Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ คณะผู้แทนจาก บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการใช้ระบบดิจิทัล และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในการปฏิบัติงาน (ระบบ e-Office) ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ ห้องประชุม 802 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดการประชุม "The Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence in 2025" ครั้งที่ 3/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม ชั้น 10 สำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และผ่านระบบการประชุมทางไกล

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ NT เข้าพบหารือนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะ เรื่องการนำระบบ e-Office ภายใต้ GDCC มาใช้กับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ณ ห้องประชุม สตผ. อาคาร สพฐ. 5 ชั้น 7   จากการนำเสนอระบบและหารือ สพฐ. เห็นถึงประโยชน์ของระบบ e-Office ภายใต้ GDCC ที่จะสามารถสนับสนุนการทำงานของ สพฐ. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ให้หารือในรายละเอียดเพื่อเตรียมการเปิดใช้งานระบบฯ ต่อไป  


วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 ในหัวข้อ “การบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัล” เพื่อถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนในยุคดิจิทัล ณ หอประชุมวิทยาลัยราชอาณาจักร

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี และคณะผู้บริหารกระทรวงดีอีฯ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับนายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย และคณะผู้แทน ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างกระทรวงพัฒนาดิจิทัล โทรคมนาคมและการสื่อสารมวลชนของรัสเซีย กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ว่าด้วยเรื่องความร่วมมือด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างไทยและรัสเซียผ่านการศึกษาดูงานด้านดิจิทัลและความมั่นคงทางไซเบอร์  นอกจากนี้ รองนายกฯ ประเสริฐ ยังได้เน้นย้ำเป้าหมายหลักที่รัฐบาลต้องการผลักดันในด้านดิจิทัล ได้แก่ 1) ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล 2) ความมั่นคงทางไซเบอร์ และ 3) การพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย ผ่านการดำเนินการภายใต้กระทรวงดีอี เช่น การจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centre) และนโยบาย Cloud First ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้กล่าวถึงการสนับสนุนการลงทุนร่วมกันไม่ว่าจะเป็นทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศ โดย รองนายกฯ ประเสริฐ ได้กล่าวเชิญชวนนักลงทุนจากรัสเซียให้มาลงทุนใน Thailand Digital Valley ภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ด้วยเช่นกัน --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “สถานีประชาชน” ThaiPBS ในประเด็น “X-RAY พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับล่าสุด” ณ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “พายุหอยหมีเข้าไทย วันที่ 9-13 พ.ค. 68” รองลงมาคือเรื่อง “ตลาดทุเรียนราคาลดลง เนื่องจากรถขนส่งทุเรียนไทย ติดด่านจีนจํานวน 500 คัน” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 9 – 15 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 817,414 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 623 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 581 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 42 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 217 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 99 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 113 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 38 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 7 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 47 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นยังคงเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องพายุ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยอาจทำให้มีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความมั่นคงของประเทศ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ และเรื่องของสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง  พายุหอยหมีเข้าไทย วันที่ 9-13 พ.ค. 68 อันดับที่ 2 : เรื่อง ตลาดทุเรียนราคาลดลง เนื่องจากรถขนส่งทุเรียนไทย ติดด่านจีน จํานวน 500 คัน อันดับที่ 3 : เรื่อง กลุ่มผู้ก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ร่อนใบปลิวเตรียมก่อเหตุต่อชาวไทยพุทธ อันดับที่ 4 : เรื่อง พบหมูเถื่อนปนเปื้อนเชื้อโรค นำเข้าจากจีน ส่งขายทั่วประเทศไทย อันดับที่ 5 : เรื่อง ตม. เปิดเว็บไซต์ TDAC สำรอง รองรับการลงทะเบียนเข้าประเทศ อันดับที่ 6 : เรื่อง ผักชีฝรั่งเสี่ยงทำให้แท้งลูก อันดับที่ 7 : เรื่อง ออมสิน เปิดลงทะเบียนให้กู้เงิน 1 แสนบาท 1,083 บาท ส่ง ดอกเบี้ย 0.5% คงที่ ติดต่อทาง TikTok อันดับที่ 8 : เรื่อง ผู้รับจ้างขายงานอาคารสำนักงานเขตลาดกระบังแห่งใหม่ ที่ยังสร้างไม่เสร็จให้ทุนจีน อันดับที่ 9 : เรื่อง จีนซื้อแพ็กเกจ VIP ผ่าน ตม. มีรถนำขบวนรับเข้าไทย อันดับที่ 10 : เรื่อง กรมสรรพากร ส่งอีเมลแจ้งการไม่แสดงยอดภาษีที่ต้องชำระจริง สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “พายุหอยหมีเข้าไทย วันที่ 9-13 พ.