Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา


วันที่ 31 มีนาคม 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นวิทยากร โครงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ “การบูรณาการการทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์” ณ ห้องซัมเมอร์เซ็ท ชั้น 5 โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ

วันที่ 1 เมษายน 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมงานพร้อมแสดงความยินดี ในพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติแก่ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการระดับกระทรวง และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ   สำหรับพิธีในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ข้าราชการได้ตระหนักถึงเกียรติ ศักดิ์ศรี และหน้าที่ของข้าราชการ รวมทั้งสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติราชการต่อไป  

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้เร่งรัดการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568 (ระยะเวลา 6 เดือนของปีงบประมาณ 2568 ) กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ผิดกฎหมายแล้ว 101,026 รายการ หรือเฉลี่ย  16,837 รายการต่อเดือน เพิ่มขึ้น 1.62 เท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2567 (เดือน ตุลาคม 2566 - มีนาคม 2567) ที่ปิดกั้น 62,438 รายการ หรือ เฉลี่ย 10,406 รายการต่อเดือน สำหรับประเภทของการปิดกั้นในระยะเวลา 6 เดือน (ต.ค. 2567   - มี.ค. 2568) มีดังนี้- พนันออนไลน์ จำนวน 42,098.รายการ เพิ่มขึ้น 1.45  เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (ต.ค.66 – มี.ค.67) ที่มีจำนวน 29,076รายการ- บิดเบือน/หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 24,887 รายการ ลดลง 0.9 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (ต.ค.66 – มี.ค.67) ที่มีจำนวน 27,638 รายการ- อื่นๆ จำนวน 34,041  รายการ เพิ่มขึ้น 5.95 เท่า จากช่วงเวลาเดียวกันก่อนหน้านี้ (ต.ค.66 – มี.ค.67) ที่มีจำนวน 5,724 รายการ “กระทรวงฯ จะติดตาม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการก่ออาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยขอเตือนประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดีย เพจ เว็บไซต์ และ URLs ผิดกฎหมาย นั้น ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดให้เล่น ผู้เล่นหรือผู้ที่เผยแพร่ข้อความ (ประกาศชักชวน) จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนันด้วย โดย ผู้เล่น/ประกาศชักชวน มีความผิดตาม มาตรา 12 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหากพบการกระทำความผิด กระทรวงฯ จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เข้าร่วมการประชุม Lao Digital Week 2025 ภายใต้หัวข้อหลัก “การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนของ สปป.ลาว” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 6 เมษายน 2568 ณ National Conventional Center นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป. ลาว และเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร. บ่อเวียงคำ วงดาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารแห่ง สปป.ลาว สำหรับการประชุมและการจัดงานดังกล่าว มีการจัดนิทรรศการแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจาก Startup ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย และมีการแสดงผลงานวิจัยและการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคมและการสื่อสาร โดยมีการจัดเวทีอภิปรายระดับสูง การสัมมนา และ Workshopเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ ด้านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันด้านนวัตกรรม และโอกาสในการลงทุนและการสร้างเครือข่าย

วันที่ 2 เมษายน 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือศูนย์ AOC 1441 ให้การต้อนรับ ผู้แทนจากสถานเอกอัรราชทูตสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการ AOC 1441 ในด้านการช่วยเหลือประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์  บูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ณ ศูนย์ปฏิบัติการฯ AOC กรุงเทพฯ

วันที่ 28 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย ยื่นภาคยานุวัติสาร ณ สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการใช้การสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ (United Nations Convention on the Use of Electronic Communications in International Contracts: ECC) ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา สำหรับอนุสัญญา ECC จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL)  เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ยอมรับการใช้เอกสารและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อการลดข้อจำกัดทางกฎหมาย และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในสัญญาการค้าระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีหลายประเทศให้สัตยาบันและเข้าร่วมเป็นภาคีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในหลักการและความสำคัญของการค้าดิจิทัลในระดับโลก ดังนั้นการเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญา ECC จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับระบบนิติกรรมสัญญาระหว่างประเทศให้ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในด้านการสนับสนุนให้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีสถานะทางกฎหมายเทียบเท่ากับเอกสารกระดาษ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือของการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจไทย ทั้งนี้ กระทรวงดีอีจะเดินหน้าขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลักดันการปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก

