Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
Logo DE Ministry.
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
Ministry of Digital Economy and Society
ตัวช่วยเหลือในการเข้าถึงเว็บไซต์
ค้นหา

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “Combatting Online Scams” ขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยและองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) โดยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา และมอลตา ในฐานะประธานกลุ่มหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือฝ่ายเอเชีย เป็นเจ้าภาพร่วม โดยมีนางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ โดยการประชุมมีผู้แทนจากประเทศสมาชิก OSCE และประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาฝ่ายเอเชีย ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) แนวทางของไทยในการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ (2) บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลโทรคมนาคมในการจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ผ่านช่องทางโทรคมนาคม (3) ความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางการเงินกับสินทรัพย์ดิจิทัล และ (4) การแลกเปลี่ยนมุมมอง มาตรการ และข้อบังคับ รวมถึบทบาทของภาคอุตสาหกรรมในการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ในการนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวปาฐกถา โดยนำเสนอแนวทางความร่วมมือผ่านคณะทำงานอาเซียนด้านการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (WG-AS) ซึ่งประเทศไทยเป็นประธาน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนากฎหมายที่เข้มแข็ง โดยในส่วนของประเทศไทยได้ประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉบับใหม่ ได้แก่ (1) พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงิน โทรคมนาคม สื่อสังคมออนไลน์ และสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องยกระดับการป้องกันและร่วมรับผิดชอบความเสียหาย (2) พ.ร.ก. ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่ควบคุมการให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลจากต่างประเทศแก่คนไทย รวมถึงได้หยิบยกถึงการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Scam Operation Center: AOC) เพื่อเป็นกลไกกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลักในภาคการเงินและโทรคมนาคม เสริมสร้างความเข้มแข็งในการป้องกันภัยออนไลน์อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก ที่ต้องสร้างกลไกความร่วมมือร่วมกัน ----------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “22 พ.ค. 68 เกิดพายุสุริยะ ทำให้อินเทอร์เน็ตล่ม” รองลงมาคือเรื่อง “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการประชาชน ผ่าน Line ID 11299080” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความวิตกกังวล สับสน และเข้าใจผิดในสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 – 29 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 839,680 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 741 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 689 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 12 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 238 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 224 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 120 เรื่อง กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 50 เรื่อง กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่อง กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 6 เรื่อง กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 41 เรื่อง นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องปรากฎการณ์ธรรมชาติ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ เรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องช่องทางการให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง 22 พ.ค. 68 เกิดพายุสุริยะ ทำให้อินเทอร์เน็ตล่ม อันดับที่ 2 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการประชาชน ผ่าน Line ID 11299080 อันดับที่ 3 : เรื่อง กฟภ. แจ้งให้ลงทะเบียนรับมิเตอร์ฟรีตามโครงการ Meter Health Care อันดับที่ 4 : เรื่อง พายุสุริยะรุนแรง อาจทำให้ระบบธนาคารล่ม เงินหายหมดบัญชี อันดับที่ 5 : เรื่อง เมฆหลากสี เกิดจากสารเคมีที่พ่นทิ้งไว้บนน่านฟ้า อันดับที่ 6 : เรื่อง กฟภ. เปิดให้ลงทะเบียนเปลี่ยนมิเตอร์ใหม่ฟรี ผ่านบัญชีไลน์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อันดับที่ 7 : เรื่อง โควิด 19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสี ทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือด อันดับที่ 8 : เรื่อง ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวด อันดับที่ 9 : เรื่อง กฟภ. เปิดไลน์ใหม่ “pea1408.” ติดต่อฝ่ายทะเบียนสะดวกขึ้น อันดับที่ 10 : เรื่อง ไปรษณีย์ไทย ส่ง SMS แจ้งให้ชำระค่าพัสดุผ่านลิงก์ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “22 พ.ค. 68 เกิดพายุสุริยะ ทำให้อินเทอร์เน็ตล่ม” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า สภาพอวกาศในช่วงดังกล่าว อยู่ในสภาพปกติ ไม่ได้มีการเกิดพายุสุริยะ เพราะฉะนั้นที่ระบบสื่อสารล่มในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่เกี่ยวข้องกับพายุสุริยะแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่าเชื่อข่าวจากแหล่งที่ไม่มีที่มาชัดเจน ทั้งนี้ GISTDA ขอให้ประชาชนงดส่งต่อข่าวปลอม และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการเท่านั้น ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการประชาชน ผ่าน Line ID 11299080” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี Line ID 11299080 ไม่ใช่บัญชีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชน และ LINE Official Account ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีเพียงบัญชีเดียวเท่านั้น คือ @PEA Thailand และต้องมีโล่สีเขียวยืนยันตัวตน หากประชาชนมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามผ่าน 1129 PEA Contact Center หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------



วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นางปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ร่วมหารือทวิภาคี กับ H.E.ZHANG Yunming, Vice Minister of Industry and Information Technology สาธารณรัฐประชาชนจีน ในระหว่างการประชุม APT Ministerial Meeting 2025 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยได้ร่วมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างไทย-จีน สืบเนื่องจากการประชุมระดับรัฐมนตรีไทย-จีน ด้านดิจิทัล ครั้งที่ 2 เมื่อต้นปี 2568 พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการสนับสนุนการดำเนินความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์และเป็นที่สนใจของทั้งสองฝ่าย ----------------------------------

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ทั้งนี้ ตามที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการพนันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยให้กระทรวงดีอี รายงานผลการปราบปรามอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนนั้น กระทรวงดีอี ได้มีการประชุมหารือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคาร กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ ฯลฯ เป็นประจำทุกเดือน โดยมีความคืบหน้าของการปราบปราม ดังนี้1.การตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) โทรสายด่วน 1441 และยกระดับเป็น ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เพื่อกลไกหลักในการรับแจ้งเหตุ รับคำร้องทุกข์ สั่งระงับธุรกรรมทางการเงิน ประสานงานวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถดำเนินคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ครบวงจร และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้รับรางวัลระดับ WSIS Prize 2025 จากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) เป็น 1 ในประเทศที่ได้รับรางวัลระดับ Champion Project ประเภท Category 5: Building confidence and security in the use of ICTs 2.การเสนอกฎหมายพระราชกำหนด 2 ฉบับ ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และมีการนำเสนอ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ได้แก่2.1.พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 2.2.พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 3.ผลการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในห้วงเวลาที่ผ่านมา 3.1การปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรมออนไลน์ เดือน เมษายน 2568 (ข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) – การจับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทุกประเภท ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 66 – เมษายน 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,279 ราย โดยในเดือน เมษายน 2568 มีการจับกุมจำนวน 1,965 ราย– การจับกุมคดีพนันออนไลน์ คดีพนันออนไลน์ ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 66 – เมษายน 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 25,519 ราย โดยในเดือนเมษายน 2568 มีการจับกุมจำนวน 823 ราย – ผลการจับกุมบัญชีม้า ซิมม้า และความผิดตาม พรก.ฯ ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 66 – เมษายน 68 มีจำนวนทั้งสิ้น 6,386 ราย โดยในเดือนเมษายน 2568 มีการจับกุมจำนวน 277 ราย 3.2. การปิดโซเชียลมีเดีย เว็บผิดกฎหมาย และเว็บพนันออนไลน์ (ปีงบประมาณ 68 ตั้งแต่ 1 ต.ค. 67 – 30 เม.ย. 68)- การปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 52,106 (URLs) หลอกลวงออนไลน์ จำนวน 1,167 (URLs) และอื่นๆ 39,657 (URLs) รวมทั้งสิ้น 92,930 (URLs)- การประสานแพลตฟอร์มเพื่อขอปิดกั้นเกี่ยวกับหลอกลวงออนไลน์ ที่มีคำสั่งศาล จำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 10,148 (URLs) ที่ไม่มีคำสั่งศาล มีจำนวนแจ้งขอการปิดกั้น 29,526 (URLs) (เฉพาะในส่วนของกระทรวงดีอี) 3.3. การแก้ปัญหาบัญชีม้า เร่งอายัด ตัดตอนการโอนเงิน ผลการดำเนินงานที่สำคัญถึง 30 เม.ย. 68 มีดังนี้AOC ระงับบัญชีชั่วคราว จำนวน 383,552 บัญชีปปง. ทำการอายัดบัญชีไปแล้วจำนวน 767,755 บัญชี (ณ วันที่ 20 พ.ค. 68) 3.4. มาตรการแก้ไขปัญหาซิมม้า และ SMS แนบลิงก์ ขณะเดียวกันจากการบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ปัจจุบันมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงเฉลี่ยประมาณ 30-40 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งลดลงเป็นจำนวนมากจากในอดีตที่มีมูลค่าความเสียหายวันละกว่า 100 ล้านบาท โดยจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจะมีการออกกฎกระทรวงและข้อบังคับอีกกว่า 10 ฉบับเพื่อการทำงานด้านการปราบปราม “ด้านการปราบปรามการพนันออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อบุคคล ครอบครัว และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยกระทรวงดีอี ได้จัดทำข้อเสนอแนะให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดีอี ร่วมกันออกกฎหมายฉบับรอง เพื่อควบคุมการพนันออนไลน์ให้อยู่ในการดูแลของรัฐเท่านั้น ป้องกันเด็ก และเยาวชนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพนันออนไลน์ โดยรัฐบาลสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ และสามารถจัดเก็บรายได้จากการพนันออนไลน์ที่อยู่นอกระบบให้กลับมาอยู่ในระบบการควบคุมและจัดเก็บรายได้ของรัฐตามกฎหมายเพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมต่อไป โดยขอเน้นย้ำว่าเป็นเพียงการเสนอแนวคิดในการควบคุมการพนันออนไลน์ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย และจะมีการดำเนินการหารือเรื่องออกกฎหมายระดับรอง เพื่อการดำเนินการต่อไป” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว นอกจากนี้จากสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในห้วงที่ผ่านมา โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ใช้เครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวชนิดแบบคาบยาว ซึ่งใช้มากว่า 10 ปี แล้ว จะเป็นการจัดหาเพื่อทดแทนของเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อการเฝ้าระวังแผ่นดินไหวภายในและนอกประเทศ โดยที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงกระบวนการ มาตรฐานการปฏิบัติงาน รวมทั้งการเกณฑ์การตรวจเฝ้าระวัง เพื่อลดระยะเวลา ให้สิ้นสุดกระบวนการไม่เกิน 20 นาที ขณะเดียวกันกระทรวงดีอี เตรียมการร่างพระราชบัญญัติอุตุนิยมวิทยาขึ้นมาเป็นร่างแรก พร้อมนำเสนอต่อสภา โดยคาดว่าจะกลายเป็นแผนแม่บทในการกำกับดูแลเรื่องภัยพิบัติทั้งหมด --------------------------------------------------------------------------------------

