Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ได้เร่งรัดดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ “บุหรี่ไฟฟ้า” โดยเฉพาะ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่มีความเกี่ยวข้องทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดวงจรช่องทางการซื้อ-ขาย และการลักลอบนำเข้า ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปราม “บุหรี่ไฟฟ้า” พร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง    ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2567 – 26 มีนาคม 2568 กระทรวงดีอี ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URLs ที่เกี่ยวข้องกับ “บุหรี่ไฟฟ้า” รวมแล้ว 9,705 รายการ และรอคำสั่งศาล จำนวน 1,012 รายการ รวมเป็นจำนวนทั้งหมด 10,717 รายการ   สำหรับประเภทแพลตฟอร์มที่มีการปิดกั้นแล้ว 9,705 ตามระยะเวลาดังกล่าว มีดังนี้ 1.X จำนวน 9,408 รายการ  2.เว็บไซต์ จำนวน 238 รายการ  3.Facebook จำนวน 33 รายการ  4. Instagram จำนวน 12 รายการ  5. TikTok จำนวน 14 รายการ    นอกจากนี้ยังดำเนินการปิดกั้นกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า แล้วจำนวน 238 กลุ่ม   ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบโดยใช้ Social listening tool พบว่ามีจำนวนโพสต์ซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้า โดยเป็นโพสต์จากผู้ขาย จำนวน 1,039  โพสต์ และโพสต์จากผู้ซื้อ จำนวน  251 โพสต์   “อย่างไรก็ตาม ขอเตือนย้ำอีกครั้งว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเยาวชน นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายอีกด้วย โดย “ผู้ใดขายหรือให้บริการบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาเติม” มีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2562 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และ “การซื้อ หรือ ครอบครอง” มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับเป็นเงิน 4 เท่าของสินค้านั้น หรือทั้งจำทั้งปรับ และ “การนำเข้าของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่สาธารณะหรือเขตปลอดบุหรี่ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท” รองนายกประเสริฐ กล่าว   --------------------------------------------------------------------------------------


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เตือนด่วน! แผ่นดินไหว 3 จังหวัด เสี่ยงแรงสั่นสะเทือน” รองลงมาคือเรื่อง “สังเกตให้ดี! รอยเลื่อนก่อนเกิดแผ่นดินไหว” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล เกิดความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 4 - 10 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 838,297 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 518 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 498 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 19 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 175 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 79 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 32 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 24 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 31 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเหตุการณ์ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล “ดิจิทัลวอลเล็ต” ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เตือนด่วน! แผ่นดินไหว 3 จังหวัด เสี่ยงแรงสั่นสะเทือน อันดับที่ 2 : เรื่อง สังเกตให้ดี! รอยเลื่อนก่อนเกิดแผ่นดินไหว อันดับที่ 3 : เรื่อง เช็กสิทธิ์ด่วน! เงินดิจิทัลเฟส 3 ขั้นตอน 3 ผ่านชัวร์ ขั้นตอน 4 รีบอุทธรณ์ทันที อันดับที่ 4 : เรื่อง หอเตือนภัยสึนามิ จ.ภูเก็ต หายสาบสูญ อันดับที่ 5 : เรื่อง เตือน! อีก 3 เดือน จะเกิดแผ่นดินไหว อันดับที่ 6 : เรื่อง กระทรวงดิจิทัลฯ รับสมัครลูกจ้างประจำอำเภอ อันดับที่ 7 : เรื่อง เวียนศีรษะตั้งแต่แผ่นดินไหวแล้วยังไม่หาย อาจเกิดจากการไหลเวียนในร่างกายติดขัด อันดับที่ 8 : เรื่อง จ่าย 1,000 บาท จะได้สติ๊กเกอร์ตัว T ติดรถ ใช้ขนสินค้าจากลาวเข้าไทยได้โดยไม่ต้องมีพาสปอร์ตรถ อันดับที่ 9 : เรื่อง เงินดิจิทัล 10,000 แจก 9 เฟส แบ่งตามช่วงอายุ เตรียมรับสิทธิ์ตามลำดับ! อันดับที่ 10 : เรื่อง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำ และเกิดเมฆรูปนิ้วมือ จะเกิดตึกสูงขนาดใหญ่ 2 แห่งถล่ม “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภัยพิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดิน ซึ่งเป็นทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด ความสับสนในสังคม โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความสับสน นอกจากนี้ยังมีเรื่องโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ที่อาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เตือนด่วน! แผ่นดินไหว 3 จังหวัด เสี่ยงแรงสั่นสะเทือน” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า จากข้อมูลที่ระบุว่า "กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว เตือนด่วน 3 จังหวัดเกิดแผ่นดินไหว" ไม่เป็นความจริง และไม่มีประกาศเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ที่มีการระบุในข้อมูลปลอมนั้น  มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ดังนี้ - เวลา 01.08 น. ต.เวียงเหนือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ขนาด 2.0- เวลา 01.57 น. ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ขนาด 1.4- เวลา 03.15 น. ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ขนาด 1.7 สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก และ ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือโครงสร้างพื้นฐาน โดยประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังแผ่นดินไหวตลอด 24 ชั่วโมง โดย กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะออกประกาศเตือนทันที หากพบแผ่นดินไหวที่อาจส่งผลกระทบในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “สังเกตให้ดี! รอยเลื่อนก่อนเกิดแผ่นดินไหว”” กระทรวงดีอี  ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข่าวปลอมดังกล่าว ได้เผยแพร่ภาพรอยแตกในคลิปวิดีโอ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับรอยเลื่อนมีพลัง ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้ศึกษา 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง และจัดทำสมุดแผนที่รอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2566 ที่นำเสนอข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในอนาคต สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก e-book : https://anyflip.com/kera/wglh/ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ขอแจ้งเตือนภัยการหลอกลวงทางออนไลน์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เพื่อเป็นการป้องกันการหลอกลวงจาก “โจรออนไลน์” ซึ่งพบว่ามิจฉาชีพได้พัฒนาการก่อเหตุโดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงไปอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1.แอบอ้างเป็นขนส่ง ธนาคาร หรือหน่วยงานราชการมิจฉาชีพจะส่ง SMS หรือข้อความผ่านแอปพลิเคชัน เช่น LINE, Facebook โดยอ้างว่า “พัสดุตกค้าง”, “บัญชีผิดปกติ”, หรือ “มีเงินเข้า” พร้อมแนบลิงก์หลอกลวงให้ผู้ที่หลงเชื่อกดลิงก์ เพื่อติดตั้งแพลตฟอร์มดึงข้อมูลส่วนตัว และเงินในบัญชีธนาคาร วิธีป้องกันอย่ากดลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หรือรหัส OTP และควรตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรงผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น 2. หลอกจองที่พัก/ตั๋วเดินทางปลอม มิจฉาชีพจะใช้รูปแบบการหลอกลวง โดยเปิดเพจหรือเว็บไซต์ปลอม เพื่อเสนอโปรโมชันการจองที่พัก หรือตั๋วเดินทางราคาถูกเกินจริง โดยหลอกให้โอนเงินล่วงหน้า แล้วจึงปิดช่องทาง หรือบล็อกการติดต่อ วิธีป้องกันจองที่พักหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบรีวิว หรือสังเกตุความผิดปกติของเพจหรือแพลตฟอร์มที่ต้องการจอง และหลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลโดยตรง 3. การแฮ็กบัญชี Facebook หรือ LINE เพื่อหลอกยืมเงินมิจฉาชีพจะใช้วิธีการแฮ็กบัญชีของเพื่อนหรือญาติ แล้วทักแชทขอยืมเงินหรือขอความช่วยเหลือด่วน เช่น รถเสีย เข้าโรงพยาบาล ฯลฯ วิธีป้องกันหากเป็นญาติสนิท ให้ติดต่อโดยการโทรศัพท์ยืนยันกับเจ้าของบัญชีโดยตรงก่อนโอนเงิน และตั้งค่าความปลอดภัย เช่น รหัสผ่านที่คาดเดายาก และยืนยันตัวตน 2 ชั้น (Two-factor authentication) 4. แชร์ลิงก์ปลอมหลอกให้กรอกข้อมูลลิงก์ที่ใช้ชื่อคล้ายกับหน่วยงาน เช่น “แจกเงินช่วยสงกรานต์”, “รับของขวัญปีใหม่ไทย” เมื่อหลงเชื่อกดลิงก์ อาจนำไปสู่เว็บไซต์ปลอมเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคล วิธีป้องกันไม่กดลิงก์ที่ส่งมาจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่จากเพื่อนโดยไม่รู้ที่มา ควรตรวจสอบ URLs และหลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลสำคัญในเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย 5. หลอกขายสินค้าออนไลน์ช่วงสงกรานต์มิจฉาชีพจะใช้วิธีการสร้างเพจปลอมเพื่อขายสินค้าที่ดึงดูดความสนใจ และเข้ากับช่วงเทศกาล เช่น ปืนฉีดน้ำ เสื้อผ้าตามเทศกาล ของแต่งบ้านช่วงวันหยุดยาว ฯลฯ โดยเสนอโปรโมชันที่น่าสนใจ ราคาถูก มีจำนวนจำกัด เพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่สนใจเร่งโอนเงินด่วน วิธีป้องกันซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีตัวตนชัดเจน มีรีวิวจากลูกค้าจริง และควรใช้ระบบเก็บเงินปลายทาง (COD) หรือช่องทางการชำระเงินที่มีระบบคุ้มครองผู้ซื้อ ทั้งนี้จากสถิติ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่า มีการแจ้งความคดีออนไลน์ จำนวนกว่า 25,000 คดี โดย 7 อันดับสูงสุด ได้แก่ (1) คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ไม่เป็นขบวนการ) จำนวน 13,643 คดี (2) คดีหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น จำนวน 2,660 คดี (3) คดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ จำนวน 2,524 คดี (4) คดีหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จำนวน 1,442 คดี (5) คดีหลอกให้กู้เงิน จำนวน 1,413 คดี (6) คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 1,251 คดี และ (7) คดีหลอกลวงเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน จำนวน 1,046 คดี อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน โดยขอให้ยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ ทั้งนี้หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี ผ่านศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “OR เสนอขายหุ้นผู้ลงทุนทั่วไป เริ่มต้นจอง 1,000 บาท ผลตอบแทน 390 บาทต่อวัน” รองลงมาคือเรื่อง “เปิดทำใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ Departme online 67” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 4 - 10 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 838,297 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 518 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 498 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 19 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 175 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง OR เสนอขายหุ้นผู้ลงทุนทั่วไป เริ่มต้นจอง 1,000 บาท ผลตอบแทน 390 บาทต่อวัน อันดับที่ 2 : เรื่อง เปิดทำใบขับขี่ออนไลน์ผ่านเพจ Departme online 67 อันดับที่ 3 : เรื่อง CIB ส่งมอบเงิน 33 ล้านให้ ปปง. คืนผู้เสียหายจากคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนรับเงินคืนได้ทางเฟซบุ๊ก อันดับที่ 4 : เรื่อง ไปทำงานออสเตรเลียแบบถูกต้องตามกฎหมายผ่านกรมแรงงาน กับเพจ Work Australia agency 14 อันดับที่ 5 : เรื่อง กฟภ. เปิดช่องทางการติดต่อผ่านไลน์ ฝ่ายมิเตอร์ไฟฟ้า อันดับที่ 6 : เรื่อง รับงานพับถุงกระดาษที่บ้าน รายได้ 3,000+/สัปดาห์ สมัครผ่านเพจ “ไทยมีงานทำ”! อันดับที่ 7 : เรื่อง ออมสินเปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ กองทุนเพื่อประชาชนไทย อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายติดต่อเพื่อเฉลี่ยคืนทรัพย์สิน ผ่านเพจ Help check and fix problems online อันดับที่ 9 : เรื่อง กรมปศุสัตว์เปิด TikTok ใหม่ เพื่ออัปเดตข่าวสาร อันดับที่ 10 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิด TikTok baac.bank391 ใหม่เพื่อแจ้งข่าวสาร “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ และการชักชวนลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ และการหารายได้พิเศษ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “OR เสนอขายหุ้นผู้ลงทุนทั่วไป เริ่มต้นจอง 1,000 บาท ผลตอบแทน 390 บาทต่อวัน” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า โฆษณาเชิญชวนลงทุนข้างต้นนั้นเป็นข้อมูลปลอม โดย OR ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงไม่มีนโยบายเสนอขายหุ้นในรูปแบบดังกล่าว และไม่มีการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้ลงทุนในลักษณะนี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับใหม่) . กฎหมายที่ใช้ป้องกันและจัดการอาชญากรรมไซเบอร์อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ . ------------------------------------ . 1. มีผลเมื่อไหร่ : ประกาศใช้วันที่ 12 เมษายน 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 เป็นต้นไป 2. เพิ่มนิยามที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล : ให้ครอบคลุมการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ระบบที่ใช้ในการจัดเก็บ และบัญชีสินทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้สอดคล้องกับพรก การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีการแก้ไข 3. สะดวก รวดเร็ว : ลดขั้นตอนกระบวนการเพื่อสามารถคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายได้โดยตรงในชั้นเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องรอคำพิพากษาศาล 4. มาตรการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นช่องทางฟอกเงิน : ยับยั้งป้องกันแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศให้บริการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากมีการฝ่าฝืน ให้อำนาจกระทรวง DE ปิดกั้น Website และกำหนดมาตรการจัดการบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล 5. แลกเปลี่ยนข้อมูล : เปิดช่องทางให้สถาบันการเงิน เครื่อข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ตามกฎหมาย เพื่อใช้ในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 6. กำหนดมาตรฐานความมั่นคง ปลอดภัย : ให้หน่วยงานรัฐกำหนดมาตรการและมาตรฐาน ของภาคเอกชน ที่อยู่ในการกำกับ เพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น SMS ปลอม และภัยทางเทคโนโลยีอื่นๆ 7. ยกระดับศูนย์ AOC 1441 : เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย “ศปอท.” เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งเหตุ รับคำร้องทุกข์ สั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ประสานงานวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ครบวงจร และมีประสิทธิภาพ มากขึ้น 8. สร้างความร่วมมือ : กำหนดความรับผิดชอบให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการอื่น ที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับผิดหากไม่ปฏิบัติตาม มาตการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามมาตรการหรือมาตรฐานของหน่วยงานกำกับ 9. การเพิ่มโทษ : 9.1 กำหนดโทษทั้งจำคุกและโทษปรับ กับสถาบันทางการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับการให้บริการ ทำธุรกรรมปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล 9.2 ผู้ซื้อหรือผู้ขายหมายเลขโทรศัพท์ 9.3 เก็บรวบรวมข้อมูล, เปิดเผยข้อมูล และซื้อขายข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลเพื่อใช้ในการกระทำความผิดอาญา หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี --------------------------------------------------------------------------------------------

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล (ดีอี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (13 เมษายน 2568) 1.พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 36 มาตรา 37 และมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อคุ้มครองประชาชนเพื่อสุจริตซึ่งถูกหลอกลวงจนสูญเสียไปซึ่งทรัพย์สิน โดยผ่านโทรศัพท์หรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งแต่ละวันมีผู้ถูกหลอกลวงเป็นจำนวนมาก และมีมูลค่าความเสียหายสูงมาก สมควรมีมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ให้หมดไปโดยเร็ว อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการตราพระราชกำหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักรไทยแล้ว ทั้งนี้มีรายละเอียดตามลิงก์แนบดังนี้ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/67320.pdf 2.พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2568 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อกำกับและควบคุมการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลนอกราชอาณาจักรแต่ให้บริการแก่บุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการตราพระราชกำหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ทั้งนี้มีรายละเอียดตามลิงก์แนบดังนี้ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/67321.pdfหากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  --------------------------------------------------------------------------------------


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า จากมาตรการการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามนโยบายของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผ่านมาตรการป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักการหลอกลวงรับเงินของมิจฉาชีพ ทั้งนี้กระทรวงดีอี โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ได้ดำเนินการระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีสถิติการระงับบัญชีม้าตั้งแต่ พฤศจิกายน 2566 จนถึง 31 มีนาคม 2568 จำนวนรวม 582,548 บัญชี โดยในปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568 ระงับบัญชีม้าแล้วจำนวน 135,279 บัญชี (ไม่รวมสถิติระงับหรืออายัติบัญชีม้าของ ปปง. และ ของธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการ) นอกจากนี้ยังได้มีการขยายผลดำเนินการจับกุมเจ้าของบัญชีม้าอย่างเข้มข้น โดยมีสถิติผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้า ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ใน 3 เดือนแรกของปี 2568 เป็นจำนวน 869 ราย ดังนี้- เดือนมกราคม 2568 มีผลการจับกุมจำนวน 219 ราย - เดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีผลการจับกุมจำนวน  325 ราย - เดือนมีนาคม 2568 มีผลการจับกุมจำนวน 325 ราย รวมสถิติผลการจับกุมฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 - มีนาคม 2568 เป็นจำนวนทั้งหมด 5,399 ราย อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี ขอย้ำเตือนประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าไม่ว่าจะในรูปแบใด จะถูกดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุด โดย ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ได้กำหนดโทษของการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากฯ หรือที่เรียกว่า บัญชีม้า จะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีนั้นไปใช้ ในฐานะเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากผู้เสียหาย ดังนั้นหากหลงเชื่อขายบัญชีธนาคารให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว ให้รีบติดต่อกับธนาคารเพื่อขอปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อไม่ให้มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ว่าขายบัญชี และถูกระงับทุกบัญชีธนาคารของทุกธนาคารที่มี รวมทั้งไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามฐานความผิดที่มิจฉาชีพนำบัญชีไปใช้ ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com  --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 7 - 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 3,442,598 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนหารายได้พิเศษ แล้วสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook เป็นการลงทุนซื้อขายเสื้อผ้าและสินค้าออนไลน์ของใช้ทั่วไป โดยให้โอนเงินลงทุนเข้าไปก่อนจึงจะได้รับกำไร เมื่อลงทุนในระยะแรกได้กำไรดี จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มสะสมเพื่อเป็นกำไรหวังผลในโอกาสถอนครั้งต่อไป เมื่อต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ และไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,688,825 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line อ้างตนเป็นคนรู้จัก แจ้งว่าผู้เสียหายได้รับมรดกเป็นที่ดินย่านธุรกิจมีมูลค่าสูง ตอนนี้มีผู้สนใจขอซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก แต่ที่ดินติดจำนองกับธนาคาร ได้ชักชวนให้ผู้เสียหายลงทุนเพื่อไถ่ถอนที่ดินออกมาขาย และมิจฉาชีพเสนอว่าเมื่อขายที่ดินเรียบร้อยแล้วจะแบ่งกำไรให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ภายหลังไม่ได้รับทั้งเงินทุนและผลกำไรตามที่แจ้งไว้ จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 24,626,853 บาท โดยผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาลงทุนเทรดหุ้นได้ผลตอบแทนดีผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงกดลิงก์ไป ต่อมาได้รับการติดต่อกลับและให้เพิ่มเพื่อนทาง Line โดยมีเจ้าหน้าที่ชักชวนลงทุนเทรด แนะนำและสอนขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ การเทรดหุ้น ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินร่วมลงทุนเทรดหุ้น ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ เมื่อลงทุนเงินเป็นจำนวนมากขึ้นผู้เสียหายต้องการถอนเงินออก แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถถอนได้เพราะบัญชีผู้เสียหายติดคดีฟอกเงิน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 7,107,187 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook เป็นเพจรับซื้อเสื้อมือสอง ผู้เสียหายอยากเปิดร้านขายเสื้อผ้าจึงสนใจติดต่อไป หลังจากนั้นมีการติดต่อกลับมาให้เพิ่มเพื่อนทาง Line และส่งลิงก์ชักชวนให้เปิดร้านในเว็บไซต์ และทำกิจกรรม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้งตามคำแนะนำ ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้และติดต่อไม่ได้อีก ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และคดีที่ 5 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 8,465,084 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ Call Center และเจ้าหน้าที่ตำรวจกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการเปิดบัญชีม้า หลังจากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องโอนเงินให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องจริงจะทำการคืนเงินให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 46,330,547 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 11 เมษายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,627,814 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,083 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 600,279 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,235 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 190,536 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.74 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 142,284 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.70 (3) หลอกลวงลงทุน 88,125 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.68 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 69,251 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.54 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 43,372 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.23 (และคดีอื่นๆ 66,711 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.11) “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยหลอกลวงลงทุนเทรดหุ้น เสียหายกว่า 24 ล้านบาท รวมทั้งเคสข่มขู่เป็นเจ้าหน้าที่ DSI หลอกลวงเหยื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีบัญชีม้า โดยให้เหยื่อโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี กว่า 8 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------




