568 ถูกระงับบริการ (สะสม) จำนวน 233,338 เลขหมาย โดยมีผู้ใช้บริการกลับมาแสดงตน (สะสม) จำนวน 441 เลขหมาย และยังไม่มีการมาแสดงตนของผู้ใช้บริการ (สะสม) จำนวน 232,897 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มี.ค. 68)             (2)   กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 101 เลขหมายขึ้นไป โดยมีเลขหมายที่เข้าข่าย 5,078,283 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว จำนวน 4,273,918  เลขหมาย จำนวนเลขหมายคงเหลือต้องมายืนยันตัวตน 804,365 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มี.ค. 68)   (3) กลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ดตั้งแต่ 6-100 เลขหมาย ซึ่งมีเลขหมายที่เข้าข่าย 3,981,251 เลขหมาย มีผู้มายืนยันตัวตนแล้ว 2,424,402 เลขหมาย จำนวนเลขหมายคงเหลือต้องมายืนยันตัวตน 1,556,849 เลขหมาย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มี.ค. 68)   -การลงทะเบียนผู้ใช้บริการที่ไม่มีสัญชาติไทย ให้ใช้เอกสารแสดงตนประกอบการลงทะเบียนเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ด โดยใช้หนังสือเดินทาง (Passport) เท่านั้น และให้มีการจำกัดการลงทะเบียนจำนวนไม่เกิน 3 เลขหมายต่อ 1 ผู้ให้บริการ รวมถึงได้มีข้อกำหนดเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงการใช้งานเทคโนโลยีชีวมิติ (biometrics) ให้มีการใช้การตรวจสอบการปลอมแปลงอัตลักษณ์ด้วยเทคโนโลยี “Liveness Detection” โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะต้องดำเนินการปรับปรุงระบบการลงทะเบียน ภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่ง กสทช.มีมติ   -มาตรการ SMS แนบลิงก์  สำนักงาน ปปง. กสทช. สกมช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้ดำเนินมาตรการลงทะเบียน sender name แล้วกว่า 100,000 Sender Name จากผู้ให้บริการ 42 ราย ( ลงทะเบียนแล้ว 25 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 ราย อีก 13 รายไม่มีการให้บริการข้อความแนบลิงก์)   5. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสายโทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน กสทช.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานความสูงของเสา และค่าความแรงของสัญญาณ  โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือน มี.ค.68 จะสามารถตรวจสอบครอบคลุมในทุกพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งตรวจสอบการให้บริการโทรคมนาคมโดยสายสัญญาณ การลักลอบลากสายสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้าน   6. การศึกษามาตรการควบคุมดูแล OTT แพลตฟอร์ม    ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้ กสทช. และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาการพิจารณาออกมาตรการควบคุมดูแล แพลตฟอร์ม OTT (Over-The-Top) ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ รายการทีวี เพลง และพอดแคสต์ ได้โดยตรงผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายหรือเคเบิลแบบดั้งเดิม ตัวอย่างแพลตฟอร์มยอดนิยม ได้แก่ Netfix YouTube Disney+ TikTok และ Spotify ซึ่งพบว่าอาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชน   สำหรับเรื่องดังกล่าวจะมีพิจารณามาตรการหลัก 5 ด้านเพื่อเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เป็นธรรมและยั่งยืน ทั้งสำหรับผู้บริโภค ผู้ให้บริการ และเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม ดังนี้   (1.) มาตรการด้านความปลอดภัย  -ควบคุมการละเมิดลิขสิทธิ์และป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย  และกำหนดมาตรการยืนยันตัวบุคคลเพื่อป้องกันการใช้แพลตฟอร์มไปในทางที่ผิด    (2.) การออกระเบียบเพื่อกำกับด้านเนื้อหา  -ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถควบคุมเนื้อหาที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม OTT ได้อย่างเป็นรูปธรรม  -กำหนดให้แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการในไทย ต้องขอใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานและกฎหมายของประเทศไทย  -ผลักดันแนวทางการกำกับดูแลร่วมกัน ไปสู่เวทีระดับนานาชาติ    (3.) การส่งเสริมด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล และการจัดเก็บภาษี -การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเพื่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม  -กำหนดให้แพลตฟอร์ม OTT ที่มีรายได้จากผู้ใช้ในไทยต้องเสียภาษีในประเทศไทย  -ส่งเสริมการสร้างมูลค่าจากธุรกิจดิจิทัลภายในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว   (4.) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  -กำหนดให้แพลตฟอร์ม OTT ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น GDPR ของยุโรป  -ควบคุมการเก็บและการใช้ข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว   (5.) การกำกับดูแลด้านการแข่งขัน  -ป้องกันการผูกขาดของแพลตฟอร์ม OTT ขนาดใหญ่ที่อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม  -สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มท้องถิ่นและการกระจายอำนาจในตลาด    “โดยภาพรวม กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดียหลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งการระงับบัญชีม้า ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขความเสียหายลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความคืบหน้าของการพิจารณา ร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม ขณะนี้การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาใกล้แล้วเสร็จ โดยกระทรวงดีอี เตรียมหารือร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย ธปท. กลต. ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการให้สอดคล้องกับ พ.ร.ก. ที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป” รองนายกประเสริฐ กล่าว   หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com                              --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้เร่งรัดดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ “บุหรี่ไฟฟ้า” โดยเฉพาะ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่มีความเกี่ยวข้องทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการซื้อ-ขาย และการลักลอบนำเข้า ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปราม “บุหรี่ไฟฟ้า” พร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง    ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2567 – 19 มีนาคม 2568 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่เกี่ยวข้องกับ “บุหรี่ไฟฟ้า” แล้ว 9,515 รายการ    สำหรับประเภทแพลตฟอร์มที่มีการปิดกั้นตามระยะเวลาดังกล่าว มีดังนี้ 1.X จำนวน 9,226 รายการ  2.เว็บไซต์ จำนวน 235 รายการ  3.Facebook จำนวน 28 รายการ  4. Instagram จำนวน 12 รายการ  5. TikTok จำนวน 14 รายการ    นอกจากนี้ยังดำเนินการปิดกั้นกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า แล้วจำนวน 120 กลุ่ม   ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบโดยใช้ Social listening tool พบว่ามีจำนวนโพสต์ซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยเป็นโพสต์จากผู้ขาย จำนวน 285 โพสต์ และโพสต์จากผู้ซื้อ จำนวน  93 โพสต์   “อย่างไรก็ตามกระทรวงฯ จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ตรวจสอบติดตามการซื้อ-ขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และขอเตือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าต่อผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเยาวชน นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายอีกด้วย โดย “ผู้ใดขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาเติม” มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และ “การซื้อ หรือ ครอบครอง” มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของสินค้านั้น หรือทั้งจำทั้งปรับ และ “การนำเข้าของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะหรือเขตปลอดบุหรี่ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท” รองนายกประเสริฐ กล่าว

วันที่ 21 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ พร้อมเป็นประธานการหารือเกี่ยวกับพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา - อาเซียน (US – ASEAN Business Council: US-ABC) และหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะผู้แทนจาก สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี สถิติจังหวัดสงขลาและผู้แทนสำนักงานสถิติจังหวัดสงขลา รวมถึง ผู้บริหาร บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ในระดับพื้นที่ เข้าพบ นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านเอกสารของจังหวัดสงขลาสู่รูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) รองรับการทำงานนอกสถานที่ (Work From Anywhere) ให้สามารถเสนอและลงนามเอกสารได้ทุกที่ ทุกเวลา เพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการและการให้บริการประชาชน

วันที่ 21 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดกิจกรรมอบรมสร้างการรับรู้เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน เกี่ยวกับการรับมือเมื่อพบข่าวปลอมในยุคปัจจุบัน ณ ห้องประชุม Nakhon Rangsit ballroom โรงแรม Novotel Bangkok Future Park Rangsit จ.ปทุมธานี

