Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร พร้อมการสร้างความยั่งยืน ภายใต้การนำองค์กรที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมดิจิทัล” (Culture of Innovation – Sustainable - Security) ณ โรงแรม แกรนด์ริชมอนด์ นนทบุรี   สำหรับกิจกรรมดังกล่าว มุ่งเน้นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในยุคดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “วาดอนาคตไทยด้วยเกษตรดิจิทัล” ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล สมาร์ทลีฟวิ่ง (One Tambon One Digital Smart Living : OTOD Smart Living) โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน กลุ่มชุมชนเข้าร่วมงาน ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน   โครงการนี้เป็นการยกระดับทักษะในการประยุกต์ใช้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลแก่ชุมชนและเกษตรกรทั่วไทย โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับความรู้และทักษะด้านดิจิทัลแก่ประชาชนกว่า 2,700 คนจาก 900 ครัวเรือนทั่วประเทศ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 170 ล้านบาท เพื่อนำไปสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตมั่นคงและยั่งยืน   ทั้งนี้  โครงการ OTOD Smart Living เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.depa.or.th, Line OA: depaThailand และ Facebook page: depa Thailand

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 12 - 18 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย    คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 4,000,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ แจ้งว่าได้ส่งจดหมายคุ้มครองประกันเงินฝากถึงผู้เสียหายแล้วไม่มีคนรับ จึงให้ผู้เสียหายติดต่อเจ้าหน้าที่ขนส่ง จากนั้นผู้เสียหายจึงติดต่อไปแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ภายหลังได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพอีกครั้งแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อดำเนินการคุ้มครองเงินฝาก โดยให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง ซึ่งต้องโอนเงินหลายครั้งจนเป็นยอดเงินที่สูง จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 816,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาแจกต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีฟรีผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook มิจฉาชีพแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าให้และชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุนหุ้นมะพร้าว ช่วงแรกได้เงินคืนกลับมาจริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,092,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนลงทุนเทรดหุ้น โดยโอนเงินให้มิจฉาชีพนำไปเทรดให้ เมื่อเทรดได้จะโอนเงินคืน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปช่วงแรกได้รับเงินคืน ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้รับเงินคืน มิจฉาชีพอ้างว่ายอดเงินยังไม่ถึงกำหนดถอนให้โอนเพิ่มอีกเรื่อยๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,317,747 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนซื้อหุ้นลงทุนบริษัท ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด จากนั้นจึงโอนเงินซื้อหุ้น มิจฉาชีพอ้างว่าจะได้รับเงินคืนเมื่อจบโครงการของบริษัท ต่อมาหลังจบโครงการยังไม่สามารถถอนเงินได้ อ้างว่าต้องเสียค่าภาษีและค่าดำเนินการ ผู้เสียหายจึงโอนเงินไป ภายหลังโอนเงินมิจฉาชีพบ่ายเบี่ยง ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 1,478,636 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาขายไอแพดผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและตกลงราคากันผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งให้ร่วมกิจกรรมโดยอ้างว่าหากไม่ร่วมจะไม่ได้รับสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม มิจฉาชีพอ้างให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก   สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 9,704,383 บาท    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้  1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,725,219 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,064 สาย  2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 659,119 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,265 บัญชี  3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 209,727 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.82 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 154,265 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.41 (3) หลอกลวงลงทุน 94,468 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.33 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 83,314 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.64 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 47,416 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 69,929 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.61)    “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยใช้กลอุบายหลอกให้โอนเงินเพื่อคุ้มครองเงินฝาก ขณะเดียวกันมิจฉาชีพยังคงใช้วิธีการชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น หรือลงทุนในลักษณะต่างๆ รวมทั้งลงทุนโพรโมตสินค้าบริการ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 9 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว    อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง      หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441  แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com    --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณาการขอรับการจัดสรรหมายเลขโทรคมนาคมพิเศษ (แบบสั้น 4 หลัก) และขอจัดตั้ง Sub Call Center เพื่อให้บริการตอบข้อซักถาม และข้อร้องเรียนของประชาชนโดยผ่านการบริการ GCC 1111 ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูล เกี่ยวกับประเด็น "สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวโยงกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)" เพื่อร่วมพิจารณาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ในการใช้และพัฒนา AI ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยมี ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้ประกาศผลการคัดเลือกโครงการ WSIS Prizes 2025 ที่ได้รับรางวัลระดับ  Champions  ในแต่ละประเภท (ทั้งหมด 18 ประเภท) ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับคะแนน Vote สูงสุด 5 อันดับแรก และปรากฏว่า โครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) ของกระทรวงดีอี เป็น 1 ใน 5 ที่ได้รับรางวัล Champion Project ประเภท Category 5: Building confidence and security in the use of ICTs   ทั้งนี้ ITU จะมีการประกาศรางวัล ชนะเลิศ (Winner) และมอบรางวัล WSIS Prize 2025 ประกอบด้วยรางวัล Champions 72 โครงการ และ รางวัล Winners 18 โครงการ ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการประชุม WSIS Forum 2025 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส   สำหรับการประกวดโครงการรางวัล WSIS Project Prizes 2025 เป็นการส่งเสริมการดำเนินการตามผลการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยสังคมสารสนเทศ (World Summit on the Information Society: WSIS) ซึ่งเป็นเวทีประชุมระดับโลกด้านไอซีที เพื่อการพัฒนาชุมชน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU), เพื่อส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะมีการมอบรางวัล WSIS Prizes ให้แก่โครงการที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืนใน 18 สาขา   ขณะที่โครงการ “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti-Scam Operation Center: AOC) จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับภัยออนไลน์ได้อย่างทันท่วงที โดยให้บริการผ่าน สายด่วน 1441 แบบ One Stop Service ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีรูปแบบการทำงานในการระงับ/อายัดบัญชีของคนร้าย (บัญชีม้า) ภายหลังจากรับสาย เฉลี่ยภายใน 10 นาที พร้อมประสานงานเชื่อมโยงข้อมูลแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาศูนย์ AOC มีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม โดยข้อมูลตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 16 พฤษภาคม 2568 มีจำนวนสายโทรเข้าแล้วกว่า 1.7 ล้านสาย และดำเนินการระงับบัญชีธนาคารแล้วกว่า 6.5 แสนบัญชี โดยสามารถลดมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ได้กว่า 50 % --------------------------------------------------------------------------------------


วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้การต้อนรับ นายเปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย เพื่อหารือความร่วมมือด้านดิจิทัล โดยมี นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นางสาวกัลยา ชินาธิวร ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล   ในการหารือครั้งนี้ เป็นการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะดำเนินการร่วมกัน คือความร่วมมือด้านการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่อง นำมาซึ่งการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศอาจดำเนินความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในสาขาต่างๆ ที่สนใจร่วมกันในอนาคต  

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับ Mr. Jia Rong Low ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลเครือข่ายแห่งเอเชียแปซิฟิก หรือ APNIC (Asia Pacific Network Information Centre)  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดสรรและบริหารหมายเลข IP address และ ASN (Autonomous System Number) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และหารือถึงโอกาสความร่วมมือระหว่างกันในการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีโครงข่ายอินเทอร์เน็ต IPV6 ซึ่งพัฒนาต่อมาจาก IPV4 ให้มีความครอบคลุมและปลอดภัย โดยมีผู้แทนจาก สำนักงานปลัดกระทรวงฯ (กองการต่างประเทศ กองสื่อสาร และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุม 801 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงพัฒนาดิจิทัล นวัตกรรม และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน (Memorandum of Cooperation between the Ministry of Digital Economy and Society of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Digital Development, Innovation and Aerospace Industry of the Republic of Kazakhstan) และแลกเปลี่ยนบันทึกความร่วมมือกับ H.E.Mr.Arman Issetov เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย ณ ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล   นายประเสริฐ กล่าวว่า การลงนาม MOU ระหว่างไทย และคาซัคสถานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศในขอบเขตของการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อแก้ไข วิเคราะห์ และใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาและทดลองโซลูชันนวัตกรรมในสาขาที่สำคัญ 2. ความร่วมมือด้านรัฐบาลดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ สุขภาพดิจิทัล การให้บริการสาธารณะดิจิทัล รวมถึงการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ผ่านการแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด การเข้าร่วมการประชุม การเยี่ยมชมศึกษา และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญระหว่างกัน 3. การประสานงานและแบ่งปันแนวทางปฏิบัติในการพัฒนาอุตสาหกรรมไอที เกี่ยวกับวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และส่งเสริมนวัตกรรม การเริ่มต้นธุรกิจ และผู้ประกอบการ 4. การแบ่งปันแนวทางปฏิบัติสำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพบุคคล และร่วมมือกันพัฒนา ยกระดับ และสร้างทักษะใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ในด้านเทคโนโลยีใหม่ 5. ความร่วมมือด้านการออกแบบและผลิตระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับพลังงานหมุนเวียน 6. การอำนวยความสะดวกในโอกาสความร่วมมือ เช่น ระหว่างหน่วยงานอุทยานดิจิทัลและไอที สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยยึดตามโปรแกรมอัจฉริยะและวิธีการระบบนวัตกรรม 7. จัดการหารือร่วมกันระหว่างผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับการเร่งรัดโปรแกรมสำหรับสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมุ่งส่งเสริมธุรกิจด้านไอที 8. การแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติเพื่อร่วมมือกันในด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ การคำนวณประสิทธิภาพสูง และ IOT เป็นต้น 9. ความร่วมมือทางด้านกฎหมาย ข้อบังคับ แนวทางปฏิบัติ และประสบการณ์ในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์    “ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางดิจิทัลและนวัตกรรม ซึ่งประเทศคาซัคสถาน ถือเป็น 1 ในประเทศที่มีการพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด พร้อมกับการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นด้านการพัฒนา E-commerce โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้ง 2 ประเทศจะร่วมแลกเปลี่ยนด้านรัฐบาลดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ การให้บริการสาธารณะ การพัฒนาและส่งเสริม SMEs และ startups การพัฒนาอุตสาหกรรมไอที การพัฒนากำลังคนดิจิทัล รวมถึงยังได้เสนอความร่วมมือด้านการป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ผ่านการแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด การเข้าร่วมการประชุม การเยี่ยมชมศึกษา และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญระหว่าง 2 ประเทศ ” รองนายกประเสริฐ กล่าว --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี เข้าร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ครบรอบ 62 ปี โดยมี นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้การต้อนรับ ณ สำนักงานสถิติแห่งชาติ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บรรยายพิเศษหลักสูตร ผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 8 ในหัวข้อ “แนวทางและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ” ณ โรงแรมเอส 31 สุขุมวิท 31 กรุงเทพฯ

วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2568 โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 สำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่” รองลงมาคือเรื่อง “โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 16 – 22 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 826,061 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 685  ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 663 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 22 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 226 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 122 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 139 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 37 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 30 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องการให้บริการของหน่วยงานรัฐ เรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของไวรัสโควิด ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ อันดับที่ 2 : เรื่อง โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่ อันดับที่ 3 : เรื่อง เตือนภัยเครื่องบิน C-135 4 ลำ จะตกที่สมุย อันดับที่ 4 : เรื่อง เรือสุพรรณหงส์ กำลังจะตกเป็นของกัมพูชา อันดับที่ 5 : เรื่อง สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งให้งดถวายเงินพระโดยเด็ดขาด ทุกกรณี อันดับที่ 6 : เรื่อง คุณมาดี ลงพื้นที่ขอถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือ เพื่อเก็บข้อมูลสำมะโนประชากร อันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนกู้สินเชื่อผ่านบัญชี Tiktok namonaka56 อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกใบรับรองจดทะเบียน บริษัท เงินกู้ ออนไลน์ ส่วนบุคคล จำกัด อันดับที่ 9 : เรื่อง ด่วน! กฟภ. เปิดเว็บไซต์เฉพาะกิจ รับลงทะเบียนขอคืนค่าประกันมิเตอร์ อันดับที่ 10 : เรื่อง ทานเมลทิลีนบูล เพื่อล้างพิษ หลังฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอยืนยันว่า คลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโซเชียลต่าง ๆ นั้นไม่เป็นความจริง จึงขอความร่วมมืออย่าได้แชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่ไม่มีที่มาและเพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง โปรดติดตามข่าวสารจากช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการของการรถไฟฯ เท่านั้น เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ประเทศไทยเริ่มพบ XEC ครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นมา และพบแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า อัตราการแพร่กระจายของสายพันธุ์ XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่ ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงควรรับวัคซีน ร่วมกับการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 4/2568 ที่มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการฯ นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมด้วยตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) ร่วมหารือเพื่อดำเนินงานการตามนโยบายปราบปรามภัยออนไลน์ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายประเสริฐ กล่าวว่า รัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่ประชุม ครม.ได้ อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติมฯ พ.ศ. 2566 เพื่อกำหนดให้คดีความผิดทางอาญาซึ่งมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 21 (1) เป็นคดีพิเศษเพิ่มเติมจำนวน 3 คดีความผิด ดังนี้1) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล2) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า3) คดีความผิดกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า 2 ใน 3 ของคดีพิเศษที่กำหนดเพิ่มเติมนั้น เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ และมีความสอดคล้องกับ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา สำหรับในการประชุมได้มีการพิจารณาผลดำเนินการและมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์  7 เรื่องสำคัญ ที่มีผลการดำเนินงาน ถึง 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา โดยสรุปได้ดังนี้ 1.การปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ เดือน เมษายน 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)- การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 66 - เมษายน 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,279 ราย โดยในเดือน เมษายน 2568 มีการจับกุมจำนวน 1,965 ราย- การจับกุมคดีพนันออนไลน์ คดีพนันออนไลน์ ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 66 - เมษายน 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 25,519 ราย โดยในเดือนเมษายน 2568 มีการจับกุมจำนวน 823 ราย- ผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 66 - เมษายน 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 6,386 ราย โดยในเดือนเมษายน 2568 มีการจับกุมจำนวน 277 ราย          2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ (ปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 30 เม.ย. 68)- การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 52,106 (URLs) หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 1,167 (URLs) และอื่นๆ 39,657 (URLs) รวมทั้งสิ้น 92,930 (URLs)- การประสานแพลตฟอร์มเพื่อขอปิดกั้นเกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ ที่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 10,148 (URLs) ที่ไม่มีคำสั่งศาล มีจำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 29,526 (URLs) (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี) 3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงินผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 เม.ย. 68 มีดังนี้- AOC ระงับบัญชีชั่วคราว จำนวน 383,552 บัญชี- ปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วจำนวน 767,755 บัญชี (ณ วันที่ 20 พ.ค. 68) 4.มาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า และ SMS แนบลิงก์- มาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า (ซิมของบุคคลต่างด้าว) กสทช.