Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 28 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,805,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเกี่ยวกับการกุศล ByteDance จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และทำการสมัครสมาชิก แล้วให้โอนเงินเพื่อทำการลงทุน รอบแรกที่ทำการกุศลได้เงินคืน หลังจากนั้นให้เพิ่มจำนวนเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เสียหายสอบถามถึงยอดเงินการกุศล พบว่าไม่มีการตอบกลับ และไม่สามารถถอนเงินออกหรือคืนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 570,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยการให้โอนเงินบริจาคกับคนยากไร้ เพื่อรับผลตอบแทน ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินไป ระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาผู้เสียหายต้องการได้รับผลตอบแทนเพิ่ม จึงได้โอนเงินไปเรื่อย ๆ เพื่อเลื่อนระดับขั้นให้สูงขึ้น เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าไม่สามารถถอนได้ ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่มขึ้นอีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,943,210 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทาง Facebook ชักชวนให้โอนเงินลงทุนเกี่ยวกับการเทรดหุ้นตลาดหลักทรัพย์ ช่วงแรกเป็นการลงทุนแบบตามงบประมาณ หลังจากนั้นให้คุยกับเลขาฯ เนื่องจากจะมีการแนะนำให้ซื้อหุ้นในการลงทุนเพิ่ม เมื่อจะทำการถอนเงินออกจากระบบ มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องชำระค่าส่วนแบ่งกำไร 13% ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ แจ้งว่าผู้เสียหายทำผิดขั้นตอน จะต้องโอนเงินเพื่อแก้ไขข้อมูลและให้โอนเงินเพื่อจ่ายค่าภาษี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 1,031,417 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้พบโฆษณาสินเชื่อบุคคล แคช ทู โก สินเชื่อ ธุรกิจ TTB SME ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line ได้สอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ธุรการ จากนั้นแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปก่อน จึงจะได้รับยอดเงินกู้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จากนั้นอ้างว่าหมายเลขบัญชีธนาคารผิด ให้โอนเงินเข้าไปเพื่อแก้ไข และให้โอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ารับ OTP ค่าแก้ไขข้อมูล ค่ายกเลิกสัญญาเงินกู้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,248,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเทรดเงินดิจิทัลผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพจึงชักชวนให้โอนเงินเพื่อลงทุนเทรดเงินดิจิทัล ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนเล็กน้อยสามารถถอนเงินได้ ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,597,627 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,681,929 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,064 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 633,201 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,249 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 201,562 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.83 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 149,037 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.53 (3) หลอกลวงลงทุน 92,013 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.53 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 76,855 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.14 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 45,500 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 68,234 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.78) “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยชักชวนให้บริจาคการกุศล โอนเงินบริจาคคนยากไร้ ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ การหลอกลงทุนเทรดหุ้น หลอกให้กู้เงิน โดยอ้างเป็นสินเชื่อ ธ.ทหารไทยธนชาต ให้โอนจ่ายค่าธรรมเนียมเรื่อยๆ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษ ในงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่รายงานสภาวะการศึกษาไทย ในหัวข้อ “Learning in the Digital World” ณ ห้องประชุมซาลอน เอ โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา   การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์การศึกษาไทยและเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล โดย ดร.ปิยนุช รองปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวบรรยายครอบคลุมประเด็นสำคัญ 6 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย การเปรียบเทียบบทบาทและสถานการณ์เกี่ยวกับการศึกษาที่เชื่อมโยงกับดิจิทัล นโยบายกระทรวงดิจิทัลฯ ในด้านการรู้และทิศทางการดำเนินงาน บทบาทกระทรวงกับมาตรฐาน WDCR & PISA และอันดับการศึกษา อันดับความสามารถการแข่งขัน และได้กล่าวถึงความรู้เท่าทันดิจิทัล (Media & Digital Literacy) ในประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัล (Digital Manpower) ความรู้เท่าทันเชิงดิจิทัล ทักษะดิจิทัล และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเสริมทักษะความเข้าใจด้าน AI (AI Literacy) และทิศทางการส่งเสริมในอนาคต