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “ออมสินเปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok gsb.social.bank30” รองลงมาคือเรื่อง “ธนาคารออมสิน ปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องใช้คนค้ำ ผ่านเพจ LEASE it PCL 6544” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 – 29 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 839,680 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 741 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 689 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 12 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 238 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 224 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ 1 : เรื่อง ออมสินเปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok gsb.social.bank30 อันดับที่ 2 : เรื่อง ธนาคารออมสิน ปล่อยเงินกู้ฉุกเฉิน ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องใช้คนค้ำ ผ่านเพจ LEASE it PCL 6544 อันดับที่ 3 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดเพจ “Law Office for the people” ให้คำปรึกษาเหยื่อมิจฉาชีพ อันดับที่ 4 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์จัดแคมเปญ 21-Day Challenge เทรดหุ้นเป็น เชิญเข้ากลุ่มเรียนหุ้นออนไลน์ฟรี อันดับที่ 5 : เรื่อง บริษัท ซีพี ออลล์จำกัด ได้การรับรองจาก ก.ล.ต. เสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน อันดับที่ 6 : เรื่อง ฝ่ายสินเชื่อออมสิน ปล่อยสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok bird0818dmg อันดับที่ 7 : เรื่อง ปปง. เปิดรับแจ้งความออนไลน์ สําหรับผู้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ผ่านเพจ Online Case Operation อันดับที่ 8 : เรื่อง กระทรวงยุติธรรม เปิดให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุนติดต่อรับทรัพย์สินคืน ผ่านเพจเฟซบุ๊ก อันดับที่ 9 : เรื่อง ป.ป.ท. เปิดให้ลงทะเบียนคุ้มครองสิทธิ์ คืนเงินให้ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุน ทางเพจ Fight Back Against Scammers อันดับที่ 10 : เรื่อง กระทรวงมหาดไทย เปิดเพจ Return the rights to the injured party “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการด้านสินเชื่อของธนาคารออมสิน รวมทั้งการเปิดช่องทางแนะนำการลงทุน และบริการให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “ออมสินเปิดลงทะเบียนสินเชื่อ ผ่านบัญชี TikTok gsb.social.bank30” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารออมสิน ตรวจสอบพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี TikTok ชื่อ gsb.social.bank30 เป็นบัญชีที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมา ซึ่งใช้ชื่อและโลโก้ของธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ธนาคารออมสินจึงขอแจ้งให้ทราบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าวและข้อความเชิญชวนต่าง ๆ ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และระมัดระวังการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ทั้งนี้บัญชี TikTok อย่างเป็นทางการของธนาคารออมสินมีเพียงบัญชีเดียวคือ @gsbsociety หรือโทรติดต่อ 02 299 8000 หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 26 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 14,115,680 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นพนักงานขนส่งแจ้งว่าเอกสารของผู้เสียหายถูกตีกลับ และได้โอนสายสนทนาไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ผู้เสียหายดำเนินการแจ้งความ จากนั้นมิจฉาชีพให้เพิ่มเพื่อนทาง Line อ้างว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า การฟอกเงิน และยาเสพติด ให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่ทำตามจะได้รับโทษขั้นร้ายแรง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถติดต่อมิจฉาชีพได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 3,257,056 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทางแอปพลิเคชันหาคู่ ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี การศึกษาดี ผู้เสียหายสนใจจึงพูดคุยสักระยะหนึ่งแล้วเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพชักชวนให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุน แจ้งว่าเพื่อต้องการสร้างชีวิตคู่ไปด้วยกัน โดยเป็นการโอนเงินให้มิจฉาชีพนำไปลงทุนให้ หลังโอนเงินไปมิจฉาชีพแจ้งว่ากำลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน หากผู้เสียหายไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องให้โอนเงินไปเพื่อให้พ้นข้อกล่าวหา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้ ภายหลังมิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 3,330,587 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่จากกองคลัง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แจ้งว่าได้จัดส่งอีเมลให้ 2 ฉบับ แต่ผู้เสียหายได้รับเพียง 1ฉบับ มิจฉาชีพจึงขอให้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพแจ้งว่าจะมีการคุ้มครองบัญชีเงินฝาก โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินไปเพื่อทำการคุ้มครองเงินฝาก และแจ้งว่าเป็นการโอนเงินชั่วคราวจะได้รับเงินคืน ภายหลังโอนเงินไปไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,854,035 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Instagram ใช้โพรไฟล์เป็นหนุ่มฐานะดี จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมแล้วจะได้รับค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปช่วงแรกได้รับเงินคืนจริง ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าต้องโอนเงินเพื่อจ่ายค่าภาษี ค่าประกันบัญชี และค่านิติบุคคล ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก และคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,514,660 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถช่วยเหลือเรื่องคดีที่ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน และสามารถนำเงินที่ถูกหลอกกลับคืนมาได้ แต่จะต้องโอนเงินไปตามขั้นตอนเพื่อตรวจสอบบัญชี ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป จากนั้นมิจฉาชีพยังคงติดต่อให้โอนเงินเพิ่มอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือเงินในบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 25,072,018 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้ 1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,766,746 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,062 สาย 2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 684,603 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,280 บัญชี 3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 217,405 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.76 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 159,294 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.27 (3) หลอกลวงลงทุน 96,853 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.15 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 90,116 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.16 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 49,155 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.18 (และคดีอื่นๆ 71,780 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.48) “จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้กลอุบายข่มขู่ผู้เสียหาย โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ลวงว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน และยาเสพติด ขณะเดียวกันมิจฉาชีพยังมีการหลอกลวงให้รัก รับรางวัล หรือการหารายได้พิเศษ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าว อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 2 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าร่วมการประชุม OSCE Asian Partners for Cooperation Group (APCG) ภายใต้หัวข้อ “Combating Online Scams” โดยมีนางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา เป็นประธานเปิดการประชุม การประชุมดังกล่าว จัดขึ้นโดยไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับมอลตา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ และประสบการณ์ด้านการป้องกันและรับมือกับการหลอกลวงออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และแสดงบทบาทนำของไทยในระดับอาเซียนและระดับโลก ที่ประชุมได้มีการหารือในประเด็นสำคัญ อาทิ (1) ความจำเป็นของการมีกฎระเบียบและระบบตรวจสอบที่เข้มงวดในการเปิดบัญชีธนาคารและทำธุรกรรมทางการเงิน (2) กรณีศึกษาของการหลอกลวงออนไลน์ เช่น การหลอกลวงการลงทุน การหลอกลวงเรื่องความรัก (romance scam) (3) ความท้าทายของสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือสกุลเงินดิจิทัล และโทเค็นดิจิทัล (Token Digital) ถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น การฟอกเงิน การหลอกลวง และการกระทำที่ผิดกฎหมายอื่น ๆ และ (4) แนวทางการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวปาฐกถา โดยเน้นถึงความพยายามของไทยและอาเซียนในการจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ผ่านการดำเนินนโยบายและกลไกความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อาทิ การจัดตั้ง ASEAN Working Group on Anti-Online Scams (WG-AS) เพื่อประสานการรับมือในระดับภูมิภาค การดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Scam Operation Center: AOC) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน การใช้โทรศัพท์ และธุรกรรมที่น่าสงสัย เพื่อสกัดกั้นบัญชีม้าและกิจกรรมผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว ปลัดกระทรวงฯ ยังได้เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ OSCE โดยประเทศไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือดังกล่าว เนื่องจากเป็นประเทศเดียวในอาเซียน ที่เป็นหุ้นส่วนเพื่อความร่วมมือในเอเชียของ OSCE ----------------------------------