วันที่ 21 มีนาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนางกอตีเย๊าะ ซีเดะ สถิติจังหวัดสงขลา นายไพศาล ไชยลี ผู้จัดการฝ่ายขายและปฏิบัติการลูกค้าภาคใต้ตอนล่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) นายสิทธิพงศ์ อินทกาญจน์ โทรคมนาคมจังหวัดสงขลา นายบุญฤทธิ์ อดิพัฒน์ ผู้อำนวยการกองงานดิจิทัลจังหวัด พร้อมคณะผู้แทนจาก สำนักงานปลัดกระทรวงดีอี สำนักงานสถิติจังหวัดสงขลา และบมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ ในระดับพื้นที่   จัดการอบรมการใช้งานระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ในส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดสงขลา โดยมีนายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการอบรมฯ    การอบรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 250 คน จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 141 แห่ง และหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค ซึ่งผู้เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ จะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้แก่หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ในการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ต่อไป   นอกจากนี้ นางสาวพิยะดา ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารฯ กระทรวงดีอี ยังได้ร่วมประชุมหารือการขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office ในส่วนภูมิภาค ร่วมกับสถิติจังหวัดสงขลา และโทรคมนาคม จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานะและขับเคลื่อนการใช้งานระบบ e-Office เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านเอกสารของจังหวัดสงขลา รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง สู่รูปแบบไร้กระดาษ (Paperless) รองรับการทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา เพิ่มความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ และการให้บริการประชาชน รองรับแนวทางรัฐบาลดิจิทัล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ทหารเขมรขับรถถังเคลื่อนพลพร้อมอาวุธ ประชิดชายแดนไทย” รองลงมาคือเรื่อง “แจกเร็วขึ้น! เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 เลื่อนจ่ายจากเมษายน เป็นมีนาคม 68” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดความสับสนในสังคม หรือในบางข่าวอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน และข้อมูลส่วนบุคคล นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 14 – 20 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 833,095 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 598 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 561 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 28 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ และผ่านชองทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 200 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 64 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 85 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 77 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 9 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 20 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ โครงการของรัฐ การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สิน โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ทหารเขมรขับรถถังเคลื่อนพลพร้อมอาวุธ ประชิดชายแดนไทย อันดับที่ 2 : เรื่อง แจกเร็วขึ้น! เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 เลื่อนจ่ายจากเมษายน เป็นมีนาคม 68 อันดับที่ 3 : เรื่อง เงินดิจิทัล เฟส 3 โอนเข้าบัญชีแล้ว อันดับที่ 4 : เรื่อง ธนาคารออมสินยกเลิกบูโร เปิดให้ลงทะเบียนกู้สินเชื่อ 300,000 บาท ไม่ต้องมีผู้ค้ำ อันดับที่ 5 : เรื่อง เขมรส่งโดรนบินสำรวจตอนมืดและขุดบังเกอร์ขนาดใหญ่จุ 40 คน อันดับที่ 6 : เรื่อง ออมสิน ร่วมมือกับ ธ.ก.ส. เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนกู้ วงเงิน 100,000 บาทต่อคน อันดับที่ 7 : เรื่อง อดีต ผกก. โจ้ จัดฉากตาย แอบหนีออกเรือนจำ อันดับที่ 8 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดให้ติดต่อผ่านช่องทางไลน์ อันดับที่ 9 : เรื่อง หลุดก่อนหวยออก! เลขสลากกินแบ่งฯ 16 มี.ค. 68 ว่อนโซเชียล อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจใบขับขี่ออนไลน์ เปิดให้ทำใบขับขี่ถูกกฎหมาย 100% ไม่ต้องสอบ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของประเทศ โครงการของรัฐบาล การให้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน โดยในส่วนของข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความสับสนในสังคม ด้านโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ขอให้ประชาชนระมัดระวัง การแอบอ้างของมิจฉาชีพ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินได้ โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ทหารเขมรขับรถถังเคลื่อนพลพร้อมอาวุธ ประชิดชายแดนไทย” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กองทัพบกได้ตรวจสอบกับหน่วยทหารในพื้นที่ พบว่า ไม่มีการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับทหารกัมพูชาขับรถถังเคลื่อนพลพร้อมอาวุธมายังชายแดนของประเทศไทยแต่อย่างใด และข่าวสารดังกล่าวไม่สามารถพิสูจน์ทราบแหล่งที่มา หรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “แจกเร็วขึ้น! เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 เลื่อนจ่ายจากเมษายน เป็นมีนาคม 68” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบันมีการสร้างข่าวปลอม