วันที่ 2 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าเยี่ยมคารวะและร่วมหารือกับ ศาสตราจารย์บ่อเวียงคำ วงดาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในการประชุม “High Level Digital Transformation Forum” ภายใต้งาน “Lao Digital Week 2025” ในหัวข้อหลัก “การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนของ สปป.ลาว” ณ นครเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 รัฐบาลไทย โดยกระทรวงดีอี ได้ร่วมหารือกับ สปป.ลาว  พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน ด้านการไปรษณีย์ โทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และส่งเสริมความเข้มแข็งในการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน สำหรับในการหารือร่วมกันครั้งนี้ สามารถสรุปเป็น 6 ประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 1.ด้านการไปรษณีย์ ทางสปป.ลาว พร้อมให้การสนับสนุนประเทศไทยในการลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสมาชิกสภาบริหาร (Council of Administration : CA) และสมาชิกสภาปฏิบัติการไปรษณีย์ (Postal Operations Council : POC) ของสหภาพสากลไปรษณีย์ (Universal Postal Union : UPU) วาระ 4 ปี (ปี ค.ศ. 2026-2029) ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่สหภาพสากลไปรษณีย์ สมัยที่ 28 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 8 – 19 กันยายน 2568 ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2.การส่งเสริมด้าน Start up กระทรวงดีอี โดย สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เตรียมร่วมกับ สปป.ลาว ออกแบบและจัดโครงการส่งเสริมการขยายตลาดของวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้นระหว่างประเทศ ผ่านกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น อาทิ การเข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ Incubation หรือ Acceleration Program นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดึงดูดนักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยี ทำให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อผลักดันและพัฒนากลุ่มวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้นของทั้ง 2 ประเทศไปสู่ระดับนานาชาติ 3.การพัฒนาทักษะดิจิทัล กระทรวงดีอี โดย ดีป้า ร่วมกับ กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency: TICA) กระทรวงต่างประเทศ และ หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (United States Agency for International Development: USAID) จัดทำข้อเสนอโครงการ Digital Economy Leadership Series/ Digital Economy Leadership Workshop and Networking เพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการ SMEs Startup และบุคลากรภาคการผลิต ใน สปป.ลาว รวมทั้งยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน 4.ความร่วมมือด้านสถิติ กระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุน สปป.ลาว ในการส่งเสริมและพัฒนาระบบสถิติด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร เช่น การแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาทักษะดิจิทัล รวมถึงการจัดทำแผนพัฒนารายบุคคลแก่ผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านมาของสำนักงานสถิติแห่งชาติทั่วประเทศ 5.ความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยกระทรวงดีอี และสปป.ลาว จะดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบาย และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ภายในประเทศ เพื่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาอาชญกรรมออนไลน์ร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ ที่สปป.ลาวกำลังได้รับผลกระทบอยู่เช่นกัน 6. ความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีดาวเทียม แก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยจะมีการประสานความร่วมมือการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมในการสังเกตและติดตามการแก้ไขปัญหา PM2.5 เพื่อเฝ้าระวัง ควบคุม ติดตามเหตุการณ์การเผาป่าและการเกิดไฟป่า ในพื้นที่ประเทศไทย และสปป.ลาว อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี พร้อมผลักดันความร่วมมือกับ สปป.ลาว ในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ และกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตทางดิจิทัลที่ยั่งยืนและมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 3 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เข้าร่วมพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Memorandum of Understanding on Cooperation in the Fields of Digital Technology) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามและแลกเปลี่ยนความตกลงระหว่างประเทศไทยและอินเดีย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับภาคดิจิทัล (digital sector) และส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย โดยมีขอบเขตความร่วมมือด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1) นโยบาย ระเบียบ และกระบวนการธรรมาภิบาล ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลโดเมน (digital domain) 2) โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัล (Digital Public Infrastructure : DPI) และการดำเนินการนำดิจิทัลโซลูชันมาใช้งาน (digital solution) 3) การเสริมสร้างระบบนิเวศน์สตาร์ทอัพ (start-up economy) และการอำนวยความสะดวกแก่หุ้นส่วนพันธมิตร (partnerships) ในดิจิทัลโดเมน 4) โอกาสด้านความร่วมมือในการลงทุนด้านการผลิตและออกแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Hardware and Electronics System Design & Manufacturing (ESDM)) 5) การวิจัยและความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) และ 6) การส่งเสริมการบริการที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT/ITeS) โดยดำเนินความร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แนวปฏิบัติอันเป็นเลิศและการจัดการฝึกอบรมร่วมกัน