จะมีการควบคุมการลงทะเบียน ซิมของของบุคคลต่างด้าว โดยจะจำกัดไว้ที่ จำนวน 3 ซิม ต่อ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะมีระยะเวลาในการปรับปรุงระบบให้แล้วเสร็จภายในเดือน สิงหาคม 2568 - การบริหารจัดการ SMS แนบลิงก์ กสทช. ได้กำหนดให้ ผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะส่ง SMS แนบลิงก์ ลิงก์ดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจาก สกมช. ก่อนส่งข้อความสั้น โดยลิงก์ที่ส่งจะต้องนำไปสู่เนื้อหาที่ต้องการสื่อสารเท่านั้น เช่น สำนักงาน กสทช. จะต้องไปยังเว็บไซต์ “www.nbtc.go.th” ห้ามนำไปสู่แพลตฟอร์มอื่น และห้ามไม่ให้มีข้อความที่ระบุช่องทางในการติดต่อถึงบุคคลอื่น เช่น การ Add Lineสำหรับมาตรการลงโทษ กรณีพบว่าผู้ใช้งาน Sender Name ใด มีการส่งลิงก์ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ หรือผู้ส่งปลอมแปลงลิงก์ระหว่างการส่ง SMS หรือข้อความอื่นที่สามารถใช้เป็นช่องทางในการติดต่อถึงบุคคลอื่น ผู้ให้บริการจะต้องยกเลิกสัญญาการให้บริการขณะเดียวกัน พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตามมาตรา 4/1 วรรคสอง ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการมีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อคัดกรองเนื้อหาข้อความสั้น (SMS) ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตามมาตรการที่สำนักงาน กสทช.กำหนดด้วย ดังนั้น หากตรวจสอบพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุมสำนักงาน กสทช. และพระราชกำหนดดังกล่าว สำนักงาน กสทช. อาจใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายกับผู้ให้บริการที่กระทำความผิด และ/หรือนำส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 5. มาตรการระงับหมายเลขโทรศัพท์ที่มีการลงทะเบียนด้วยชื่อของบุคคลต้องสงสัยตามที่ศูนย์ AOC 1441 หรือ ศปอท. ได้รับแจ้ง/ร้องเรียนทางโทรศัพท์จากผู้เสียหายว่ามีการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เดือนมกราคม - เมษายน 2568 ได้มีการบันทึกข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของมิจฉาชีพ (ตัดหมายเลขซ้ำออก) ที่มี Bank Case ID จำนวน 7,173 เลขหมาย และยังไม่มี Bank Case ID จำนวน 425 เลขหมาย ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันมิจฉาชีพใช้เบอร์หรือเลขหมายโทรศัพท์ดังกล่าวในการติดต่อผู้เสียหายรายอื่น ๆ  โดยการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์การระงับเลขหมายโทรศัพท์ที่มีการลงทะเบียนด้วยชื่อของบุคคลต้องสงสัย ซึ่ง AOC 1441 หรือ ศปอท. จะแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลการใช้บริการโทรคมนาคม ให้สำนักงาน กสทช. (ตามมาตรา 8/5 (7)) แล้วให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามมาตรา 5 วรรคสอง โดยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ระงับการให้บริการโทรคมนาคมของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้น รวมถึงเบอร์โทรศัพท์หมายเลขอื่นของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นทั้งหมดในทุกผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ 6.การเร่งรัดบูรณาการข้อมูลหน่วยงานร่วมกันเพื่อดำเนินการตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มอบหมายให้ ศปอท. ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. กสทช. ก.ล.ต. ธ.ป.ท. สมาคมธนาคารไทย ฯลฯ ในเรื่องขั้นตอนการจัดการบัญชีม้าและการใช้อำนาจตามมาตรา 4/1 การดำเนินการตามเหตุอันควรสงสัย ขั้นตอนการทำงานรับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบติดตามของ ศปอท. รวมทั้งเรื่องการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามพระราชกำหนดฯ ในขั้นตอนปฏิบัติ (SOP) และระยะเวลาการดำเนินการ (SLA) 7.มาตรการแก้ไขปัญหาบัญชีม้าคริปโทในเดือน มิถุนายน 2568 ก.ล.ต. และ สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) จะหารือร่วมกับ ปปง.ในการออกแนวทางปฏิบัติการใช้ข้อมูลบัญชีม้า HR-03 และแนวทางการพัฒนาระบบเพื่อเชื่อมฐานข้อมูล HR-03 กับผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบการฯ ระงับการเปิดบัญชี/ให้บริการกับบัญชีม้า รวมทั้งการหารือร่วมกันกับกระทรวงดีอี ในขั้นตอนการส่งรายชื่อแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาต “ในวันที่ 28 – 29 พฤษภาคม 2568 พ.ร.ก.ฯ ทั้ง 2 ฉบับจะเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อพิจารณา เห็นชอบ โดยในขณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้เร่งรัดการดำเนินการกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.กทั้ง 2 ฉบับ ในการดูแลให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมออนไลน์ อย่างมีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้าและซิมม้า และเร่งการอายัดบัญชีธนาคาร ระงับบัญชีม้า ตัดเส้นทางการเงิน การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย หลอกลวงผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ รวมทั้งการเยียวยาผู้เสียหาย” รองนายกประเสริฐ กล่าว หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)|  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com--------------------------------------------------------------------------------------

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.