เกี่ยวกับโครงการของรัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จึงขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการเท่านั้น โดยโครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท สามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้1. แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ตรวจสอบสิทธิ์และผลการได้รับเงิน2. เว็บไซต์โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet www.digitalwallet.go.th3. เว็บไซต์กระทรวงการคลัง www.mof.go.th4. Call Center ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน โทร. 1111 โดยขอเตือนประชาชน โปรดอย่าหลงเชื่อข่าวลือ และติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากภาครัฐเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “OR เปิดจองหุ้น! นักลงทุนทั่วไป-ผู้ถือ PTT เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท” รองลงมาคือเรื่อง “Café Amazon ร่วมกับ OR เปิดลงทุนหุ้น เริ่มต้น 1,000 บาท” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 14 – 20 มีนาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 833,095 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 598 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 561 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 28 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 1 ข้อความ และผ่านชองทาง Facebook จำนวน 8 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 200 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 64 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง OR เปิดจองหุ้น! นักลงทุนทั่วไป-ผู้ถือ PTT เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท อันดับที่ 2 : เรื่อง Café Amazon ร่วมกับ OR เปิดลงทุนหุ้น เริ่มต้น 1,000 บาท อันดับที่ 3 : เรื่อง บมจ.ปลูกผักเพราะรักแม่ เปิดพอร์ตให้ลงทุนสูงสุด 3,000 บาท รับรองโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันดับที่ 4 : เรื่อง ออมสินเปิดบัญชี TikTok ให้บริการสินเชื่อแก่ประชาชน อันดับที่ 5 : เรื่อง ลงทุนหุ้น AMZN รับปันผล 350-1,050 ต่อวัน ผ่านเพจ Amazon ศูนย์รวมของคนรักกาแฟ อันดับที่ 6 : เรื่อง สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเพจเฟซบุ๊ก Help In Thailand อันดับที่ 7 : เรื่อง ก.ล.ต. เปิดขาย IPO 981 ล้านหุ้น เริ่มต้นที่ 1,000 บาท อันดับที่ 8 : เรื่อง ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลฯ ข้ามชาติ เปิดให้เหยื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนผ่านเฟซบุ๊ก อันดับที่ 9 : เรื่อง TikTok somsrjfw47u เป็นบัญชีที่ธนาคารออมสินเปิดไว้ให้บริการสินเชื่อ อันดับที่ 10 : เรื่อง ขนส่ง จำกัด เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ ! “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวชักชวนลงทุนในหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “OR เปิดจองหุ้น ! นักลงทุนทั่วไป-ผู้ถือ PTT เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ไม่มีการ “เปิดจองซื้อหุ้น OR สำหรับประชาชนทั่วไปและนักลงทุนที่มีหุ้น PTT ที่มีสิทธิ์ เป็นเจ้าของหุ้นด้วยงบ 1,000 บาท” และทาง OR ไม่มีนโยบายเสนอขายหุ้น ผ่านช่องทางที่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย โดยโฆษณาดังกล่าวได้แอบอ้างใช้ ตราสัญลักษณ์ของ Café Amazon เพื่อเชิญชวนให้ลงทุนในหุ้น OR โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ OR แต่อย่างใด ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ OR ได้ที่โทร. 02-196-5959 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

แผนการฝึกซ้อมด้านระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต ในรูปแบบการฝึกซ้อมบนโต๊ะ (Table Top Exercise (TTX)) และในรูปแบบการฝึกซ้อมภาคสนาม (Field Training Exercise (FTX)) การฝึกซ้อมบนโต๊ะ (Table Top Exercise (TTX)) และคู่มือเครือข่ายด้านการสื่อสารโทรคมนาคม


นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 17 – 23 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย   คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,186,815 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามแล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line เป็นการลงทุนขายสินค้าใน Tiktok และการกดไลก์สินค้าเพื่อแลกกับยอดเงินค่าคอมมิชชัน จากนั้นทางมิจฉาชีพส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลทำการโอนเงินค่าสินค้าและค่าดำเนินการต่างๆ แล้วเสนอให้ทำกิจกรรมตามขั้นตอนแล้วจะได้รับค่าตอบแทนสูง ผู้เสียหายจึงโอนเงินเข้าไปสำรองสินค้าเพิ่มขึ้นหวังจะได้ผลกำไรมากขึ้น เมื่อต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายได้กรอกข้อมูลส่วนตัวผิด ต้องทำการโอนเงินไปแก้ไขระบบถึงจะสามารถถอนเงินได้ จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 2,597,856 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งว่าผู้เสียหายได้ทำการฟอกเงินและมีบัญชีม้าหลายบัญชี