วันที่ 4 เมษายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 14 อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT    นายประเสริฐ กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น กระทรวงดีอี ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แก้ไขสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว   ขณะเดียวกันจากมาตรการภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาเรื่องของผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ทั้งในด้านความเชื่อมั่นด้านการลงทุน รวมทั้งการศึกษาในด้าน Digital Services Tax สำหรับแพลตฟอร์ม OTT (Over The Top)   สำหรับในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระในการร่วมพิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่   1.ความคืบหน้า การจัดงาน “The 3rd Global Forum on the Ethics of AI 2025”   กระทรวงดีอี โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานร่วมกับ องค์การยูเนสโก โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้ธีมใหญ่คือ “Bangkok AI Week 2025” ในช่วงระหว่างวันที่ 23 - 27 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยคาดว่าจะมี รัฐมนตรีและผู้แทนจากประเทศสมาชิกยูเนสโก ผู้เชี่ยวชาญ สื่อมวลชน รวมทั้งผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 800 คน    สำหรับการจัดการประชุม “The 3rd Global Forum on the Ethics of AI 2025” มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่  (1) การยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลกในการกำหนดนโยบายและมาตรฐาน AI เสริมสร้างภาพลักษณ์ไทยเป็นผู้นำด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Ethics ของภูมิภาค  (2) กระตุ้นการแลกเปลี่ยนและพัฒนาความรู้ AI Ethics กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก  (3) ส่งเสริมให้รัฐและเอกชนมีความตื่นตัวกับ AI Ethics เมื่อนำเอา AI มาใช้งาน โดยการสนับสนุนของหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  (4) การประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (Thai National Commission for UNESCO) และคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน   รวมทั้งประเด็นสำคัญคือการผลักดันการจัดตั้งศูนย์ AI ระดับภูมิภาค ไทย-ยูเนสโก “AI Ethical Governance Practice Center” ขึ้น   2.โครงการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ.2567    สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ดำเนินการจัดทำโครงการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร พ.ศ. 2567 จากตัวอย่างจำนวน 86,880 ครัวเรือนทั่วประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม - ธันวาคม พ.ศ. 2567 เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ในการติดตามประเมินผลแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับชาติ ระยะที่ 2 (2565 – 2570) และแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565 – 2570) รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายด้านสุขภาพ ในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพของประชากรอย่างมีประสิทธิภาพ    ทั้งนี้พบว่าในปี 2567 มีประชากรไทยที่สูบบุหรี่จำนวน 9.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.5 ของประชากรทั้งหมด โดยเพศชายมีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าเพศหญิงอย่างชัดเจน (ร้อยละ 33.5 และร้อยละ 1.0 ตามลำดับ) และพบว่าผู้ที่มีอายุ 25 - 44 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุด (ร้อยละ 20.1)   ในส่วนของสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ปี 2567 มีคนไทยที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จำนวน 20.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 35.2 ของประชากรทั้งหมด โดยเพศชายมีอัตราการดื่มฯ สูงกว่าเพศหญิงอย่างเห็นได้ชัด (ร้อยละ 55.7 และร้อยละ 16.7 ตามลำดับ) โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราการดื่มฯ สูงที่สุดคือ 25 - 44 ปี (ร้อยละ 46.9)   3.การขับเคลื่อนสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy: DL) ของประเทศ    สำนักงานสถิติจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการจัดอบรมฯ ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายเรียบร้อยแล้วจำนวน 321,992 คน (คิดเป็นร้อยละ 124.66) จากแผนการจัดอบรมให้กลุ่มเป้าหมาย 258,300 คน ในปีงบประมาณ 2568 โดยเน้นที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวน 1,722 ศูนย์ และพื้นที่ต่าง ๆ ในอำเภอทั้ง 878 อำเภอ   4. ความคืบหน้าร่าง พ.ร.ก.การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี    กระทรวงดีอี ได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก.ฯ เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการ ร่วมกับสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (US – ASEAN Business Council: US-ABC) หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) TikTok Facebook Thailand และ LINE โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม สื่อสังคมออนไลน์ ตามร่าง พ.ร.ก.ฯ โดยต่อจากนี้จะร่วมประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการร่วมกับ ภาคธนาคาร ภาคโทรคมนาคม และส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป   “การประชุมในครั้งนี้ มีวาระการหารือเรื่องของการเร่งรัดดำเนินการของหน่วยงานกระทรวงดีอี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติต่างๆ โดยส่วนใหญ่มีหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลและการเชื่อมต่อระบบ Cloud นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการกำหนดนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล และเรื่องของร่าง พ.รก.อาชญากรรมออนไลน์ คณะกรรรมการกฤษฎีกาได้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.ก. แยกเป็น 2 ฉบับ โดยจะมีการนำเสนอในที่ประชุมครม.เพื่อพิจารณาประกาศบังคับใช้ ในสัปดาห์หน้า” รองนายกฯประเสริฐ กล่าว