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดีในพิธีเปิดการประชุมการจัดตั้งพันธมิตรไปรษณีย์ภูมิภาคเอเชีย (Regional Asian Post Alliance หรือ RAPA) โดยมีนายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นประธานเปิดการประชุมฯ และมีนายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ร่วมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ งานดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่องจากที่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ลงนามในข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจ ในการจัดตั้ง "Regional Asian Post Alliance - RAPA" ร่วมกับการไปรษณีย์เวียดนาม การไปรษณีย์อินโดนีเซีย พร้อมด้วยที่ปรึกษาพิเศษจำนวน 2 ราย คือ PayTech JSC (บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายเวียดนาม) และ Kota Capital Advisors (บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายสิงคโปร์) เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ซึ่งได้กำหนดให้จัดการประชุมไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะ รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือในการดำเนินงาน ด้านไปรษณีย์ให้เป็นรูปธรรม โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมไตรมาสที่ 1/2568 โดยมีประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 6-7 พฤษภาคม 2568

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ดีอี จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ภัยออนไลน์ ในเยาวชน “Cyber Guardians & Digital Art Challenge” วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ด้านคดีภัยออนไลน์ สำหรับเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย Cyber Guardians & Digital Art Challenge (รอบชิงชนะเลิศ) พร้อมมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   โดยกิจกรรมนี้มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะความรู้เพื่อรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ผ่านกิจกรรมการแข่งขันที่ส่งเสริมทั้งความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามในโลกดิจิทัล#กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมแถลงข่าว “ประกาศผลการพิจารณาโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” ที่มี ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานฯ โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนทุน จำนวน 24 โครงการ เข้าร่วมงาน ซึ่งจัดโดยกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี : DEF) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ   สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กองทุนดีอี ได้ประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการภายใต้วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท โดยมีผู้เสนอเข้ามาทั้งสิ้น 509 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 32,168 ล้านบาท ก่อนผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์จนเหลือ 24 โครงการ ซึ่งโครงการทั้ง 24 นี้ เป็นต้นแบบการใช้เทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ภาคเกษตร ภาคสาธารณสุข การบริหารภาครัฐ หรือการพัฒนาทักษะแรงงานดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศที่ สามารถนำไปขยายผลได้ในวงกว้าง

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาบุคลากรของกระทรวงให้มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานระบบสารสนเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ดีอี หารือ BSA แลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนานโยบายดิจิทัล   เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับคณะผู้แทน Business Software Alliance (BSA) พร้อมร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานที่สำคัญของกระทรวงฯ อาทิ นโยบายคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีผู้แทนจาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และสํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เข้าร่วมการหารือฯ ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม   #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม    

ดีอี เตรียมจัดประชุมร่วม รัฐบาลไทย-กัมพูชา ยกระดับปราบ “โจรออนไลน์” พร้อมวางนโยบาย “สร้างคน” รับมือเทคโนโลยี AI    วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 4/2568 โดยมีนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดีอี นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และผ่านการประชุมระบบออนไลน์    นายประเสริฐ กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.นครพนม ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอี ดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ   1.ให้กระทรวงดีอี เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบการประชุมร่วมเรื่องปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ไทย-กัมพูชา โดยกำหนดให้มีการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา (Joint Cabinet Retreat- JCR) ณ จ.สระแก้ว เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาระหว่างชายแดนของ 2 ประเทศร่วมกัน โดยมีวาระการประชุมเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งเรื่องมาตรการการป้องกัน PM 2.5 และการปราบปรามยาเสพติด ภายในเดือน กรกฎาคม 2568 นี้ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือเพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของทั้ง 2 ประเทศ   สำหรับการประชุม JCR ที่จะเกิดขึ้น มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการทำงานด้านการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับการทำธุรกิจของผู้ประกอบการโทรคมนาคม ซึ่งมีการให้เช่าสัญญาณโทรคมนาคม กับคู่สัญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะมีการตรวจสอบ และเฝ้าระวังคู่สัญญาที่ละเมิดและทำผิดกฎหมาย   2.ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี ดำเนินการสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งความเชื่อมั่นด้านการลงทุน รวมทั้งการศึกษาในด้าน Digital Services Tax สำหรับแพลตฟอร์ม OTT (Over The Top) โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการด้านดิจิทัล และประชาชน    นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาในประเด็นอื่นๆ ที่สำคัญดังนี้   - เรื่องพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (13 เมษายน 2568) โดยจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ สภาฯ พิจารณาผ่านความเห็นชอบ   - เรื่องการจัดทำสำมโนประชากร ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจ โดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นที่น่าพอใจ เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งประชาชนสามารถตอบแบบสอบถามการสำรวจสำมะโนประชากรได้ ผ่านทางแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ  https://www.nso.go.th/nsoweb/index   “การประชุมในครั้งนี้ มีวาระการหารือเรื่องของการเร่งรัดดำเนินการของหน่วยงานกระทรวงดีอี รวมทั้งการหารือเรื่องเรื่องการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยี AI โดยกระทรวงดีอี มีนโยบายการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาบุคลากร การสร้างการเรียนรู้ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในด้านต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของบอร์ด AI แห่งชาติ โดยเฉพาะการสร้างกำลังคน ผ่านการอบรมทักษะ หรือการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้ AI ในระดับตั้งแต่เยาวชน ประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีศักยภาพ และความพร้อมในการรับมือกับเทคโนโลยี AI ในอนาคต” รองนายกฯประเสริฐ กล่าว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงดีอี #DE #ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม --------------------------------------------------------------------------------------  

วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอีฯ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ อาคารปฏิบัติการสถานีวิทยุและโทรทัศน์ บมจ.อสมท  

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเวทีประกาศความร่วมมือ รวมพลังเครือข่ายปลอดภัย ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ด้วยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดีอี กสทช. และ AIS พร้อมร่วมเสวนาในหัวข้อ “Zero Scam Thailand: รวมพลังหยุดภัยไซเบอร์ สู่สังคมปลอดภัย” โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ณ ห้องเบญจพัชร ชั้น 2 อาคารเบญจรังสฤษฎ์ (อาคารหน้า) สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5   โดยความร่วมมือภายใต้ภารกิจ “ปีแห่งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ในครั้งนี้เป็นการร่วมพลังจากทุกภาคส่วน ผสานพลังตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ตอกย้ำการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและปลอดภัยในการใช้งานดิจิทัลทุกมิติ  

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เปิดรายชื่อ 22 จังหวัด ที่ปลอดภัยที่สุดจากแผ่นดินไหว” รองลงมาคือเรื่อง “เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 2 – 8 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 822,280 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 670 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 652 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 18 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 202 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 90 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 113 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 40 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 22 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 10 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 17 