โดยมีบุคคลอื่นสูญเสียเงินติดต่อเข้ามาแจ้งเรื่องเป็นจำนวนมาก และทำการโอนสายสนทนาให้คุยกับมิจฉาชีพที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินในบัญชีทั้งหมดเพื่อเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยจะทำการโอนคืนให้ หากไม่ทำตามจะมีความผิดทางกฎหมายร้ายแรง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,340,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยสาขาจังหวัดสุรินทร์ แจ้งว่าผู้เสียหายมีบัญชีใช้ฟอกเงิน จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อคุยรายละเอียด เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งผู้เสียหายว่าต้องทำการโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีและเป็นค่าปิดคดี หลังจากทำการตรวจสอบแล้ว หากไม่เกี่ยวข้องจะทำการโอนเงินกลับทันที ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป เมื่อโอนเงินไปแล้วโดนบล็อกช่องทางการติดต่อไม่สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 689,960 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook เป็นการติดต่อหาทนายเกี่ยวกับคดีที่ถูกหลอกโอนเงิน ต่อมาทนายให้เพิ่มเพื่อนทาง Line กลุ่มตำรวจ เพื่อพูดคุยรายละเอียด แจ้งว่าจะตามเรื่องให้และติดตามยอดความเสียหายกลับคืนมา จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าต้องการยืนยันสิทธิ์โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเป็นค่าการเดินทางและค่าดำเนินการบางส่วนก่อน หากเอกสารดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วจะได้รับเงินคืนภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมาต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจึงติดต่อไป แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 12,328,967 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนให้เปิดร้านค้าออนไลน์ โดยให้เลือกสินค้าที่สนใจเพื่อลงทุนซื้อสินค้า และจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงเริ่มโอนเงินเข้าไปลงทุน ระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังมิจฉาชีพให้ลงทุนมากขึ้นและได้รับค่าตอบแทนมากขึ้นเรื่อยๆ จนยอดเงินที่ลงทุนและค่าคอมมิชชันสะสมมากขึ้น ผู้เสียหายจะขอถอนเงิน แต่มิจฉาชีพแจ้งว่าไม่สามารถถอนได้ เนื่องจากผู้เสียหายได้ใส่ข้อมูลผิดพลาด ทราบภายหลังโดนบล็อกช่องทางการติดต่อ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 18,143,598 บาท   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 21 มีนาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้   1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,571,798 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,100 สาย   2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 567,786 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,221 บัญชี   3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 180,046 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.71 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 135,679 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.90 (3) หลอกลวงลงทุน 83,849 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.77 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 61,944 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.91 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 41,244 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.26 (และคดีอื่นๆ 65,024 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.45)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ผ่านสื่อโซเชียล Facebook ให้กดไลก์สินค้า เพื่อแลกค่าคอมฯ ก่อนหลอกให้โอนเงินค่าสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวนมากกว่า 12 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังตรวจพบเคสที่มิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และธนาคารกรุงไทย แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน บัญชีม้า ทั้งนี้ขอย้ำว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่โทรติดต่อโดยตรงหรือผ่านทางโซเชียลมีเดีย และไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อ ให้ประเมินว่าเป็นการกระทำของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว   อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง     หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com       --------------------------------------------------------------------------------------

 วันที่ 25 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี ร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงยุติธรรมครบรอบ 134 ปี พร้อมร่วมบริจาคสมทบทุน โดยมี นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับ ณ ห้องสนฉัตร 1-3 ชั้น 3 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.