วันที่ 4 เมษายน 2568 นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการสัมมนา ภายใต้โครงการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชนด้านคดีภัยออนไลน์ ในหัวข้อ “Cyber Safe: สร้างชีวิตดิจิทัลอย่างมั่นใจ ด้วยเกราะป้องกันภัยทางไซเบอร์ ครั้งที่ 2” โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังจำนวน 199 ท่าน และรับชมผ่านทาง Facebook Live จำนวน 173 ท่าน ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จ.เชียงใหม่   โดย นางสาวยุพาภรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ในการสร้างความสะดวกสบายและเพิ่มประสิทธิภาพ และการดำเนินงานด้านต่างๆ ได้กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการก่อเหตุอาชญากรรมของ “โจรออนไลน์” หรือที่เรียกว่า "อาชญากรทางไซเบอร์" นำมาซึ่งภัยออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การหลอกลวง ทางการเงิน แก๊งคอลเซนเตอร์ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงและสร้างเม็ดเงินความเสียหาย เป็นจำนวนมาก, การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล, การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม รวมถึงการโจมตี ระบบคอมพิวเตอร์ และมีแนวโน้มว่าจะมีกลวิธีในการหลอกลวงใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีก จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างบุคคล องค์กร และหน่วยงานภาครัฐ และให้ความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน ระวังภัยทางออนไลน์ให้กับประชาชน ควบคู่กันไปกับนโยบายอื่นๆ เพื่อเป็นวัคซีนในการป้องกัน ด้านคดี ภัยออนไลน์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้แบบยั่งยืน จึงเกิดงานสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น

วันที่ 4 เมษายน 2568  นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมการทดสอบบริการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast บนมือถือระบบ Android และ iOS บนเครือข่าย True ที่มีนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผู้แทนจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมทดสอบ โดยมีนายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและบรรยายถึงความพร้อมในการแจ้งเตือนภัยด้วยระบบ Cell Broadcast