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นยังคงเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความมั่นคงของประเทศ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ และเรื่องของสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  เปิดรายชื่อ 22 จังหวัด ที่ปลอดภัยที่สุดจากแผ่นดินไหว อันดับที่ 2 : เรื่อง เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อันดับที่ 3 : เรื่อง ประกาศราคาซื้อขายอวัยวะมนุษย์ในประเทศไทย อันดับที่ 4 : เรื่อง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เดินทางไปสหรัฐอเมริกาไม่ต้องใช้วีซ่า อันดับที่ 5 : เรื่อง กัมพูชาให้ไทยขุดหลักแดนออก เนื่องจากล้ำเขตประเทศกัมพูชา อันดับที่ 6 : เรื่อง พบแคมป์คนงานจีนใช้สิทธิฟรีวีซ่า อยู่ในโรงไฟฟ้า TPIPP จ.สระบุรี อันดับที่ 7 : เรื่อง PEA ส่งอีเมลแจ้งเตือนให้อัปเดตข้อมูลการเรียกเก็บเงิน อันดับที่ 8 : เรื่อง ดื่มน้ำเต้าหู้ผสมน้ำมะนาว ป้องกันอัมพฤกษ์-อัมพาต อันดับที่ 9 : เรื่อง ตม. เปิดเว็บไซต์ลงทะเบียนบัตรขาเข้าประเทศแบบเก็บค่าธรรมเนียม รองรับนักท่องเที่ยว VIP อันดับที่ 10 : เรื่อง กลาโหม เพิ่มค่ารักษาพยาบาลและค่าทำศพ ให้ทหารผ่านศึกทุกชั้นบัตร สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เปิดรายชื่อ 22 จังหวัด ที่ปลอดภัยที่สุดจากแผ่นดินไหว” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า จากการที่มีผู้เผยแพร่คลิปรายชื่อ 22 จังหวัด โดยกล่าวว่าเป็นจังหวัดที่มีความปลอดภัยที่สุดจากแผ่นดินไหว ซึ่งจากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง (active faults) กระจายตัวอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ จำนวน 16 กลุ่มรอยเลื่อน ซึ่งพาดผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ใน 23 จังหวัด 124 อำเภอ 421 ตำบล 1,520 หมู่บ้าน และอยู่ในจังหวัดที่มีการอ้างถึง 22 จังหวัดข้างต้นด้วย เช่นกลุ่มรอยเลื่อนเพชรบูรณ์ - พาดผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ เลยกลุ่มรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ - พาดผ่านจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี กำแพงเพชรกลุ่มรอยเลื่อนระนอง - พาดผ่านจังหวัดระนอง ชุมพร พังงา ประจวบคีรีขันธ์กลุ่มรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย - พาดผ่านจังหวัดกระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่า ทุกจังหวัดหรือพื้นที่ที่รอยเลื่อนพาดผ่าน จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากแผ่นดินไหวเสมอไป ทั้งนี้การเกิดแผ่นดินไหว จะส่งผลกระทบแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับการเกิดและความรุนแรงของแผ่นดินไหว เช่น ขนาดของแผ่นดินไหวหรือตัวเลขที่วัดพลังงานที่ปลดปล่อยจากจุดศูนย์กลาง, ความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นระดับตื้นจะส่งผลแรงกว่าที่ลึก, ระยะห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว พื้นที่ที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะรับรู้แรงสั่นสะเทือนเบากว่าพื้นที่ที่อยู่ใกล้, สภาพดินและโครงสร้างใต้ดินของพื้นที่นั้น ในพื้นที่ที่มีดินอ่อนจะรับรู้สั่นสะเทือนมากกว่าพื้นที่ที่เป็นหินแข็ง ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เปิดระดมทุนช่วยเหลือทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับกองทัพบก กระทรวงกลาโหม พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงกรณีความเป็นอยู่ของกำลังพลชายแดนตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับความยากลำบากของกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง ขอยืนยันว่า มีการดูแลสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้บังคับบัญชาในทุกระดับชั้นได้ให้ความสำคัญการดูแลกำลังพลในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ที่พักอาศัย สาธารณูปโภค และสวัสดิการที่จำเป็น เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีการนำรถถังเข้าประจำการภาคสนามในพื้นที่ชายแดนที่ถูกกล่าวอ้างในข้อมูลที่เผยแพร่ ดังนั้น ก่อนการแชร์ข้อมูลใด ๆ ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับหน่วยงานราชการและความมั่นคง ป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมได้ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ธนาคารออมสิน เสนอสินเชื่อเงินกู้ ผ่านบัญชีไลน์ ฝ่ายบริการ GSB” รองลงมาคือเรื่อง “ออมสิน เปิดให้กู้ยืมผ่านเพจเฟซบุ๊ก สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 2 – 8 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 822,280 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 670 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 652 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 18 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 202 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 90 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ธนาคารออมสิน เสนอสินเชื่อเงินกู้ ผ่านบัญชีไลน์ ฝ่ายบริการ GSB อันดับที่ 2 : เรื่อง ออมสิน เปิดให้กู้ยืมผ่านเพจเฟซบุ๊ก "สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ" อันดับที่ 3 : เรื่อง ธ.ก.