ค. 68” กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดีอี ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ชื่อของพายุดังกล่าว ไม่มีในสารบบของรายชื่อพายุหมุนเขตร้อน ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงประเทศไทย มีแต่พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นเท่านั้น โดยจะมีลักษณะเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนอย่าแชร์หรือส่งต่อข่าวดังกล่าว และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ตลาดทุเรียนราคาลดลง เนื่องจากรถขนส่งทุเรียนไทย ติดด่านจีนจํานวน 500 คัน” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรมศุลกากรได้ทำการตรวจสอบกับทางสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ให้ข้อมูลว่า การติดสติ๊กเกอร์ CCIC ไม่มีผลต่อลำดับการตรวจของศุลกากรจีน โดยปัจจุบันศุลกากรหนานหนิง มีระบบที่ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสารประกอบการนำเข้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง และระบบสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ นอกจากนี้ศุลกากรหนานหนิงยังมีมาตรการอำนวยความสะดวกเปิดช่องทางสีเขียวสำหรับการนำเข้าสินค้าผลไม้จากประเทศอาเซียนในทุกด่าน ตลอดจนการให้ Priority กับสินค้าผลไม้เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “การบินไทย เปิดให้ซื้อ-ขายหุ้น AOT ผ่านเพจ บริษัท การบินไทย” รองลงมาคือเรื่อง “CPALL เสนอขายหุ้น ผ่านเพจ CP Growth Stock ปันผลวันละ 7-15%” โดยขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 9 – 15 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 817,414 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 623 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 581 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 42 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 217 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 99 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง การบินไทย เปิดให้ซื้อ-ขายหุ้น AOT ผ่านเพจ บริษัท การบินไทย อันดับที่ 2 : เรื่อง CPALL เสนอขายหุ้น ผ่านเพจ CP Growth Stock ปันผลวันละ 7-15% อันดับที่ 3 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเพจเฟซบุ๊ก Stock Master อันดับที่ 4 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดสอนเทรดหุ้นมือใหม่ เข้ากลุ่มและทดลองเทรดฟรี อันดับที่ 5 : เรื่อง ออมสินปล่อยสินเชื่อ ผ่านเพจ TikTok ชื่อ namretxhhe2 อันดับที่ 6 : เรื่อง กระทรวงดิจิทัลฯ เปิดลงทะเบียนรับเงินคืน ผ่านเพจ Justice Support & Resource Center อันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดบริการให้ยืม สูงสุด 1 ล้านบาท ผ่านเพจ LEASE it PCL 947 อันดับที่ 8 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดกลุ่มไลน์รับข้อมูลหุ้น เกษียณสุขเป็นจริงได้ด้วยเงิน 3 ก้อน อันดับที่ 9 : เรื่อง เพจ Law Office for the people รับตรวจสอบ และให้คำแนะนำติดตามเงินคืนจากการโดนหลอก อันดับที่ 10 : เรื่อง ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเพจเฟซบุ๊กให้คำแนะนำลงทุน “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการชักชวนให้ลงทุนให้หุ้นของหน่วยงานที่นาเชื่อถือ และการให้บริการสินเชื่อของ ธ.ออมสิน รวมทั้งการเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “การบินไทย เปิดให้ซื้อ-ขายหุ้น AOT ผ่านเพจ บริษัท การบินไทย” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กระทรวงคมนาคม พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยข้อชี้แจงว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นการหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนหุ้น AOT กับ บริษัท การบินไทย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจปลอมที่แอบอ้างโดยมิจฉาชีพ โปรดอย่ากดลิงก์ อย่าโอนเงิน อย่าแอดไลน์ และ ไม่ติดต่อกับเพจดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินและข้อมูลของประชาชน อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับ ทิศทางการผลักดันการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษ” ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง การเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดนแบบไร้กระดาษในเอเชียและแปซิฟิก Framework Agreement on Facilitation of Cross-border Paperless Trade in Asia and the Pacific (CPTA) ภายใต้ UNESCAP โดยมี  ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี นางสาวพิยะดา สุดกังวาล ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร พร้อมการสร้างความยั่งยืน ภายใต้การนำองค์กรที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมดิจิทัล” (Culture of Innovation – Sustainable - Security) ณ โรงแรม แกรนด์ริชมอนด์ นนทบุรี   สำหรับกิจกรรมดังกล่าว มุ่งเน้นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในยุคดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “วาดอนาคตไทยด้วยเกษตรดิจิทัล” ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล สมาร์ทลีฟวิ่ง (One Tambon One Digital Smart Living : OTOD Smart Living) โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน กลุ่มชุมชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน   โครงการนี้เป็นการยกระดับทักษะในการประยุกต์ใช้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลแก่ชุมชนและเกษตรกรทั่วไทย โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับความรู้และทักษะด้านดิจิทัลแก่ประชาชนกว่า 2,700 คนจาก 900 ครัวเรือนทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 170 ล้านบาท เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตมั่นคงและยั่งยืน   ทั้งนี้  โครงการ OTOD Smart Living เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.depa.or.th, Line OA: depaThailand และ Facebook page: depa Thailand

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 12 - 18 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 4,000,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ แจ้งว่าได้ส่งจดหมายคุ้มครองประกันเงินฝากถึงผู้เสียหายแล้วไม่มีคนรับ จึงให้ผู้เสียหายติดต่อเจ้าหน้าที่ขนส่ง จากนั้นผู้เสียหายจึงติดต่อไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ภายหลังได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพอีกครั้งแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อดำเนินการคุ้มครองเงินฝาก โดยให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง ซึ่งต้องโอนเงินหลายครั้งจนเป็นยอดเงินที่สูง จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 816,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาแจกต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีฟรีผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook มิจฉาชีพแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าให้และชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุนหุ้นมะพร้าว ช่วงแรกได้เงินคืนกลับมาจริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,092,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น โดยโอนเงินให้มิจฉาชีพนำไปเทรดให้ เมื่อเทรดได้จะโอนเงินคืน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปช่วงแรกได้รับเงินคืน ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้รับเงินคืน มิจฉาชีพอ้างว่ายอดเงินยังไม่ถึงกำหนดถอนให้โอนเพิ่มอีกเรื่อยๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,317,747 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนซื้อหุ้นลงทุนบริษัท ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นจึงโอนเงินซื้อหุ้น มิจฉาชีพอ้างว่าจะได้รับเงินคืนเมื่อจบโครงการของบริษัท ต่อมาหลังจบโครงการยังไม่สามารถถอนเงินได้ อ้างว่าต้องเสียค่าภาษีและค่าดำเนินการ ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป ภายหลังโอนเงินมิจฉาชีพบ่ายเบี่ยง ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 1,478,636 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาขายไอแพดผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและตกลงราคากันผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งให้ร่วมกิจกรรมโดยอ้างว่าหากไม่ร่วมจะไม่ได้รับสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม มิจฉาชีพอ้างให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 9,704,383 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,725,219 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,064 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 659,119 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,265 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 209,727 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.82 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 154,265 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.41 (3) หลอกลวงลงทุน 94,468 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.33 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 83,314 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.64 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 47,416 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 69,929 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.61)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยใช้กลอุบายหลอกให้โอนเงินเพื่อคุ้มครองเงินฝาก ขณะเดียวกันมิจฉาชีพยังคงใช้วิธีการชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น หรือลงทุนในลักษณะต่างๆ รวมทั้งลงทุนโพรโมตสินค้าบริการ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com    --------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.