วันที่ 3 มิถุนายน 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงดีอี เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรและลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ บริเวณท้องสนามหลวง และพระบรมมหาราชวัง

วันที่ 3 มิถุนายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรและลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ บริเวณท้องสนามหลวง และพระบรมมหาราชวัง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ตามที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อความและภาพ อ้างอิงถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชานั้น พบว่าขณะนี้มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสนใจ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ตื่นตระหนก วิตกกังวล และสร้างความสับสนในสังคมเป็นวงกว้าง   กระทรวงดีอี โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center) ได้ตรวจสอบพบว่ามีข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวมากถึง 33 ข่าว และเป็นข่าวปลอมที่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐแล้ว 9 ข่าวด้วยกัน โดยพบว่าประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดคือ ข่าวปลอมที่อ้างว่า “รัฐบาลไทยเตรียมประกาศปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา 6 แห่ง” ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในวงกว้าง   ทั้งนี้จากการประสานงานตรวจสอบร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และหน่วยงานชายแดนที่เกี่ยวข้องแล้ว ยืนยันว่า ทุกด่านยังเปิดให้บริการตามปกติ และตรวจสอบพบว่าเป็นการสร้างข้อมูลปลอม โดยได้ทำการปิดกั้นการเผยแพร่แล้ว   “เรื่องเขตแดนไทย–กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนทั้ง 2 ประเทศ การแชร์ข่าวปลอมยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นของการทำภาพ AI ที่เผยแพร่เพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง หรือประเด็นการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ รวมทั้งกรณีข่าวลือปลดแม่ทัพภาคที่ 3 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลจากช่องทางทางการและสื่อหลักที่น่าเชื่อถือเท่านั้น” รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว   อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนทุกคน ก่อนเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใด ๆ ควรตรวจสอบว่าแหล่งข่าวเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลกับช่องทางหลักของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย หรือ โทรสายด่วน 1111 ตลอด 24 ชม. หากพบโพสต์ ข้อความต้องสงสัย สามารถส่งลิงก์หรือภาพหลักฐานเพื่อตรวจสอบ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   สามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)  |  Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com     --------------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 4 มิถุนายน 2568 ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ทางอินเทอร์เน็ต และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย ซึ่งนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุม 803 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร  LEAD : Big Data and AI for Sustainable Future (LEAD รุ่นที่ 2) หลักสูตรผู้นำพลิกโฉมองค์กรอย่างยั่งยืนด้วย Big Data และ AI และร่วมเป็นวิทยากรกิตติมาศักดิ์ ในหัวข้อ "Government Policies and Thailand's Digital Competitive Edge" นโยบายภาครัฐกับความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย โดยมี รศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพัฒนาแพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลาง เพื่อสนับสนุนมาตรการลดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นละออง PM2.5) ครั้งที่ 1/2568 ที่จะช่วยสนับสนุนมาตรการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลที่เป็นประเด็นสำคัญด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ณ ห้องประชุม 803 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผ่านระบบการประชุมทางไกล

icon-sitemap    std-w1    std-w2    WCAG 2.0 (Level AA)
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ Loading...


กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เลขที่ 120 หมู่ 3 ชั้น 8-11 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (อาคาร ซี) ซอยแจ้งวัฒนะ 7 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

facebook
instagram
twitter
youtube
rss
tiktok
threads
Icon Q&A
black ribbon.