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการบูรณาการ การทำงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปราม เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 50 คน ซึ่งเป็นบุคลากรผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์จากหลายหน่วยงาน ได้แก่1) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี2) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง3) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ4) ธนาคารแห่งประเทศไทย5) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน6) สมาคมธนาคารไทย7) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 8) สํานักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วม :      ระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการทำงานในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปราม ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับภัยคุกคามทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆผลจากการมีส่วนร่วม :     ภาพรวมในการประชุมฯ ได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการในกรอบของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) คือ ให้ศูนย์ AOC 1441 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการเพิ่มอำนาจและบทบาทของศูนย์ AOC 1441 ในการกำกับดูแลและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการยกระดับให้เป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หรือจัดให้อยู่ภายใต้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการระงับการกระทำความผิด เช่น การระงับซิมหรือระงับบัญชี และสามารถตรวจสอบผลการปฏิบัติได้ รวมถึงการสร้างช่องทางการติดต่อระหว่างศูนย์ AOC 1441 และธนาคาร ให้สามารถรับข้อมูล Bank Case ID เพื่อการส่งต่อข้อมูลไปยังตำรวจในการจัดการกรณีการหลอกลวงทางการเงิน           ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการภายใต้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ดังนี้           - การยกระดับและการกำหนดนโยบายภายใต้ พ.ร.ก.ฯ โดยให้คณะกรรมการภายใต้ พ.ร.ก. ฯ มีอำนาจกำหนดนโยบายที่สามารถบังคับใช้ได้จริงและบังคับใช้ในหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ รวมถึงครอบคลุมการกำกับดูแลช่องทางการเงินอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น คริปโทเคอร์เรนซี e-walletและโซเชียลมีเดีย ตลอดจนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และให้มีแนวทางการกำกับดูแลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน              - การกำกับดูแลการทำธุรกรรมซื้อขายให้ผู้ประกอบการรายย่อยลงทะเบียนทำธุรกรรม ซื้อขาย (ผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน) เพื่อป้องกันและติดตามธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง           - การกำหนดให้หน่วยงานกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อให้มีส่วนรับผิดชอบหากเกิดความเสียหาย เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่แพลตฟอร์มดังกล่าวดำเนินงานในประเทศไทย           - การระงับการโอนเงินในช่องทางอื่น โดยออกมาตรการเพื่อให้ระงับการโอนเงินของผู้เสียหายออกไปเป็นช่องทางอื่นที่นอกเหนือจากธนาคาร เช่น คริปโทเคอร์เรนซ์          - การจัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาบัญชีอาชญากรรมออนไลน์ที่มีบทบาทในการตรวจสอบ ระงับ และยกเลิกระงับบัญชี รวมถึงพิจารณากรณีข้อยกเว้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ           นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมฯ มีความเห็นตรงกันในเรื่องการเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความชัดเจนทั้งในกระบวนการและอำนาจของกฎหมายในการดำเนินการเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีมุมมองที่สำคัญ ดังนี้             - ความสำคัญของการบูรณาการและการประสานงาน โดยการเสนอให้ศูนย์ AOC 1441 และหน่วยงานอื่นทำงานร่วมกันอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ             - การเพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน เช่น การรับข้อมูลจากธนาคารการตั้งศูนย์ตรวจสอบการระงับบัญชี             - การปรับปรุงกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นให้ พ.ร.ก. ฯ มีความครอบคลุม และสามารถรองรับอาชญากรรมในรูปแบบใหม่ ๆ ได้              - การสร้างมาตรฐานกลางเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ มีแนวทางการปฏิบัติที่เหมือนกัน การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงาน :          กองป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้พิจารณาและนำผลจากการประชุมไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมถึงการวางแผนการดำเนินการของศูนย์ AOC 1441 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก.ฯ โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านกลไกของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น การเสนอร่างแก้ไขพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือการเชื่อมโยงข้อมูลของศูนย์ AOC 1441 ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องปรามปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เป็นต้น

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติไปรษณีย์พุทธศักราช 2477 เพื่อการจัดทำแนวทางปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติไปรษณีย์ ช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีนางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจเข้าร่วม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป จำนวน 112 คน และระบบออนไลน์ผ่าน zoom จำนวน 300 คนประเด็นหรือเรื่องในการมีส่วนร่วม :รับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติไปรษณีย์พุทธศักราช 2477 ในการจัดทำแนวทางปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติไปรษณีย์ผลจากการมีส่วนร่วม :การรับฟังความคิดเห็นในการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติไปรษณีย์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยมีผู้เข้ามาให้ความคิดเห็นเป็นจำนวน 185 คน โดยมีประเด็นการนำเสนอ ดังนี้-        ควรมีการสำรวจการแข่งขันของภาคเอกชนที่มีความหลากหลาย เพื่อให้การตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ไม่เน้นการให้ประโยชน์แก่หน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง-        ควรมีการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดที่เท่าเทียม สร้างความเสมอภาค-        ควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนมากกว่านี้ โดยอาจจะต้องมีการประชาสัมพันธ์การรับฟังความคิดเห็นในครั้งหน้าอย่างน้อยหลายๆ วัน เพื่อสร้างการรับรู้ของภาคเอกชนและภาคประชาชนมากกว่านี้การนำผลจากการมีส่วนร่วมไปปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงาน :นำความคิดเห็นไปประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 อันเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๖๒ ต่อไป เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.