วันที่ 18 เมษายน 2568 นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย นางสาวยุพาภรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงดีอี ร่วมประชุมหารือการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ซึ่งเป็นการยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ในการพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ความพร้อมของการดำเนินการของ ศปอท. ในด้านธุรกรรมทางการเงิน และสินทรัพย์ดิจิทัล และเรื่องอื่นๆ โดยมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล   โดยศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถรับแจ้งความ สั่งระงับบัญชีได้อย่างรวดเร็ว และติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินคืนให้ผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสียหายในวงกว้างจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เตรียมรับมือภูเขาไฟระเบิด 5 แห่ง ในประเทศไทย” รองลงมาคือเรื่อง “เลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 เม.ย. 68” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล เกิดความสับสนในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11 - 17 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 834,632 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 474 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 455 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 19 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 166 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 51 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 63 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 45 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 27 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 23 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องโครงการของรัฐบาล และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  เตรียมรับมือภูเขาไฟระเบิด 5 แห่ง ในประเทศไทย อันดับที่ 2 : เรื่อง เลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 เม.ย. 68 อันดับที่ 3 : เรื่อง วันที่ 11 เม.ย. 68 อสม. อสส. เตรียมรับเงินเพิ่มคนละ 2,000 บาท อันดับที่ 4 : เรื่อง  เตือนภัย! เสี่ยงสึนามิ 15, 17 และ 24-25 ก.ค. 68 อันดับที่ 5 : เรื่อง Carthisin เสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและข้อต่อ บรรเทาความรุนแรงของโรคกระดูก อันดับที่ 6 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ Paratinol ทำลายปรสิตในร่างกาย ทำความสะอาดเลือด น้ำเหลือง และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ HPV ในมนุษย์ อันดับที่ 7 : เรื่อง อสม. จะถูกยกเลิก เพื่อนำเงินมาสนับสนุนโครงการผู้สูงอายุ อันดับที่ 8 : เรื่อง Sanderma ช่วยแก้ปัญหาโรคสะเก็ดเงิน ลมพิษ ผื่นคัน โรคผิวหนังต่าง ๆ อันดับที่ 9 : เรื่อง  ด่วน! รัฐบาลให้เวลา 1 สัปดาห์ ยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท อันดับที่ 10 : เรื่อง ลูกชาวพม่าและเขมร สามารถเรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารไทยได้ “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวเรื่องของภัยพิบัติ ที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งเป็นทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด ความสับสนในสังคม โดยหากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม มีผลทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นวิตก นอกจากนี้ยังมีเรื่องโครงการของรัฐบาล การให้บริการของหน่วยงานรัฐ และข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่อาจส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เตรียมรับมือภูเขาไฟระเบิด 5 แห่ง ในประเทศไทย” กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ตามที่มีคลิปกล่าวถึงการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิด ที่จังหวัด ราชบุรี, ขอนแก่น, สุโขทัย, กาฬสินธุ์, บุรีรัมย์ นั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยาได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข่าวปลอม เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีภูเขาไฟมีพลัง (Active Volcano) ที่จะทำให้เกิดการระเบิดได้ โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางทางการเท่านั้น ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เลขหลุดสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 เม.ย. 68” กระทรวงดีอี  ได้ประสานงานตรวจสอบร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข่าวที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นข่าวปลอม โดยการออกรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน และไม่มีผู้ใดสามารถทราบผลรางวัลล่วงหน้าได้ หรือกำหนดผลสลากกินแบ่งรัฐบาลล่วงหน้าได้ จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่ส่งจดหมายหลอกลวงหรือแอบอ้างผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.