ส. ปล่อยกู้สินเชื่อผ่าน Tiktok bankonline16 อันดับที่ 4 : เรื่อง ออมสินเปิดลงทะเบียนขอสินเชื่อออนไลน์ อนุมัติไวใน 1 ชั่วโมง ผ่านเพจ LEASE it PCL 365 อันดับที่ 5 : เรื่อง ปปง. เปิดเพจ TekCrop เตรียมคืนเงินเหยื่อจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อันดับที่ 6 : เรื่อง กรุงไทยปล่อยกู้เงินฉุกเฉินอนุมัติภายใน 20 นาที ผ่านไลน์ @167zzwwg อันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดช่อง TikTok ใหม่ ชื่อ oonsasxsicu ให้ติดต่อขอสินเชื่อ อันดับที่ 8 : เรื่อง ธ.กรุงไทย เชิญชวนเข้าร่วมกลุ่มไลน์ เพื่อรับข้อมูลของตลาดหุ้น อันดับที่ 9 : เรื่อง กระทรวงคมนาคม เปิดบัญชี TikTok ชื่อ ministry_of_transport391 อันดับที่ 10 : เรื่อง SET เปิดคอร์สเรียนฟรี 5 หลักสูตร ผ่านเพจ YicvaS dd “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการสินเชื่อของ ธ.ออมสิน ธ.ก.ส. และ ธ.กรุงไทย รวมทั้งการเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ธนาคารออมสิน เสนอสินเชื่อเงินกู้ ผ่านบัญชีไลน์ ฝ่ายบริการ GSB” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชีไลน์ ชื่อ “ฝ่ายบริการ GSB” ไม่ใช่บัญชี Line ของธนาคารออมสิน และธนาคารไม่มีนโยบายปล่อยสินเชื่อผ่านผ่านบัญชี Line หรือเพจ Facebook โดยธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่ได้นำโลโก้และชื่อของธนาคารออมสินไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อใช้หลอกลวงประชาชน ทั้งนี้ทางธนาคารขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อ กดลิงก์ ทักไลน์ หรือแชท กับเพจดังกล่าว เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ โทร. 02 299 8000 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 5 - 11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 4,025,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนเทรดหุ้นน้ำมันดิบ โดยอ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ช่วงแรกสามารถถอนเงินได้ ภายหลังลงทุนสูงขึ้นเพื่อหวังผลกำไรที่มากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าทำรายการผิดพลาดต้องโอนเงินเรื่อย ๆ เพื่อเป็นค่าแก้ไขระบบ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,427,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นทนายความจากธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ แจ้งว่าผู้เสียหายมียอดหนี้ค้างชำระ และโอนสายสนทนาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองเชียงราย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป ภายหลังผู้เสียหายปรึกษาเพื่อน จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 968,800 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษโพรโมตโรงแรม โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินเพื่อทำการโพรโมต ช่วงแรกได้รับผลตอบแทนสามารถถอนเงินได้ ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการถอนเงิน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 859,687 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนให้ผู้เสียหายเป็นตัวแทนรับจองคิวผู้ใช้บริการเสริมความงาม โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินเพื่อสำรองเงินก่อน จึงจะสามารถถอนเงินทุนและกำไรได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในครั้งแรกได้รับกำไรกลับมาจริง ภายหลังให้โอนเงินในจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 334,400 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัล ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อลงทุน โดยจะแจ้งให้ผู้เสียหายรู้ว่าควรโอนเงินลงทุนเวลาใด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินตามที่มิจฉาชีพแจ้ง จากนั้นไม่สามารถอนเงินทุนและกำไรได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 7,614,887 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,705,225 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,067 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 646,090 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,257 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 205,957 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.88 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 151,645 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.47 (3) หลอกลวงลงทุน 93,033 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.40 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 79,999 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.38 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 46,440 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 69,016 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.68) “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยยังคงใช้วิธีการชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น หรือลงทุนในลักษณะต่างๆ รวมทั้งลงทุนโพรโมตสินค้า บริการ และการข่มขู่ โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 8 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.